Public Statement Stop unlawful detention and stop using justice process as a political tool

Public Statement

Stop unlawful detention and stop using justice process as a political tool

In pursuance to the invocation of the National Council for Peace and Order (NCPO) Order no. 7/2557 to ban political gathering and Section 44 of the 2014 Interim Constitution of the Kingdom of Thailand which issue the Order of Head of NCPO no. 3/2015 regarding the maintenance of public order and national security as well as the orders to authorize military court to have jurisdiction over cases related to political assembly, the police and military officials have lately exercised their draconian power to hold a person in custody. It has given rise to infringements on the rights to freedom of expression in many instances, particularly the arrest and pressing of criminal charges against a group of students and citizens who were gathered to demonstrate during the first anniversary of the military coup in front of the Bangkok Art & Culture Centre and the Democracy monument in the city of Khon Kaen.

The Thai Lawyers for Human Rights (TLHR) deems the activities have been carried out peacefully and unarmed according to the right and liberty every Thai citizen is entitled to as far as the democratic convention in Thailand is concerned. In addition, the right is provided for in Articles 19 and 21 of the International Covenant on Civil and Political Rights (ICCPR) to which Thailand is a state party, and which guarantee that “everyone shall have the right to hold opinions without interference” and that “the right of peaceful assembly shall be recognized”. Even though the officials claimed to have performed their duties according to the law, but the law which restricts people’s rights and liberty has to be exercised proportionately and properly in a democratic society. Since it appears that the laws have essentially led to breaches of the right to public assembly, it is not justified for the state to claim that the arrest and prosecution against the persons based on such charges have been carried out according to human rights principles and justice process.

In addition, it happens that the police officials have apprehended and brought individuals to police station and recorded their personal information and action, even though they had not done anything that could be deemed as an illegal offence. There have been instances that such individuals have been ‘invited’ to the police station and no charges were pressed against them, for example when Mr. Pansak Srithep was brought to the Pathumwan Police Station, or when Mr. Anurak Janetawanit was brought to the same police station today (24 June). Moreover, three other students were nabbed from around the Democracy Monument in Bangkok and arbitrarily brought to the Samran Rat Police Station without committing any apparent illegal offence. Such apprehensions are a breach to procedure as provided for in Article 78 of the Criminal Procedure Code and it was in fact an obvious attempt to stifle freedom of expression.

Therefore, the Thai Lawyers for Human Rights (TLHR) demands the following;

  1. The National Council for Peace and Order (NCPO) and government officials have to stop behaving in such a way that threatens the exercise of the right to freedom of expression by students and citizens who simply express themselves peacefully and unarmed.
  2. Stop trying civilians in Military Court since the use of such justice system is a breach to the principle of independence and impartiality of the judiciary which in this case is being used as a political tool.
  3. Such intimidation and the misuse of justice process to carry our the arrest and others prosecutions shall not only violate rights and liberties of the people, but they will also not help to restore social justice without which no genuine solutions to the incumbent conflicts can be founded

With respect in people’s rights and liberties

Thai Lawyers for Human Rights (TLHR)

แถลงการณ์ให้ยุติการควบคุมโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และการใช้กระบวนการยุติธรรมเป็นเครื่องมือทางการเมือง

แถลงการณ์ให้ยุติการควบคุมโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย

และการใช้กระบวนการยุติธรรมเป็นเครื่องมือทางการเมือง

           ตามที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติได้ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติฉบับที่  7/2557 เรื่องการห้ามชุมนุมทางการเมือง และใช้มาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 ออกคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติฉบับที่  3/2558  เรื่องการรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงแห่งชาติ รวมถึงกำหนดให้การชุมนุมทางการเมืองเป็นความผิดต้องถูกดำเนินคดีในศาลทหาร ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่ทหารร่วมกันใช้อำนาจในการควบคุมตัวบุคคลโดยพลการ ก่อให้เกิดการละเมิดสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกจำนวนมาก โดยเฉพาะกรณีการจับกุมและตั้งข้อกล่าวหากับนักศึกษาและประชาชนที่จัดกิจกรรมครบรอบหนึ่งปีการรัฐประหารบริเวณหน้าหอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพมหานครและบริเวณหน้าอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยจังหวัดขอนแก่นที่ผ่านมา

ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนเห็นว่าการจัดกิจกรรมดังกล่าวนั้นเป็นไปโดยสงบและปราศจากอาวุธ อันเป็นสิทธิเสรีภาพที่บรรดาชนชาวไทยเคยได้รับการคุ้มครองตามประเพณีการปครองของไทย และเป็นไปตามในข้อ  19 และข้อ 21ของกติการระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ซึ่งประเทศไทยเป็นภาคีและได้รับรองว่า “บุคคลมีสิทธิเสรีภาพในการแสดงความเห็นโดยปราศจากการแทรกแซง” และ “สิทธิการชุมนุมโดยสงบย่อมได้รับการรับรอง” แม้เจ้าหน้าที่รัฐจะอ้างว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย  แต่กฎหมายซึ่งออกมาจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชนนั้นต้องเป็นกฎหมายที่จำกัดสิทธิเพียงเท่าที่จำเป็นในระบอบสังคมประชาธิปไตยเท่านั้น เมื่อปรากฏว่ากฎหมายดังกล่าวละเมิดต่อสาระสำคัญของเสรีภาพในการชุมนุมอย่างรุนแรง รัฐจึงไม่อาจอ้างได้ว่าการจับกุมและดำเนินคดีบุคคลในข้อกล่าวหาดังกล่าวนั้นเป็นไปตามหลักสิทธิมนุษยชนและเป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม

นอกจากนี้ยังปรากฏพฤติการณ์ของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการควบคุมตัวบุคคลซึ่งไม่เข้าข่ายการกระทำความผิดใดๆตามกฎหมายไปยังสถานีตำรวจเพื่อลงบันทึกประวัติในบันทึกประจำวันของสถานีโดยให้ลงนามรับรองว่าเป็นการเชิญมาโดยสมัครใจในหลายเหตุการณ์โดยไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหา อาทิเช่นการควบคุมตัวนายพันธ์ศักดิ์ ศรีเทพไปยังสถานีตำรวจนครบาลปทุมวัน การควบคุมตัวนายอนุรักษ์ เจนตวนิชย์ไปยังสถานีตำรวจนครบาลลุมพินี หรือล่าสุดในวันนี้ (24 มิ.ย.58) มีการควบคุมตัวนักศึกษาสามรายจากบริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยไปยังสถานีตำรวจนครบาลสำราญราษฎร์ ซึ่งขัดต่อหลักการจับกุมมาตรา 78  ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาอันเป็นพฤติการณ์ในการคุกคามการใช้เสรีภาพในการแสดงออกอย่างชัดแจ้ง

ด้วยเหตุดังกล่าวศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนขอเรียกร้องให้

1.คณะรักษาความสงบแห่งชาติและเจ้าหน้าที่รัฐยุติพฤติการณ์คุกคามการใช้เสรีภาพในการแสดงออกของนักศึกษาและประชาชนซึ่งเป็นการแสดงออกโดยสงบและปราศจากอาวุธ

2.ยุติการดำเนินคดีกับพลเรือนในศาลทหารอันเป็นการใช้กระบวนการยุติธรรมซึ่งขัดต่อหลักความเป็นอิสระและเป็นกลางมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง

พฤติการณ์ในการคุกคามและการใช้กระบวนการยุติธรรมในการจับกุม การดำเนินคดีในความผิดดังกล่าวนอกจากจะเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชนแล้ว ยังไม่สามารถนำมาซึ่งความเป็นธรรมในสังคมซึ่งเป็นพื้นฐานการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในสังคมได้อย่างแท้จริง

ด้วยความเคารพต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชน

ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน

“ชะตากรรม” พลเรือนในศาลทหารต่างจังหวัด

prachatai-InfoGraphic-142

ศาลทหารในต่างจังหวัดไม่เหมือนศาลทหารในกรุงเทพฯ…

ศาลทหารกรุงเทพนั้น ตั้งอยู่ข้างกระทรวงกลาโหม เป็นอาคารเดี่ยวแยกต่างหากจากอาคารอื่น ขณะที่ศาลทหารในต่างจังหวัดทุกศาลตั้งอยู่ภายในค่ายทหารที่กระจายอยู่ในจังหวัดต่างๆ

ศาลทหารกรุงเทพมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีอาญาได้ทุกบทกฎหมาย ในภาวะปกติสามารถพิจารณาคดีที่มีจำเลยเป็นทหารได้โดยไม่จำกัดยศของจำเลย

ขณะที่ศาลทหารในต่างจังหวัด แยกเป็นสองประเภท หนึ่ง คือ “ศาลจังหวัดทหาร” เป็นศาลทหารที่มีอำนาจพิพากษาคดีน้อยกว่าศาลทหารชั้นต้นประเภทอื่นๆ โดยไม่สามารถพิจารณาคดีที่จำเลยเป็นนายทหารชั้นสัญญาบัตรขึ้นไปได้ ศาลทหารประเภทนี้พอเทียบเคียงได้กับศาลแขวงของพลเรือน

สอง คือ “ศาลมณฑลทหาร” มีอำนาจในการพิจารณาพิพากษาคดีมากกว่าศาลจังหวัดทหาร คือพิจารณาคดีที่จำเลยเป็นนายทหารชั้นสัญญาบัตรได้ แต่ไม่สามารถพิจารณาคดีที่จำเลยเป็นชั้นนายพล หรือเทียบเท่าได้ พอเทียบเคียงได้กับศาลจังหวัดของพลเรือน ศาลทหารประเภทนี้จึงตั้งอยู่ในจังหวัดที่มีขนาดใหญ่กว่าจังหวัดที่ศาลจังหวัดทหารตั้งอยู่ แต่ศาลทั้งสองประเภทก็ถูกใช้พิจารณาคดีพลเรือนเช่นเดียวกันในปัจจุบัน อ่านเพิ่มเติม

Report “Human Rights One Year After the 2014 Coup: A Judicial Process in Camouflage Under the National Council for Peace and Order.”

4 June 2015, Thai Lawyers for Human Rights (TLHR) launches a report, “Human Rights One Year After the 2014 Coup: A Judicial Process in Camouflage Under the National Council for Peace and Order.” The report highlights how during the past year, in addition to failing to be a ‘neutral party,’ the military has violated fundamental rights, including the right to freedom of expression. Criticism has been stifled, including complaints about difficult day-to-day living conditions and efforts to suppress any movement by the people to participate in issues that affect their lives have been increased. The military has interfered in the judicial process has from the stage of arrest to the prosecution in the Military Court. The only solution promoted by the military is for the people to undergo attitude adjustment in the hope of making them think like soldiers.

For those who interest can download the report at 20150604_TLHR Report- Human Rights One Year After the 2014 Coup

รายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชน หนึ่งปีหลังการรัฐประหาร 2557 “กระบวนการยุติธรรมลายพราง ภายใต้ คสช.”

4 มิถุนายน 2558 ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน เปิดรายงาน “รายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชน หนึ่งปีหลังการรัฐประหาร 2557” ชี้ทหารไม่ใช่คนกลาง 1 ปีที่ผ่านมา ทำประชาชนถูกละเมิดสิทธิตั้งแต่การแสดงออกขั้นพื้นฐาน จนไปถึงห้ามเรียกร้องปัญหาปากท้อง ชาวบ้านถูกปิดกั้นการมีส่วนร่วมในประเด็นที่ตนได้รับผลกระทบ ทั้งแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมทั้งระบบตั้งแต่การควบคุมตัวจนไปถึงการดำเนินคดีพลเรือนในศาลทหาร เน้นแก้ปัญหาโดยปรับทัศนคติประชาชนให้ตรงกันทหาร สร้างกระบวนการยุติธรรมลายพราง

ผู้ที่สนใจสามารถ Download รายงานได้ที่ 20150604_รายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชนหนึ่งปีหลังการรัฐประหาร 2557