ความคืบหน้าคดีเดือนพ.ย. และนัดพิจารณาคดีเดือนธ.ค.

ความคืบหน้าของคดีประจำเดือนพฤศจิกายน และนัดพิจารณาคดีประจำเดือนธันวาคม 2558

ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน

(ดูไฟล์ตารางสรุปความคืบหน้าของคดีเดือนพฤศจิกายนและนัดพิจารณาคดีเดือนธันวาคม 2558_TLHR)

ความคืบหน้าของคดีประจำเดือนพฤศจิกายน 2558

สำหรับเดือนพฤศจิกายน 2558 มีคดีที่ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนเข้าให้ความช่วยเหลือและดำเนินการทางกฎหมายจำนวน 9 คดี 

คดีที่น่าสนใจได้แก่ คดีของนัชชชา กองอุดม ในข้อหาฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้าคสช.ฉบับที่ 3/2558 จากกรณีชุมนุมทางการเมือง และคดีของพันธ์ศักดิ์ ศรีเทพ ในข้อหาความผิดตามมาตรา 116 ทั้งสองกรณีนี้ถูกดำเนินคดีในศาลทหารกรุงเทพฯ และฝ่ายจำเลยได้ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจพิจารณาคดีของศาลทหาร ศาลจึงเลื่อนการนัดสอบคำให้การออกไปทั้งสองคดีเพื่อพิจารณาคำร้องดังกล่าวก่อน

ส่วนในคดีของปิยะ ที่ถูกดำเนินคดีตามมาตรา 112 และพรบ.คอมพิวเตอร์ฯ จากกรณีการโพสต์เฟซบุ๊ก ศาลอาญาได้มีการสืบพยานโจทก์และจำเลยเสร็จสิ้นไปเมื่อวันที่ 17-19 พฤศจิกายนที่ผ่านมา

อีกสองคดีที่จำเลยเป็นนักเคลื่อนไหวทางการเมือง ได้แก่คดีของสิรภพ กรณ์อรุษ นักเขียนและกวี ที่ถูกดำเนินคดีในข้อหาฝ่าฝืนไม่มารายงานตัวตามคำสั่งคสช. การนัดสืบพยานเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2558 สืบพยานโจทก์ไปเพียงปากเดียว ศาลได้นัดสืบพยานโจทก์ปากต่อไปวันที่ 26 มกราคม 2559 และคดีของสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ “บก.ลายจุด” ที่ถูกดำเนินคดีตามมาตรา 116 และพรบ.คอมพิวเตอร์ฯ โดยนัดคดีเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2558 พยานที่โจทก์จะนำสืบได้ลาออกจากราชการ ไม่สามารถมาเบิกความได้ จึงเลื่อนการสืบพยานไปเป็นวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2558 เวลา 8.30 น.

คดีที่เป็นที่จับตาอีกคดีหนึ่งได้แก่ คดีของควาน ฮอก จุน นักข่าวชาวฮ่องกง ที่ได้นำเสื้อเกราะกันกระสุนเข้ามาทำข่าวกรณีระเบิดราชประสงค์ และถูกเจ้าหน้าที่ควบคุมตัวระหว่างเดินทางกลับประเทศ ความคืบหน้าล่าสุดเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2558 ศาลจังหวัดสมุทรปราการได้นัดพร้อมคดี และฝ่ายจำเลยให้การปฏิเสธข้อกล่าวหา ศาลจึงเริ่มนัดสืบพยานโจทก์นัดแรก วันที่ 5 เมษายน 2559 เวลา 8.30 น.

ขณะเดียวกันในเดือนนี้ยังมีนัดสอบคำให้การในคดีระเบิดศาลอาญา ที่ศาลทหารกรุงเทพ โดยฝ่ายจำเลยได้โต้แย้งว่าฟ้องโจทก์มีลักษณะเป็นฟ้องซ้อน ศาลจึงได้เลื่อนนัดสอบคำให้การใหม่เป็นวันที่ 19 มกราคม 2559 ส่วนคดีระเบิดบรรทัดทอง มีการนัดตรวจพยานหลักฐานในคดี และศาลได้เริ่มนัดสืบพยานโจทก์ในวันที่ 21 และ 28 มีนาคม 2559

