Human Rights Situation Report : One month after the 2014 coup

Dear All,

 
As you know on 22 May 2014, Thailand’s Army Chief, General Prayuth Chan-ocha, announced a military coup d’etat and the establishment of the National Council for Peace and Order (NCPO) as the new administrative body in charge of the country. The NCPO said the military needed to take control in order to reform the political, economic and social structure of the country.

Under martial law, which has been in place nationwide since 20 May, the military has power to detain people for up to seven days without warrant, charge, or trial, and many people was called to reported themselves.

 
The Thai Lawyers for Human Rights (TLHR) is a group of human rights attorneys and lawyers and social activists which provides legal aid to people affected the enforcement of law by the National Council for Peace and Order (NCPO). From our monitor and information gathering in the pass one month we have done on Human Rights situation report to show what is Human Rights situation of Thailand and present in on June 23, 2014  at FCCT, Thailand. 
 
The report which we use for present to the panel we are glad to sent it to you for your further use. If you have any question you can ask us by sent to this e-mail.
 
Best Regards,
Thai Lawyer for Human Rights

DOWNLOAD: (EN) After Coup Thai Human Rights Situation Report

รายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชน 1 เดือนหลังรัฐประหาร

รายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชน 1 เดือนหลังรัฐประหาร

23 มิถุนายน 2557 ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน เผย“รายงาน หนึ่งเดือนหลังรัฐประหาร : สถานการณ์สิทธิมนุษยชนในประเทศไทย” (One Month after the Coup d’etat: The State of Human Rights in Thailand)

ผู้ที่สนใจสามารถ Download รายงานได้ ตาม Link ข้างล่างนี้

(TH) After Coup Thai Human Rights Situation Report

จากรายงานพบว่าในระยะเวลาหนึ่งเดือนหลังรัฐประหาร พบสถิติผู้ถูกเรียกตัวและจับกุมเท่าที่ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ ดังนี้ ผู้ถูกคำสั่ง คสช. เรียกรายงานตัว 454 คน มีผู้ถูกเรียกให้รายงานตัวในต่างจังหวัดที่ไม่ได้ประกาศให้สาธารณะรับรู้ 57 คน นอกจากนี้มีการจับกุมบุคคลที่ไม่มีหมายเรียกใดๆ มาก่อน 113 คน จับกุมจากการแสดงออกทางการเมืองในที่สาธารณะ 55 คน และจับกุมผู้ถูกเรียกแต่ไม่ได้ไปรายงานตัว 10 คน

จากสถานการณ์ที่กล่าวมาข้างต้น ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน จึงมีข้อเสนอต่อคณะรักษาความมั่นคงแห่งชาติ ดังนี้

  1. เสนอให้ยุติการใช้อำนาจตามกฎอัยการศึก โดยยกเลิก ประกาศใช้กฎอัยการศึกทั่วประเทศ
  2. เสนอให้ยกเลิกมาตรการปิดกั้นและควบคุมสื่อทุกชนิด
  3. เสนอให้ยุติการควบคุมตัวตามกฎอัยการศึกและดำเนินคดีกับผู้ชุมนุมโดยสงบ และยกเลิกประกาศห้ามชุมนุม
  4. เสนอให้ยกเลิกการบังคับให้บุคคลมารายงานตัว และยกเลิกการกำหนดเงื่อนไขเมื่อปล่อยตัวบุคคลที่ไปรายงานตัวหรือถูกกักตัว
  5. ควรใช้มาตรการในการจับกุมและควบคุมตัวเท่าที่จำเป็นเท่านั้น และควรกำหนดหลักเกณฑ์การจับกุมและควบคุมตัวที่ชัดเจนและเป็นไปตามหลักสิทธิมนุษยชน
  6. เสนอให้ยกเลิกการดำเนินคดีพลเรือนในศาลทหาร ตามประกาศ เรื่องความผิดที่อยู่ในอำนาจดำเนินคดีของศาลทหาร
  7. ผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าฝ่าฝืนประกาศหรือคำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และถูกดำเนินคดีข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา ลักษณะ 1 ความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร ถือเป็นนักโทษทางการเมือง ควรคุมขังในสถานที่ที่เหมาะสม และแยกออกจากผู้ต้องขังความผิดอื่นๆ

ศูนย์ทนายฯ เผยสถิติ เรียกตัว-จับกุม หนึ่งเดือนรัฐประหาร

เผยสถิติ เรียกตัว-จับกุม หนึ่งเดือนรัฐประหาร

ศูนย์ทนายฯ เสนอยกเลิกกฎอัยการศึก-ปิดกั้นสื่อ-ศาลทหาร

วันที่ 23 มิถุนายน 2557 ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ร่วมกับคณะกรรมการนิติศาสตร์สากล และสมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทย จัดงานแถลงข่าว “หนึ่งเดือนหลังรัฐประหาร : สถานการณ์สิทธิมนุษยชนในประเทศไทย” (One Month after the Coup d’etat: The State of Human Rights in Thailand)

หลังการประกาศยึดอำนาจ เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557  คณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ออกประกาศและคำสั่งออกมาหลายฉบับที่กระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชน ได้แก่ การเรียกบุคคลให้มารายงานตัว การปิดกั้นและควบคุมสื่อทุกชนิด การห้ามชุมนุมหรือแสดงความเห็นทางการเมือง และการให้พลเรือนถูกดำเนินคดีในศาลทหาร นอกจากนี้ คสช.ยังใช้มาตรการต่างๆ เช่น การจับกุมผู้แสดงสัญลักษณ์ต่อต้านรัฐประหาร การจับกุมถึงที่พักอาศัยและตรวจค้นโดยไม่มีหมาย การควบคุมตัวโดยไม่เปิดเผยสถานที่และเหตุผลในการควบคุมตัว ในบางรายไม่เปิดโอกาสให้ผู้ถูกควบคุมตัวติดต่อกับญาติ ซึ่งล้วนสร้างความวิตกกังวลให้กับประชาชนอย่างยิ่ง

ในระยะเวลาหนึ่งเดือนหลังรัฐประหาร พบสถิติผู้ถูกเรียกตัวและจับกุมเท่าที่ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ ดังนี้ ผู้ถูกคำสั่ง คสช. เรียกรายงานตัว 454 คน มีผู้ถูกเรียกให้รายงานตัวในต่างจังหวัดที่ไม่ได้ประกาศให้สาธารณะรับรู้ 57 คน นอกจากนี้มีการจับกุมบุคคลที่ไม่มีหมายเรียกใดๆ มาก่อน 113 คน จับกุมจากการแสดงออกทางการเมืองในที่สาธารณะ 55 คน และจับกุมผู้ถูกเรียกแต่ไม่ได้ไปรายงานตัว 10 คน

จากสถานการณ์ที่กล่าวมาข้างต้น ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน จึงมีข้อเสนอต่อคณะรักษาความมั่นคงแห่งชาติ ดังนี้

  1. เสนอให้ยุติการใช้อำนาจตามกฎอัยการศึก โดยยกเลิก ประกาศใช้กฎอัยการศึกทั่วประเทศ เนื่องจากปัจจุบันไม่มีเหตุให้ใช้กฎอัยการศึกอีกต่อไปแล้ว และให้ใช้กฎหมายตามกระบวนการยุติธรรมทางอาญาปกติ
  2. เสนอให้ยกเลิกมาตรการปิดกั้นและควบคุมสื่อทุกชนิด เนื่องจากสถานการณ์ปัจจุบัน ข้อมูลข่าวสารเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อประชาชนจะได้รับรู้ว่า การกระทำต่างๆ ของ คสช. มีประโยชน์หรือมีผลกระทบอย่างไร
  3. เสนอให้ยุติการควบคุมตัวตามกฎอัยการศึกและดำเนินคดีกับผู้ชุมนุมโดยสงบ และยกเลิกประกาศห้ามชุมนุม เนื่องจากเสรีภาพการแสดงออกเป็นสิ่งจำเป็นในสังคมประชาธิปไตย การควบคุมตัวและดำเนินคดีของผู้ที่แสดงออกจึงเป็นการละเมิดเสรีภาพอย่างร้ายแรง
  4. เสนอให้ยกเลิกการบังคับให้บุคคลมารายงานตัว และยกเลิกการกำหนดเงื่อนไขเมื่อปล่อยตัวบุคคลที่ไปรายงานตัวหรือถูกกักตัว เนื่องจากการเรียกบุคคลมารายงานตัว ไม่มีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน ว่าเรียกไปเพราะเหตุใด และมีการกำหนดโทษเมื่อฝ่าฝืนคำสั่งเรียกรายงานตัว ซึ่งเป็นการกำหนดโทษที่ไม่เป็นธรรม อีกทั้งเงื่อนไขการปล่อยตัวก็มีลักษณะจำกัดสิทธิเสรีภาพหลายประการ ผู้ที่ไปรายงานตัวหรือกักตัวจำต้องยอมรับอย่างไม่มีทางเลือก
  5. ควรใช้มาตรการในการจับกุมและควบคุมตัวเท่าที่จำเป็นเท่านั้น และควรกำหนดหลักเกณฑ์การจับกุมและควบคุมตัวที่ชัดเจนและเป็นไปตามหลักสิทธิมนุษยชน เช่น ควรกำหนดให้บุคคลที่ถูกจับกุมและควบคุมตัวมีสิทธิที่จะได้รับแจ้งเหตุที่ถูกจับกุม ได้รับทราบสถานที่ควบคุมตัว ได้แจ้งญาติ และให้ญาติเข้าเยี่ยมตามสมควร เป็นต้น
  6. เสนอให้ยกเลิกการดำเนินคดีพลเรือนในศาลทหาร ตามประกาศ เรื่องความผิดที่อยู่ในอำนาจดำเนินคดีของศาลทหาร เนื่องจากไม่มีตุลาการที่เป็นอิสระและเป็นกลาง (ในแง่ของที่มาและการปฏิบัติหน้าที่) และคำพิพากษาไม่สามารถตรวจสอบได้โดยสาธารณชนและศาลที่สูงขึ้นไป ผู้ถูกกล่าวหาไม่มีสิทธิอุทธรณ์และฎีกา
  7. ผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าฝ่าฝืนประกาศหรือคำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และถูกดำเนินคดีข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา ลักษณะ 1 ความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร ถือเป็นนักโทษทางการเมือง ควรคุมขังในสถานที่ที่เหมาะสม และแยกออกจากผู้ต้องขังความผิดอื่นๆ

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมและแจ้งเหตุการละเมิดสิทธิมนุษยชนจากเหตุการณ์ทางการเมือง

ติดต่อ ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน 096 789 3172, 096 789 3173, tlhr2014@gmail.com

By Thai Lawyers for Human Rights Posted in News Update

แถลงการณ์ ขอให้ปล่อยตัวนางสาวกริชสุดา คุณะแสนในทันที

แถลงการณ์

 ขอให้ปล่อยตัวนางสาวกริชสุดา คุณะแสนในทันที

                                     เผยแพร่วันที่ 21 มิถุนายน 2557

ตามที่ปรากฏว่า น.ส. กริชสุดา คุณะแสน  ถูกควบคุมตัวตั้งแต่วันที่ 28 พฤษภาคม 2557  จากจังหวัดชลบุรีโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหาร โดยระหว่างการควบคุมตัวไม่มีบุคคลใดสามารถติดต่อน.ส. กริชสุดาได้และไม่ทราบว่า น.ส. กริชสุดา ควบคุมตัวอยู่ที่ใด ต่อมาเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2557  มีการเรียกนางสาวกริชสุดา ให้ไปรายงานตัวตามคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติฉบับที่ 68/2557 ทั้งที่ยังไม่ปรากฏว่ามีการปล่อยตัว น.ส.กริชสุดา และยังไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหาใดๆ ต่อมาเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2557 พ.อ.วินธัย สุวารี รองโฆษกกองทัพบก ได้ออกมายอมรับว่ามีการควบคุมตัว น.ส. กริชสุดา จริงนั้น

ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน มีความกังวลและเห็นว่าการกระทำดังกล่าวของเจ้าหน้าที่เป็นการใช้อำนาจโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและละเมิดต่อหลักการพื้นฐานด้านสิทธิมนุษยชนด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้

  1. การควบคุมตัว น.ส. กริชสุดา จนถึงปัจจุบันเป็นเวลากว่า 24 วัน โดยไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหานั้น เกินกว่าระยะเวลาตามมาตรา15 ทวิ พ.ร.บ.กฎอัยการศึก พ.ศ. 2447 ซึ่งให้อำนาจกักตัวบุคคลไว้ได้เพียงเท่าที่จำเป็นแต่ต้องไม่เกิน 7 วัน ดังนั้น การควบคุมตัว น.ส.กริชสุดาตั้งแต่วันที่ 4 มิถุนายน 2557 เป็นต้นมาจึงเป็นการควบคุมตัวโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายที่ดำรงอยู่อย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน โดยที่ น.ส. กริชสุดา ยังคงอยู่ในความควบคุมของเจ้าหน้าที่ทหาร

การที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีคำสั่งเรียก น.ส.กริชสุดา ไปรายงานตัวในวันที่ 17 มิถุนายน 2557 จึงเป็นการซ้ำซ้อน คำสั่งดังกล่าวจึงไม่มีผลบังคับกับ น.ส.กริชสุดา ได้อีก  เจ้าหน้าที่จึงไม่มีอำนาจใดๆ ในการควบคุมตัว น.ส.กริชสุดาอีกต่อไป

แม้การควบคุมตัวดังกล่าวจะอาศัยอำนาจตามกฎอัยการศึก  แต่เมื่อฟังได้ว่าเจ้าหน้าที่ใช้อำนาจโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย  ละเมิดสิทธิเสรีภาพของบุคคล   เจ้าหน้าที่ผู้ควบคุมตัวหรือหน่วยงานต้นสังกัดของเจ้าหน้าที่ที่ใช้อำนาจควบคุมตัวบุคคล  ย่อมมีความรับผิดตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539  โดยไม่อาจปฏิเสธได้ตามกฎหมาย  และบุคคลที่ถูกควบคุมตัวดังกล่าวต้องได้รับการเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้น

  1. การละเมิดสิทธิมนุษยชนในรูปแบบที่เลวร้ายที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการละเมิดสิทธิในชีวิต การซ้อมทรมาน และการบังคับให้บุคคลสูญหาย มักเกิดขึ้นในภาวะที่บุคคลถูกทำให้สูญเสียอิสรภาพ ดังนั้น แม้เป็นการควบคุมตัวบุคคลโดยอาศัยอำนาจตามกฎอัยการศึก หลักการสิทธิมนุษยชนสากลจึงกำหนดให้ยังต้องคงไว้ซึ่งหลักประกันขั้นพื้นฐานที่สุดเพื่อคุ้มครองความปลอดภัยในชีวิตและร่างกายของผู้ถูกควบคุมตัว กล่าวคือ กล่าวคือ สถานที่ควบคุมตัวจะต้องเป็นสถานที่เปิดเผย ห้ามการควบคุมตัวในสถานที่ลับ และรัฐต้องแจ้งการควบคุมตัวและให้ญาติสามารถเยี่ยมได้ทันที

อย่างไรก็ตาม ปรากฎว่า คสช. กลับปฏิเสธที่จะเปิดเผยสถานที่ควบคุมตัว น.ส. กริชสุดา ทั้งยังไม่อนุญาตให้พบทนายความ และไม่ปรากฎว่าได้รับอนุญาตให้ติดต่อญาติหรือมีบุคคลอื่นใดสามารถติดต่อ น.ส.กริชสุดา ได้แต่อย่างใด และไม่มีความชัดเจนว่า น.ส. กริชสุดา จะได้รับการปล่อยตัวเมื่อใดแม้จะควบคุมตัวเกิน 7 วันตามที่กฎอัยการศึกอนุญาตแล้วก็ตาม

ภาวการณ์ดังกล่าวจึงเป็นที่น่าห่วงกังวลอย่างยิ่งต่อความปลอดภัยในชีวิตและร่างกายของ น.ส. กริชสุดา เนื่องจากการควบคุมตัวในสถานที่ลับโดยไม่มีกำหนดระยะเวลา (secret and indefinite detention) นอกจากไม่ชอบด้วยกฎหมาย หลักนิติธรรม และหลักสิทธิมนุษยชน ยังสุ่มเสี่ยงต่อการก่อให้เกิดการทรมานอันเป็นการละเมิดต่ออนุสัญญาต่อต้านการทรมานและการประติบัติหรือการลงโทษอื่นที่โหดร้ายไร้มนุษยธรรมหรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรีซึ่งประเทศไทยเป็นภาคีและมีพันธกรณีในการกำหนดการป้องกันมิให้เกิดการละเมิดอนุสัญญาดังกล่าว

  1. เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า น.ส. กริชสุดา ไม่ได้รับการปล่อยตัว แต่เจ้าหน้าที่ทหารกลับยังควบคุมตัว น.ส.กริชสุดา ต่อไปโดยไม่มีกฎหมายใดให้อำนาจ ทั้งยังไม่มีการนำตัว น.ส. กริชสุดา มาส่งยัง พนง.สอบสวน เพื่อแจ้งข้อกล่าวหาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา จึงเป็นกรณีที่เจ้าหน้าที่ทหารควบคุมตัว น.ส. กริชสุดาฯ โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และละเมิดต่อพันธกรณีของไทยตามกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ข้อ 9 ซึ่งรับรองว่าบุคคลมีสิทธิในเสรีภาพและความปลอดภัยในร่างกายและจะถูกจับกุมหรือควบคุมโดยอำเภอใจมิได้ และในขณะจับกุมต้องได้รับแจ้งถึงเหตุผลในการจับกุมและต้องได้รับแจ้งข้อหาที่ถูกจับกุมโดยพลัน

ด้วยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายดังกล่าวศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนจึงขอเรียกร้องให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติดำเนินการดังต่อไปนี้

1.ปล่อยตัว น.ส. กริชสุดา คุณะแสน โดยทันที พร้อมทั้งชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจากการควบคุมตัวโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากเป็นการควบคุมตัวเกินกว่า 7 วัน โดยไม่มีกฎหมายอนุญาตให้กระทำได้

2.แจ้งสถานที่ควบคุมตัวของผู้ไปรายงานตัว และผู้ถูกกักตัวทุกราย พร้อมทั้งให้ญาติสามารถเข้าเยี่ยมได้ในทันที และตลอดช่วงเวลาที่ถูกควบคุมตัว ทั้งนี้เพื่อความโปร่งใส ลดความห่วงกังวล และเพื่อเป็นหลักประกันสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนตามหลักสิทธิมนุษยชนสากล

ด้วยความเคารพต่อสิทธิเสรีภาพ

ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน

ความเห็นทางกฎหมายต่อความรับผิดของเจ้าหน้าที่ภายใต้กฎอัยการศึก

ความเห็นทางกฎหมายต่อความรับผิดของเจ้าหน้าที่ภายใต้กฎอัยการศึก

          ตามที่โฆษกของคณะรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (คสช.) ได้แถลงต่อสื่อมวลชนเมื่อวันที่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๕๗ สรุปใจความได้ว่า “ประชาชนกลุ่มต่อต้านที่ออกมาชุมนุมอยู่ในหลายพื้นที่ ซึ่งเจ้าหน้าที่อาจจำเป็นต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาด หากปะทะกันอาจบาดเจ็บสูญเสีย จะไม่สามารถเรียกร้องอะไรได้ เพราะขณะนี้อยู่ในช่วงภาวะไม่ปกติ เจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจ ปฏิบัติงานภายใต้กฎอัยการศึก ,ประกาศ ,และคำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติในทุกพื้นที่ของประเทศ”

(อ่านข่าวได้ที่ http://thainews.prd.go.th/centerweb/news/NewsDetail?NT01_NewsID=WNPOL5705250020022)  ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน (ศทส.) เห็นว่าการให้ข้อมูลดังกล่าวไม่ถูกต้องตามหลักกฎหมาย และขัดต่อแนวคำพิพากษาของทั้งศาลปกครองและศาลทหาร  ที่เคยวินิจฉัยกรณีพิพาทที่มีข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายในสถานการณ์กฎอัยการศึกว่าหากเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารใช้อำนาจหน้าที่อย่างไม่ถูกต้องตามกฎหมาย  ประชาชนที่เสียหายก็ยังมีสิทธิฟ้องหน่วยงานให้ชดใช้ค่าเสียหายและแจ้งความดำเนินคดีอาญากับเจ้าหน้าที่ได้  หลักการพื้นฐานของกฎหมายปกครองมีอยู่ว่า การใช้อำนาจของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐไม่ว่าในสถานการณ์พิเศษอย่างไร  ก็ต้องเป็นไปตามกฎหมาย เป็นไปอย่างมีเหตุมีผล  และหากมีการฝ่าฝืนต่อหลักการข้างต้นก็ย่อมต้องมีความรับผิดอย่างไม่อาจปฏิเสธได้

ในรัฐสมัยใหม่ที่ยอมรับว่าประชาชนมีฐานะเป็นพลเมืองของรัฐเป็นประธานแห่งสิทธิและรัฐมีอำนาจจำกัดเท่าที่จำเป็นนั้น  การดำเนินการใด ๆ ของรัฐอันอาจไปกระทบสิทธิเสรีภาพของประชาชนนั้นจะกระทำได้ก็แต่โดยมีกฎหมายให้อำนาจไว้อย่างชัดแจ้ง  ไม่เพียงเท่านั้นต่อให้มีกฎหมายให้อำนาจไว้อย่างชัดแจ้งแล้ว  การใช้อำนาจของฝ่ายปกครองยังต้องเป็นไปโดยถูกต้องเป็นไปตามกฎหมาย มีเหตุผล  เมื่อพิจารณาการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจในสถานการณ์ปัจจุบันที่มีการประกาศใช้ พ.ร.บ. กฎอัยการศึกทั่วประเทศ  จะพบว่ามีบทบัญญัติที่กำหนดยกเว้นความรับผิดของเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารไว้ในมาตรา ๑๖ ของ ซึ่งบัญญัติว่า

“ความเสียหายซึ่งอาจบังเกิดขึ้นอย่างหนึ่งอย่างใด ในเรื่องอำนาจของเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหาร ตามที่ได้กล่าวมาแล้วในมาตรา ๘ ถึงมาตรา ๑๕ บุคคลหรือบริษัทใด ๆ จะร้องขอค่าเสียหายหรือค่าปรับอย่างหนึ่งอย่างใดแก่เจ้าหน้าที่ทหารไม่ได้เลย เพราะอำนาจทั้งปวงที่เจ้าหน้าที่ทหารได้ปฏิบัติและดำเนินการตามกฎอัยการศึกนี้เป็นการสำหรับป้องกันพระมหากษัตริย์ ชาติ ศาสนา ด้วยกำลังทหารให้ดำรงอยู่ในความเจริญรุ่งเรืองเป็นอิสรภาพและสงบเรียบร้อยปราศจากศัตรูภายนอกและภายใน”

เมื่อพิจารณาบทบัญญัติที่ยกมาจะเห็นได้ว่าบทบัญญัติมาตรานี้มีขึ้นเพื่อคุ้มครองเจ้าหน้าที่ทหารระดับปฏิบัติการ  เพื่อให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ในภาวะสงครามหรือจลาจลซึ่งได้มีการประกาศใช้กฎอัยการศึกแล้วอย่างมีประสิทธิภาพ  อย่างไรก็ตามประสิทธิภาพในการปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวก็ต้องเป็นไปตามกฎหมายและเป็นไปอย่างสมเหตุสมผล  หากมีการใช้อำนาจไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือเป็นไปอย่างไม่มีเหตุผลที่มีน้ำหนักรองรับ  ฝ่ายปกครองก็อาจต้องรับผิดทางกฎหมายได้ทั้งทางปกครองและทางอาญา  ซึ่งความรับผิดของรัฐในสถานการณ์กฎอัยการศึกนี้มีตัวอย่างคำพิพากษาทั้งของศาลปกครองและศาลทหารยืนยันรับรองไว้อย่างชัดเจน  โดยผู้เขียนขอยกตัวอย่างประกอบคำอธิบายดังนี้

ตัวอย่างที่ ๑ คำพิพากษาศาลปกครองสงขลาคดีหมายเลขแดงที่ ๑๔/๒๕๕๕

ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าเมื่อวันที่ ๒๑ กรกฎาคม ๒๕๕๐ เจ้าหน้าที่ทหารจากกองร้อยทหารราบที่ ๑๕๔๒ ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรปะแต อ.ยะหา จ.ยะลา ได้สนธิกำลังเพื่อร่วมกันพิสูจน์ทราบและติดตามจับกลุ่มแนวร่วมของกลุ่มที่เกี่ยวข้องการยิงรถตู้โดยสารสายเบตง-หาดใหญ่   เมื่อเจ้าหน้าที่เดินทางไปถึงที่เกิดเหตุและจะทำการปิดล้อมกระท่อม  ผู้ต้องสงสัยได้วิ่งหนีออกจากกระท่อมและมีเสียงปืนดังมาจากบริเวณหน้าสวนยางพารา  จึงได้มีการยิงโต้ตอบกันแต่ไม่มีผู้ใดบาดเจ็บหรือเสียชีวิต  หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ได้ติดตามจับกุมผู้ต้องสงสัยได้ทั้งหมด ๕ คน  ซึ่งผลการตรวจค้นดังกล่าวยึดวิทยุมือถือได้สองเครื่อง  ชุดเครื่องแบบสีเขียว ๑ ชุดและกระเป๋าสัมภาระสองใบ  จากนั้นได้นำตัวผู้ต้องสงสัยซึ่งรวมถึงนายอัสฮารี สะมาแอ บุตรของผู้ฟ้องคดีไปควบคุมตัวและสอบสวน  โดยระหว่างควบคุมตัวอยู่นั้นช่วงกลางคืนของวันเดียวกันนั้นเจ้าหน้าที่ได้ส่งตัวนายอัสฮารี  ไปยังโรงพยาบาลค่ายอิงคยุทธบริหารและนำส่งต่อไปที่โรงพยาบาลปัตตานี หลังจากนั้นได้ส่งต่อไปที่โรงพยาบาลศูนย์ จ.ยะลาเพื่อเอ็กซเรย์สมอง  แต่โรงพยาบาลศูนย์ยะลาไม่มีเครื่องเอ็กซเรย์สมองจึงส่งตัวต่อไปที่โรงพยาบาลเอกชน ผลการเอ็กซเรย์ปรากฏว่ามีเลือดคลั่งในสมอง  จึงส่งตัวกลับมาที่โรงพยาบาลศูนย์ จ.ยะลา เพื่อผ่าตัด  แต่แพทย์ไม่สามารถผ่าตัดได้เนื่องจากนายอัสฮารี ไม่มีบัตรประจำตัวประชาชนติดตัวและไม่สามารถติดต่อญาติเพื่อขอความยินยอมในการผ่าตัดได้ ต่อมาในวันที่ ๒๒ กรกฎาคม ๒๕๕๐ นายอัสฮารีเสียชีวิต  ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยมี สองประเด็น คือ

ประเด็นที่ ๑ ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ (กระทรวงกลาโหม), ๒ (กองทัพบก) และ ๓ (สำนักงานตำรวจแห่งชาติ) หรือไม่

ระหว่างพิจารณาศาลได้มีคำสั่งเรียกสำนักนายกรัฐมนตรีในฐานะต้นสังกัดกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) เข้ามาเป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ เนื่องจากการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจในกรณีพิพาทอยู่ภายใต้อำนาจหน้าที่รับผิดชอบของ กอ.รมน.ภาค ๔ ซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดของ กอ.รมน.  ซึ่งศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่าการที่เจ้าหน้าที่ทหารเข้าปิดล้อม ตรวจค้น จับกุม บุตรของผู้ฟ้องคดีและบุคคลอื่น ๆ เป็นเจ้าหน้าที่ทหารสังกัดกองร้อยอาวุธเบาที่ ๑๕๔๒ กองกำลังผสมพลเรือนตำรวจ ทหาร กอ.รมน.ภาค ๔ ส่วนหน้า ดังนั้นหากการกระทำดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย  ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ซึ่งเป็นหน่วยงานต้นสังกัดจึงต้องรับผิดต่อผู้ฟ้องคดีในผลแห่งละเมิดดังกล่าว ทั้งนี้ตามที่มาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.๒๕๓๙  ส่วนที่ผู้ถูกฟ้องคดีกล่าวอ้างว่าผู้ฟ้องคดีไม่มีอำนาจฟ้อง  เนื่องจากผู้ถูกฟ้องคดีใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.กฎอัยการศึก พ.ศ. ๒๔๕๗ ซึ่งมาตรา ๑๖ บัญญัติว่า  ความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นอย่างหนึ่งอย่างใดในเรื่องอำนาจของเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารที่ได้กล่าวมาแล้วตามมาตรา ๘ ถึงมาตรา ๑๕ บุคคลหรือบริษัทใด ๆ จะร้องขอค่าเสียหายหรือค่าปรับอย่างหนึ่งอย่างใดจากเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารไม่ได้เลย….นั้น  เห็นว่าบทบัญญัติดังกล่าวเพียงคุ้มครองเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารที่ได้ใช้อำนาจหน้าที่ไปโดยชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น  มิได้หมายความว่าเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารใช้อำนาจไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและเป็นการละเมิดต่อบุคคลอื่นแล้วจะไม่ต้องรับผิดแต่อย่างใด อีกทั้งผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามเป็นหน่วยงานของรัฐมิใช่เจ้าหน้าที่ตามที่กฎหมายดังกล่าวได้บัญญัติไว้  ข้อกล่าวอ้างของผู้ถูกฟ้องคดีไม่อาจรับฟังได้

ประเด็นที่ ๒ เจ้าหน้าที่ในสังกัดผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่กระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีหรือไม่หากกระทำละเมิดต้องชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้ฟ้องคดีเท่าใด

เห็นว่าร่องรอยการบาดเจ็บที่หนังศีรษะที่ทำให้สมองช้ำนั้นหากเกิดจากการพลาดตกน้ำดังที่ผู้ถูกฟ้องคดีอ้างก็น่าจะมีรอยช้ำบวมเพียงข้างเดียวในข้างที่ล้มลงกระแทกโดยตรงไม่น่าจะมีรอยช้ำบวมที่หนังศีรษะทั้งสองด้านและรอยพกช้ำตามหน้าอกหลายแห่ง  นอกจากนี้เมื่อพิจารณาพยานแวดล้อมอื่น ๆ โดยเฉพาะหลักฐานทางการแพทย์มาประกอบ เช่น จากผลการตรวจร่างกายของนายสุริยา แว้งโดย พันเอกทักษิณ เจียมทอง พบว่าตาเขียวข้างขวา ศีรษะด้านซ้ายบวมโน แผ่นหลังด้านบนช้ำ มีแผลที่ริมฝีปากบนมุมซ้าย ริมฝีปากล่างบวม ฯลฯ  และผลการตรวจร่างกายของนายมะรอกิ สาและ พบมีรอยช้ำบนศีรษะ แก้มซ้าย ลำตัวด้านหน้า สะบักขวา ฯลฯ  ส่วนผลการตรวจร่างกายของนายซับรี บาระตายะพบว่าตาเขียวข้างซ้าย แผลโดนไฟลวกที่แขนซ้าย ๕ ซม. ฯลฯ ซึ่งบาดแผลดังกล่าวไม่น่าจะเกิดขึ้นได้เองโดยไม่ถูกทำร้ายร่างกาย  ดังนั้นจากข้อเท็จจริงทั้งหมดเมื่อนำมาพิจารณาประกอบกับคำกล่าวอ้างของทั้งสองฝ่ายแล้วจึงฟังได้ว่าอาการบาดเจ็บของนายอัสฮารีและพวกได้เกิดขึ้นระหว่างที่เจ้าหน้าที่จับกุมและควบคุมตัวและเชื่อได้ว่าเจ้าหน้าที่น่าจะมีส่วนรู้เห็นในการบาดเจ็บดังกล่าวโดยไม่น่าจะเกิดจากการหกล้มของเอง  การกระทำดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย  นอกจากนี้เมื่อเจ้าหน้าที่พบว่านายอัสฮารีนอนสลบอยู่ในห้องขังเจ้าหน้าที่ก็ไม่ได้รีบนำตัวส่งไปยังโรงพยาบาลในทันที  โดยหลังจากนั้นจึงได้มีการนำตัวส่งโรงพยาบาลแต่แพทย์ไม่สามรารถผ่าตัดได้เพราะนายอัสฮารี ไม่มีบัตรประจำตัวประชาชนติดตัวและไม่สามารถติดต่อญาติให้เซ็นยินยอมให้มีการผ่าตัดได้  ทำให้นายอัสฮารีเสียชีวิตในที่สุด  ดังนั้นการจับกุมและควบคุมตัวนายอัสฮารีโดยเจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย  อันเป็นการละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ฟ้องคดี

หมายเหตุ คดีนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลปกครองสูงสุด

ตัวอย่างที่ ๒ คำพิพากษาศาลจังหวัดทหารบกปัตตานี คดีหมายเลขแดงที่ ๒๑ ก/๒๕๕๓

คดีได้ความตามฟ้องและแก้ฟ้องของโจทก์ประกอบกับคำรับสารภาพของจำเลยว่า  จำเลยเป็นนายทหารชั้นประทวนประจำการสังกัดกองพันทหารราบที่ ๓ กรมทหารราบที่ ๕ กองพบทหารราบที่ ๕ กองทัพบก  ได้กระทำผิดกฎหมายหลายกรรมต่างกัน คือ

  • เมื่อวันที่ ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๕๒ เวลากลางคืน อันเป็นเวลาที่อยู่ระหว่างการ

ประกาศใช้กฎอัยการศึก จำเลยบังอาจทำร้ายร่างกายนายมะเซาฟี แขวงบู โดยใช้เท้าแตะ ใช้มือต่อย และใช้ปืนเป็นอาวุธตีบริเวณลำตัว  และศรีษะ จนเป็นเหตุให้เป็นอันตรายแก่กาย  ดังปรากฏหลักฐานตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์

  • ตามวันเวลาเดียวกันหลังจากที่ทำร้ายร่างกายนายมะเซาฟี แขวงบูแล้วต่อมาจำเลย

บังอาจทำร้ายร่างกายเด็กชายอาดิล สาแม โดยใช้เท้าแตะ ใช้มือต่อย และใช้ปืนเป็นอาวุธตีบริเวณลำตัวและศรีษะของเด็กชายอาดิล จนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย  ดังปรากฏหลักฐานตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์

โดยเหตุการณ์ทั้งสองเกิดขึ้นที่ ตำบลสะเตง อำเภอเมืองยะลา จังหวัดยะลา อัน

เป็นพื้นที่ที่มีการประกาศใช้กฎอัยการศึก จึงพร้อมกันพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้เป็นอันตรายแก่กายตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๒๙๕ สองกระทง ให้ลงโทษจำคุกกระทงละ ๖ เดือนปรับกระทงละ ๒,๐๐๐ บาท  จำเลยรับสารภาพเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาลดโทษให้กึ่งหนึ่ง  และเนื่องจากจำเลยไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน เชื่อได้ว่าจำเลยมีความประพฤติดีตามที่ผู้บังคับบัญชารับรองประกอบกับจำเลยได้พยายามบรรเทาผลร้ายโดยเสนอชดใช้เงินให้ผู้เสียหายตามควรแก่พฤติการณ์  คดีมีเหตุอันควรปราณี  เพื่อให้ให้โอกาสจำเลยได้ประพฤติตัวกลับตนเป็นพลเมืองดีรับใช้ประเทศชาติต่อไป จึงให้รอการลงโทษจำคุกจำเลยไว้สองปี

จากตัวอย่างคำพิพากษาทั้งสองฉบับที่ยกมาข้างต้นย่อมเห็นได้อย่างชัดเจนว่าการดำเนินการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่มีเหตุผล กระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนจนเกินสมควร  แม้จะอยู่ในภาวะที่มีการประกาศใช้กฎอัยการศึก  หน่วยงานต้นสังกัดของเจ้าหน้าที่และเจ้าหน้าที่ที่เป็นผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดก็ยังคงมีความรับผิดตามกฎหมายทั้งทางปกครองและทางอาญา  ดังนั้นการกล่าวว่าการใช้อำนาของเจ้าหน้าที่ตามกฎอัยการศึกนั้นหากปะทะบาดเจ็บสูญเสีย  ประชาชนก็ไม่อาจเรียกร้องค่าเสียหายหรือดำเนินการใด ๆ กับเจ้าหน้าที่ได้นั้น  จึงไม่ถูกต้องตามหลักกฎหมายและขัดกับแนวคำพิพากษาของทั้งศาลปกครองและศาลทหารดังที่กล่าวมา

By Thai Lawyers for Human Rights Posted in Knowledge