พงส.แสดงหมายจับ พรบ.คอมฯ อีกข้อหา คดีเสียดสีสุนัขทรงเลี้ยง

วันนี้เวลา 9.20 น. พนักงานสอบสวน ได้ยื่นฝากขังนายฐนกรผู้ต้องหากรณีโพสต์เสียดสีสุนัขทรงเลี้ยง ในครั้งที่ 5 ต่อศาลทหารกรุงเทพ เนื่องจากกำหนดฝากขังครั้งที่ 4 จะครบในวันที่ 30 มกราคม ซึ่งเป็นวันเสาร์และศาลทหารจะปิดทำการ และมีการแสดงหมายจับศาลสมุทรปราการซึ่งเป็นหมายที่ออกหลังจากฐนกรถูกควบคุมตัวตาม ม.44 อ่านเพิ่มเติม

Advertisements

ฝากขังครั้งที่ 4 หนุ่มเชียงใหม่ปลอมเฟซบุ๊กโพสต์หมิ่น แม้ทนายค้านการสอบสวนไม่เกี่ยวข้องกับ ผตห.แล้ว

28 ม.ค.59 พนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.)ยื่นคำร้องต่อศาลทหารกุรงเทพ เพื่อขอฝากขัง วิชัย (ขอสงวนนามสกุล) เป็นครั้งที่ 4 ในคดีที่ วิชัย หนุ่มเชียงใหม่วัย 33 ปี ถูกกล่าวหาว่าปลอมบัญชีเฟซบุ๊ก แล้วโพสต์และแชร์คลิปวีดิโอ ภาพ และข้อความที่มีเนื้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ โดยพนักงานสอบสวนอ้างเหตุผลว่า สำนวนคดีอยู่ในระหว่างการเสนอเข้าสู่คณะกรรมการพิจารณาคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ อ่านเพิ่มเติม

ทนายของผู้ต้องหาเตรียมป่วน Bike for Dad รับทราบข้อกล่าวหาที่กองปราบฯ ยันตนแค่ทำตามหน้าที่ทนาย

เมื่อ 11.00น. ที่ผ่านมา ทนายความของผู้ต้องหาคดีเตรียมป่วน Bike for Dadพร้อมทนายความ เดินทางเข้ารับทราบข้อกล่าวหาที่กองปราบฯ หตุฝ่ายกฎหมาย คสช. ฟ้องแจ้งความเท็จและหมิ่นประมาทฯ เหตุทนายความเบญจรัตน์แจ้งความชุดสอบสวนคดีหมิ่นสถาบันฯ ที่ออกหมายจับคดี 112 นายธนกฤต ทนายเห็นว่าการที่ฝ่ายกฎหมาย คสช. แจ้งความดำเนินคดีตนเป็นการกลั่นแกล้งเพราะตนเพียงทำหน้าที่ทนายความเท่านั้น หลังสอบคำให้การเสร็จพนักงานสอบสวนไม่ควบคุมตัวเพราะเห็นว่าไม่มีพฤติการณ์หลบหนี อ่านเพิ่มเติม

ศาลอุทธรณ์ยกคำร้องขอเพิกถอนหมายค้น กรณีค้นรถทนาย NDM

27 ม.ค. 2559 ศาลอุทธรณ์นัดฟังคำสั่งยกคำร้องขอเพิกถอนหมายค้น กรณีค้นรถทนายความขบวนการประชาธิปไตยใหม่ที่ศาลทหารกรุงเทพ

จากกรณียึดรถทนายความศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนเพื่อค้น หลังคืนวันฝากขัง 14 นักศึกษา นักกิจกรรมขบวนการประชาธิปไตย (NDM) ใหม่ที่ศาลทหารกรุงเทพ ทางทนายความได้ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนหมายค้นต่อศาลชั้นต้น แล้วศาลชั้นต้นได้ยกคำร้องไปแล้วนั้น

ทางทนายความได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งยกคำร้องของศาลชั้นต้นต่อศาลอุทธรณ์ โดยศาลอุทธรณ์มีความเห็น ตั้งแต่ 30 ต.ค. 2558 ว่า การออกหมายค้นเป็นการดำเนินการในชั้นสอบสวน เป็นเพียงขั้นตอนหนึ่งเพื่อให้การสอบสวนดำเนินไปได้เท่านั้น แม้พนักงานสอบสวนจะต้องมาร้องขอต่อศาลเพื่อขอให้ออกหมายค้น แต่ก็ยังไม่ใช่เรื่องที่ฟ้องเป็นคดีมาถึงศาล เมื่อศาลชั้นต้นเห็นสมควรสั่งประการใดแล้ว ก็ไม่ใช่เรื่องที่กฎหมายประสงค์จะให้อุทธรณ์ได้ตามประมวลวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ผู้คัดค้านจึงไม่อาจอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องของผู้คัดค้านที่ขอให้เพิกถอนหมายค้นในชั้นสอบสวนดังกล่าวได้ ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้คัดค้าน จึงพิพากษายกอุทธรณ์

ทั้งนี้ กรณีค้นรถดังกล่าวสืบเนื่องจากการยื่นคำร้องขอฝากขังนักศึกษา นักกิจกรรม สมาชิก NDM 14 คนที่ศาลทหารกรุงเทพ เมื่อวันที่ 27 มิ.ย. 2558

วันที่ 27 มิ.ย. 2558 เวลา 00.35 น. ภายหลังศาลมีคำสั่งขังผู้ต้องหาสมาชิก NDM ทั้ง 14 คน พล.ต.ต.ชยพล ฉัตรชัยเดช ผบก.น.6 (ตำแหน่งขณะนั้น) ขอเข้าค้นรถของทนายความจากศูนย์ทนายฯ โดยไม่มีหมายค้น แต่ทนายความยืนกรานไม่ให้ค้น เนื่องจากไม่มีหมายค้น เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงจะใช้วิธียกรถไปยัง สน.ชนะสงคราม แทน

ต่อมาเวลา 01.26 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจแจ้งว่าไม่ยกรถไป สน.ชนะสงคราม แล้ว เนื่องจากมีปัญหาด้านเทคนิค อาจจะทำให้รถเสียหาย จึงใช้วิธีจัดกำลังพลเฝ้ารถของทนายความอยู่ที่ศาลทหารแทน

เวลา 01.50 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้กระดาษแปะทับที่เปิดประตูรถ เพื่อป้องกันการเปิดรถโดยพลการ ด้านทนายความของศูนย์ทนายความฯ ยืนยันจะอยู่เฝ้ารถเพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่มีการตรวจค้นโดยวิธีการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

เวลา11.30 น. กองพิสูจน์หลักฐานมาถึงหน้าศาลทหารซึ่งเป็นจุดที่รถทนายจอดอยู่ตั้งแต่ช่วงกลางดึกของวันที่ 26มิ.ย. แต่หมายค้นยังมาไม่ถึง

เวลา12.45 ทนายความและเจ้าของรถเดินทางไปแจ้งความที่ สน.ชนะสงคราม ในความผิดตามมาตรา 157 ประมวลกฎหมายอาญา เนื่องจากตำรวจไม่มีอำนาจยึดรถไว้

เวลา 15.05 น. พ.ต.อ.สุริยา จำนงโชค หัวหน้าพนักงานสอบสวน สน.สำราญราษฎร์ พร้อมเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานมาที่รถของทนายความ ก่อนแสดงหมายค้นจากศาลอาญากรุงเทพใต้ เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานตรวจค้นสิ่งของของ กลุ่ม NDM ที่ได้ฝากเอาไว้กับทนายความก่อนถูกนำตัวไปเรื่อนจำ

เมื่อเจ้าหน้าที่ค้นเจอโทรศัพท์และแท็บเล็ตของสมาชิก NDM ได้เปิดเครื่องโทรศัพท์เพื่อตรวจสอบหมายเลข IMEI แต่ใช้เวลานาน จึงจะนำของที่ยึดไว้ไปตรวจสอบโดยละเอียดอีกครั้งที่สถานีตำรวจ ซึ่งหลังตรวจยึด พ.ต.อ.ชุมพล ชาญชนะโยธิน ผกก.สน.สำราญราษฎร์ เป็นผู้นำของที่ตรวจยึดขึ้นจักรยานยนต์ออกไปก่อน โดยยังไม่ผนึกปากซองบรรจุพยานหลักฐานและทำการส่งมอบ ผ่านไปราว 15 นาที พ.ต.อ.ชุมพล จึงกลับมาที่หน้าศาลทหารอีกครั้ง และนำหลักฐานมาผนึกซองบรรจุพยานหลักฐานพร้อมทำบันทึกการตรวจยึดก่อนไปที่ สน.ชนะสงคราม เพื่อส่งต่อไปยังกองพิสูจน์หลักฐาน

Criminal Court sentence man charged with posting Lese Majeste status for 9 years

Piya-headline

On 20 January 2016, the Bangkok Criminal Court delivered the judgement in the case of Piya, a 46 year-old man charged under Article 112 of Criminal Code and Article 14 (3), (5) of Computer Crime Act 2007. The man was found guilty and was sentenced to 9 years, but the penalty was reduced for one-third to 6 years for defendant’s plea being beneficial in the inquiry and hearings.

Piya was accused to be the owner of a Facebook account under the name “Pongsathorn Banthon.” During 27 July 2014 – 28 November 2014, “Pongsathorn Banthon” allegedly posted pictures of the current King of Thailand with defamatory comments. An unknown person used a mobile phone to take 4 pictures of the posts from computer screen, collaged the pictures into one and shared on Facebook. The same picture was used to report to police.

Piya was arrested on 11 December 2014. He denied owning the Facebook account of “Pongsathorn Banthorn” or posting the accused messages. He however admitted that the profile picture appeared on Pongsathorn , he uses the name Pongsathorn Banthorn in real life, and he had changed his real and family names several times.

The Court took the fact that messages and pictures that violate Article 112 were posted by Pongsathorn Banthorn’s account, counted as a dissemination which is an offence under Section 14(3) , (5) of Computer Crimes Act.

As to whether or not the defendant committed the offence, the Court heard the evidence from Atchariya Rueangratanapong, the Head of the Help Crime Victim Club, who claimed himself to be an eye witness and reported the alleged crime to police. He claimed to take screenshots of the actual messages directly from the Pongsathorn Banthorn’s Facebook account and that the screenshots were not the same one which were widely shared on other Facebook accounts.

Atchariya gave testimony that as he saw the alleged Facebook post, he and his Help Crime Victim Club team sent friend requests to Pongsathorn Banthorn, and continued checking on him until the team found the defendant’s address.

However, the cross-examination by the defense lawyer showed that the screenshots that Atchariya claimed to take directly from Pongsathorn Banthong’s Facebook account were in fact the same images that had been shared widely on Facebook , and his team did not add Pongsathorn Banthong as a friend on Facebook like he testified. Moreover, his Help Crime Victim Club is an assembly of people who do not hold power to enforce law.

The lawyer had an opinion that this witness, Atchariya, was a hearsay witness whose evidence lacked weight and, was fluctuating, self-contradictory, and unreliable.

The Court also heard the evidence from another witness, Pol.Lt. Gong Maisao, the inquiry officer. Pol.Lt.Gong gave testimony that the defendant had disposed name, used fake name, assumed other ID card, which implied the intent to hide his identity.

The Court did not believe the defendant’s defense that Piya used Pongsathorn Banthong’s Facebook account for only a year, and the witness for the defence did not have enough weight to rebut the prosecution witnesses. The Court then sentenced Piya to 9 years of imprisonment, but reduced by one-third to 6 years as testimony of the defendant benefited to the court’s proceeding.

TLHR remarks that, before the coup, civilian courts’ sentence rate for the offence against Article 112 of Criminal Code was 5 years per count. Piya’s case, which is the first one that the defendant insisted on fighting the lawsuit, received 9 years sentence per act, a rate almost as high as the same case in military courts that a defendant pleads guilty. This case demonstrates that after the coup, fighting a Lese Majeste case in civilian courts may result in sentence as heavy as a case tried in military courts, driving out any defendant’s hope in fighting the lawsuit. In addition, the Court brought the doubt in the defendant to try and adjudicate.  Further, the Court took its doubts about the defendant’s  changing of his names in consideration of handling sentences, instead of giving the benefit of the doubt to the defendant.

 

Section 227 of the Criminal Procedure Code cites that;

“The court shall exercise its discretion in considering and weighing all the evidence. It shall not pass any judgment of conviction unless it ensures that the offence charged has been committed actually and by the defendant.

In case of reasonable doubt as to whether the defendant has committed the offence charged in reality, the benefit of the doubt shall be given to him.”

Edited 28 Jan 2016 20.17