ราชทัณฑ์ตอบกลับแยกแดนนักโทษ เพื่อลดความขัดแย้งทางการเมือง

26 พ.ย. 2557 ตามที่ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ได้ยื่นหนังสือขอให้ย้ายนักโทษทางการเมืองทั้งหมด (ตามรายงานของศูนย์ทนายความมีอยู่ 54 คน) มาอยู่ในแดนเดียวกันเพื่อความปลอดภัยและคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของผู้ต้องขัง
ช่วงต้นเดือนที่ผ่านมาทางเรือนตำได้มีหนังสือตอบกลับมา ใจความโดยสรุปว่า “ปัจจุบันนักโทษมีความคิดทางการเมืองแตกต่างกัน หากให้อยู่รวมในแดนเดียวกัน อาจเกิดความขัดแย้งมากขึ้น การย้ายให้อยู่แยกกันจึงเป็นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้สามารถอยู่ร่วมกันได้ ปัจจุบันนักโทษทุกคนอยู่ด้วยกันได้อย่างปกติ อยู่ในระเบียบวินัยด้วยดี”

ส่วนกรณีนายสุรกิจที่เสียชีวิตในเรือนจำ ทางเรือนจำได้ตอบว่า “เสียชีวิตจากโรคประจำตัว ไม่ใช่จากความขัดแย้งทางการเมือง”

“ปัจจุบันทางเรือนจำได้กำชับให้เจ้าหน้าที่พูดคุยแลกเปลี่ยนทัศนะกับผู้ต้องขังให้สามารถอยู่ร่วมกันได้โดยปกติ”

Move Re1jpg_Page1

By Thai Lawyers for Human Rights Posted in News Update

THAILAND: “The Unchanged Situation of Political Prisoners Following Coups in Thailand October 1976 – October 2014”.

Dear All,

Thai Lawyers for Human Rights (TLHR) would like to publish TLHR news letter on Political Prisoners “The Unchanged Situation of Political Prisoners Following Coups in Thailand October 1976 – October 2014”. This news letter include situation analysis compare between October 1976 and October 2014.
THAI LAWYERS FOR HUMAN RIGHTS

สถานการณ์นักโทษการเมืองไทย “ตุลา 19 – ตุลา 57” สถานการณ์ไม่เปลี่ยนแปลง

สถาการณ์นักโทษทางการเมืองไทย

ตุลา 19 – ตุลา 57 สถานการณ์ไม่เปลี่ยนแปลง

12 พฤศจิกายน 2557 ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนออกจดหมายข่าว เรื่องนักโทษทางการเมืองไทย ดังปรากฎข้างล่างนี้

ผู้ที่สนใจอ่านแบบข้อความ (Text) สามารถ Download ได้ตาม Link ที่แนบนี้

[TH] TLHR Newsletter- Political Prisoners -Oct14 Issue

TLHR NewsLetter-01

TLHR NewsLetter-02

 

TLHR NewsLetter-03

TLHR NewsLetter-04

TLHR NewsLetter-05

 

Press Release: Suppression of freedom of expression must be stopped

Press Release

Suppression of freedom of expression must be stopped

By Thai Lawyers for Human Rights (TLHR)

On 3 November 2014, 12 civil society organizations and 17 individuals have issued a joint statement declaring their opposition to the reform process initiated by the National Council for Peace and Order (NCPO). In their statement, it was clearly explained how they cannot accept the seizure of power by the coup and the NCPO and they therefore cannot cooperate with any mechanisms or apparatus stemming from the coup including the cabinet, the National Legislative Assembly, and the National Reform Council. They adamantly declare their refusal to participate in any forums or process initiated by the cabinet, the National Legislative Assembly, and the National Reform Council since all these mechanisms are weakening people’s sector making it impossible to hold the state accountable for their policies, laws or any development projects after the coup.

Thai Lawyers for Human Rights Center (TLHR) was informed on 4 November 2014 that the individuals who have signed their names in the statement have received phone calls from local military personnel. Some of them have found their homes being raided by fully armed military officials, administrative officials and the police and they were taken away and asked to give information to the authorities. Two of them have gone to report themselves to the military at the Prachak Military Camp in Udon Thani. Apparently, the military officials asked about their motives in issuing the statement. Upon their release, they were forced to sign a document indicating their obligation to immediately present themselves to the authorities once summoned. Other individuals in other provinces including Mahasarakham and Khon Kaen may present themselves and meet the military authorities as summoned later.

TLHR feels deeply concernedly about the operation of the military officials as follows;

  1. The issuance of the public statement is simply an exercise of the right to freedom of expression guaranteed by Article 19 of the International Covenant on Civil and Political Rights (ICCPR) which provides that everyone shall have the right to hold opinions without interference and Thailand is obliged to observe it. That the military officials summoned the individuals to meet simply because their issuance of the statement shall inevitably inflict the climate of fear in public and is in itself an act to stifle the right to freedom of expression.
  1. Even though Thailand is ruled under Martial which authorizes military officials to hold a person in custody not more than seven days, but the exercise of such power is only possible only to when there is a reasonable ground to suspect that any person is the enemy or violates the provisions of this Act or the order of the military authority. The law does not provide a blank cheque for the military officials to act arbitrarily as it has happened thus far.
  1. The act of the military officials simply reiterates that the points raised in the statement by the 12 civil society organizations that under military coup rule, it is impossible for people to hold the state accountable for their policies, laws or any development projects, since even a criticism made in good faith is not allowed.

TLHR demands that the military stop suppressing the exercise of the right to freedom of expression of the individuals and other groups and repeal Martial Law countrywide as well as observe the rule of law in their governing of the country. Reform shall not take place without an effort to listen to opinions from all parties and without the enforcement of law equally among all people.