อีกคดีหนึ่งในศาลแพ่ง ได้แก่การฟ้องเรียกค่าเสียหายในคดีของนายสุรกริช ชัยมงคล ซึ่งถึงแก่ความตายในระหว่างถูกเจ้าหน้าที่ควบคุมตัวอยู่ในเรือนจำ ในคดีนี้พนักงานอัยการยื่นคำร้องขยายเวลายื่นคำให้การ ศาลจึงเลื่อนนัดสอบคำให้การเป็นวันที่ 20 มกราคม 2559

นัดพิจารณาคดีประจำเดือนธันวาคม 2558 จำนวน 4 คดี

ในเดือนธันวาคมนี้ มีการนัดฟังคำพิพากษาในคดีความผิดตามมาตรา 112 ด้วยกันถึงสองคดี ได้แก่ คดีของชาญวิทย์ ที่ถูกดำเนินคดีจากกรณีแจกจ่ายใบปลิวบริเวณท่าน้ำนนทบุรีตั้งแต่เมื่อปี 2550 (ดูประมวลรายละเอียดคดี) ศาลจังหวัดนนทบุรีได้นัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 1 ธันวาคม นี้

ส่วนคดีของปิยะ ภายหลังสืบพยานจนเสร็จสิ้นในเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ศาลอาญารัชดา ได้นัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 28 ธันวาคมนี้เช่นกัน 

คดีมาตรา 112 อีกกรณีหนึ่ง คือคดีของธารา ที่ถูกดำเนินคดีจากการอัพโหลดคลิปเสียงของบรรพต ศาลทหารกรุงเทพฯ มีนัดเริ่มสืบพยานโจทก์ปากแรกของคดีนี้ในวันที่ 21 ธันวาคมนี้ (ดูรายงานคดีก่อนหน้านี้)

คดีสุดท้ายคือคดีของเสาร์ ซึ่งถูกดำเนินคดีมาตรา 112 จากคำร้องที่นำไปยื่นต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดยกรณีนี้จำเลยมีอาการป่วยทางจิตด้วย (ดูรายงานคดีก่อนหน้านี้) และในช่วงเดือนธันวาคมนี้ พนักงานสอบสวนมีนัดส่งสำนวนให้อัยการ       

Advertisements

อังคารนี้ศาลนนทฯ นัดฟังพิพากษา ชาญวิทย์ คดี 112 เหตุแจกใบปลิวที่ท่าน้ำนนท์

1 ธ.ค. 2558 เวลา 09.00 น.  ศาลจังหวัดนนทบุรีได้กำหนดนัดฟังคำพิพากษาในคดีที่พนักงานอัยการจังหวัดนนทบุรี ฟ้องนายชาญวิทย์ (สงวนนามสกุล) ในความผิดตามม.112 จากเหตุการณ์ที่นายชาญวิทย์ แจกใบปลิววิเคราะห์การเมืองของประเทศไทยซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์

เหตุคดีนี้เมื่อวันที่  25 พ.ย.2550 ได้มีการชุมนุมคัดค้านคำพิพากษายุบพรรคไทยรักไทย ที่ท่าน้ำนนท์  โดยนายชาญวิทย์ได้เข้าร่วมการชุมนุมดังกล่าวด้วยและจัดทำใบปลิววิเคราะห์สถานการณ์การเมืองประเทศไทยในระยะเปลี่ยนผ่าน ไปแจกจ่ายให้กับประชาชนที่เข้าร่วมการชุมนุมดังกล่าว การชุมนุมครั้งนี้นอกจากผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษามาชุมนุมแล้ว ยังมีตำรวจนอกเครื่องแบบที่เข้าแฝงตัวสังเกตการณ์การชุมนุม จึงได้พบนายชาญวิทย์กำลังแจกใบปลิวอยู่ และเจ้าหน้าที่เห็นว่าข้อความในใบปลิวของชาญวิทย์น่าจะผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 จึงโทรศัพท์แจ้งให้ผู้บังคับบัญชาทราบ จากนั้นผู้บังคับบัญชาได้เดินทางมาที่เกิดเหตุ และได้ควบคุมตัวนายชาญวิทย์ไปสอบสวนที่สถานีตำรวจอำเภอเมืองนนทบุรี

อัยการยื่นฟ้องคดีต่อศาล

วันที่ 18 ก.พ.2551 พนักงานอัยการจังหวัดนนทบุรีได้ยื่นฟ้องนายชาญวิทย์เป็นจำเลยในความผิดตามม.112 ต่อศาลจังหวัดนนทบุรี เลขคดีดำที่ อ. 837/2552 เป็นความผิด 4 กรรม เนื่องจากอัยการบรรยายในคำฟ้องว่าข้อความในใบปลิวของนายชาญวิทย์ที่แจกในวันที่ 25 พ.ย. 2550 มีข้อความหลายส่วนได้หมิ่นประมาทและดูหมิ่น แสดงความอาฆาตมาดร้ายบุคคล 4 ตำแหน่ง ที่ม. 112 ครอบคลุมถึง ได้แก่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระมหากษัตริษ์แห่งราชอาณาจักรไทย, พระบาทสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระราชินี, สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร รัชทายาท และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี รัชทายาท

การหลบหนีคดีของนายชาญวิทย์

ต่อมาในวันที่ 21 เม.ย.2551 ศาลนัดสอบคำให้การและตรวจพยานหลักฐาน โดยนายชาญวิทย์ยืนยันให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา แต่เมื่อถึงวันนัดสืบพยานนายชาญวิทย์ไม่มาศาลและไม่แจ้งเหตุขัดข้องให้ศาลทราบ ศาลจึงระบุว่ามีเหตุสงสัยว่านายชาญวิทย์จะหลบหนีจึงได้ออกหมายจับนายชาญวิทย์และจำหน่ายคดีชั่วคราวออกจากสารบบ

จากคำเบิกความของนายชาญวิทย์ได้ระบุถึงเหตุผลในการหลบหนีดังกล่าวว่า1 เป็นเพราะหลังจากได้รับประกันตัว เขาไปแสดงความเห็นในงานเสวนาแล้วถูกนายชวน หลีกภัย ซึ่งมอบหมายให้นายเทพไท เสนพงศ์ ไปแจ้งความดำเนินคดีตามมาตรา 112 กับเขา และตำรวจได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลเพิกถอนการประกันตัว ทำให้เขาใช้สำนึกแห่งความเป็นธรรมส่วนตัวตัดสินใจไม่ไปฟังคำสั่งศาลว่าจะถอนประกันหรือไม่ โดยคิดว่าคดีนี้เป็นคดีทางความคิดและต้องการให้เวลาเป็นตัวพิสูจน์ว่าสถานการณ์ต่างๆ ที่เขาประเมินเอาไว้เป็นจริงหรือไม่

เกือบ 7 ปีต่อมาในเหตุการณ์ระเบิดศาลอาญา

ในคืนวันที่ 7 มี.ค.2558 ได้เกิดเหตุบุคคลขว้างวัตถุระเบิดใส่บริเวณหน้าศาลอุทธรณ์ภาค 1 ถนนรัชดาภิเษก เมื่อเกิดเหตุระเบิดขึ้น เจ้าหน้าที่ทหารได้ควบคุมตัวบุคคลต้องสงสัย 2 คน ได้ในที่เกิดเหตุ คือ นายยุทธนาและนายมหาหิน ก่อนถูกนำตัวไปควบคุมตัวและสอบสวนในชั้นกฎอัยการศึก ต่อมาเจ้าหน้าที่ทหารได้ขยายผลจากการสอบสวนดังกล่าวไปดำเนินการจับบุคคลอื่นๆ อีกหลายคนที่ต้องสงสัยว่ามีส่วนเกี่ยวข้องในการก่อเหตุครั้งนี้

ภายหลังเกิดเหตุเพียงแค่ 2 วัน นายชาญวิทย์ได้ถูกควบคุมตัวบริเวณปากซอยกิ่งแก้ว อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ โดยมีทหารนอกเครื่องแบบ 3 นายลงมาจากรถ และล็อกตัวเขาไว้โดยใช้กุญแจมือและปิดตาจับขึ้นรถไป ซึ่งนายชาญวิทย์ไม่ทราบว่าถูกนำตัวไปควบคุมไว้ที่ใด นายชาญวิทย์ถูกเจ้าหน้าที่ทหารควบคุมตัวตามกฎอัยการศึกเป็นเวลา 6 วัน ก่อนถูกตำรวจนำตัวมาพบพนักงานสอบสวนและนำตัวไปขอฝากขังที่ศาลทหารกรุงเทพ  ปัจจุบันนายชาญวิทย์ถูกขังอยู่ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร โดยศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนได้รับการร้องเรียนจากนายชาญวิทย์ว่าตนถูกซ้อมทรมานโดยเจ้าหน้าที่รัฐระหว่างถูกควบคุมตัวตามกฎอัยการศึกด้วย

นายชาญวิทย์ถูกนำตัวกลับมาดำเนินคดี 112 (อีกครั้ง)

ในระหว่างที่นายชาญวิทย์ถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เขาถูกนำตัวไปศาลจังหวัดนนทบุรีเพื่อดำเนินคดีนี้อีกครั้ง หลังจากถูกจำหน่ายคดีชั่วคราวเมื่อเกือบ 7 ปีที่แล้ว

ศาลได้สืบพยานเมื่อวันที่ 15-16 ก.ย.2558 โดยก่อนเริ่มการสืบพยาน อัยการโจทก์แถลงว่าทางสำนักพระราชวังได้ส่งหนังสือมายืนยันว่าสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ไม่ได้ดำรงตำแหน่งรัชทายาทตามม.112 ทนายความได้ขอคัดถ่ายหนังสือฉบับดังกล่าวจากศาล แต่ศาลไม่อนุญาต

ฝ่ายโจทก์นำพยานมาสืบ 3 ปากเป็นตำรวจจากสภ.เมือง จ.นนทบุรี โดยเกี่ยวข้องในคดีเป็นผู้จับกุม ผู้ตรวจค้นยึดของกลาง และพนักงานสอบสวน การสืบพยานนัดนี้มีข้าราชการจากสำนักพระราชวัง 2 คน ร่วมสังเกตการณ์การพิจารณาคดีด้วย จำเลยมีพยานมาสืบ 2 ปากคือ นายชาญวิทย์เองและรศ.ดร.สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ อาจารย์ประจำคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในคดีนี้ศาลได้สั่งห้ามจดคำให้การของพยาน

นายชาญวิทย์ให้การว่าตนเข้าร่วมการชุมนุมทางการเมืองทุกครั้งตั้งแต่ 14 ตุลา16, 6ตุลา 19 และยังได้ร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยหรือ คพท. ต่อมาปี 2535 เข้าร่วมชุมนุมในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ในปี 2539 ก็เข้าร่วมเป็นคณะทำงานรณรงค์รัฐธรรมนูญ ฉบับพ.ศ.2540 เขายังแสดงความเห็นว่ารัฐธรรมนูญปี 40 เป็นความหวังของการปฏิรูปทางสังคม แต่การรัฐประหารปี 2549 เป็นการทำลายความหวังของการปฏิรูปลง เขาจึงได้จัดทำเอกสารวิเคราะห์สถานการณ์การเมืองไทยในระยะเปลี่ยนผ่าน เนื่องจากต้องการให้เจตนารมณ์ของคณะราษฎรเกิดขึ้นจริง นั่นคือระบอบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญประชาธิปไตย ไม่ใช่ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข

อัยการโจทก์ยังถามว่าข้อความในเอกสารใบปลิวได้สร้างความเสียหายต่อบุคคคลที่อ้างถึงหรือไม่ เขาบอกว่าไม่เชื่อว่าจะสร้างความเสียหายให้กับคนที่เขาได้กล่าวถึงในเอกสาร อย่างไรก็ตามนายชาญวิทย์ได้ต่อสู้คดีนี้ว่าการกระทำของตนเป็นการกระทำเพียงกรรมเดียว เนื่องจากตนได้แจกใบปลิวเพียงครั้งเดียวเท่านั้น แม้ว่าใบปลิวจะกล่าวถึงสถาบันฯ ตามที่ระบุไว้ในม. 112 แต่ก็เป็นการกระทำเพียงครั้งเดียว ภายหลังการสืบพยานเสร็จสิ้นศาลนัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 1 ธ.ค.2558 เวลา 9.00 น.

ประเด็นสำคัญในคดีนี้ที่จะต้องพิจารณาว่า สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ถือเป็นรัชทายาทตามประมวลกฎหมายอาญา  มาตรา 112 หรือไม่ ถึงแม้ว่าเนื้อหาของเอกสารดังกล่าวจะมีข้อความหมิ่นประมาทบุคคล 4 ตำแหน่ง ตามที่ระบุไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 แต่ต้องถือผู้กระทำผิดมีเจตนาเดียวและเป็นความผิดกรรมเดียวไม่ใช่ความผิดต่างกรรมกันหรือไม่
.

.

.

.
1http://prachatai.org/journal/2015/09/61441

เครือข่ายคณาจารย์ฯเข้ารับทราบข้อกล่าวหา แถลงยืนยันมหาลัยไม่ใช่ค่ายทหาร

24 พ.ย.58 เวลา 15.00 น. ที่สถานตำรวจภูธรช้างเผือก จังหวัดเชียงใหม่ นักวิชาการในนามเครือข่ายคณาจารย์มหาวิทยาลัย ซึ่งถูกออกหมายเรียกในข้อหาร่วมกันมั่วสุมหรือชุมนุมทางการเมือง ณ ที่ใดๆ ที่มีจำนวนตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป อันเป็นการฝ่าฝืนประกาศหรือคำสั่งหัวหน้าคสช. จากกรณีร่วมกันแถลงข่าว “มหาวิทยาลัยไม่ใช่ค่ายทหาร” ที่โรงแรมไอบิส จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 31 ต.ค.58 ได้เดินทางเข้ารับทราบข้อกล่าวหาตามหมายเรียก (ดูรายงานข่าวก่อนหน้านี้)

ทางเครือข่ายคณาจารย์ที่ได้รับหมายเรียก มีจำนวน 5 ราย ประกอบไปด้วยอรรถจักร์ สัตยานุรักษ์ และสมชาย ปรีชาศิลปกุล จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่, จรูญ หยูทอง และณฐพงศ์ จิตรนิรัตน์ จากมหาวิทยาลัยทักษิณ, มานะ นาคำ จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น

IMG_6988

เมื่อเดินทางไปถึง เจ้าหน้าที่ตำรวจ นำโดยพ.ต.ท.มณฑป แสงจำนง รอง ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่ ได้นำคณาจารย์ขึ้นไปยังห้องประชุมศูนย์ปฏิบัติการสภ.ช้างเผือก โดยมี พ.ต.อ.วชิระ กาญจนวิภาดา ผกก.สภ.ช้างเผือก พร้อมชุดพนักงานสอบสวนร่วมดำเนินการ

เจ้าหน้าที่ได้มีการแจ้งข้อกล่าวหาและแจ้งสิทธิ์ของผู้ต้องหา โดยระบุว่าในคดีนี้ทาง พล.ต.โกศล ประทุมชาติ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 33 เป็นผู้มอบอำนาจให้ พ.ท.อภิชาต กันทวงศ์ นายทหารพระธรรมนูญ มาเป็นผู้แจ้งความกล่าวโทษนักวิชาการที่ร่วมกันแถลงข่าวและแจกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 31 ต.ค.58 ในความผิดตามคำสั่งหัวหน้าคสช.ฉบับที่ 3/2558 แก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 5/2558 ข้อ 12 ประกอบข้อ 3 (4)

พนักงานสอบสวนยังได้สอบถามถึงนักวิชาการท่านอื่นที่ร่วมแถลงข่าวด้วย ซึ่งเจ้าหน้าที่ทหารไม่ทราบชื่อ จึงยังไม่ได้มีการออกหมายเรียกมาด้วย แต่ถือว่าเป็นผู้ถูกกล่าวหาจากเจ้าหน้าที่ทหาร เพราะมีการกล่าวหาบุคคลที่อยู่ในรูปภาพทั้งหมด จำนวน 8 คน

อาจารย์บุญเชิด หนูอิ่ม จากมหาวิทยาลัยบูรพา ซึ่งเดินทางมายังสภ.ช้างเผือกด้วย แต่ยังไม่ได้ถูกออกหมายเรียก จึงได้เข้าพบพนักงานสอบสวนร่วมกับเครือข่ายคณาจารย์ฯ ส่วนอาจารย์ที่ร่วมกันแถลงข่าวอีก 2 ท่าน และยังไม่ได้เดินทางมาด้วยในวันนี้ ทางคณาจารย์ระบุว่าจะมีการติดต่อประสานงานเพื่อเข้าพบพนักงานสอบสวนต่อไป

กลุ่มนักวิชาการได้ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา ส่วนคำให้การโดยรายละเอียดจะมีการจัดทำเป็นลายลักษณ์อักษรมายื่นต่อพนักงานสอบสวนภายใน 30 วัน โดยพนักงานสอบสวนให้ผู้ต้องหาพิมพ์ลายนิ้วมือ จัดทำบันทึกการมอบตัว บันทึกคำให้การ และบันทึกประจำวัน

พนักงานสอบสวนได้ปล่อยตัวชั่วคราวนักวิชาการทั้ง 6 คน โดยไม่ต้องทำการประกันตัว และไม่มีการกำหนดเงื่อนไขการปล่อยตัวใดๆ แต่ได้ระบุให้ในกรณีที่ผู้ต้องหาจะเดินทางออกนอกประเทศ ขอให้มีการแจ้งเป็นลายลักษณ์มาให้ทราบด้วย แต่ไม่ได้มีการห้ามเดินทางออกนอกประเทศแต่อย่างใด โดยภายหลังจากนี้เจ้าหน้าที่จะมีการสอบสวนและจัดทำสำนวนเพิ่มเติมต่อไป

ในเวลา 16.40 ทางเครือข่ายคณาจารย์มหาวิทยาลัยได้เดินทางออกมาภายนอกสภ.ช้างเผือก  และมีการอ่านแถลงการณ์ ยืนยันว่า “มหาวิทยาลัยไม่ใช่ค่ายทหาร” ร่วมกัน โดยมีเพื่อนอาจารย์ นักศึกษา และประชาชนที่สนใจร่วมให้กำลังใจราว 50 คน

IMG_7018

แถลงการณ์ระบุยืนยันว่าการแถลงการณ์มหาวิทยาลัยไม่ใช่ค่ายทหารไม่ใช่การกระทำผิดกฎหมายแต่อย่างใด แต่เป็นการแสดงออกซึ่งความคิดเห็นในประเด็นปัญหาของการจัดการศึกษาอันเป็นภาระหน้าที่โดยตรงของบุคลากรมหาวิทยาลัย

แถลงการณ์ยืนยันว่าเสรีภาพในการแสดงความเห็นเป็นหลักการพื้นฐานที่สำคัญในการดำรงอยู่ร่วมกันของคนทุกกลุ่มในสังคม ทั้งถือเป็นปรากฏการณ์ปกติที่ทุกสังคมย่อมจะมีความเห็นที่แตกต่างกันไปในประเด็นปัญหาต่าง ทั้งเสรีภาพในการแสดงความเห็นไม่ได้จำกัดไว้เฉพาะพื้นที่มหาวิทยาลัย พลเมืองทุกคนในสังคมก็ย่อมมีเสรีภาพในการแสดงความเห็นด้วยเช่นกัน โดยการคุกคามหรือปิดกั้นเสรีภาพของบุคคลใดๆ เป็นเพียงการกดทับปัญหาเอาไว้ มิได้ช่วยให้เกิดการแก้ไขปัญหา ตลอดจนความขัดแย้งในสังคมอย่างแท้จริง

ทางเครือข่ายคณาจารย์ฯ จึงยืนยันว่าไม่ใช่แต่เฉพาะมหาวิทยาลัยที่ไม่ใช่ค่ายทหาร แต่สังคมไทยก็มิใช่ค่ายทหารเช่นเดียวกัน เสรีภาพในการแสดงความเห็นของทุกคนและทุกฝ่ายจึงต้องได้รับการปกป้องอย่างเสมอภาคและเท่าเทียมกัน

ทั้งนี้ในคดีนี้ หากพนักงานสอบสวนมีความเห็นสั่งฟ้องคดี ในความผิดตามคำสั่งหัวหน้าคสช.ฉบับที่ 3/2558 ถูกกำหนดให้ต้องขึ้นศาลทหาร และต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

The opinions of human rights organizations on the summons of academics for defying the NCPO orders

On 11 November 2015, Changpuak police station, Chiang Mai, issued summons for a group of six academics from various universities. The summon order accused the group of holding or participating in a political gathering of more than five people which defied the announcement or order of the Head of the National Council for Peace and Order (NCPO), after the group held a conference to express their academic opinions on freedom of knowledge in education system at Chiang Mai on 31 October 2015

Human Rights Lawyer Association (HRLA) and Human rights organizations have the opinion that the expression of academic opinion is a legitimate practice under human right principle and law as follows;

1. The academics’ opinion conference on freedom of knowledge in education system was to express academic opinions about higher education, which is a public topic and a direct objective of university academics. This academic freedom is prescribed and guaranteed in many previous constitutions of Thailand, such as Article 42 of the 1974 Constitution, Article 42 of the 1997 Constitution, Article 50 of the 2007 Constitution, or even in the interim constitution that was enforced after the 2014 Coup d’état, this freedom is inplicitly guaranteed in Article 4 and 5. Therefore, the academics were using academic freedom that is prescribed and guaranteed by the Constitution.

2. The accusation that appeared on the summon order cites the violation Article 12 of the NCPO’s order No. 3/2015: “Political gatherings of five or more persons shall be punished with imprisonment not exceeding six months or a fine not exceeding ten thousand Baht, or both, unless permission has been granted by the Head of the NCPO or an authorized representative.”, which the NCPO’s announcement No. 3/2014 issued to be under the jurisdiction of military court, cannot apply to this academics’ opinion conference as it did not meet the element of the offence. The conference was not a political gathering but a normal academic activity that is a custom and important task for Thai academics. If such activity is interpreted arbitrarily to be an illegal assembly or political gathering, it will result in many academic activities set to expand knowledge and solve social problems, such as academic seminars, academic conference, academic lectures, research presentations, community workshops that are organized all over the country, to become illegal and impracticable. This will lead to the imponderable damage to Thai society, both in the present time and future. No rightful law would intend to have this terrible consequence. Moreover, the acknowledgement and protection of academic freedom in the Constitutions in the past and present confirm that the academics’ action in expressing opinions was bona fide under the constitutional rights and liberties, and not an offence of political gathering as in the NCPO’s order.

By the reasons listed above, Human Rights Lawyer Association (HRLA) and the undersigned human rights organizations have the following proposals:

1. We encourage the accused academic group, as well as all academics, to have the courage to stand for academic freedom and carry on their valuable duty as public intellectuals with bravery.

2. The NCPO, the government, the army, and the police must stop using law to threaten academics, by cancel the charge against the academics who did their job rightfully under constitutional academic freedom.

3. Together, Thai people must demand the NCPO, the government, the army, and the police to respect academic freedom and stop the intimidation and threatening to the academics who work honestly as the society’s intellect.

With faith and respect to human dignity, rights and liberties, and democracy

Human Rights Lawyer Association (HRLA)
Union for Civil Liberties (UCL)
ENLAW Foundation
Thai Lawyers for Human Rights (TLHR)

แถลงการณ์ เรื่อง การออกหมายเรียกนักวิชาการข้อหาฝ่าฝืนคำสั่ง คสช.

academic

สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2558 สถานีตำรวจภูธรช้างเผือก จังหวัดเชียงใหม่ ได้ออกหมายเรียกกลุ่มนักวิชาการจำนวนหกคน ซึ่งประกอบด้วยคณาจารย์จากหลายมหาวิทยาลัย โดยในหมายเรียกดังกล่าวได้ตั้งข้อหาว่ากลุ่มนักวิชาการได้ร่วมกันมั่วสุมหรือชุมนุมทางการเมือง ณ ที่ใด ๆ ที่มีจำนวนตั้งแต่ห้าคนขึ้นไปอันเป็นการฝ่าฝืนประกาศหรือคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ เนื่องจากนักวิชาการดังกล่าวจัดกิจกรรมแถลงความเห็นทางวิชาการต่อสาธารณะ เรื่อง เสรีภาพทางปัญญาของระบบการศึกษา ที่จัดขึ้นที่จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2558 นั้น

สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน (สนส.) และองค์กรสิทธิมนุษยชน มีความเห็นว่าการแถลงความเห็นทางวิชาการเป็นการใช้เสรีภาพทางวิชาการอันชอบด้วยหลักสิทธิมนุษยชนและชอบด้วยกฎหมายดังต่อไปนี้

1. การจัดแถลงความคิดเห็นต่อสาธารณะของกลุ่มนักวิชาการ เรื่อง เสรีภาพทางปัญญาของระบบการศึกษา เป็นการแสดงความเห็นทางวิชาการในเรื่องเกี่ยวกับการจัดการศึกษาในมหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นประเด็นสาธารณะและเป็นภารกิจโดยตรงของนักวิชาการมหาวิทยาลัย ถือเป็นการใช้เสรีภาพในทางวิชาการซึ่งได้มีการบัญญัติรับรองและคุ้มครองไว้ในรัฐธรรมนูญของประเทศไทยหลายฉบับ เช่น รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2517 มาตรา 42 รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 มาตรา 42 รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 มาตรา 50 และแม้แต่รัฐธรรมนูญชั่วคราวที่ออกมาหลังการรัฐประหาร พ.ศ. 2557 เอง ก็ได้รับรองเสรีภาพนี้ไว้โดยปริยายในมาตรา 4 และมาตรา 5 ดังนั้น กระทำของกลุ่มนักวิชาการจึงเป็นการใช้เสรีภาพทางวิชาการที่ได้รับการรับรองและคุ้มครองโดยรัฐธรรมนูญให้กระทำได้

2. ข้อหาที่ปรากฏในหมายเรียก ตรงกับความผิดตามคำสั่งคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติที่ 3/2558 ข้อ 12 ที่บัญญัติว่า “ผู้ใดมั่วสุม หรือชุมนุมทางการเมือง ณ ที่ใด ๆ ที่มีจำนวนตั้งแต่ห้าคนขึ้นไป ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ เว้นแต่เป็นการชุมนุมที่ได้รับอนุญาตจากหัวหน้าคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติหรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย” ซึ่งตามประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ฉบับที่ 37/2557 กำหนดให้เป็นคดีที่อยู่ในเขตอำนาจศาลทหารนั้น ไม่อาจปรับใช้กับการจัดแถลงความคิดเห็นต่อสาธารณะของกลุ่มนักวิชาการในครั้งนี้ได้ เนื่องจากการกระทำนี้ไม่เข้าองค์ประกอบความผิดตามข้อหาดังกล่าว เพราะกิจกรรมการแสดงความคิดเห็นต่อสาธารณะ ไม่ใช่การมั่วสุมหรือชุมนุมทางการเมือง แต่เป็นกิจกรรมทางวิชาการทั่ว ๆ ไป ที่ถือเป็นธรรมเนียมและเป็นภารกิจที่สำคัญของนักวิชาการในสังคมไทย หากกิจกรรมเช่นนี้ถูกตีความตามอำเภอใจได้ว่าเป็นการมั่วสุมหรือชุมนุมทางการเมืองที่ผิดกฎหมาย ก็ย่อมส่งผลให้กิจกรรมทางวิชาการจำนวนมากที่มีขึ้นเพื่อความงอกงามทางปัญญาและเพื่อแก้ไขปัญหาของสังคม เช่น การเสวนาวิชาการ การประชุมวิชาการ การปาฐกถาทางวิชาการ การนำเสนองานวิจัย การอบรมให้ความรู้ต่อชุมชนในเรื่องต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศไทย เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายและไม่อาจดำเนินการได้ด้วยเช่นกัน หากเป็นเช่นนั้นย่อมสร้างความเสียหายต่อสังคมไทยทั้งในปัจจุบันและอนาคตอย่างไม่อาจประเมินค่าได้ จึงไม่มีกฎหมายที่ชอบธรรมใดประสงค์ให้เกิดผลเลวร้ายดังกล่าวขึ้น ประกอบกับการรับรองและคุ้มครองเสรีภาพในทางวิชาการไว้ในรัฐธรรมนูญทั้งในอดีตและปัจจุบันยิ่งเห็นได้อย่างชัดเจนว่าการกระทำของกลุ่มนักวิชาการในการแสดงออกต่อสาธารณะครั้งนี้เป็นการใช้สิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญโดยสุจริต ไม่เป็นความผิดฐานมั่วสุมหรือชุมนุมทางการเมืองตามคำสั่ง คสช.แต่อย่างใด

ด้วยเหตุผลดังที่กล่าวมา สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน (สนส.) และองค์กรสิทธิมนุษยชนตามรายชื่อแนบท้าย มีข้อเสนอและเรียกร้องดังต่อไปนี้

1. ขอเป็นกำลังใจให้กลุ่มนักวิชาการที่ถูกตั้งข้อหาดำเนินคดีในครั้งนี้และนักวิชาการทุกท่าน ให้ยืนหยัดใช้เสรีภาพทางวิชาการทำหน้าที่ที่มีเกียรติในฐานะปัญญาชนสาธารณะด้วยความกล้าหาญต่อไป

2. ขอเรียกร้องให้ คสช. รัฐบาล กองทัพ และตำรวจ ยุติการใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือในการข่มขู่ คุกคามนักวิชาการ โดยการยุติการดำเนินคดีต่อกลุ่มนักวิชาการที่ได้เสรีภาพทางวิชาการตามรัฐธรรมนูญปฏิบัติหน้าที่ของพวกท่านอย่างสุจริตและกล้าหาญ

3. ขอเรียกร้องให้สังคมไทยร่วมกันเรียกร้อง ให้ คสช. รัฐบาล กองทัพและตำรวจ เคารพในสิทธิเสรีภาพของนักวิชาการ โดยยุติการคุกคาม ข่มขู่นักวิชาการที่ได้ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะปัญญาของสังคมอย่างสุจริต

ด้วยความเชื่อมั่นศรัทธาในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิเสรีภาพและประชาธิปไตย

สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน (สนส.)
สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน (สสส.)
มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม
ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน