ทวงคืนผืนป่า ‘ชาวดาราอั้ง’ บ้านแม่จอน เชียงดาว-ชาวบ้านกว่า 100 รายได้รับผลกระทบ

เมื่อวันที่ 18 พ.ค.59 เจ้าหน้าที่รัฐกว่า 100 นาย นำโดยนายอำเภอเชียงดาว เจ้าหน้าที่ป่าไม้ เจ้าหน้าที่ทหาร และเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ได้สนธิกำลังกันเข้าไปยังบ้านแม่จอน หมู่ที่ 11 อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่ประชากรส่วนใหญ่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ดาราอั้ง โดยเจ้าหน้าที่มีการเดินตรวจพื้นที่ทำกินของชาวบ้าน ก่อนมีการเรียกประชุมชาวบ้าน เรื่องการทวงคืนผืนป่าและการขอให้ชาวบ้านคืนที่ทำกินให้กับรัฐในส่วนที่ “บุกรุก” เข้าไปในเขตอุทยานแห่งชาติ

เจ้าหน้าที่ยังมีการให้ชาวบ้าน 28 ราย เซ็นเอกสารยินยอมคืนที่ทำกิน พร้อมระบุว่าหากไม่เซ็นเอกสารอาจมีการยึดคืนที่ดินทำกินมากกว่านี้ แม้ชาวบ้านหลายคนอ่านหนังสือไม่ออก แต่เจ้าหน้าที่ก็ไม่ได้มีการชี้แจงรายละเอียดของเอกสารอย่างแน่ชัด และไม่ได้มีการให้สำเนาหนังสือไว้กับชาวบ้านแต่อย่างใด ชาวบ้านแม่จอนระบุว่าเจ้าหน้าที่พูดคุยในลักษณะขอให้ชาวบ้านยอม “เสียสละ” คืนผืนป่าให้ประเทศ เพื่อพัฒนาพื้นที่ป่าให้อุดมสมบูรณ์ และเน้นย้ำให้เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม

นอกจากนั้นขณะเข้าตรวจพื้นที่ เจ้าหน้าที่ยังมีการเข้าปักป้ายในพื้นที่ที่ตรวจยึด มีข้อความว่า “อยู่ในระหว่างดำเนินการตรวจสอบ ห้ามดำเนินการใดๆ จนกว่าจะมีการตรวจสอบแล้วเสร็จ ผู้ใดฝ่าฝืนจะถูกดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ มาตรา 24 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ในเบื้องต้น มีชาวบ้านได้รับผลกระทบทั้งสิ้น 28 ครัวเรือน รวมประชากรกว่า 100 ราย รวมมีที่ดินทำกินถูกยึดคืนทั้งสิ้น 116 ไร่ 1 งาน ในจำนวนนี้ 8 ครอบครัวไม่เหลือที่ดินทำกิน บางครอบครัวเหลือที่ดินเพียงเล็กน้อย ซึ่งไม่เพียงพอต่อการทำการเกษตรเพื่อหาเลี้ยงครอบครัว ทำให้เกิดความเครียดและความกังวลว่าปีนี้ชาวบ้านจะมีข้าวกินหรือไม่ เพราะไม่มีพื้นที่เพาะปลูก บางครอบครัวต้องตัดสินใจออกไปทำงานรับจ้างภายนอกหมู่บ้าน ขณะหลายคนยังหวาดกลัวว่าจะมีการเข้ามายึดที่ทำกินหรือที่อยู่อาศัยไปอีก และไม่มีใครกล้าเข้าไปทำกิน เพราะเกรงจะถูกดำเนินคดีและกลัวคำสั่งของคสช.

1

5

ภาพเจ้าหน้าที่ป่าไม้ขณะเข้าตรวจยึดและปักป้ายทวงคืนพื้นที่ (ภาพจากศูนย์ศึกษาชาติพันธุ์ฯ มช.)

จากคำบอกเล่าของชาวบ้านแม่จอน ระบุว่าภายหลังจากมีการออกคำสั่ง คสช.ฉบับที่ 64/2557 และการดำเนินนโยบายทวงคืนผืนป่า ในช่วงเดือนพ.ย.57 ได้มีการสนธิกำลังของเจ้าหน้าที่รัฐกว่า 100 นาย เข้ามาในพื้นที่ โดยเจ้าหน้าที่ป่าไม้จากอุทยานแห่งชาติศรีลานนา ได้ขอคืนที่ดินที่อยู่ในเขตอุทยานฯ รวมพื้นที่ประมาณ 40 ไร่ ส่วนที่เหลือให้ทำกินต่อได้ รวมไปถึงจะให้มีการจัดการที่ดินทำกินร่วมกันระหว่างภาครัฐและชาวบ้าน หลังจากนั้นอีกราวสองเดือน ได้มีเจ้าหน้าที่ป่าไม้เข้ามาวัดที่ดินด้วยจีพีเอส แต่ก็ยังไม่ได้มีการดำเนินการใดๆ ตามที่ได้ตกลงกับชาวบ้านจนถึงปัจจุบัน

จนเมื่อวันที่ 17 พ.ค.59 ได้มีเจ้าหน้าที่ทหารและเจ้าหน้าที่ป่าไม้ได้เข้ามาในหมู่บ้าน โดยมีการพูดคุยเรื่องการทวงคืนพื้นที่ จนวันต่อมาจึงมีการเข้ามาให้ชาวบ้านเซ็นเอกสารคืนพื้นที่ดังกล่าว

จากปัญหาดังกล่าว ตัวแทนชาวบ้านบ้านแม่จอนได้เดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ในขณะมาจัดเวที “กสม.พบประชาชน (ภาคเหนือ)” ที่ตัวเมืองเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 27 พ.ค. 59 โดยขอให้มีการชะลอการยึดที่ทำกินของชาวบ้าน และเปิดให้มีเวทีพูดคุยหาทางออกร่วมกันระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับประชาชน ซึ่งทางคณะกรรมการสิทธิฯ ได้รับเรื่องไว้

สำหรับบ้านแม่จอน มีประชากร 42 หลังคาเรือน นอกจากมีกลุ่มชาติพันธุ์ดาราอั้ง (หรือ “ปะหล่อง”) เป็นประชากรส่วนใหญ่แล้ว ยังมีชาวลาหู่อาศัยร่วมอยู่ด้วย ชาวบ้านส่วนใหญ่มีฐานะยากจน มีอาชีพเพาะปลูกทำการเกษตร เช่น พืชยืนต้น ลำไย ข้าวโพด มะม่วง และพืชผลผสมผสาน โดยบางส่วนมีโครงการหลวงเป็นผู้เข้ามาส่งเสริมการเพาะปลูก ชาวบ้านยอมรับว่ามีการบุกเบิกที่ทำกินเพิ่มเติมในบางส่วนหลังปี 2545 แต่ก็เกิดขึ้นภายใต้ปัญหาความยากจนของชุมชน โดยข้อมูลแผนที่ที่ทำกินและที่อยู่อาศัยของชาวบ้านและอุทยานฯ ยังไม่ตรงกัน

ภายใต้นโยบายทวงคืนผืนป่าของคสช.ทำให้กลุ่มชาติพันธุ์ในหลายพื้นที่ทางภาคเหนือ ซึ่งมีวิถีชีวิตและการทำมาหากินสัมพันธ์กับที่ดินและป่าไม้ ได้รับผลกระทบจากการถูกประกาศยึดคืนพื้นที่ หรือถูกจับกุมดำเนินคดี

4

6

ตัวแทนชาวบ้านเข้ายื่นหนังสือร้องเรียนต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เมื่อวันที่ 27 พ.ค.59 (ภาพจากศูนย์ศึกษาชาติพันธุ์ฯ มช.)

จำเลยคดียื่นคำร้องถึงนายกฯผิด 112 ให้การปฏิเสธ ศาลนัดตรวจพยานหลักฐาน 24 สิงหาฯนี้

ศาลทหารนัดสอบคำให้การผู้ต้องหาคดีม.112 จากการยื่นหนังสือร้องเรียนถึงพล.อ.ประยุทธ์ เมื่อกุมภาพันธ์ปีที่แล้ว ประจักษ์ชัยให้การปฏิเสธทุกข้อหา ศาลนัดตรวจพยานหลักฐาน24 ส.ค.2559

30พ.ค.2559 ศาลทหารกรุงเทพ เวลา8.30น. ประจักษ์ชัย(สงวนนามสกุล) ผู้ต้องหาคดีหมิ่นสถาบันกษัตริย์ ม.112 จากการยื่นหนังสือร้องเรียนถึงพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ กพร. เมื่อวันที่ 19ก.พ.2558เดินทางมาตามนัดสอบคำให้การที่ศาล จากนั้น 10.00น.ศาลจึงเริมพิจารณาคดี

ศาลอ่านคำฟ้องของโจทก์โดยสรุปว่าเมื่อวันที่ 19 ก.พ.2558 ที่ ศูนย์บริการประชาชน สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน ประจักษ์ชัย จำเลยในคดีนี้ ได้เขียนข้อความบันทึกข้อร้องเรียนถึงพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา โดยศาลได้อ่านข้ามในส่วนของข้อความซึ่งเป็นพฤติการณ์ในคดีนี้ การกระทำดังกล่าวป็นการล่วงละเมิดและแสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อพระมหากษัตริย์ซึ่งเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 เจ้าพนักงานจับจำเลยได้พร้อมปากกาและกระดาษที่ใช้ในการกระทำความผิดเป็นของกลางโดยเก็บรักษาไว้ที่ สน.ดุสิต โจทก์ได้ขอให้ศาลพิจารณาพิพากษาลงโทษ และขอให้ริบปากกาที่ใช้ในการกระทำความผิดไว้

ศาลถามคำให้การประจักษ์ชัย ทนายของประจักษ์ชัยจึงขอยื่นคำให้การเป็นลายลักษณ์อักษรเนื่องจากก่อนมาศาลได้กินยารักษาอาการของโรคจิตเภท โดยคำให้การบรรยายว่าจำเลยให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาโดยให้เหตุผลว่าตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุจนถึงขณะนี้จำเลยป่วยเป็นโรคจิตเภท มีอาการหลงผิด อีกทั้งยังมีเชาว์ปัญญา(IQ) 74 ซึ่งเป็นระดับปัญญาทึบมาก ตามผลการตรวจรักษาที่สถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์ ซึ่งจะมีรายละเอียดอยู่ในชั้นพิจารณาและขอให้ศาลพิพากษายกฟ้องของโจทก์ และขอให้มีนัดตรวจพยานหลักฐานก่อนการสืบพยาน

อัยการไม่คัดค้านคำให้การที่เป็นลายลักษณ์อักษรของจำเลย แต่ได้คัดค้านคำร้องขอให้มีนัดตรวจพยานหลักฐานโดยอ้างเหตุผลว่าเนื่องจากมีพยานในคดีน้อย ทนายความแถลงต่อศาลว่าเนื่องจากเห็นว่ายังมีพยานและเอกสารที่ไม่ได้อยู่ในการครอบครองของจำเลยและยังมีเอกสารการรักษาอาการทางจิตทั้งก่อนก่อเหตุจนกระทั่งถึงหลังก่อเหตุ อีกที่ยังต้องขอให้ศาลมีหมายเรียกมาใช้ในการประกอบการพิจารณาคดี ศาลได้อนุญาตให้มีนัดตรวจพยานหลักฐานในวันที่ 24ส.ค.2559

ทั้งนี้หลังเสร็จสิ้นกระบวนการ ทนายความของประจักษ์ชัยได้ยื่นคำร้องคัดค้านกระบวนพิจารณาเพราะเห็นว่าศาลไม่ได้จดคำให้การของประจักษ์ชัยที่ได้ยื่นเป็นลายลักษณ์ ซึ่งเป็นการฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 172 ประกอบกับ พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร ม.45 จึงเป็นกระบวนการพิจารณาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

 

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

ศาลทหารมีคำสั่งพิจารณาคดียื่นคำร้องหมิ่นสถาบันฯ ต่อ หลังจิตแพทย์มีความเห็นจำเลยสู้คดีได้แล้ว

ศาลทหารสั่งจำหน่ายคดียื่นคำร้องหมิ่นฯชั่วคราว จนกว่าหมอรักษาอาการดีขึ้น

ศาลพิพากษาสองจำเลยคดี 112 แอบอ้างสมเด็จพระเทพฯ จำคุก 7 ปี 4 เดือน

30 พ.ค.59 เวลา 10.00 น. ศาลจังหวัดกำแพงเพชรนัดฟังคำพิพากษาในคดีระหว่างพนักงานอัยการจังหวัดกำแพงเพชร กับนายกิตติภพ และนายวิเศษ (สงวนนามสกุล) ในข้อหาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112, ความผิดในการร่วมกันปลอมเอกสารราชการ และความผิดในการสวมเครื่องแบบหรือประดับเครื่องหมายของเจ้าพนักงานโดยไม่มีสิทธิ

เหตุในกรณีนี้ กลุ่มจำเลยสี่คนถูกกล่าวหาว่าได้ร่วมกันปลอมเอกสารหนังสือราชการของสำนักราชเลขานุการ กองราชเลขานุการในพระองค์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และได้นำไปอ้างแสดงต่อเจ้าอาวาสวัดไทรงาม จังหวัดกำแพงเพชร พร้อมกับผู้เสียหายอีกหลายคน และยังมีการกล่าวอ้างว่าสามารถที่จะทูลเชิญสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ มาร่วมในพิธีของวัดได้ โดยมีการกล่าวอ้างแสดงตนว่าเป็นหม่อมหลวง พร้อมเรียกเงินค่าใช้จ่ายต่างๆ จากผู้เสียหาย ต่อมา ทางเจ้าอาวาสวัดไทรงามได้ให้ตัวแทนเข้าแจ้งความดำเนินคดี จำเลยทั้งสี่ได้ทยอยถูกควบคุมตัวในช่วงเดือนส.ค.58

ต่อมา เมื่อวันที่ 22 เม.ย.59 นายกิตติภพ จำเลยที่ 2 และนายวิเศษ จำเลยที่ 3 ซึ่งเคยให้การปฏิเสธข้อหา ได้ยื่นขอกลับคำให้การต่อศาล เป็นรับสารภาพตามฟ้องโจทก์ทุกข้อหา ศาลจึงได้นัดฟังคำพิพากษาในวันนี้ ขณะที่นางอัษฎาภรณ์ จำเลยที่ 1 และนายนพฤทธิ์ จำเลยที่ 4 ยืนยันให้การปฏิเสธข้อกล่าวหา ศาลจึงให้อัยการโจทก์แยกฟ้องคดีของจำเลยที่ 1 และที่ 4 เข้ามาใหม่

ศาลได้อ่านคำพิพากษาในส่วนของนายกิตติภพและนายวิเศษ โดยพิพากษาว่าจำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ให้ลงโทษจำคุก 4 ปี ความผิดข้อหาสวมเครื่องแบบของเจ้าพนักงานโดยไม่มีสิทธิ ให้ลงโทษจำคุก 4 เดือน และความผิดข้อหาร่วมกันปลอมเอกสารราชการ ให้ลงโทษจำคุก 3 ปี รวมโทษจำคุก 7 ปี 4 เดือน แต่จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์ต่อการพิจารณา จึงลดโทษให้กึ่งหนึ่ง เหลือโทษจำคุกคนละ 3 ปี 8 เดือน

ในการอ่านคำพิพากษา ศาลได้อ่านเฉพาะเรื่องการกำหนดโทษของจำเลยทั้งสอง แต่ไม่ได้อ่านในส่วนรายละเอียดคดีและข้อวินิจฉัยทางกฎหมายต่างๆ แต่อย่างใด ในเบื้องต้น จึงยังไม่ทราบรายละเอียดเนื้อหาในส่วนดังกล่าว

ส่วนคดีของนางอัษฎาภรณ์และนายนพฤทธิ์ ที่ยังต่อสู้คดี พนักงานอัยการได้ยื่นฟ้องเป็นคดีใหม่ต่อศาลจังหวัดกำแพงเพชรมาเมื่อวันที่ 27 เม.ย.59 โดยคำฟ้องในคดีใหม่นี้เขียนในลักษณะเดียวกันกับคำฟ้องในคดีเดิม แต่ไม่ได้มีการฟ้องในข้อหาสวมเครื่องแบบหรือประดับเครื่องหมายของเจ้าพนักงานโดยไม่มีสิทธิ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 146 เหมือนในคดีแรก โดยศาลได้นัดพร้อมและสอบคำให้การในคดีใหม่นี้ในวันที่ 6 มิ.ย.59

กรณีนี้ ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนได้เข้าให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายกับนายนพฤทธิ์ อายุ 28 ปี ซึ่งทำงานเป็นพนักงานบริษัทแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ นายนพฤทธิ์ระบุว่าเขารู้จักกับนายวิเศษ จำเลยอีกคนในคดีนี้ในฐานะรุ่นพี่รุ่นน้องที่มหาวิทยาลัยเดียวกัน และไม่เคยรู้จักจำเลยอีกสองคนมาก่อน แต่นายวิเศษได้มาชวนไปร่วมทำบุญ โดยอ้างว่าให้เป็นเจ้าภาพร่วมกัน ที่วัดไทรงาม จังหวัดกำแพงเพชร ในช่วงเดือนเม.ย.58 แต่เขาไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการแอบอ้างตามข้อกล่าวหา ไม่ทราบเรื่องการปลอมแปลงเอกสาร และไม่ได้รับผลประโยชน์ใดๆ โดยญาติของนายนพฤทธิ์เคยยื่นขอประกันตัวต่อศาลแล้วสามครั้ง แต่ศาลไม่อนุญาต

ก่อนหน้านี้ ในนัดสอบคำให้การครั้งแรก นพฤทธิ์และทนายความได้เคยยื่นคำร้องขอให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดข้อกฎหมายเบื้องต้น ในประเด็นสถานะของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีว่าเป็นบุคคลตามความหมายแห่งประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 หรือไม่ แต่ศาลได้ให้ยกคำร้องฉบับนี้ โดยระบุว่าชั้นนี้ยังไม่มีเหตุสมควรวินิจฉัยชี้ขาดข้อกฎหมาย

ทั้งนี้ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 บัญญัติบุคคลที่ได้รับความคุ้มครองประกอบด้วยพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์

 

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

คดีแอบอ้าง “สมเด็จพระเทพฯ” ที่ศาลกำแพงเพชร จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธข้อหา

สองจำเลยคดีม.112 แอบอ้างสมเด็จพระเทพฯ กลับคำให้การเป็นรับสารภาพ ด้านอีกสองจำเลยยืนยันปฏิเสธข้อหา

อช.ไทรทองสั่งชาวบ้านเก็บผลผลิตออกใน 6 วัน ตั้งด่านตรวจ-คุกคามแกนนำ

 

อุทยานแห่งชาติไทรทองเดินหน้าทวงคืนผืนป่า ให้ชาวบ้านเก็บผลผลิตออกในสิ้นพฤษภา ไม่รู้เรื่องสำนักนายกฯ มีหนังสือขอให้ชะลอดำเนินการ พร้อมตั้งด่านตรวจ-คุกคามแกนนำ ปลัดอำเภอ-ตำรวจสั่งแกนนำยุติการเคลื่อนไหว

หลังหัวหน้าอุทยานแห่งชาติไทรทองออกคำสั่งให้ชาวบ้านในเขตอุทยานฯ ส่งคืนพื้นที่ให้แก่ทางราชการตามนโยบายทวงคืนผืนป่า ภายในวันที่ 30 เม.ย. 59  ซึ่งส่งผลกระทบต่อชาวบ้านกว่า 800 ครอบครัว ใน 6 หมู่บ้าน 2 ตำบล ของ อ.หนองบัวระเหว จ.ชัยภูมิ ที่ทำกินอยู่ในพื้นที่ดังกล่าวมายาวนาน เครือข่ายปฏิรูปภาคที่ดินภาคอีสาน เปิดเผยข้อมูลว่า วันที่ 26 พ.ค. 59 เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติไทรทอง จำนวน 2 นาย ได้เข้าไปพบนายสมร สมจิต ชาวบ้านซับหวาย ต.ห้วยแย้ อ.หนองบัวระเหว จ.ชัยภูมิ และบอกให้นายสมรเก็บผลผลิตออกจากพื้นที่ภายในสิ้นเดือนพฤษภาคมนี้ หากไม่ทำตามจะมีหมายเรียก เมื่อนายสมจิตบอกว่า สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี และคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติมีหนังสือแจ้งมาที่จังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อขอความร่วมมือในการชะลอการดำเนินการใดๆ อันจะเป็นเหตุให้เกิดความขัดแย้ง เจ้าหน้าที่กลับปฏิเสธว่าไม่รู้เรื่อง

ช่วงบ่ายของวันเดียวกันเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติไทรทองกว่า 10 นาย พร้อมอาวุธ ได้เข้าไปบ้านหินรู ต.วังตะเฆ่ อ.หนองบัวระเหว โดยอ้างว่ามาปฏิบัติการทวงคืนผืนป่า แต่ชาวบ้านได้พูดคุยกับเจ้าหน้าที่กรณีที่รองปลัดสำนักนายกฯ ลงพื้นที่เมื่อวันที่ 17 พ.ค. ที่ผ่านมา เพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาร่วมกับชาวบ้านผู้เดือดร้อนกรณีอุทยานแห่งชาติไทรทองปิดประกาศขับไล่ให้ชาวบ้านออกจากพื้นที่ และในที่ประชุมได้ขอให้ยุติการดำเนินการใดๆ เพราะจะต้องนำข้อมูลข้อเท็จจริงมาพูดคุยในรูปแบบคณะกรรมการ เจ้าหน้าที่ชุดดังกล่าวจึงกลับออกจากพื้นที่

Saithong

เจ้าหน้าที่ อช.ไทรทอง ลงพื้นที่ทวงคืนผืนป่า (ที่มา : สำนักข่าวปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน)

นอกจากเจ้าหน้าที่อุทยานฯ จะเข้ามาข่มขู่ชาวบ้านเพื่อให้ออกจากพื้นที่แล้ว ก่อนหน้านี้ยังพบว่า มีการคุกคามแกนนำชาวบ้าน รวมทั้งมีเจ้าหน้าที่ตำรวจและฝ่ายปกครองเข้าไปพบแกนนำชาวบ้านเพื่อติดตามและขอให้ยุติความเคลื่อนไหวด้วย โดยเมื่อวันที่ 24 พ.ค. 59 เวลา 16.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.วังตะเฆ่ และปลัดอำเภอหนองบัวระเหว ได้เดินทางมาพบและพูดคุยกับนายไพโรจน์  วงงาน, นายสวัสดิ์  วงงาน และนายสันติสุข จิววัฒนานนท์ แกนนำชาวบ้านหินรู โดยเจ้าหน้าที่ได้บอกให้ชาวบ้านยุติการเดินทางไปยื่นหนังสือเรียกร้องกับหน่วยงานต่างๆ หากจะไปไหนมาไหน หรือต้องการยื่นหนังสือถึงใคร ให้แจ้งอำเภอก่อน แล้วทางอำเภอจะส่งเรื่องให้เอง โดยชาวบ้านไม่ต้องไป นอกจากนั้น ยังได้สอบถามความเคลื่อนไหวของแกนนำด้วยว่า จะเดินทางไปไหนหรือไม่ หลังจากเจ้าหน้าที่เดินทางกลับไปแล้ว ในช่วงหัวค่ำเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติไทรทอง ได้ตั้งด่านตรวจทางเข้าออก 3 จุด ซึ่งที่ผ่านมาไม่เคยตั้งด่านตรวจในลักษณะเช่นนี้  เมื่อชาวบ้านจะออกจากพื้นที่ เจ้าหน้าที่ก็จะถามว่า ไปไหน นายไพโรจน์กับนายสวัสดิ์ไปไหน ทำอะไรอยู่ ชาวบ้านคนหนึ่งระบายความรู้สึกภายหลังว่า “เจ้าหน้าที่ทำเหมือนพวกเราเป็นโจร ผมไม่เข้าใจว่ามันเกิดอะไรขึ้น ทำไมชาวบ้านอย่างพวกเราไม่มีสิทธิที่จะไปเรียกร้องความเป็นธรรมเลยหรือ”

ต่อมา เช้าวันที่ 25 พ.ค. 59 นายไพโรจน์ได้เดินทางออกจากบ้านเพื่อไปทำธุระที่ตลาดอำเภอหนองบัวระเหว ผ่านด่านตรวจของอุทยานฯ ขณะเจ้าหน้าที่ประจำด่านตรวจเรียกรถของนายไพโรจน์ให้จอด ได้มองเห็นนายไพโรจน์อยู่ในรถ เจ้าหน้าที่หลายนายจึงพากันเข้ามาจะล้อมรถของนายไพโรจน์ แต่มีรถชาวบ้านตามหลังมา และชาวบ้านที่มากับรถคันหลังได้ถ่ายรูปไว้ เจ้าหน้าที่ป่าไม้จึงแยกย้ายกันออกจากรถของนายไพโรจน์ และปล่อยให้รถทั้งสองคันผ่านด่านตรวจไป เมื่อนายไพโรจน์เข้าไปที่ตลาดในตัวอำเภอก็พบเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาตรวจและสอบถามความเคลื่อนไหวของเขาอีก

เช่นเดียวกันกับแกนนำชาวบ้านซับหวาย นางสาวนิตยา  ม่วงกลาง ในวันที่ 24 พ.ค. 59 เวลาประมาณ 15.30 น. ได้มีตำรวจ 1 นาย เข้าไปพบและสอบถามถึงปัญหาเรื่องที่ทำกิน รวมทั้งความเคลื่อนไหวของชาวบ้าน ต่อมา เวลาประมาณ 21.20 น. มีเจ้าหน้าที่ตำรวจอีกจำนวน 3 นาย มาพบนางสาวนิตยาที่บ้าน พร้อมทั้งพูดคุยสอบถามความเคลื่อนไหวของชาวบ้าน และเครือข่ายปฏิรูปที่ดินภาคอีสานอยู่นานกว่า 1 ชั่วโมง จึงกลับออกไป โดยบอกให้นางสาวนิตยาแจ้งตำรวจด้วยเวลาจะเดินทางไปไหนเพื่อจะได้อำนวยความสะดวกให้ อีกทั้งช่วงสายวันที่ 25 พ.ค. ตำรวจคนเดิมได้มาพบนางสาวนิตยาที่บ้านอีก แต่ไม่พบเนื่องจากนางสาวนิตยาไปทำธุระที่อำเภอ ขณะที่ที่อำเภอนางสาวนิตยาก็ถูกตำรวจเรียกเข้าไปสอบถาม

กรณีอุทยานแห่งชาติไทรทองขับไล่ชาวบ้านตามนโยบายทวงคืนผืนป่านี้ เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2557 เรื่อยมา มีทั้งการปักป้ายตรวจยึดพื้นที่ และบังคับให้ชาวบ้านเซ็นคืนพื้นที่บางส่วน และในปี 2559 เจ้าหน้าที่กดดันอย่างหนักให้ชาวบ้านเซ็นคืนพื้นที่ทั้งหมด บางครั้งมีการนำเฮลิคอปเตอร์มาบินวนเหนือหมู่บ้าน  จนกระทั่งออกคำสั่งหัวหน้าอุทยานฯ ขีดเส้นตายให้ชาวบ้านส่งคืนพื้นที่ภายใน 30 เม.ย.59

ชาวบ้านผู้เดือดร้อนกว่า 800 ครอบครัว ที่จะไร้ที่อยู่และที่ทำกิน จึงเดินทางไปยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมต่อหน่วยงานต่างๆ  ให้แก้ไขปัญหาความเดือดร้อน โดยมีข้อเสนอให้ยกเลิกแผนการทวงคืนผืนป่าในพื้นที่อุทยานแห่งชาติไทรทอง,   ให้แต่งตั้งคณะกรรมการร่วมระหว่างชาวบ้านผู้เดือดร้อนกับผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในสัดส่วนที่เท่ากัน เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการถือครองทำประโยชน์ที่ดินและพิจารณาหาแนวทางแก้ไขปัญหา และในระหว่างกระบวนการแก้ไขปัญหา ให้ยุติการดำเนินการใดๆ ที่ส่งผลกระทบต่อราษฎรในพื้นที่ รวมทั้งผ่อนผันให้สามารถทำประโยชน์ได้ตามปกติ จนกระทั่ง ที่ประชุมคณะกรรมการแก้ไขปัญหาของขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรมร่วมกับสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 21 เม.ย. 59 มีมติให้ชะลอการผลักดันชาวบ้านออกจากพื้นที่ และให้ตั้งคณะกรรมการร่วมเพื่อแก้ไขปัญหาตามที่ชาวบ้านเสนอ โดยสำนักงานปลัดสำนักนายกฯ มีหนังสือขอความร่วมมือถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และรองปลัดสำนักนายกฯ ลงพื้นที่ประชุมร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่เมื่อ 17 พ.ค. ที่ผ่านมา เพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาร่วมกัน

อย่างไรก็ตาม แม้การเคลื่อนไหวของชาวบ้านจะทำให้ในระดับนโยบายยอมรับถึงความเดือดร้อนของชาวบ้าน และหาทางแก้ไขปัญหา แต่ปรากฏการณ์ในระดับพื้นที่ที่ยังมีความพยายามขับไล่ชาวบ้าน รวมทั้งติดตาม คุกคามแกนนำไม่ให้เคลื่อนไหวปกป้องวิถีชีวิตของตนเอง ทำให้ชาวบ้านไม่อาจดำเนินชีวิตได้อย่างปกติสุข และมีศักดิ์ศรี ทั้งยังไม่อาจมั่นใจได้ว่า จะไม่ถูกบังคับไล่รื้อจนกลายเป็นกลุ่มคนไร้ที่อยู่อาศัยและที่ทำกินภายในเวลาอันใกล้นี้

 

เรื่องที่เกี่ยวข้อง:

จับตาหลัง 30 เม.ย. ทวงคืน อช.ไทรทอง ชัยภูมิ ชาวบ้านร่วม 3,000 เผชิญมาตรการผลักดัน

 

การจัดการทรัพยากรเหมืองแร่กับการละเมิดสิทธิมนุษยชนหลังรัฐประหาร (1)

 

คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และรัฐบาลภายหลังรัฐประหาร ใช้อำนาจปิดกั้นเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการแสดงออก การรวมกลุ่ม และการชุมนุม ของคนกลุ่มต่างๆ ในสังคมไทย ส่งผลกระทบต่อสิทธิในด้านต่างๆ ตามมาอีกมากมาย หนึ่งในกลุ่มคนที่ได้รับผลกระทบคือ ประชาชนที่อยู่กับทรัพยากร หรืออยู่ในพื้นที่ที่มีโครงการพัฒนา ทั้งของรัฐและเอกชน ทั้งโครงการที่มีมาก่อนการรัฐประหาร และโครงการที่ผุดขึ้นจากนโยบายหลังรัฐประหาร ไม่ว่าจะเป็นการให้สัมปทานสำรวจและทำเหมืองแร่ การให้สัมปทานสำรวจและขุดเจาะปิโตรเลียม เขตเศรษฐกิจพิเศษ โครงการน้ำ โรงไฟฟ้าพลังงานขยะ เป็นต้น

ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนจึงขอประมวลสถานการณ์สิทธิมนุษยชนหลังรัฐประหาร 22 พ.ค. 57 กรณีทรัพยากรแร่ เพื่อนำเสนอภาพต่อ (jigsaw) อีกหนึ่งชิ้นของสถานการณ์ละเมิดสิทธิมนุษยชนที่ดำรงอยู่ในขณะนี้ให้เห็นโดยสังเขป

ในตอนแรกของรายงาน จะได้กล่าวถึงภาพรวมของปัญหาและการละเมิดสิทธิในกระบวนการให้สัมปทานสำรวจและทำเหมืองแร่ ทั้งในระดับนโยบายและในระดับพื้นที่ ที่ส่งผลกระทบต่อชาวบ้านและชุมชน ผ่านมุมมองของ เลิศศักดิ์ คำคงศักดิ์ ผู้ประสานงานกลุ่มนิเวศวัฒนธรรมศึกษา ภาคประชาชนที่คลุกคลีและติดตามประเด็นดังกล่าวมาอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง

 

เลิศศักดิ์ คำคงศักดิ์: รายงานการละเมิดสิทธิมนุษยชนด้านทรัพยากรแร่

  1. อดีตและปัจจุบันของกระบวนการทำเหมืองแร่
  • ก่อนการทำเหมือง : ลัดขั้นตอนและสร้างข้อมูลเท็จ

ในเรื่องทรัพยากรแร่มักพบเห็นปัญหาพื้นฐานอยู่เสมอว่า มีการลัดขั้นตอนและสร้างข้อมูลเท็จในการขอสัมปทานสำรวจและทำเหมืองแร่  หรือมีกลโกงในขั้นตอนต่าง ๆ  เช่น  มีการประชุมหมู่บ้าน  อบต./เทศบาล  ในวาระอื่น ๆ  แต่มีการจัดทำบันทึกการประชุมแทรกเนื้อหาการขอสัมปทานสำรวจและทำเหมืองแร่ลงไปในภายหลัง  หรือมีการประชุมหมู่บ้าน  อบต./เทศบาล  ในวาระเรื่องการขอสัมปทานสำรวจและทำเหมืองแร่จริง  แต่จัดทำบันทึกการประชุมเท็จว่าประชาชนหรือสมาชิก อบต./เทศบาลส่วนใหญ่เห็นชอบให้มีการขอสัมปทานสำรวจและทำเหมืองแร่ได้  ทั้ง ๆ ที่เสียงส่วนใหญ่ในวันประชุมจริงไม่เห็นชอบ  เป็นต้น

ประชาชนในพื้นที่ส่วนใหญ่มักถูกหลอก  ล่อลวง  เช่นนี้เสมอ  และก็ยากที่จะดำเนินการเอาผิดทั้งในทางฟ้องร้องต่อหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องและฟ้องต่อศาล  เนื่องจากหน่วยงานราชการมักสนับสนุนหรือให้ท้ายเจ้าหน้าที่รัฐในท้องถิ่นที่มีการทำความผิดเช่นนี้อยู่เสมอ  โดยอ้างหลักฐานไม่เพียงพอ  ไม่ชัดเจน  หรือเป็นอำนาจหน้าที่ที่เจ้าหน้าที่รัฐในท้องถิ่นสามารถตัดสินใจได้เองไม่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานกำกับดูแลแต่อย่างใด  ในส่วนของการฟ้องคดีต่อศาล  โดยเฉพาะศาลปกครองก็มีความล่าช้ามาก  บางคดีมีคำพิพากษาออกมาว่าขั้นตอนเหล่านั้นผิดชัดเจน ก็ไม่สามารถนำไปบังคับย้อนเหตุการณ์ได้  ยกตัวอย่างเช่น  ในระหว่างพิจารณาคดีของศาลปกครอง  หน่วยงานรัฐได้ดำเนินการอนุญาตประทานบัตร (สัมปทานทำเหมืองแร่) ให้แก่ผู้ลงทุนไปแล้ว  พอศาลพิพากษาว่า ขั้นตอนเริ่มต้นของการขอสัมปทานทำเหมืองแร่ผิดจริง  เช่น  มีการทำประชาคมเท็จ  มีการรังวัดไต่สวนประกอบคำขอประทานบัตรอันเป็นเท็จ  ก็ไม่ส่งผลให้การทำเหมืองแร่ที่กำลังดำเนินการอยู่ตามใบอนุญาตประทานบัตรยุติลงได้

  • ระหว่างการทำเหมือง : ไม่มีมาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบที่เข้มงวดเพียงพอ

กฎหมายในประเทศไทย  โดยเฉพาะกฎหมาย 4 หมวดที่เกี่ยวข้องในการกำกับดูแล  เฝ้าระวัง  ติดตาม  ควบคุม  ตรวจสอบและแก้ไขปัญหาผลกระทบจากการประกอบการเหมืองแร่  ได้แก่  กฎหมายแร่  กฎหมายสิ่งแวดล้อม  กฎหมายควบคุมมลพิษ  และกฎหมายโรงงาน  ไม่มีมาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อม  สังคม และสุขภาพที่เข้มงวดเพียงพอ  จนนำมาซึ่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม  สังคม และสุขภาพอย่างรุนแรงหลายพื้นที่  ตัวอย่างสำคัญของเหมืองขนาดใหญ่ที่ยังคงดำเนินการอยู่จนส่งผลกระทบอย่างรุนแรง  ได้แก่  การปนเปื้อนของสารพิษแคดเมียมจากการทำเหมืองแร่สังกะสีในร่างกายมนุษย์ที่ลุ่มน้ำแม่ตาว  อ.แม่สอด  จ.ตาก  จนทำให้ประชาชนมีสารแคดเมียมปนเปื้อนเกินค่ามาตรฐานประมาณ 1,000 คน  การเจ็บป่วยเกี่ยวกับโรคทางเดินหายใจของชาวบ้านที่อำเภอแม่เมาะ  จากการทำเหมืองแร่และโรงไฟฟ้าถ่านหินของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)  การเจ็บป่วยจากสารพิษโลหะหนัก  เช่น  ไซยาไนด์  สารหนู  ปรอท  ตะกั่ว  แมงกานีส  ปนเปื้อนเกินค่ามาตรฐานในร่างกายจากการทำเหมืองแร่ทองคำ 2 แห่ง  ที่จังหวัดเลย และพิจิตร-เพชรบูรณ์  การสูบน้ำเกลือในภาคอีสานหลายจังหวัดเพื่อนำมาต้มและตาก  ส่งผลให้นาข้าวและแหล่งน้ำสำหรับอุปโภคบริโภคไม่สามารถใช้งานได้จากความเค็มที่ปนเปื้อนลงไป  เป็นต้น

  • หลังเลิกกิจการ : เหมืองร้างไร้มาตรการฟื้นฟู

กฎหมายที่บังคับใช้ 4 หมวด  ตามข้อ ข.  ไม่มีบทบัญญัติมาตราใดในเรื่องการฟื้นฟูเหมืองไว้เลย  จึงมักพบเหมืองร้างที่มีสารพิษและโลหะหนักสะสมอยู่ในบ่อกักเก็บกากแร่ กองกลางแจ้งอยู่เช่นเดิม โดยไร้การเฝ้าระวัง  ตรวจสอบ  ควบคุมดูแล  และแก้ไขปัญหา  ตัวอย่างสำคัญของเหมืองขนาดใหญ่ที่เลิกกิจการไปแล้วที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม  สังคมและสุขภาพอย่างรุนแรง  ก็คือการทำเหมืองตะกั่วที่ลำห้วยคลิตี้  อำเภอทองผาภูมิ  จังหวัดกาญจนบุรี  ที่ตะกรันตะกั่วไหลรวมกันไปอยู่ในท้องน้ำแล้วลุกลามเข้าไปในห่วงโซ่อาหารโดยการปนเปื้อนอยู่ในสัตว์น้ำ  พืชอาหารริมน้ำ  จนทำให้ชาวกะเหรี่ยงที่ลุ่มน้ำลำห้วยคลิตี้ต้องเจ็บป่วยและล้มตายจากการมีสารตะกั่วปนเปื้อนอยู่ในร่างกายเกินค่ามาตรฐานเกือบทั้งหมู่บ้าน  การทำเหมืองดีบุกที่ร่อนพิบูลย์  จังหวัดนครศรีธรรมราช  ที่ทิ้งมรดกโรคไข้ดำที่เกิดจากสารหนูให้กับชาวบ้านหลายร้อยคน  เป็นต้น

 

  1. การละเมิดสิทธิมนุษยชน

ยุคประชาธิปไตย: รัฐและทุนจับมือ หลบเลี่ยงประชาชนตรวจสอบ     

ส่วนใหญ่แล้ว  แทบทุกพื้นที่ที่รัฐอนุญาตสัมปทานสำรวจและทำเหมืองแร่ในประเทศไทยมักมีปัญหากับประชาชนในพื้นที่ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง  เนื่องจากไม่มีพื้นที่สัมปทานสำรวจและทำเหมืองแร่ใดที่อยู่ห่างไกลจากชุมชน  แหล่งที่อยู่อาศัยและแหล่งทำมาหากิน  เช่น  ไร่  นา  สวน  ป่าชุมชน  ป่าใช้สอย  ที่ดินสาธารณประโยชน์ที่ประชาชนใช้สอยร่วมกัน  ฯลฯ

ประชาชนในพื้นที่สัมปทานส่วนใหญ่มักขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกฎหมายที่ส่งเสริมและสนับสนุนสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ในการเข้าไปมีส่วนร่วมในขั้นตอนและกระบวนการขอสัมปทานสำรวจและทำเหมืองแร่  จึงทำให้ไม่รู้ว่าจะเข้าไปมีส่วนร่วมในขั้นตอนและกระบวนการขออนุญาตสัมปทานสำรวจและทำเหมืองแร่เหล่านั้นอย่างไรได้บ้าง  จึงมักพบเห็นเป็นปัญหาอยู่เสมอว่า มีการร่วมมือระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับผู้ลงทุน ทำการลัดขั้นตอนและสร้างข้อมูลเท็จในการอนุญาตสัมปทาน  โดยเฉพาะขั้นตอนที่เปิดให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม  เช่น  การเข้าไปสำรวจแร่ในที่ดินที่ประชาชนมีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครอง  การรังวัดปักหมุดขอบเขตเหมืองแร่  การปรึกษาหารือเบื้องต้นก่อนดำเนินการขอสัมปทานทำเหมืองแร่  การไต่สวนประกอบคำขอสัมปทานทำเหมืองแร่  การทำประชาคมหมู่บ้านเพื่อรับฟังความคิดเห็นและพิจารณาตัดสินใจว่า จะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยให้ผู้ลงทุนดำเนินการขอสัมปทานทำเหมืองแร่ต่อไปได้หรือไม่  อย่างไร  การทำประชาคมหมู่บ้านเพื่ออนุญาตให้ใช้พื้นที่ป่าไม้,  ส.ป.ก.  หรือพื้นที่หวงห้ามตามกฎหมายอื่นเพื่อนำไปสำรวจและทำเหมืองแร่  การประชุมเพื่อลงมติขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อบต./เทศบาล)  การจัดทำรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA)/ รายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA)  ฯลฯ

mine

ยุค คสช.: ยิ่งหนุนนายทุน กดประชาชน

นอกจากรูปแบบการละเมิดสิทธิดังที่กล่าวมาข้างต้น  จะยังคงดำเนินต่อไปในพื้นที่การขอสัมปทานสำรวจและทำเหมืองแร่ต่าง ๆ ของไทย  การใช้อำนาจตามกฎอัยการศึกและมาตรา 44 แห่งรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557  ของ คสช. ในการห้ามชุมนุมตั้งแต่ 5 คน ขึ้นไป ส่งผลให้การเคลื่อนไหวคัดค้านต่าง ๆ ของประชาชนถูกระงับยับยั้งไว้แทบทั้งหมด  เช่น  ห้ามชุมนุม  ประชุม  รวมกลุ่ม  สัมมนา  ห้ามพูด  เขียน  ห้ามติดป้ายคัดค้าน  ฯลฯ  บางครั้งอาจได้รับการอนุโลมให้ทำได้ภายใต้เงื่อนไขบีบคั้นจนไม่สามารถแสดงเจตนาหรือบรรลุวัตถุประสงค์ของการจัดกิจกรรมได้  คำสั่งเหล่านี้ได้ปิดกั้นความคิดเห็น  การมีส่วนร่วม  การคัดค้าน  การแสดงออก  การชุมนุมสาธารณะ  ของประชาชนไปอย่างหมดสิ้น  แต่ในด้านตรงข้ามกลับส่งเสริมให้เจ้าหน้าที่รัฐและผู้ลงทุนในพื้นที่เข้มแข็งยิ่งขึ้น  เพราะไม่มีการสั่งห้ามกิจกรรมใด ๆ ของเจ้าหน้าที่รัฐและผู้ลงทุน  จึงแทบไม่มีการมีส่วนร่วมและการตรวจสอบใด ๆ จากประชาชนเลย

ตัวอย่างเช่น  เหมืองแร่ทองคำเขาหลวง  ต.เขาหลวง  อ.วังสะพุง  จ.เลย  ของบริษัท ทุ่งคำ จำกัด  ทหารเข้าไปประจำการในหมู่บ้าน 1 กองร้อย เพื่อปฏิบัติการบังคับ กดดัน ข่มขู่ ให้ชาวบ้านยอมให้บริษัทฯ ขนแร่ออกมาให้ได้  ไม่ว่าจะเป็นการบังคับให้เอาป้ายคัดค้านลง  ห้ามประชุมรวมกลุ่มกันในหมู่บ้าน  ห้ามให้นักศึกษา  เอ็นจีโอ  สื่อมวลชน  นักสิทธิมนุษยชนในประเทศและต่างประเทศเข้าไปพบปะ  เยี่ยมเยียน  รับรู้สถานการณ์  สังเกตการณ์ในพื้นที่  และเรียกแกนนำชาวบ้านหลายคนเข้าไปปรับทัศนคติหลายครั้งหลายหน  ห้ามแม้กระทั่งการจัดค่ายเยาวชนเพื่อเรียนรู้เรื่องสิ่งแวดล้อมในพื้นที่  เพราะเกรงว่าจะมีกลุ่มคนภายนอกยุยงปลุกปั่นให้เยาวชนในพื้นที่เกลียดเหมืองทอง  สุดท้ายทหารได้เป็นกำลังหลักคุ้มกันรถขนแร่ออกไปจากหมู่บ้าน

ในพื้นที่การขอสัมปทานทำเหมืองแร่โปแตชจังหวัดอุดรธานี  ทหารได้สนับสนุนให้ผู้ลงทุนขอสัมปทานทำเหมืองแร่โปแตชใต้ดินในเขตทหารได้อย่างเต็มที่  ทั้ง ๆ ที่มีกฎหมายหวงห้ามบังคับไว้  และในช่วงสิบกว่าปีของรัฐบาลที่ผ่าน ๆ มา ทหารได้แสดงเจตนาไว้ชัดเจนว่าไม่อนุญาตให้ใช้พื้นที่ทหารเพื่อการดังกล่าว  นอกจากนี้ ทหารยังเข้าไปกดดันและสอดส่องในพื้นที่จนทำให้กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานีไม่สามารถดำเนินการจัดประชุม  ชุมนุมคัดค้านใด ๆ ได้เลย

คณะรัฐบาลของ คสช.  ยังได้ทำเรื่องระดับนโยบายอีก 3 เรื่องสำคัญ  หนึ่ง คือ ใช้กฎอัยการศึก (และมาตรา 44)  ทำให้ขั้นตอนในการพิจารณาเห็นชอบรายงาน EIA/EHIA (ตามกฎหมายสิ่งแวดล้อม_พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2535) โครงการพัฒนาต่าง ๆ ให้สั้นลง    สอง คือ เห็นชอบร่างกฎหมายแร่  (ร่างพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. ….)  ซึ่งหลังจากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจแก้เสร็จเรียบร้อยแล้ว  ได้ส่งต่อให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณาตราเป็นกฎหมายบังคับใช้ ล่าสุด เมื่อวันที่ 17 มี.ค. 59 สนช. มีมติรับหลักการร่างพระราชบัญญัติแร่ฉบับนี้แล้ว ขั้นตอนต่อไป คณะกรรมาธิการวิสามัญจะพิจารณารายละเอียดในประเด็นต่างๆ ภายใน 60 วัน ก่อนส่งกลับให้ สนช. พิจารณาให้ความเห็นชอบ  สาม คือ ประกาศใช้พระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ.2558  ส่งผลให้ประชาชนในทุกพื้นที่ที่คัดค้านโครงการพัฒนาไม่สามารถชุมนุมเคลื่อนไหวใด ๆ ได้อีก  เพราะไม่ว่าการประชุมสัมมนา  การจัดค่ายเยาวชน  การดูงาน  ทัศนศึกษา  การยื่นหนังสือ  ฯลฯ  ล้วนถูกตีความว่าเข้าข่ายการชุมนุมตาม พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะ ที่ต้องขออนุญาตก่อนทั้งสิ้น

 

  1. ร่างกฎหมายแร่: ประชาชนยิ่งถูกละเมิดสิทธิร่วมจัดการทรัพยากร

ร่างพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. ….  ที่ผ่านความเห็นชอบในหลักการจากคณะรัฐมนตรี หมวด 7 การบริหารจัดการแร่ในพื้นที่พิเศษ  มาตรา 98  ให้อำนาจรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  โดยอนุมัติของคณะรัฐมนตรี  กำหนดพื้นที่ใด ๆ ให้เป็นเขตสำหรับดำเนินการสำรวจ  ทดลอง  ศึกษา  และวิจัยเกี่ยวกับแร่  รวมทั้งรัฐมนตรีสามารถอนุญาตให้ยื่นคำขออาชญาบัตรหรือประทานบัตรได้

มาตรา 99  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  โดยอนุมัติคณะรัฐมนตรี มีอำนาจประกาศกำหนดให้พื้นที่ใดเป็นเขตแหล่งแร่เพื่อการทำเหมืองได้เป็นอันดับแรกก่อนการสงวน  หวงห้าม  หรือใช้ประโยชน์ในพื้นที่นั้น  โดยพื้นที่ต้องเป็นแหล่งแร่ที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูง  และมิใช่พื้นที่ตามกฎหมายเฉพาะเรื่องการห้ามการเข้าใช้ประโยชน์โดยเด็ดขาด  รวมถึงพื้นที่เขตปลอดภัยและความมั่นคงของชาติ

มีแหล่งแร่ทองคำจำนวนมากอยู่ในพื้นที่ป่าสมบูรณ์  เป็นแหล่งอาศัยสำคัญของสัตว์ป่า  หรือพื้นที่ชุ่มน้ำที่เป็นแหล่งอพยพของนก  คำถามคือ  กฎหมายนี้จะให้อำนาจรัฐมนตรีประกาศให้พื้นที่เหล่านั้นเป็นพื้นที่ทำเหมืองแร่ได้หรือไม่  อย่างไร

เมื่อดูเจตนารมณ์ของบทบัญญัติมาตราดังกล่าวจะเห็นว่าเป็นการเปิดโอกาสให้นำพื้นที่อ่อนไหวทางระบบนิเวศตั้งแต่พื้นที่สูงบนภูเขาจนถึงที่ราบต่ำและชายทะเล  และพื้นที่หวงห้ามตามกฎหมายอื่น  เช่น  พื้นที่ ส.ป.ก.  พื้นที่ป่าต้นน้ำลำธาร  พื้นที่ที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์ทางโบราณวัตถุ  โบราณสถาน  หรือแหล่งฟอสซิลที่ควรค่าแก่การศึกษาและอนุรักษ์ไว้  ฯลฯ  ต้องคำนึงถึงการนำพื้นที่เหล่านั้นมาเปิดประมูลก่อนคำนึงถึงการสงวนหวงห้าม  หลักกฎหมายเช่นนี้  เป็นการลบล้างหรือครอบกฎหมายอื่นไปสิ้น  จนทำให้แทบไม่เหลือพื้นที่ใดเลยในประเทศที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์หรือรักษาไว้เพื่อประโยชน์ที่ไม่ใช่การสำรวจและทำเหมืองแร่อีกต่อไป

หลักการเช่นนี้  ดูเหมือนจะมีสภาพดุลพินิจ  หมายความว่าหากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมไม่หยิบยกพื้นที่หวงห้ามต่าง ๆ มาประกาศเปิดให้เอกชนประมูลเพื่อสำรวจและทำเหมืองแร่ก็ย่อมได้  แต่จริง ๆ แล้วบทบัญญัติหรือหลักการดังกล่าวมีสภาพบังคับมากกว่า  หมายความว่าหากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมไม่ดำเนินการหยิบยกพื้นที่หวงห้ามต่าง ๆ มาประกาศเปิดให้เอกชนประมูลเพื่อสำรวจและทำเหมืองแร่  ก็อาจทำให้ผู้ประกอบการหรือผู้ลงทุนบังคับได้หลายช่องทาง  ไม่ว่าจะเป็นการเข้าพบ  ร้องเรียน  เรียกร้อง หรือฟ้องต่อศาล  ให้รัฐมนตรีต้องดำเนินการ  เพราะหลักการตามบทบัญญัติดังกล่าวมันแสดงเจตนาชัดว่า ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่หวงห้ามตามกฎหมายใดต้องคำนึงถึงการนำพื้นที่เหล่านั้นมาเปิดประมูลให้สำรวจและทำเหมืองแร่ก่อนคำนึงถึงการสงวนหวงห้าม

ดังนั้น  ประเทศไทยไม่สมควรนำเสนอร่างกฎหมายที่มีสภาพลบล้างกฎหมายอื่นอย่างรุนแรงเช่นนี้  จนไปทำลายพื้นที่ที่มีความสำคัญหรือมีความอ่อนไหวทางระบบนิเวศ  หรือพื้นที่ที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์รักษาไว้เพื่อประโยชน์อื่นมากกว่าการทำเหมืองแร่

เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศ  จึงขอให้ยุติการนำเสนอร่างพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. ….  เข้าสู่กระบวนการตราเป็นกฎหมายบังคับใช้ในขั้นตอนต่อไป  โดยให้ประชาชนมีช่องทางนำเสนอร่างกฎหมายด้วยการเข้าชื่อ  เมื่อประเทศไทยมีประชาธิปไตยมากขึ้นกว่านี้

 

  1. การละเมิดสิทธิมนุษยชนจากการเจ็บป่วยที่เกิดจากการทำเหมืองแร่ทองคำ

กระบวนการทำเหมืองแร่ทองคำมีการปนเปื้อนไซยาไนด์  สารหนู  แคดเมียม  แมงกานีส  ตะกั่ว  ปรอท  เหมืองแร่ทองคำที่จังหวัดเลย  ตั้งอยู่บนภูเขาซึ่งเป็นต้นน้ำของลำน้ำฮวยและลำห้วยผุก  ซึ่งเป็นแหล่งน้ำเพื่อการเกษตรและอุปโภคบริโภคของ 6 หมู่บ้าน  บ้านนาหนองบง  บ้านกกสะท้อน  บ้านภูทับฟ้า  บ้านห้วยผุก  บ้านโนนผาพุงพัฒนา  บ้านแก่งหิน  ตำบลเขาหลวง  อำเภอวังสะพุง  จังหวัดเลย  ช่วงปี 2550 – 2554 มีหลายหน่วยงานดำเนินการตรวจคุณภาพน้ำในลำห้วย  น้ำใต้ดิน  สัตว์น้ำและพืชอาหารในลำน้ำ  และตรวจเลือดผู้อยู่อาศัยในบริเวณดังกล่าว  โดยสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเลยได้ออกประกาศ 2 ฉบับ  ให้ประชาชนงดการใช้น้ำบริโภคหรือประกอบอาหารและห้ามนำหอยขมมาบริโภค  เพราะมีสารหนู  แคดเมียม และแมงกานีส เกินค่ามาตรฐาน  ในปี 2554  กรมควบคุมมลพิษและกรมทรัพยากรน้ำบาดาลพบว่า ลำน้ำห้วยเหล็กมีสารหนูและไซยาไนด์เกินค่ามาตรฐาน  ผลการตรวจเลือดของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเลยจำนวน 758 ราย  พบไซยาไนด์ในเลือดเกินค่ามาตรฐาน 124 ราย  นับแต่มีประกาศแจ้งเตือนจากสาธารณสุขในปี 2552 คนเขาหลวงต้องซื้อน้ำเพื่อบริโภคอุปโภคมาตลอดจนถึงปัจจุบัน

เหมืองแร่ทองคำในพื้นที่เชื่อมต่อจังหวัดพิจิตร  เพชรบูรณ์ และพิษณุโลก  ในพื้นที่เขาหม้อซึ่งเป็นพื้นที่ป่าสมบูรณ์  เป็นแหล่งอาหาร  ต้นน้ำลำธารของชุมชน  ต่อเนื่องกับพื้นที่การเกษตรที่อุดมสมบูรณ์  ผลการตรวจเลือดของชาวบ้านในพื้นที่รอบเหมืองโดยสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ จำนวน 4 ครั้ง  พบค่าสารหนูในปัสสาวะ  และค่าแมงกานีสในเลือดเกินค่าปกติ 400 คน  จากผู้รับการตรวจ 731 คน  คณะเทคนิคการแพทย์  มหาวิทยาลัยรังสิตตรวจ DNA และ Micronucleus  พบความผิดปกติ 208 คน  จากผู้รับการตรวจ 646 คน  นับเป็นใน 1 ใน 3  ซึ่งโดยทั่วไปจะพบไม่เกิน 5 ใน 1,000 คน  เดือนมีนาคม 2558  หน่วยอาชีวเวชกรรมสิ่งแวดล้อม  โรงพยาบาลพิจิตร  ตรวจสุขภาพของประชาชนรอบเหมืองแร่ทองคำ  พบว่ามีสารโลหะหนักเกินค่ามาตรฐานแต่ยังไม่ป่วยรวม 306 คน  พบแมงกานีสในเลือดเกินค่ามาตรฐาน 269 คน  จากผู้รับการตรวจ 502 คน  และพบสารหนูในปัสสาวะ 37 คน  จาก 273 คน  ในเบื้องต้นพบว่าน้ำอุปโภคบริโภคมีความสัมพันธ์กับแมงกานีสในเลือดและฝุ่นละอองจากกองหินทิ้งที่ได้จากการสกัดแร่ทองคำออกไป

 

ตอนต่อไป การจัดการทรัพยากรเหมืองแร่กับการละเมิดสิทธิมนุษยชนหลังรัฐประหาร (2) รูปธรรมการละเมิดสิทธิหลังการรัฐประหาร ใน 2 พื้นที่ พร้อมบทสรุปเรื่องบูรณาการการใช้อำนาจของทหารกับการปฏิรูปที่ไม่มีประชาชนในสายตา