With Respect in sovereign power of the people

Thai Lawyers for Human Rights (TLHR)

แถลงการณ์ ขอให้ยุติการคุกคามการใช้เสรีภาพในการแสดงออก

แถลงการณ์ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน

เรื่อง ขอให้ยุติการคุกคามการใช้เสรีภาพในการแสดงออก

            ตามที่ 12 องค์กรภาคประชาสังคม และรายชื่อบุคคล 17 รายได้ออกแถลงการณ์ไม่ร่วมปฏิรูปกับคณะรักษาความสงบแห่งชาติเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2557 ที่ผ่านมาโดยแถลงการณ์ประกาศจุดยืนในการไม่ยอมรับอำนาจรัฐประหารจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ และไม่ยอมรับกลไกและเครื่องมือที่เกิดจากรัฐประหาร  เช่น  คณะรัฐมนตรี  สภานิติบัญญัติแห่งชาติ  และสภาปฏิรูปแห่งชาติ  และปฏิเสธการเข้าร่วมเวทีหรือกระบวนการใด ๆ ที่กำลังจัดทำข้อเสนอให้คณะรัฐมนตรี สภานิติบัญญัติแห่งชาติ และสภาปฏิรูปแห่งชาติ เนื่องจากกลไกดังกล่าทำลายความเข้มแข็งของภาคประชาชนและไม่สามารถตรวจสอบนโยบายรัฐ กฎหมายหรือโครงการพัฒนาใดๆในช่วงรัฐประหารได้

ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนได้รับข้อมูลในวันที่ 4 พฤศจิกายน 2557 ว่าบุคคลที่ร่วมลงชื่อในแถลงการณ์ดังกล่าวได้รับการติดต่อทางโทรศัพท์ให้ไปพบเจ้าหน้าที่ทหารในพื้นที่และบางกรณีเจ้าหน้าที่ทหารพร้อมฝ่ายปกครองและเจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำกำลังพร้อมอาวุธไปที่บ้านเพื่อเชิญตัวบุคคลดังกล่าวไปให้ข้อมูลแต่ในวันดังกล่าวมีเพียง 2 รายได้ไปพบเจ้าหน้าที่ทหารแล้วที่ค่ายประจักษ์ จังหวัดอุดรธานี โดยเจ้าหน้าที่ทหารได้สอบถามถึงสาเหตุและความคิดเห็นในการออกแถลงการณ์ดังกล่าว พร้อมให้ลงนามว่าหากเจ้าหน้าที่เรียกไปพบเมื่อใดต้องไปพบในทันที ส่วนรายอื่นๆมีนัดหมายในวันถัดไปในพื้นที่จังหวัดต่างๆ เช่น มหาสารคาม ขอนแก่น เป็นต้น

ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนขอแสดงความห่วงกังวลถึงการปฏิบัติการดังกล่าวของเจ้าหน้าที่ทหารดังต่อไปนี้

  1. การออกแถลงการณ์ของกลุ่มบุคคลดังกล่าวเป็นเสรีภาพในการแสดงออก ซึ่งกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ข้อ 19 รับรองว่าบุคคลมีสิทธิที่จะมีการแสดงความเห็นโดยปราศจากการแทรกแซง และประเทศไทยมีพันธกรณีที่ต้องปฏิบัติตาม พฤติการณ์ซึ่งเจ้าหน้าที่ทหารเรียกตัวกลุ่มบุคคลดังกล่าวไปพบอันเนื่องจากสาเหตุการออกแถลงการณ์ย่อมสร้างความหวาดกลัวให้แก่ประชาชนและเป็นการคุกคามต่อเสรีภาพดังกล่าวโดยตรง
  2. แม้ปัจจุบันประเทศไทยจะตกอยู่ภายใต้กฎอัยการศึกซึ่งให้อำนาจเจ้าหน้าที่ทหารควบคุมตัวบุคคลได้ไม่เกินเจ็ดวัน แต่การใช้อำนาจดังกล่าวก็มีเงื่อนไขจำกัดเพียงกรณีมีเหตุอันควรสงสัยว่า บุคคลใดจะเป็นราชศัตรูหรือได้ฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติของพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก หรือต่อคำสั่งของเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารเท่านั้น ทั้งนี้มาตราดังกล่าวไม่ได้ให้อำนาจเจ้าหน้าที่ทหารในการกระทำใดๆก็ได้ตามที่ปรากฏว่าเจ้าหน้าที่ทหารได้ใช้อำนาจอย่างกว้างขวาง
  1. พฤติการณ์ดังกล่าวของเจ้าหน้าที่ทหารย่อมเป็นการตอกย้ำแถลงการณ์ของ 12 องค์กรภาคประชาชนสังคม ว่าภายใต้สถานการณ์รัฐประหาร ประชาชนไม่อาจตรวจสอบนโยบายรัฐ กฎหมายหรือโครงการพัฒนาใดๆได้ แม้การวิจารณ์รัฐโดยสุจริตก็ไม่สามารถกระทำได้

ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนจึงขอเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ทหารยุติการคุกคามการใช้เสรีภาพในการแสดงออกของกลุ่มบุคคลดังกล่าวและกลุ่มอื่นๆ ยกเลิกการประกาศกฎอัยการศึกทั่วราชอาณาจักร และเคารพนิติรัฐในการปกครองประเทศ ทั้งนี้เพราะการปฏิรูปไม่อาจเกิดขึ้นได้โดยปราศจากการรับฟังความคิดเห็นของทุกฝ่าย และความยุติธรรมในการบังคับใช้กฎหมายอย่างเสมอภาค

ด้วยความเคารพในอำนาจอธิปไตยของประชาชน

ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน