ความเห็นทางกฎหมายของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนต่อคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 13/2559

นับแต่เดือน มี.ค. 2559 คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ประกาศและดำเนินนโยบายปราบปรามผู้มีอิทธิพลเรื่อยมา โดยยังไม่มีมาตรการทางกฎหมายมารองรับ กระทั่งวันที่ 29 มี.ค. 2559 ได้มีการประกาศใช้คำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 13/2559  มารองรับการดำเนินการตามนโยบายดังกล่าว โดยกำหนดให้เจ้าหน้าที่ทหารซึ่งได้รับการแต่งตั้งมีอำนาจในการจับกุมบุคคลผู้กระทำความผิดซึ่งหน้า ควบคุมตัว ค้น ยึด อายัด กระทำการใด ๆตามคำสั่ง คสช. หรือควบคุมตัวบุคคลไว้ได้ไม่เกิน 7 วัน ตลอดจนกำหนดเงื่อนไขให้กับบุคคลที่ถูกควบคุมตัวไว้ รวมถึงกำหนดอำนาจหน้าที่อื่น ๆของเจ้าหน้าที่ทหาร

อาจกล่าวได้ว่า คำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 13/2559 เป็นคำสั่งที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันกับคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 แทบทั้งหมด ทั้งในแง่ของเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจ อำนาจหน้าที่ของเจ้าพนักงาน และการตัดอำนาจของศาลปกครองไม่ให้มีอำนาจพิจารณาการกระทำใด ๆ ของเจ้าพนักงานในการปฏิบัติตามคำสั่ง

อย่างไรก็ตาม คำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 13/2559 ยังมีรายละเอียดสำคัญที่แตกต่างออกไป ซึ่งศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนจะสรุปสาระสำคัญ ข้อกังวล และข้อเสนอ ดังต่อไปนี้ อ่านเพิ่มเติม

Advertisements

วิเคราะห์ร่างรัฐธรรมนูญโดย สุรชัย ตรงงาม “การระบุไว้ว่าเป็นหน้าที่ของรัฐกลายเป็นว่าชุมชนไม่มีสิทธิอะไร”

สัมภาษณ์โดย พันธวิศย์ เทพจันทร์

หลังจากได้พูดคุยกับ “สุรชัย ตรงงาม”  ในตอนที่แล้ว ทนายความจากมูลินิธินิติธรรมเพื่อสิ่งแวดล้อมชี้ให้เห็นถึงเห็นปัญหาก้อนโตที่ดำรงอยู่ในสังคมไทย นั่นคือ ปัญหาการใช้อำนาจของ มาตรา 44  ตามรัฐธรรรมนูญ ปี 2557 ฉบับชั่วคราวที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน โดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติอ้างว่า ใช้มาตรานี้เพื่อความมั่นคงและขจัดภัยคุกคามและความแตกแยกสามัคคีของคนในชาติ  แต่ก็เกิดปัญหามากมายว่า “ความมั่นคง” ของแต่ละคนนั่นมีมาตรฐานอย่างไรบ้าง ซึ่ง “สุรชัย ตรงงาม” ได้ชี้ให้เราเห็นแล้วว่า แม้แต่การเรีกร้องเพื่อปกป้องสิทธิชุมชนของประชาชนก็อาจถือว่าเป็น “ภัยความมั่นคง”  ต่อชาติได้

แต่จากนี้ไปสิ่งที่ “น่ากังวลใจ” ยิ่งกว่าตามความเห็นของทนายความจากมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อมหรือ EnLAW  ก็คือ เนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูฐที่จะเปิดในประชาชนได้ลงประชามติ(หากไม่เกิดปัญหาเรื่องความมั่นคงเสียก่อน)  สุรชัย ตรงงามจะชี้ให้เห็นถึงจุดบกพร่อง ช่องโหว่ด้านสิ่งแวดล้อมและสิทธิชุมชนว่า หากร่างรัฐธรรมนูญนี้ถูกประกาศใช้ จะเกิด “หายนะ” ต่อสิ่งที่เรียกว่า สิทธิชุมชนอย่างไร หากเรายังเชื่อมั่นอยู่ว่า ประชาชนคือ “เจ้าของประเทศ”

โปรดอ่านบทสัมภาษณ์นี้และคลิ๊กชมคลิประกอบบทสัมภาษณ์โดยพลัน…ก่อนที่สำนึกความเป็น “เจ้าของประเทศ”  จะหายไปจากจิตสำนึกของเรา เพราะคำว่า “สิทธิชุมชน” ถูกตัดออกไปจากร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้        รวมถึง “ประเด็นสำคัญ”  เกี่ยวกับยุทธศาสตร์ด้านสิ่งแวดล้อมของนักกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อมที่มีต่อคณะรัฐประหาร ทุกคำถามมีคำตอบ นับจากนี้ไป

“ร่างรัฐธรรมนูญที่เขียนต้องมาพูดเรื่องแบบนี้ด้วยว่าเมื่อกลับเข้าสู่ภาวะปกติของรัฐบาลพลเรือน ควรจะมาทบทวนคำสั่งประกาศที่ออกมาในภาวะไม่ปกติหรือออกมาจากรัฐบาลทหารนี้”

 

เป็นไปได้ไหมว่า ถ้าคำสั่ง ประกาศของ คสช.มีปัญหากับหลักสิทธิมนุษยชน กระบวนการทางนิติรัฐ ก็ควรผลักดันประเด็นข้อเสนอของนิติราษฎร์ ลบผลพวงของรัฐประหารเลยหรือไม่

นิติราษฎร์ผมเข้าใจว่ามีนัยยะ มันเป็นโมฆะไปเลย แต่ของผมนั้น เอาระดับที่พอเป็นไปได้คือเอามาทบทวนคือ คำสั่งที่ออกไปโดยรัฐบาลหรือกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องต้องแสดงให้เห็นว่า ประกาศหรือคำสั่งคสช.ที่อ้างว่าออกมาในสถานการณ์ไม่ปกติ. เมื่อมีรัฐธรรมนูญใหม่ มีการเลือกตั้งเข้าสู่ระบบปกติจะมายกเลิกเพิกถอนทบทวนกันอย่างไร คือต้องมีกลไกพูดง่าย ๆ เช่น ต้องมีคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบยกเลิกเพิกถอน ทบทวนอย่างไร คือถ้าคุณพูดว่าไม่ได้สืบทอดอำนาจคุณจะมาหวงทำไม อะไรที่มันไม่จำเป็นก็ยกเลิกไป อันนี้คิดแบบที่มันเป็นไปได้มากที่สุดนะ ส่วนเรื่องการตีความนั้นผมก็เห็นด้วย แต่เวลาพูดเรื่องมุมมองทางกฎหมายมันพูดได้หลายระดับคือ หนึ่งอาจเป็นระดับที่อาจตีความได้ว่าไม่มีผลตั้งแต่แรกคือ เป็นโมฆะตั้งแต่ต้นเสียแล้ว อย่างที่สองคือตอนนี้มันมีผลอยู่จะทำอย่างไรเพื่อทบทวนคำสั่งที่มาจากรัฐบาล คสช. ซึ่งก็ต้องมีกลไกต่อไป

ผมคิดว่าร่างรัฐธรรมนูญนี้ไม่เคยพูดเรื่องนี้ ถามว่ารัฐธรรมนูญเคยมีไหมไม่ทราบ แต่ควรจะมีเวลาเรามีคำสั่งคสช. อ้างมาตรา 44 เป็น10 ฉบับแล้ว อาจจะเป็นร้อยฉบับอยู่แล้ว ต่อไปข้างหน้า ควรจะทบทวนไหมในเรื่องเหล่านี้ รวมถึงกฎหมายที่ออกมาเต็มไปหมดนี้ก็ต้องมาทบทวน

สังคมไทยไม่ควรอยู่ในภาวะไม่ปกติ คสช.จะออกคำสั่งอะไรก็ต้องมาตรวจสอบถูกทบทวนเมื่อกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ทำไมถึงไม่ทบทวน การทบทวนอาจจะเป็นแต่ละหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปดูมา แต่มันไม่ถูกกำหนดไว้เป็นภารกิจซึ่งถ้ากำหนดใหม่ผมว่าต้องมีการทบทวนเรื่องนี้ก็อาจจะมีคณะกรรมการอะไรตั้งขึ้นมาและใช้อำนาจของรัฐบาลที่มาจากประชาธิปไตยตรวจสอบคำสั่งหรือการใช้อำนาจทางกฎหมายจากมาตรา 44

แต่ถ้าเราดูจากร่างรัฐธรรมนูญมีแนวโน้มสูงมากว่าจะมีการสืบทอดและจะมีคณะกรรมการอีก 20 ปี ตรงนี้อาจกลายเป็นอุปสรรคในการตรวจสอบการใช้อำนาจของ คสช.หรือไม่

ผมคิดว่าถ้ายังมีการใช้อำนาจ ยังกำหนดให้คสช. สามารถใช้อำนาจเช่นมาตรา 44 ก็ไม่ต้องไปพูดถึงสิทธิเสรีภาพหรืออะไรพวกนี้ทั้งหมดเพราะว่ามันเป็นเรื่องที่ไม่มีอยู่จริง มาตรา 44 ยกเว้นได้ทั้งหมดอยู่แล้ว คุณอาจจะเขียนอะไรไว้ดีก็ตามในระหว่างนั้นก็อาจจะออกคำสั่งจาก มาตรา 44 มา แล้วก็ต่อเนื่องไปตราบจนกว่าจะถูกยกเลิกเพิกถอนซึ่งหมายความว่า อย่างไรเสียสิทธิและเสรีภาพที่เขียนไว้ก็เป็นแค่สิ่งที่กำหนดไว้แต่จริง ๆ แล้วมีอำนาจซ้อนทับที่ครอบไว้อยู่และยังไม่ได้รับการแก้ไข พูดง่าย ๆ ผมคิดว่าต้องเลิกใช้อำนาจตามมาตรา 44 มันถึงจะมีความมั่นใจว่าสิทธิเสรีภาพที่อยู่ในร่างรัฐธรรมนูญจะมีผลบังคับใช้ได้จริง

               

“การพูดถึงสิทธิชุมชนคือ ชุมชนเป็นประธานสิทธิ เป็นเจ้าของแห่งสิทธินั้นที่จะไปเรียกร้องทั้งรัฐและเอกชนต่าง ๆ ได้อยู่แล้ว ในขณะที่การระบุไว้ว่าเป็นหน้าที่ของรัฐกลายเป็นว่าชุมชนไม่มีสิทธิอะไรแต่มีหน้าที่ไปเรียกร้องกับรัฐเพื่อให้รัฐช่วยจัดการให้เรา ซึ่งผมคิดว่าเป็นความแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงทั้งทางกฎหมายและทางวัฒนธรรม”

 

 

 

ถ้ามามองเรื่องกฎหมาย เรื่องสิ่งแวดล้อมในตัวร่างรัฐธรรมนูญที่จะมีการทำประชามติฉบับนี้มีประเด็นเกี่ยวกับเรืองสิ่งแวดล้อม สิทธิชุมชนกับสิ่งแวดล้อมน้อยเกินไปหรือมากขึ้นกว่าเดิม

หลัก ๆ ก็มองเห็นได้ชัดอยู่แล้วว่าโดนตัดเรื่องสิทธิชุมชนออกไปซึ่งอันนี้เป็นฐานในการใช้สิทธิที่สำคัญของชุมชนซึ่งการใช้สิทธิไม่ได้มีนัยยะทางกฎหมาย ผมคิดว่าเป็น การบอกว่าสิ่งที่เขากำลังต่อสู้สิ่งที่เขากำลังเรียกร้องมันมีตัวตนและได้รับการยอมรับในระบบอย่างจริงจังนั้นมันมีนัยยะทางวัฒนธรรม มีความเชื่อมั่นความภาคภูมิใจในการใช้สิทธิของเขาด้วย

ถ้าไปดูสิ่งที่คุณหน่อย จินตนา แก้วขาว นักสิทธิมนุษยชน (บ่อนอก- หินกรูด) เคยพูดไว้ว่า ชาวบ้านในพื้นที่ซึ่งร่วมต่อสู้เรื่อง สิทธิชุมชนกับสิ่งแวดล้อมเองก็เอามาตราเกี่ยวกับสิทธิชุมชนติดแปะไว้ที่ฝาบ้านเพราะว่านี่คือฐาน มันเหมือนกับว่าเป็นสิ่งที่ทำให้เขาเห็นว่ามีอำนาจบางประการที่จะไปพูดกับเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือใครก็ตามที่จะมาละเมิดสิทธิของเขา ผมคิดว่าเรื่องสิทธิชุมชนนอกจากจะเป็นสิทธิในทางกฎหมาย สิทธิในการเรียกร้องในรัฐธรรมนูญของไทย ในเชิงวัฒนธรรมเอง สิทธิมนุษยชนซึ่งระบุไว้ในรัฐธรรมนูญก็ทำให้เขามั่นใจในการใช้อำนาจของเขาด้วย ซึ่งอันนี้มันจะหายไปเลยจากร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้

แล้วคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญอ้างว่าใส่ไว้ในหน้าที่ของรัฐ  ซึ่งจริง ๆ แล้วมันก็คนละแนวคิดกัน อันนั้นหมายความว่าเราไปอ้างให้เรื่องทุกเรื่องโดยเฉพาะเรื่องสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องที่รัฐต้องเข้ามาจัดการถูกไหม ถ้าประชาชนเรียกร้องก็ต้องเรียกร้องผ่านรัฐเข้าไป ผมคิดว่ามันแตกต่างกันอย่างชัดเจนว่า การพูดถึงสิทธิชุมชนคือ ชุมชนเป็นประธานสิทธิ เป็นเจ้าของแห่งสิทธินั้นที่จะไปเรียกร้องทั้งรัฐและเอกชนต่าง ๆ ได้อยู่แล้ว ในขณะที่การระบุไว้ว่าเป็นหน้าที่ของรัฐกลายเป็นว่าชุมชนไม่มีสิทธิอะไรแต่มีหน้าที่ไปเรียกร้องกับรัฐเพื่อให้รัฐช่วยจัดการให้เรา ซึ่งผมคิดว่าเป็นความแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงทั้งทางกฎหมายและทางวัฒนธรรม

พูดง่าย ๆ ว่า รัฐเป็นประธานเรื่องคือ รัฐเป็นตัวตนใหญ่สุดในขณะที่สิทธิชุมชนประชาชนเป็นใหญ่ เราเรียกร้องเพราะว่าเป็นสิทธิของเรา ส่วนอันนั้นเราเรียกร้องเพราะว่าเป็นสิทธิของรัฐมันไม่เหมือนกันเลย ต้องไปอาศัยรัฐ จริงอยู่ว่าการใช้สิทธิชุมชนจะต้องผ่านองคาพยพต่าง ๆ แต่มันไม่เหมือนกันเพราะอันนั้นประชาชนคือจุดศูนย์กลางที่จะเข้าไปจัดการในเรื่องต่างๆ แต่อันนั้นรัฐเป็นศูนย์กลางที่จัดการเรื่องนั้นๆ ให้

รวมถึงอำนาจหน้าที่ของรัฐก็เขียนไม่ครบ หลักสำคัญหลายเรื่องก็ไม่ได้เขียนขึ้น เช่น การได้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติหรือสิทธิในการอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดี หรือตามมาตรา  67 ตามรัฐธรรมนูญ 2550 ก็หายไปเลย ตอนนี้ก็มีการประกาศว่าจะปรับแต่ก็ไม่รู้ว่าจะปรับแค่ไหนอย่างไรซึ่งผมคิดว่าประเด็นนี้ก็ยังไม่มี ทั้ง ๆ ที่เป็นประเด็นที่สำคัญมากทางด้านสิ่งแวดล้อม

ตามมาตรา 67 วรรคหนึ่งเองก็ตามคือ สิทธิในการได้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติหรือสิทธิแห่ง  การได้อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดีนั้นเป็นฐานสำคัญ เช่น ในคดีการปนเปื้อนสารตะกั่วที่คลิตี้ศาลปกครองสูงสุดก็ให้ค่าเสียหายในการละเมิดสิทธิการใช้ทรัพยากรจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมาแล้ว พูดง่าย ๆ ว่า วรรคหนึ่งมีนัยยะของสิทธิในเชิงเนื้อหาที่รับรองสิทธิในการได้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติของชุมชนและสิทธิในการอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดี ซึ่งการตัดไปอย่างนี้ก็อาจจะทำให้ไม่มีสิทธิที่จะเรียกร้องที่เคยมีอยู่เดิมนั้นหายไปคือ พูดง่าย ๆ ว่า ด้านสิทธิชุมชนมันมีการพูดคุยต่อรองการใช้สิทธิการตีความของผู้คนที่เกี่ยวข้องในกลุ่มคน ระดับหนึ่งในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาพอสมควรแล้ว ฉะนั้นนี่คือการตัดการใช้สิทธิสิ่งแวดล้อมหรือสิทธิชุมชนออกไปทั้งสิ้นเลย

แล้วศาลปกครองสูงสุดเคยมีคำวินิจฉัยในปี2558 ตีความว่า มาตรา 67 ตามรัฐธรรมนูญปี  2550 มีนัยยะเป็นสิทธิชุมชน เหมือนเป็นประเพณีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยแล้ว สามารถบังคับใช้ได้ตามมาตรา 5 รัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 ในหมวดบททั่วไป ศาลปกครองก็ใช้มาตรานี้ในการตีความทางกฎหมายเพื่อให้อำนาจแก่สิทธิชุมชน นั่นหมายความว่า  ศาลปกครองยอมรับสิทธิชุมชนว่าเป็นสิทธิที่มีความสำคัญเหมือนเป็นประเพณีในระบอบการปกครองประชาธิปไตย เรียกได้ว่ามีการใช้กันมาอย่างยาวนานและเป็นสิทธิสำคัญที่ขาดไปไม่ได้ คำว่าประเพณีก็คือมันต้องดำรงต่อไปในสังคมไทย ที่น่ากังกลมากก็คือ เรื่องเหล่านี้ถูกตัดออกไปจากร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่สังคมไทยกำลังจะไปลงประชามติ

แล้วหมวด 5 หน้าที่ของรัฐ มาตรา 53 ในร่างรัฐธรรมนูญที่จะเปิดให้ลงประชามติที่ว่า “รัฐต้องอนุรักษ์ คุ้มครอง บำรุงรักษา ฟื้นฟู บริหารจัดการ และใช้หรือจัดให้มีการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และความหลากหลายทางชีวภาพให้เกิดประโยชน์อย่างยั่งยืน โดยต้องให้ประชาชนและชุมชนในท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการดำเนินการและได้รับประโยชน์จากการดำเนินการดังกล่าวด้วยตามที่กฎหมายบัญญัติ” นั้น ไม่มากพอที่จะให้อำนาจแก่ประชาชนในเรื่องของสิทธิชุมชนหรือ

ผมคิดว่าอาจจะมีข้อจำกัดในการใช้อำนาจอยู่บ้างเพราะอำนาจรัฐก็เป็นเรื่องใหม่ยังไม่เคยเห็นผลว่า ศาลจะตีความว่าอย่าไรครับ แต่เรื่องสิทธิชุมชนนั้นมีการใช้สิทธิกันมาปีนี้ก็ 19 ปีแล้ว มันมีระยะเวลาในการตีความ และความคลี่คลายของการใช้สิทธินี้มานานพอสมควรแล้ว ผมว่าหาคำตอบไม่ได้หรอกเพราะสังคมไทยกำลังพูดว่า จะรับร่างรัฐธรรมนูญที่ดีอย่างไร ถ้ามันไม่ดีจะไปรับมันทำไมก็ยังงงอยู่ คือ มันไม่ดีขึ้นแล้วพวกเขาจะไปร่างมันทำไมก็เอาของเดิมมาใช้สิ

Screen Shot 2016-03-31 at 11.46.34 AM.png

เป็นข้อเสนอไหมว่า ให้นำรัฐธรรมนูญ ฉบับปี 2550 มาใช้ก่อนเพื่อให้จัดการเลือกตั้งโดยเร็วที่สุด

คือปรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่จะลงประชามตินี้ก็ได้ผมไม่ได้ว่าอะไร แต่ผมก็มีข้อเสนอเช่น เรื่องสิทธิด้านสิ่งแวดล้อม หรือเรื่องสิทธิทางทรัพยากรธรรมชาติควรเขียนระบุไว้ในรัฐธรรมนูญให้ชัดเจนเป็นเนื้อหาไปเลย  เพราะที่ผ่านมามีการระบุในรัฐธรรมนูญเพียงแค่นิดเดียวว่า ประชาชนมีส่วนร่วมกับรัฐในเรื่องนี้ เป็นการเขียนผิดในเชิงกระบวนการ เขียนให้อำนาจแบบขอให้พอมีเท่านั้น

อย่างในรัฐธรรมนูญของต่างประเทศ  ซึ่งผมเคยไปพูดในคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย หลายประเทศเขาเขียนให้เป็นสิทธิด้านสิ่งแวดล้อมที่มีความชัดเจนในทางปฏิบัติไม่ใช่เขียนพ่วงกับสิทธิการมีส่วนร่วมกับรัฐ ซึ่งนี่เป็นเรื่องที่มันขาดหายไปในรัฐธรรมนูญของไทยซึ่งตามหลักการต้องเขียนรองรับ เหมือนการเขียนเรื่องสิทธิทางชีวิตร่างกายในรัฐธรรมนูญ โดยต้องเขียนว่าประชาชนทุกคนมีสิทธิที่จะอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดีมีความปลอดภัย ไม่ถูกใครมาละเมิดเป็นต้น ซึ่งในทางกฎหมายเรียกว่าการรับรองสิทธิในเชิงเนื้อหาให้ชัดเจน

         “การต่อสู้ทางความคิดก็เป็นเรื่องที่ต้องทำงานกันอย่างต่อเนื่องยาวนานผมก็ไม่คิดว่าเราจะสามัคคี สมานฉันท์กัน เห็นพ้องต้องกันทุกเรื่องกันได้โดยง่าย การต่อสู้ทางความคิดที่มีความหลากหลายโดยเฉพาะการมองทั้งหมดในการขับเคลื่อนสิทธิเสรีภาพไม่ว่าจะในด้านสิ่งแวดล้อมหรือด้านอื่นๆ ยังไงก็ต้องใช้เวลา ความอดทนและความใจกว้างด้วย”

 

มีนักสิทธิมนุษยชน รวมถึงนักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อม นักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมออกมาบอกว่าไม่ได้ต่อต้านคสช. หรือมาตรา 44 มีปัญหากับแค่คำสั่งที่ 3 และ 4 /2559  เท่านั้น กลายเป็นว่า เวลาผลักประเด็นแบบนี้ กลุ่มผู้ที่เคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมไม่ได้ต่อสู้ที่ใจกลางปัญหาซึ่งก็คือ อำนาจที่ คสช.ใช้ รวมถึงบทบาทของคสช.เองที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนแต่ต้น

ผมคิดว่าเป็นเรื่องของยุทธวิธีในการทำงาน เท่าที่ผมสัมผัสเองเรื่องการวิพากษ์การใช้อำนาจโดยไม่ชอบธรรมของ คสช. เป็นลักษณะทั่วไปที่เกิดขึ้นในสังคมแล้ว เพียงแต่ว่าการนำเสนอยุทธวิธีต่อสาธารณะก็มีข้อจำกัดในหลายเรื่อง อยากให้มองอย่างนั้นนะ ผมคิดว่าหลายเรื่องในทางการนำเสนอก็ต้องเป็นอย่างนั้น แต่ว่าถ้าจะดูเรื่องร่างของรัฐธรรมนูญก็อาจจะต้องมองเป็นภาพรวมอย่างที่ผมบอกว่า สังคมไทยไม่อาจมองเรื่องสิทธิชุมชน สิทธิสิ่งแวดล้อมแยกเฉพาะกลุ่มได้แต่ต้องมองอย่างเชื่อมโยงสัมพันธ์กันผมคิดว่าการมองแบบภาพรวมมันจะมีความชัดเจนมากขึ้น การมองแบบทั้งหมดมันไม่ใช่เรื่องง่ายแต่ว่าก็ต้องค่อย ๆ ให้เวลาและบางเรื่องที่กำลังจะบอกว่ามองแบบแยกส่วนนั้นก็ไม่ช่วยอะไรหรอก

แต่ว่าก็อย่าไปติดกระบวนวิธีในการนำเสนอในบางช่วงบางเวลานะ ผมคิดว่าบางช่วงเวลาอาจมีข้อจำกัดในการนำเสนอของมันอยู่มันจะพูดให้ได้ทั้งหมดทุกเรื่องก็อาจจะลำบาก แล้วถึงที่สุดแล้วการต่อสู้ทางความคิดก็เป็นเรื่องที่ต้องทำงานกันอย่างต่อเนื่องยาวนาน ผมก็ไม่คิดว่าเราจะสามัคคี สมานฉันท์กัน เห็นพ้องต้องกันทุกเรื่องกันได้โดยง่าย การต่อสู้ทางความคิดที่มีความหลากหลายโดยเฉพาะการมองทั้งหมดในการขับเคลื่อนสิทธิเสรีภาพไม่ว่าจะในด้านสิ่งแวดล้อมหรือด้านอื่น ๆ อย่างไรเสียก็ต้องใช้เวลา ความอดทนและความใจกว้างที่จะรับฟังซึ่งกันและกัน รวมถึงการทำความเข้าใจและพร้อมที่จะขับเคลื่อนไปด้วยกันคือถ้าอันไหนไม่เห็นพ้องต้องกันก็ลองพิสูจน์กันไปสักระยะหนึ่งแล้วค่อยกลับมาทำงานร่วมกันก็ได้

ผมคิดว่าไม่จำเป็นต้องมาร่วมกันทุกทิศทุกทางเสมอไป พูดให้ดูโลกสวยก็คือว่า ถ้าเราอยู่ในเส้นทางเดียวกัน เดี๋ยวมันก็ไปบรรจบกันเองเหมือนแม่น้ำที่เดี๋ยวมันก็ไปบรรจบกันสักที่หนึ่งที่เรียกว่าความเป็นธรรมนั่นแหละ ก็ต้องอาศัยเวลา แต่การวิพากษ์วิจารณ์ก็ทำกันได้ทำกันไปแต่ใจกว้างกันหน่อยแค่นั้นแหละ

Screen Shot 2016-03-31 at 11.45.14 AM.png

ถ้ารัฐบาลยังไม่ยกเลิกคำสั่งที่ 3 และ 4 / 2559 รวมถึงการตีความเรื่องการเรียกร้องเกี่ยวกับสิทธิชุมชนเป็นสิ่งที่ขัดกับ พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะด้วย มันจะนำไปสู่อะไร

อุตสาหกรรมตามแนวนโยบายของรัฐบาลนี้จะขึ้นมาในทุกพื้นที่ตามแผนพัฒนาพลังงาน โรงไฟฟ้าต่าง ๆ ก็อาจจะสามารถขึ้นได้โดยง่ายในทุกพื้นที่โดยเฉพาะโรงไฟฟ้าขยะ ทุกขนาดไม่ว่าใหญ่หรือเล็กแค่ไหนก็สามารถตั้งตรงไหนก็ได้ซึ่งรวมถึงพื้นที่ต่าง ๆ อย่างกระบี่เขาก็พูดเหมือนกันว่าสามารถตั้งโรงไฟฟ้าหรือท่าเรือที่สนับสนุนโรงไฟฟ้ากระบี่ได้ จะมีอุตสาหกรรมที่อาจจะไม่เหมาะสมในพื้นที่และไม่เป็นตามเจตจำนงของชุมชนเกิดขึ้นได้จำนวนมาก และปัญหานี้ก็จะยืดเยื้อยาวนาน และมันไม่ใช่เรื่องที่แก้ปัญหากันได้โดยง่ายถ้าเกิดมีพื้นที่เสียไปแล้วมันซึ่งอันนี้ก็อาจจะเป็นเรื่องในอนาคตอีกจำนวนมากที่เราอาจต้องมาแก้ไข

ฉะนั้นทางที่ดีที่สุดก็คือ ต้องป้องกันไว้ก่อน ผมไม่ได้ปฏิเสธว่าไม่ควรขึ้นทุกพื้นที่นะ ไม่เกี่ยวนะ แต่ว่า ควรจะต้องมาดูว่าอยู่ในพื้นที่ไหนที่เหมาะสมและต้องมาตรวจสอบด้วยว่าทิศทางการพัฒนาแบบนี้เป็นไปตามเจตจำนงของชุมชนหรือว่านำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนจริง ๆ  หรือเปล่า

ถ้าเกิดโครงการดังต่างเกิดขึ้นได้จริงเราจะได้เห็นภาพประชาชนออกมาประท้วงปิดถนนอีกไหม

ความขัดแย้งก็คงจะมีอยู่จำนวนมากซึ่งนั่นคงไม่ใช่สิ่งที่ใครปรารถนา แล้วความขัดแย้งก็จะร้าวลึกไปถึงระดับในชุมชน ซึ่งถ้าไม่อยากให้เกิดปัญหาแบบนี้ผู้มีอำนาจก็ต้องทบทวนแก้ไขเรื่องเหล่านี้ยกเลิกไปเถอะคำสั่งที่ 3 ที่ 4 โดยเฉพาะคำสั่งที่ 4/2559 เป็นคำสั่งที่ไม่นำไปสู่ประโยชน์อะไร ทั้งในแง่ของการบริหารความขัดแย้งไปจนกระทั่งผลกระทบสิ่งแวดล้อม

ในแง่หนึ่งปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อมที่เป็นมาโดยตลอดคือชาวบ้านหรือชุมชน ไม่ค่อยรู้ กฎหมายมากนักไม่เข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้โดยรูปธรรมแล้วทางเอนลอว์ได้เข้าไปช่วยเหลือหรือจัดการปัญหานี้อย่างไรบ้าง

มันก็มีหลายระดับนะ ในระดับพื้นที่คือ เมื่อEnLAW ไปพบหรือได้รับการร้องเรียนหรือในกรณีที่ได้รับคำสั่งจากฝ่ายเครือข่ายนักองค์การพัฒนาเอกชน องค์การทางกฎหมายก็อาจจะลงไปพูดคุยแลกเปลี่ยนกับเขา แล้วเสริมหนุนในประเด็นที่เขายังคิดว่า เขายังขาดอยู่

อย่างที่สองคือ Enlawอาจจะต้องคิดในเรื่องของการผลิตสื่อให้มากกว่านี้ อันนี้พูดไปเพื่อกดดันตัวเองด้วยนะเพราะคนในมูลนิธิก็มีน้อย พื้นที่ข้อพิพาทมันกว้างขวางแล้วจะทำยังไงที่จะไม่ต้องไปทุกที่แต่สามารถมีหรือสามารถส่งไปทุกที่ได้ เช่น คู่มือ

อันดับที่ 3 คือจะทำอย่างไรให้ผลักดันให้กลไกทางนโยบายหรือกฎหมายเปิดช่องให้ชาวบ้าน เข้ามาเรียนรู้ได้ง่ายขึ้นเช่น เปิดช่องให้มีองค์กรที่เสริมหนุน การให้ความรู้ทางกฎหมายโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย และเกื้อหนุนให้เขาสามารถทำงานในพื้นที่ได้มากขึ้นหรือเปิดโอกาสให้นักกฎหมายรุ่นใหม่ได้เข้ามาเรียนรู้ ในประเด็นนี้มากขึ้นซึ่งผมเข้าใจว่าในระบบ การเรียนการสอนด้านกฎหมาย มันไม่มีทางเลือกของการทำงานมิติทางด้านสังคม คิดว่าจะเรียกว่าเป็นทางเลือกยังไม่ได้เลยเพราะว่ายังไม่มี มันมีน้อยจนไม่น่าจะเรียกว่าเป็นทางเลือกนะ เรียกว่าเป็นนิตินอกกระแสซะมากกว่าซึ่งเรื่องแบบนี้ยังมีน้อยเกินไปและจะทำอย่างไรให้การทำงานและการเรียนการสอนในมหาวิทยาลัยซึ่งนอกจากจะพูดถึงการใช้วิชาชีพตามระบบทั่วไปหรือการสนับสนุนลอว์เฟิร์มทางธุรกิจแล้ว ให้มีนักกฎหมายที่อยากช่วยเหลือทางสังคมมากกว่านี้…

ทหารเรียกนักข่าวไทยรัฐเชียงใหม่คุยในค่าย หลังทำข่าว “ขันแดง” ลงหนังสือพิมพ์

30 มี.ค.59 เจ้าหน้าที่ทหารจากมณฑลทหารบกที่ 33 จังหวัดเชียงใหม่ ได้เรียกตัวผู้สื่อข่าวจากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐเข้าไปพูดคุยทำความเข้าใจภายในค่ายกาวิละ ในประเด็นเรื่องการทำข่าวขันน้ำสีแดง ระบุสถานการณ์มีความละเอียดอ่อน การนำเสนอข่าวอาจสร้างความแตกแยก ด้านผู้สื่อข่าวไทยรัฐยืนยันไม่ได้มีเจตนาจะปลุกปั่นใดๆ เพียงแต่ทำข่าวรณรงค์ประหยัดน้ำในช่วงสงกรานต์

จากกรณีที่เจ้าหน้าที่ทหารมณฑลทหารบกที่ 33 มีการดำเนินคดีกับนางธีรวรรณ เจริญสุข คนเสื้อแดงในจังหวัดเชียงใหม่ ข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 จากกรณีการถ่ายภาพคู่กับขันน้ำสีแดง และภาพโปสเตอร์ “สวัสดีวันสงกรานต์ ปีใหม่ไทย” ซึ่งมีรูปภาพของนายทักษิณ ชินวัตร และน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก่อนที่หนังสือพิมพ์ไทยรัฐจะนำภาพดังกล่าวไปลงในหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์ฉบับวันจันทร์ที่ 28 มี.ค.59 (ดูรายงานข่าวสรุปข้อกล่าวหาในคดี)

IMG_7928

ภาพข่าวและข้อความบรรยายที่ลงในหน้า 1 ของหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 28 มี.ค.59

นายชัยพินธ์ ขัติยะ หัวหน้าศูนย์ข่าวภาคเหนือตอนบนของหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ระบุว่าช่วงบ่ายวันนี้ (30 มี.ค.) ได้รับการติดต่อจากเจ้าหน้าที่ตำรวจให้ไปพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ทหารภายในมณฑลทหารบกที่ 33 หรือค่ายกาวิละ เพื่อทำความเข้าใจในเรื่องการทำข่าวกรณีขันน้ำสีแดง จึงได้เดินทางไปพบกับ พล.ต.โกศล ประทุมชาติ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 33 พร้อมกับเจ้าหน้าที่ทหารอีกหลายนายในค่ายกาวิละ

เจ้าหน้าที่ทหารได้ระบุว่าขณะนี้สถานการณ์ของประเทศมีความละเอียดอ่อน การลงข่าวในลักษณะนี้อาจสร้างความแตกแยกในบ้านเมืองได้ เพราะเป็นการลงข่าวฝ่ายเดียว กลัวว่าอีกฝ่ายก็จะมีปัญหาและสร้างความขัดแย้งกัน ทางเจ้าหน้าที่จึงได้ขอความร่วมมือไม่นำเสนอข่าวในลักษณะนี้อีก

เจ้าหน้าที่ทหารยังได้สอบถามถึงผู้ที่ถ่ายภาพข่าวดังกล่าว นายชัยพินธ์ยืนยันว่าตนไม่ได้เป็นผู้ถ่ายรูปเอง และไม่ได้มีผู้สื่อข่าวถ่าย แต่เห็นปรากฏจากในเฟซบุ๊ก ซึ่งไม่ทราบว่าเป็นของผู้ใด แต่มีการแชร์ต่อกัน จึงได้นำไปรายงานในเรื่องการแจกขันแดงเพื่อรณรงค์การประหยัดน้ำในช่วงสงกรานต์ ไม่ได้มีเจตนาจะไปปลุกระดมทางการเมืองใดๆ รวมทั้งข้อความที่ลงในข่าวก็ไม่ได้มีลักษณะปลุกระดม เป็นแต่เพียงการรายงานบรรยากาศเรื่องสงกรานต์ในจังหวัดเชียงใหม่ โดยแม้แต่ขันน้ำสีแดงดังกล่าว ตนก็ไม่เคยเห็นของจริงแต่อย่างใด จึงยืนยันว่าในเรื่องนี้ทั้งตัวผู้ต้องหาและผู้สื่อข่าวไม่ได้มีเจตนาจะไปปลุกปั่นใดๆ

ทางเจ้าหน้าที่ทหารยังได้มีการถ่ายรูปและทำประวัติของนายชัยพินธ์เอาไว้  ก่อนปล่อยตัวกลับ โดยไม่ได้มีการแจ้งข้อกล่าวหาหรือดำเนินคดีใดๆ

ทหารเรียกแกนนำค้านโรงไฟฟ้าขยะเชียงราก ทหารอ้างเหตุเป็นผู้มีอิทธิพล

ทหารเรียกแกนนำคัดค้านการก่อสร้างโรงไฟฟ้าขยะ เชียงราก เข้าพบที่ว่าการอำเภอสามโคก จ.ปทุมธานี โดยอ้างว่ามีชื่ออยู่ในรายชื่อผู้มีอิทธิพลที่ทัพภาค 1 ส่งมาให้หน่วยในพื้นที่ เจ้าตัวยืนยันว่าแค่เคลื่อนไหวคัดค้านโรงไฟฟ้าขยะเท่านั้น

เวลา 15.30 น. ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนได้ติดต่อนายทวีศักดิ์ อินกว่าง แกนนำคัดค้านโรงไฟฟ้าขยะเชียงราก จึงทราบว่าได้รับการปล่อยตัวแล้ว หลังจากเข้าพบพ.ท.อำนาจ คำวิเศษ ผู้บังคับกองพันทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานที่ 4 เมื่อเวลา 13.30 น. ทวีศักดิ์ได้เล่าว่าทางเจ้าหน้าที่ทหารได้เรียกตนเข้าไปพูดคุยด้วยเพราะเป็นผู้มีอิทธิพล ตามรายชื่อที่ทางกองทัพภาคที่ 1 ส่งมาถึงหน่วยที่ดูแลพื้นที่

ทวีศักดิ์ได้ยืนยันกับเจ้าหน้าที่ว่าตนเคลื่อนไหวอยู่เพียงเรื่องเดียวคือเรื่องการสร้างโรงไฟฟ้าขยะเท่านั้น และเห็นว่าเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องที่มีการกล่าวหาตนว่าเป็นผู้มีอิทธิพลแบบนี้ แล้วทางกองทัพภาคที่ 1 จะมีชื่อของตนได้อย่างไร หากไม่มีการส่งชื่อไปจากในพื้นที่

นอกจากนั้น ทวีศักดิ์ยังได้เล่าอีกว่าตนถูกขอให้ลบโพสต์เฟซบุ๊กที่ลงจดหมายเรียกให้เข้าพบที่ได้โพสต์เอาไว้เมื่อวันที่ 26 มี.ค.ที่ผ่านมา และถูกขอให้เคลื่อนไหวภายใต้กรอบกฎหมาย ซึ่งตนก็ยืนยันว่าที่ผ่านมาก็ไม่เคยเคลื่อนไหวคัดค้านนอกกรอบกฎหมายแต่อย่างใด

การเรียกตัวทวีศักดิ์ครั้งนี้สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 26 มี.ค.2559 แกนนำคัดค้านโรงไฟฟ้าขยะเชียงราก ได้รับจดหมายจากทหารสังกัด ปตอ.พัน.4 เรียกให้ไปรายงานตัวที่บังคับการชุดประสานงานประจำพื้นที่อำเภอสามโคก ซึ่งตั้งอยู่ในที่ว่าการอำเภอสามโคก จ.ปทุมธานี ในเวลา 13.30 น. วันนี้ (30 มี.ค.)

ในตอนเช้าทวีศักดิ์ได้ให้สัมภาษณ์ก่อนเข้าพบทหารว่าตนคาดว่าการเรียกตัวครั้งนี้เป็นไปได้สามประเด็น ประเด็นแรกคือการที่เขาเป็นแกนนำเคลื่อนไหวคัดค้านการก่อสร้างโรงไฟฟ้าขยะที่ อ.เชียงราก จ.ปทุมธานี และเป็นผู้ประสานงานกับชุมชนอื่นๆ และยังได้เป็นวิทยากรให้ความรู้เรื่องผลกระทบจากโรงไฟฟ้าขยะด้วย ประเด็นที่สองคือเมื่อวันที่ 18 มี.ค.2559 ตนได้เข้าร่วมเวที “วิสัยทัศน์ประชาชนว่าด้วยเรื่องสิทธิชุมชนและสิ่งแวดล้อม ตอน ผังเมือง” ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ประเด็นที่สามคือการที่แชร์โพสต์เฟซบุ๊กที่เป็นแผนผังการใช้อำนาจในการจัดการขยะและสร้างโรงไฟฟ้าขยะที่มาจากบทความในเว็บไซต์ผู้จัดการเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา

การดำเนินนโยบายปราบปรามผู้มีอิทธิพลของ คสช. ได้สร้างผลกระทบต่อกลุ่มเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อม โดยเมื่อวานนี้ (29 มี.ค.2559) ทหารได้มีการควบคุมตัว นายละม่อม บุญยงค์ ชาวระยอง ประธานกลุ่มปากน้ำบ้านเรา กรรมการสมาคมประมงพื้นบ้านเรือเล็กระยอง เพราะเป็นชาวประมงที่กำลังร้องเรียนต่อคณะอนุกรรมการด้านสิทธิชุมชนและฐานทรัพยากร ในคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กรณีที่เจ้าหน้าที่ทหารร่วมกับเทศบาลระยองจะดำเนินการไล่รื้อบ้านเรือนและพื้นที่ใช้ประกอบอาชีพประมงของชาวบ้านต่อเนื่องบริเวณริมชายหาด อ.เมือง จ.ระยอง (อ่านรายละเอียดได้ที่ “ควบคุมตัว ‘ประธานกลุ่มปากน้ำบ้านเรา จ.ระยอง’ ปรับทัศนคติ“)

 

(ภาพถ่ายจากเฟซบุ๊กส่วนตัวของนายทวีศักดิ์ อินกว่าง)

สืบพยานทหาร กรณี “วรเจตน์” ไม่มารายงานตัวตามคำสั่ง คสช. พยานรับให้ภรรยาวรเจตน์แจ้งเหตุแทน แต่ไม่มีลายมือชื่อในเอกสารรับรายงานตัว

19261644963_c9e6e1ef87_b

ภาพจากเฟสบุ๊กแฟนเพจศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ในนัดสืบพยานครั้งที่ 2 

 

วันที่ 29 มีนาคม 2559 ศาลทหารกรุงเทพนัดสืบพยานโจทก์ปากที่สาม คดีที่วรเจตน์ ภาคีรัตน์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และสมาชิกกลุ่มนิติราษฎร์ ไม่มารายงานตัวตามประกาศ คสช. โดยสืบพยานนัดนี้เลื่อนมาจากวันที่ 28 ตุลาคม 2557 เนื่องจากครั้งนั้นทนายจำเลยได้ยื่นคัดค้านเพราะอัยการเพิ่งยื่นเอกสารคำให้การของพยานในวันที่จะสืบพยาน

ก่อนเริ่มสืบพยาน ศาลได้ยกคำร้องคัดค้านของทนายจำเลยในครั้งก่อน โดยระบุว่า กฎหมายไม่ได้ระบุว่าพยานหลักฐานต้องนำผ่านกระบวนการยื่นหลักฐานก่อน

อัยการเริ่มนำสืบพยานโจทก์ โดยพยานในนัดนี้คือ ร.ท. เอกชัย บุญประเทืองวงศ์ นายทหารคนสนิทของรองแม่ทัพภาคที่ 1 สังกัดกองทัพภาคที่ 1 ได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่เป็นเจ้าหน้าที่รับรายงานตัวผู้ถูกเรียกมารายงานตัวตามประกาศ คสช. ที่หอประชุมกองทัพบก เทเวศร์ โดยทำหน้าที่ตั้งแต่ 22 พฤษภาคม 2557 ตลอดมาจนจบภารกิจ นายวรเจตน์ ภาคีรัตน์ เป็นผู้ที่มีชื่ออยู่ในรายชื่อบุคคลที่ถูกเรียกมารายงานตัวตามคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 5/2557 ลงวันที่ 24 พฤษภาคม 2557 และ 57/2557 ลงวันที่ 9 มิถุนายน 2557 แต่ในวันที่กำหนดตามคำสั่งทั้งสองฉบับ นายวรเจตน์ไม่ได้มารายงานตัว ดังปรากฏในเอกสารแบบฟอร์มรายงานตัวว่าไม่มีลงลายมือชื่อ อย่างไรก็ตาม นางพัชรินทร์ ภาคีรัตน์ ภรรยาของนายวรเจตน์ ได้เข้าพบเจ้าหน้าที่แทนเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2557 โดยระบุว่านายวรเจตน์ไปต่างประเทศ ยังติดต่อไม่ได้ ร.ท. เอกชัยจึงได้ขอทำสำเนาบัตรประชาชนของนางพัชรินทร์ เขียนไว้ว่าติดต่อสามีไม่ได้ และให้ลงลายมือชื่อ ทั้งนี้นางพัชรินทร์ไม่ได้มีหลักฐานมาแสดงว่านายวรเจตน์ไปต่างประเทศจริง ต่อมาในวันที่ 16 มิถุนายน 2557 นายวรเจตน์ได้เข้ารายงานตัวที่หอประชุมกองทัพบก เทเวศร์

พยานตอบทนายจำเลยว่า รับราชการเป็นทหารมาตั้งแต่ปี 2540 ทราบว่าก่อนวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ประเทศไทยอยู่ในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หลังจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติเข้ายึดอำนาจ พยานทราบว่าคือการรัฐประหาร แต่ไม่ทราบว่านับเป็นความผิดฐานกบฏ

พยานอ้างคำสั่ง คสช. ฉบับที่ 22/2557 มอบอำนาจผู้บัญชาการกองกำลังให้แต่งตั้งพยานเพื่อทำหน้าที่รับรายงานตัวดังกล่าว แต่ไม่ทราบกระบวนการแต่งตั้งนอกเหนือจากนั้น พยานไม่ทราบวัตถุประสงค์ของการเรียกรายงานตัว เพียงปฏิบัติตามคำสั่ง และถือว่าคำสั่ง คสช. เป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย

พยานขอไม่ออกความเห็นเรื่องข้อจำกัดของการเรียกรายงานตัวผ่านสื่อโทรทัศน์ซึ่งผู้ที่ไม่เปิดดูก็จะไม่ได้รับทราบ และไม่ทราบว่าต้องมีการส่งหนังสือคำสั่งรายงานตัวไปยังที่อยู่ของผู้ถูกเรียกหรือไม่ พยานไม่มีหลักฐานมาแสดงว่าวันที่ 24 พฤษภาคม 2557 ซึ่งเป็นกำหนดนัดให้ผู้ที่มีรายชื่อตามคำสั่ง คสช. ที่ 5/2557 มารายงานตัว และวันที่ 10 มิถุนายน 2557 ซึ่งกำหนดนัดให้ผู้มีรายชื่อตามคำสั่ง คสช. ที่ 57/2557 มารายงานตัวนั้น พยานอยู่ในที่เกิดเหตุที่เป็นสถานที่รับรายงานตัว

ในเอกสารหมาย จ. 4 ที่เป็นรายชื่อบุคคลที่คสช.เรียกรายงานตัว ไม่ปรากฏลายมือชื่อของพยานอยู่ในการรับรายงานตัว เมื่อมีผู้ถูกเรียกมารายงานตัว พยานจะให้ลงลายมือชื่อในเอกสาร กรณีผู้ถูกเรียกไม่มาและมีผู้มาแจ้งเหตุขัดข้อง พยานจะให้ลงลายมือชื่อแทน แต่เอกสารแบบฟอร์มที่นำมาแสดงนั้นไม่ปรากฏว่ามีลายมือชื่อของบุคคลใดเลย ทั้งที่พยานเบิกความว่าวันที่ 10 มิถุนายน 2557 นางพัชรินทร์ได้เดินทางมาแจ้งเหตุขัดข้องแทนสามีแล้ว พยานได้เบิกความไปก่อนหน้านี้แล้วว่าได้ให้นางพัชรินทร์ลงลายมือชื่อบนเอกสารสำเนาบัตรประชาชน แต่ไม่ได้บอกว่าได้ให้ลงชื่อในเอกสารอื่นใด นอกจากนี้ในวันดังกล่าวบุคคลทั้ง 35 คนที่มีรายชื่ออยู่ในหมายจ. 4 ไม่ได้มารายงานตัว แต่พยานไม่ทราบว่ามีการดำเนินคดีกับบุคคลอื่นด้วยหรือไม่

พยานเบิกความต่อว่าในประกาศ คสช. ที่ 41/2557 ได้เปิดโอกาสให้บุคคลที่ไม่อาจมารายงานตัวสามารถแจ้งเหตุขัดข้องได้ และพยานยอมรับว่าอาการป่วยถือเป็นเหตุขัดข้อง ซึ่งพยานทราบว่ามีใบรับรองแพทย์ว่านายวรเจตน์มีอาการป่วย แต่จำไม่ได้ว่าเป็นตัวนายวรเจตน์เองหรือภรรยาที่นำมาแสดง ทั้งนี้พยานยอมรับประกาศของ คสช. เป็นกฎหมายที่ใช้บังคับปฏิบัติทั่วไปโดยไม่เจาะจงบุคคลใด

ในส่วนของ พ.อ.ทรงวิทย์ หนุนภักดี พยานไม่รู้จักเป็นการส่วนตัว และไม่ทราบว่านายวรเจตน์ได้เข้าติดต่อรายงานตัวกับพ.อ.ทรงวิทย์ด้วยหรือไม่

วันที่ 16 มิถุนายน 2557 นายวรเจตน์ได้มารายงานตัวกับพยาน โดยลงชื่อในแบบฟอร์มรายงานตัวเพิ่มเติม จากนั้นมีเจ้าหน้าที่อีกชุดมานำตัวนายวรเจตน์ไป โดยพยานมีหน้าที่เพียงรับรายงานตัว ไม่ทราบว่าเจ้าหน้าที่นำตัวนายวรเจตน์ไปที่ไหนหรือทำอะไร แต่ทราบว่าต้องมีการทำเงื่อนไขในการปล่อยตัวตามที่ คสช. ประกาศ

เนื่องจากกระบวนการสืบพยานวันนี้มีเวลาจำกัด แต่ทนายจำเลยยังต้องการซักถามพยานต่อ จึงได้ขอให้ศาลยกไปสืบพยานต่อในนัดหน้า ศาลจึงนัดสืบพยานปากนี้ต่อในวันที่ 20 มิถุนายน 2559