ศูนย์ทนายความฯ ยื่นหนังสือขอย้ายนักโทษทางการเมืองกลับแดน 1

วันที่ 30 ต.ค. 2557 ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนเดินทางไปเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร เพื่อยื่นหนังสือถึงผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร เรื่อง ขอให้ย้ายผู้ต้องขังคดีอาญาที่เกี่ยวจากเหตุทางการเมืองที่อยู่ตามแดนต่างๆในเรือนจำดังกล่าวให้ย้ายมาร่วมกันที่แดน 1 เพื่อเป็นการคุ้มครองสิทธิของผู้ต้องหาตามหลักสิทธิมนุษยชน โดยทางเรือนจำฯได้รับหนังสือดังกล่าวไว้แล้ว และจะรับไว้พิจารณาต่อไป

Move1

โดยมีเนื้อความในหนังสือดังต่อไปนี้

Move 2Move 3

Advertisements
By Thai Lawyers for Human Rights Posted in News Update

แถลงการณ์ การใช้กฎอัยการศึกท่ามกลางการปฏิรูปประเทศ

แถลงการณ์

การใช้กฎอัยการศึกท่ามกลางการปฏิรูปประเทศ

          จากกรณีการประกาศใช้กฎอัยการศึกทั่วประเทศ ในวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารได้ใช้อำนาจตามกฎอัยการศึกเพื่อควบคุมตัวประชาชนอย่างต่อเนื่อง นับจากช่วง 10 วันที่ผ่านมา (15 ตุลาคม – 24 ตุลาคม 2557) ได้มีการใช้อำนาจดังกล่าวอย่างน้อย 5 ครั้ง ได้แก่ 1. การจับกุมนาย อ. ในวันที่ 15 ตุลาคม ด้วยความผิดตามมาตรา 112 โดยไม่ผ่านการสอบสวนจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ 2. การจับกุมนาย น. เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม ในข้อหาฝ่าฝืนประกาศห้ามชุมนุมทางการเมือง โดยไม่มีหมายจับ[1] 3. การควบคุมตัว เจ้าหนี้นอกระบบที่จังหวัดมหาสารคาม ที่คิดดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด[2] 4. การควบคุมนาง พ. เนื่องจากเป็นผู้ต้องสงสัยว่ามีความเกี่ยวพันกับคดีอาชญากรรม การหายตัวไปของครูญี่ปุ่น[3] และ 5. การบุกค้นบ้านของนาย บ. เพราะเกรงว่าจะปลุกระดมผู้คน โดยไม่มีหมายค้น[4]

ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน เห็นว่า การใช้อำนาจตามกฎอัยการศึกที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือและหลักประกันสิทธิในกระบวนการยุติธรรมของไทย ในกรณีดังต่อไปนี้

  1. การสอบสวนภายใต้กฎอัยการศึก ผู้ต้องหาขาดหลักประกันสิทธิ

ในคดีอาญา ผู้ถูกกล่าวหาถือเป็นประธานแห่งคดี ย่อมมีสิทธิต่างๆ เช่น สิทธิในการมีทนายความช่วยเหลือคดี สิทธิที่จะได้รับการเยี่ยมและสิทธิในการแก้ข้อกล่าวหา

แต่การสอบสวนภายใต้กฎอัยการศึก ฝ่ายทหารปฏิเสธสิทธิการมีทนายความเข้าช่วยเหลือคดี ปฏิเสธที่จะแจ้งว่าได้ควบคุมตัวบุคคล ณ ที่ใด ทำให้ผู้ถูกควบคุมตัวขาดที่ปรึกษาทางกฎหมาย หรือการติดต่อกับโลกภายนอก ขาดโอกาสในการเตรียมคดี ส่งผลให้ผู้ถูกควบคุมตัวขาดเจตจำนงอิสระในการให้การ ทั้งต่อเจ้าหน้าที่ทหารหรือตำรวจ ส่งผลให้ความน่าเชื่อถือในกระบวนการยุติธรรมลดลง

  1. การควบคุมตัวภายใต้กฎอัยการศึก ขาดกลไกการตรวจสอบ

ภายใต้กฎอัยการศึก มาตรา 15 ทวิ เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหาร มีอำนาจกักตัวบุคคลเพื่อสอบสวนไว้ได้ไม่เกิน 7 วัน กรณีที่ผู้นั้นมีเหตุอันควรสงสัยว่าบุคคลใดจะเป็นราชศัตรูหรือได้ฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติของกฎอัยการศึก หรือต่อคำสั่งของเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหาร

กรณีการควบคุมตัวเพียงอาศัยอำนาจตามกฎอัยการศึกดังกล่าว ถือเป็นเรื่องที่กระทบต่อสิทธิเสรีภาพของบุคคล ซึ่งในรัฐที่เป็นนิติรัฐ การควบคุมตัวต้องผ่านการออกหมายโดยใช้อำนาจของศาลเท่านั้น เพื่อให้กระบวนการจำกัดสิทธิเสรีภาพของบุคคลสามารถตรวจสอบได้ และไม่ให้อำนาจแก่เจ้าพนักงานฝ่ายใดมากเกินไป

  1. การใช้กฎอัยการศึกในกระบวนการยุติธรรม ขัดกับกฎหมายระหว่างประเทศ

อำนาจตามกฎอัยการศึก ที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติประกาศใช้ ทำให้เจ้าหน้าที่ทหารทำการตรวจค้น กักตัวบุคคล สอบสวน ออกคำสั่งห้ามกระทำการต่างๆ และประกาศอำนาจศาลทหาร

กรณีดังกล่าว ขัดกับกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ข้อ 14 ที่เป็นหลักประกันความยุติธรรมว่า ประชาชนทุกคนเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะมีคำพิพากษา มีสิทธิในการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรม เปิดเผย มีความเป็นอิสระและเป็นกลาง มีความสะดวกในการเตรียมการต่อสู้คดี มีทนายความ และมีสิทธิในการอุทธรณ์คำพิพากษา

  1. การประกาศใช้กฎอัยการศึกไม่ตรงกับเจตนารมณ์

เจตนารมณ์ของกฎอัยการศึก มีไว้เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของประเทศ จากภัยสงครามหรือการจลาจล  โดยให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารมีอำนาจเต็ม เหนือฝ่ายพลเรือน สามารถใช้มาตรการขั้นเด็ดขาด เพื่อรักษาอธิปไตยของรัฐ ปราศจากราชศัตรู โดยเร็วที่สุด

แต่สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน หาใช่เรื่องภัยสงครามหรือการจลาจลไม่ แต่เป็นเพียงการแสดงออกโดยใช้สิทธิเสรีภาพของประชาชน ความแตกต่างทางความคิด หรือการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม ซึ่งสามารถใช้มาตรการทางกฎหมายปกติจัดการได้ การประกาศใช้กฎอัยการศึกจึงไม่ตรงกับเจตนารมณ์

ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน จึงขอเรียกร้องให้ผู้มีอำนาจบริหารประเทศ ยกเลิกการใช้อำนาจตามกฎอัยการศึก และออกประกาศเลิกใช้กฎอัยการศึกทั่วประเทศ เพื่อส่งเสริมให้กลับเข้าสู่บรรยากาศประชาธิปไตย และประชาชนสามารถแสดงความคิดเห็นได้อย่างเต็มที่เพื่อเป็นผลดีต่อประเทศตามวิถีทางอันดีของระบอบประชาธิปไตย

ด้วยความเคารพในอำนาจอธิปไตยของประชาชน

ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน

[1] http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1413778981

[2] http://news.springnewstv.tv/56873/ทหารบุกรวบแก๊งเงินกู้มหาสารคาม-คิดดอกเบี้ยสุดโหด

[3] http://thairath.co.th/content/458129

[4] http://www.prachatai.com/journal/2014/10/56169

ข้อบังคับกรมราชทัณฑ์เรื่องการจำกัดโควตาเยี่ยมญาติ 10 คน

ข้อบังคับกรมราชทัณฑ์เรื่องการจำกัดโควตาเยี่ยมญาติ 10 คน

จากกรณีที่มีรายงานข่าวเมื่อช่วงเดือนที่ผ่านมา ถึงการเริ่มใช้กฎจำกัดการเยี่ยมญาติของผู้ต้องขังในเรือนจำหลายแห่งทั่วประเทศ โดยกฎนี้กำหนดให้ผู้ต้องขังทุกรายต้องส่งรายชื่อญาติมิตรที่ตนเองต้องการให้เยี่ยม 10 รายให้กับเจ้าหน้าที่ ญาติที่มีชื่อนอกเหนือจากนี้จะไม่ได้รับอนุญาตให้เยี่ยม

ทางศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนจึงได้ทำหนังสือยื่นขอสำเนาเอกสารข้อบังคับในเรื่องดังกล่าวจากทางกรมราชทัณฑ์ ไปตั้งแต่เมื่อวันที่ 12 ก.ย.57 รวมทั้งขอรายละเอียดข้อบังคับอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเยี่ยมและติดต่อของบุคคลภายนอกต่อผู้ต้องหา และล่าสุด ทางกรมราชทัณฑ์ได้ส่งสำเนาหนังสือข้อบังคับดังกล่าวให้กับทางศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน

สำหรับข้อบังคับในเรื่องการจำกัดผู้เข้าเยี่ยม อยู่ใน “ข้อบังคับกรมราชทัณฑ์ว่าด้วยการเยี่ยมการติดต่อของบุคคลภายนอกต่อผู้ต้องขังและการเข้าดูกิจการหรือติดต่อการงานกับเรือนจำ พ.ศ.2555” หมวด 1 เรื่องบุคคลภายนอกเข้าเยี่ยมหรือติดต่อผู้ต้องขัง ในข้อที่ 8 ซึ่งระบุว่า “เพื่อประโยชน์ด้านการควบคุมหรือความมั่นคงของเรือนจำ ผู้บัญชาการเรือนจำจะกำหนดให้ผู้ต้องขังแจ้งรายชื่อบุคคลภายนอกที่จะให้เข้ามาพบหรือติดต่อกับตนภายในเรือนจำไว้ล่วงหน้าก็ได้ รายชื่อบุคคลภายนอกนั้นให้มีจำนวนไม่เกิน 10 คน และหากจะแก้ไขเปลี่ยนแปลงก็ให้สามารถดำเนินการได้ โดยต้องแจ้งล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 30 วัน”

ในข้อ 8 วรรคต่อมา ยังระบุด้วยว่า “ในกรณีมีเหตุพิเศษผู้บัญชาการเรือนจำอาจพิจารณาอนุญาตให้บุคคลภายนอกนอกเหนือจากที่ได้แจ้งไว้ตามวรรคก่อน เข้าเยี่ยมหรือติดต่อกับผู้ต้องขังก็ได้”

จากข้อบังคับดังกล่าว เป็นที่น่าสังเกตว่ามีการประกาศใช้โดยอธิบดีกรมราชทัณฑ์ มาตั้งแต่เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2555 แต่ก็ยังไม่ได้มีการใช้เรื่องการจำกัดโควตาเยี่ยมญาติ 10 คน ในช่วงก่อนหน้านี้แต่อย่างใด นอกจากนั้นจากตัวบทในข้อบังคับ การใช้กฎดังกล่าวยังไม่ได้มีลักษณะบังคับให้ใช้เป็นการทั่วไป แต่ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของผู้บัญชาการเรือนจำในแต่ละแห่งจะกำหนดใช้หรือไม่ก็ได้

prachatai-InfoGraphic

By Thai Lawyers for Human Rights Posted in News Update