ไม่ผิดจะกลัวอะไร : “ปราบมาเฟียเพื่อความมั่นคง”

คำสั่ง หน.คสช. “ปราบมาเฟียเพื่อความมั่นคง” Chapter II โดย ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน 

“เมื่อรั้วของชาติ ทำลายรั้วของประชาชน”

สารคดีว่าด้วยพฤติกรรมของเจ้าหน้าที่ทหารในการควบคุมตัวประชาชนชาวไทยตามอำนาจที่ได้รับมาจากกฎอัยการศึกจนถึงคำสั่งจากหัวหน้า คสช.จริงหรือไม่ที่ทหารกำลังจะปราบมาเฟียตามที่รัฐบาลกล่าวอ้าง

สารคดีชิ้นนี้จะเปิดเผยคำบอกเล่าจากบุคคลที่ถูกควบคุมตัวโดยเจ้าหน้าที่ทหารจะมาเล่าข้อเท็จจริงโดยละเอียดว่าใครคือ “มาเฟีย” ตัวจริง

พร้อมบทความที่สะท้อนคำบอกเล่าของบุคคลที่ได้รับผลกระทบจากการควบคุมตัวโดยเจ้าหน้าที่ทหารที่ เป็นการควบคุมตัวโดยอาศัยอำนาจจาก คสช.ที่เป็นเพียงความชอบธรรมเดียว ทำให้ทหารสามารถควบคุมตัวประชาชนได้โดยไม่แจ้งข้อกล่าวหา ไม่มีหมายจับ ขัดกับหลักประมวลวิธีพิจารณาความทางอาญาและมีเสียงสะท้อนจากองค์กรระหว่างประเทศว่า อาจเข้าข่ายละเมิดสิทธิมนุษยชน

 

– การควบคุมตัวตามมาตรา 44

“ผมจะถามคำถามง่าย ๆ แต่ตอบยากแค่นั้นแหละ อย่างเช่นถามว่ามาทำแบบนี้กับไปใช้วิธีดำเนินคดีตามกฎหมาย อย่างไหนถูกต้องกว่า … ถามทุกคนที่มา ถามเจ้าหน้าที่ทุกคน ระหว่างใช้มาตรา 44 กับไม่ใช้มาตรา 44 แล้วทำแบบนี้ได้ไหม…”

คืนวันที่ 9 มี.ค. 2559 สราวุธ บำรุงกิตติคุณ ถูกทหารตำรวจอย่างน้อย 30 นาย ทั้งในและนอกเครื่องแบบ ควบคุมตัวไปจากห้องที่ทำงาน ใน จ.สุราษฎร์ธานี พร้อมยึดคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะและโทรศัพท์มือถือของเขา โดยไม่แจ้งสาเหตุให้ทราบ ไม่มีหมายจับหรือแม้กระทั่งหมายค้น

อาศัยแค่อำนาจตามมาตรา 44 เพียงเท่านั้น เขาก็ต้องไปใช้ชีวิตกินนอนอยู่ในค่ายทหารถึง 8 วัน โดยไม่ได้สมัครใจ หรือกระทำผิดกฎหมายใด

อำนาจตามมาตรา 44 ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 ที่ว่านี้ ระบุให้ “ในกรณีที่หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติเห็นเป็นการจำเป็นเพื่อประโยชน์ในการปฏิรูปในด้านต่าง ๆ การส่งเสริมความสามัคคีและความสมานฉันท์ของประชาชนในชาติ หรือเพื่อป้องกัน ระงับ หรือปราบปรามการกระทำอันเป็นการบ่อนทำลายความสงบเรียบร้อยหรือความมั่นคงของชาติ ราชบัลลังก์ เศรษฐกิจของประเทศ หรือราชการแผ่นดิน ไม่ว่าจะเกิดขึ้นภายในหรือภายนอกราชอาณาจักร ให้หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติโดยความเห็นชอบของคณะรักษาความสงบแห่งชาติมีอำนาจสั่งการระงับยับยั้ง หรือกระทำการใด ๆ ได้ ไม่ว่าการกระทำนั้นจะมีผลบังคับในทางนิติบัญญัติ ในทางบริหาร หรือในทางตุลาการ และให้ถือว่าคำสั่งหรือการกระทำ รวมทั้งการปฏิบัติตามคำสั่งดังกล่าว เป็นคำสั่งหรือการกระทำ หรือการปฏิบัติที่ชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญนี้และเป็นที่สุด ทั้งนี้ เมื่อได้ดำเนินการดังกล่าวแล้ว ให้รายงานประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติและนายกรัฐมนตรีทราบโดยเร็ว”

อาจถือได้ว่า อำนาจตามมาตรา 44 ได้ให้อำนาจหัวหน้า คสช. ออกคำสั่งที่แทบจะเป็นอำนาจอาญาสิทธิ์ เบ็ดเสร็จ เด็ดขาด และไร้ซึ่งข้อจำกัด ซึ่งคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่มักถูกเจ้าหน้าที่ทหารนำมาอ้างเพื่อควบคุมตัวบุคคลไว้ในค่ายทหาร ได้แก่ คำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 และ คำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 13/2559

ทั้งคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 และ 13/2559 ให้อำนาจทหารในการตรวจค้น  ยึด  และควบคุมตัวบุคคลไม่เกิน 7 วัน  โดยไม่ต้องมีหมายศาล ใช้เพียงแค่ความสงสัยของทหารเพียงฝ่ายเดียวก็สามารถกระทำการดังที่ว่านี้ได้


– กรณีควบคุมตัวแอดมินเพจเปิดประเด็น

สราวุธ บำรุงกิตติคุณ เปิดเผยกับบีบีซีไทยว่า มีผู้แจ้งว่าเขาเป็นพวกหมิ่นสถาบันและรับจ้างทำเพจการเมือง คือเพจ “เปิดประเด็น” ที่สราวุธทำเป็นงานอดิเรกด้วยตนเองคนเดียว ทำให้เขาถูกควบคุมตัวราวกับเป็นผู้ก่อการร้าย ทั้งที่ตัวเขาเองไม่ชอบเฮทสปีช ไม่ชอบภาพตัดต่อใส่ร้าย ไม่ว่าจะเกี่ยวกับสถาบันหรือไรก็ตาม

คืนที่ถูกควบคุมตัวนั้น เจ้าหน้าที่พาสราวุธไปไว้ที่ค่ายวิภาวดีรังสิต (มทบ.45) ก่อนจะนำตัวขึ้นเครื่องบินมายัง มทบ.11 กรุงเทพมหานคร และถูกกักอยู่ในห้องหน้าต่างปิดทึบ มีทหารเวรคอยเฝ้ากะละสามนาย เขาถูกสอบสวนโดยเจ้าหน้าที่จากกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) และควบคุมตัวอยู่ที่ มทบ.11 ก่อนจะถูกส่งตัวกลับมาปล่อยที่ จ.สุราษฎร์ธานี ในวันที่ 16 มี.ค. 2559

“เขาก็พยายามโยง เขาคิดว่ามีต้นสาย ก็พยายามจะโยงให้ได้ เรื่องเครือข่าย ด้วยรูปแบบเพจ ด้วยรูปแบบเนื้อหา ด้วยภาษาที่ใช้ มันทำให้นึกว่ามีคนที่มีความรู้สูง ๆ ที่เรียนจบมาทางด้านกฎหมาย ทางด้านอะไรเป็นทีมงานกันหลายคน และมีการจ้างทำกราฟฟิก มีการจ้างทำทุกขั้นตอนอะไรแบบนี้ ภาพมันดูเหมือนว่าทำกันหลายคน ซึ่งจริง ๆ มันทำคนเดียวก็ทำได้ เขาพยายามถามว่ามีใครร่วมขบวนการบ้าง” สราวุธเล่าถึงการสอบสวนภายใน มทบ.11

ถึงจะไม่มีการทำร้ายร่างกายในกรณีของเขา แต่สราวุธก็ยอมรับว่าถูกข่มขู่ และมีความกังวลใจที่ไม่สามารถติดต่อใครได้ในระหว่างนั้น

“แต่ว่าขนาดนั้นมันก็คือการจำกัดสิทธิแล้ว คือการจำกัดความเห็น มีข่มขู่ว่าจะให้ขึ้นศาลทหารอย่างนี้ ผมก็ฟุ้งซ่านไปเยอะ”

เป็นเวลากว่า 8 วัน ที่สราวุธถูกควบคุมตัวไว้ในค่ายทหาร โดยไม่สามารถติดต่อสื่อสารกับโลกภายนอกได้ เช่นเดียวกับที่ญาติและทนายความต่างถูกปฏิเสธไม่ให้ติดต่อกับสราวุธ ในขณะที่โฆษก คสช. ออกมาปฏิเสธผ่านสื่อมวลชนว่า ไม่มีข้อมูลการควบคุมตัวแอดมินเพจเปิดประเด็น

ตลอดระยะเวลา 8 วันนั้น สราวุธกลายเป็นบุคคลที่ถูกบังคับให้สูญหาย หรือ “อุ้มหาย” ซึ่งเป็นการริดรอนสิทธิเสรีภาพของบุคคล ตามมาด้วยการปกปิดสถานที่ควบคุมตัว และปฏิเสธจะทราบชะตากรรมโดยเจ้าหน้าที่รัฐ ทำให้บุคคลอยู่ภายนอกการคุ้มครองของกฎหมาย อันเป็นการละเมิดต่อพันธกรณีอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการหายสาบสูญ โดยถูกบังคับ (International Convention for the Protection of All Persons from Enforced Disappearance: CED)

– กรณีควบคุมตัวแกนนำร้องเรียน เรื่องไล่รื้อบ้านเรือนและพื้นที่ประกอบอาชีพประมงริมชายหาด อ.เมือง จ.ระยอง

หลังการควบคุมตัวสราวุธในอีก 20 วันถัดมา เช้ามืดวันที่ 29 มี.ค. 2559 ชาวระยองสามคนถูกทหารควบคุมตัวจากบ้านพักไปยังค่ายนวมินทราชินี (มทบ.14) จ.ชลบุรี

“โอ๊ย! ทำไมมาเยอะแยะ อย่างกับจับเสือ จับโจร ทหารมาเยอะ หลายคัน เป็นแถวเลยตรงหน้าบ้าน ชาวบ้านก็แตกตื่นออกมาดู ก็ตกใจทหารมาเยอะ”ละม่อม บุญยงค์ หนึ่งในผู้ถูกควบคุมตัวเล่าย้อนไปถึงเหตุการณ์วันนั้น ก่อนที่ตัวเขา อนันต์ ทองมณี และรังสรรค์ ดอกจันทร์ จะถูกพาตัวไปที่ค่ายมหาสุรสิงหนาท (พัน ร.7) ที่ จ.ระยอง แล้วจึงส่งตัวต่อไปยัง มทบ.14 จ.ชลบุรี

“ถามว่ามาเชิญเรื่องอะไร เขาก็บอกว่ามันมีข่าวมาว่าลุง พวกลุงสามคน จะก่อม็อบ ชวนชาวบ้านทั้งหมดก่อม็อบไล่นายอำเภอ ลุงก็งง มันไม่เคยมีความคิดของลุงที่จะไปก่อม็อบอะไรพวกนี้ แล้วชาวบ้านหยิบมือแค่นี้จะไปก่อม็อบทำไม”

เช่นเดียวกับอนันต์ ทองมณี ที่ยืนยันว่าพวกเขาไม่ได้ทำอย่างที่ทหารอ้าง “คือกล้าพูดและกล้าแสดงออก กล้ามีจิตอาสาที่จะทำเพื่อชาวบ้าน คือกล้า ถ้าถามว่าจะกล้าไปก่อม็อบนั่นไม่กล้าหรอก บอกท่าน ผบ. ผมไม่ได้คิดทำอะไรท่านไปสืบดูได้ ไปสืบถามชาวบ้านว่า ณ วันนี้ชาวบ้านรวมตัวกันไหม รวมตัวไหม ไม่มี”

แม้ปรากฏข้อเท็จจริงดังว่า แต่ทั้งสามคนก็ต้องถูกควบคุมตัวไว้ที่ มทบ.14 หนึ่งคืน และถูกยึดโทรศัพท์ไว้ ก่อนจะปล่อยตัวในเช้าวันถัดมาโดยไม่ได้แจ้งข้อกล่าวหาว่ากระทำผิดตามกฎหมายใด


– การควบคุมตัวที่มีราคาต้องจ่าย

จุดร่วมของสี่คนนี้ คือการถูกจับจากข่าวที่ทหารได้รับ นำตัวพวกเขาไปไว้ในค่ายทหาร และปล่อยตัวออกมาหลังจากพบว่าไม่มีใครทำผิดตามที่ถูกสงสัย

“เรียกว่ามันเกิดความผิดพลาดที่เขา หน่วยข่าวกรองเขา การกรองข่าวเขามันผิดพลาด การกรองข่าวเขาว่าเขาจะต้องได้อะไรที่มันใหญ่โต ได้คนผิดแน่นอนอะไรอย่างนี้ แต่พอเอาเข้าจริงแล้วเขาไปได้เอาประชาชนธรรมดาที่วิจารณ์รัฐบาลอย่างบริสุทธิ์ใจ สุจริต” สราวุธให้ความเห็น

ไม่ผิดก็ไม่ต้องกลัว เนื้อความที่ผู้นำทหารย้ำผ่านสื่อมวลชนบ่อยครั้งเมื่อถูกถามถึงมาตรการที่นำมาใช้จำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชนผ่านมาตรา 44 เห็นได้ว่า กรณีตัวอย่างทั้งสี่คนนี้ไม่ได้ทำผิดกฎหมาย และไม่มีการดำเนินคดีทางกฎหมายใด ๆ ตามมา แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาไม่ได้รับความเสียหายจากการถูกควบคุมตัวในลักษณะนี้

“นอกจากเสียเวลาไป 7-8 วันในการถูกควบคุมตัวแล้วยังต้องมานั่งตั้งสติ เรียกขวัญตัวเองอีก 4-5 วัน แล้วต้องมานั่งเช็คคอมพิวเตอร์อีก 3-4 วันอย่างนี้ กว่าจะเรียกกลับมาได้ก็เสียหายไปเยอะนะ” สราวุธชี้แจงในกรณีของเขา

อดีตแอดมินเพจเปิดประเด็นเล่าว่า คอมพิวเตอร์ของเขาเสียหายในส่วนของเมนบอร์ดและพาวเวอร์ซัพพลาย สายฮาร์ดดิสก์และฮาร์ดดิสก์บางตัวหลุดออกมา คล้ายกับถูกถอดเพื่อรื้อดูข้อมูลในนั้น ทำให้ฮาร์ดดิสก์เสียหาย อ่านข้อมูลไม่ได้ เพราะก่อนหน้านี้เขาเข้ารหัสคอมพิวเตอร์ไว้

นอกจากนี้ เขายังถูกบีบให้ต้องเซ็นยอมรับเงื่อนไขของ คสช. เพื่อจะได้รับการปล่อยตัว ซึ่งเงื่อนไขดังกล่าวระบุว่า จะไม่เดินทางออกนอกประเทศก่อนได้รับอนุญาต ละเว้นการเคลื่อนไหวหรือประชุมทางการเมือง ณ ที่ใด ๆ และเมื่อไหร่ที่ให้ความช่วยเหลือ หรือสนับสนุนกิจกรรมทางการเมือง เขายินยอมที่จะถูกดำเนินคดีและถูกระงับธุรกรรมทางการเงิน อันเป็นเงื่อนไขที่กำหนดไว้ตามประกาศ คสช. ฉบับที่ 40/2557 ที่เพิ่มเติมคือ สราวุธถูกทหารสั่งให้ปิดเพจเปิดประเด็นอีกด้วย

เช่นกันกับที่ระยอง ละม่อม อนันต์ และรังสรรค์ ถูกห้ามรวมตัวกัน หรือไปปรากฏตัวในที่ชุมนุมของคนจำนวนมาก

“เขาก็บอกสั่งมาว่า ถ้ามานี่แล้วอย่าไปรวมตัวกันอีก อย่าไปอยู่กับคนหมู่มาก ถ้าเขาถ่ายรูปลุงอยู่ในคนหมู่มากอีก เขาจะเชิญมาอีก ทีนี้จะมาอยู่หลายวัน เขาว่าแบบนั้น” ละม่อมเล่าถึงเงื่อนไขการปล่อยตัวที่ถูกกำชับมาจากฝ่ายทหาร

อย่างไรก็ตาม ที่ จ.ระยอง นั้นดูเหมือนการควบคุมตัวและตั้งเงื่อนไขของ คสช. จะยิ่งส่งผลกระทบหนัก เมื่อคนที่ถูกควบคุมตัวไปคือหัวหน้าครอบครัว ผู้มีภาระหน้าที่ดูแลอีกหลายชีวิตในบ้าน

“มาจับผมทำไม ทางนี้ก็เดือดร้อนสิ หมึกก็ไม่มีใครไปซื้อ นั่นก็ไม่มีใครไปซื้อ ตาย มันเดือดร้อนนะ ถ้าอยู่สามวัน ครอบครัวผมจะทำไง มีกินไหม ลูกเต้าจะทำไง เพราะว่าเงินต้องอยู่กับผม ตื่นเช้ามาค่าใช้จ่ายอยู่กับผมหมด ทางนี้จะทำไง เอทีเอ็มก็อยู่กับผมหมด จะทำยังไงทีนี้” อนันต์เล่าถึงความร้อนใจระหว่างถูกควบคุมตัว

นอกจากนี้ ทั้งละม่อม อนันต์ และรังสรรค์ ต่างเป็นกลุ่มชาวประมงเรือเล็กและประกอบอาชีพแปรรูปอาหารทะเลริมชายฝั่ง ซึ่งได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งไล่รื้อที่อยู่ของพวกเขาบริเวณชายหาด ต.ปากน้ำ อ.เมือง จ.ระยอง เพื่อขอให้รัฐจัดพื้นที่รองรับสำหรับผู้ได้รับผลกระทบเสียก่อน แต่เมื่อมีเงื่อนไขห้ามรวมตัวดังกล่าวแล้ว กระบวนการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างก็เกิดขึ้นโดยที่พวกเขาไม่กล้าคัดค้านอะไรอีกต่อไป


เขาบอกว่าให้ทำตามมติที่ประชุม จับมือทำตามมติที่ประชุมเลย คือรื้อ บอกให้รื้อเลย แล้วห้ามให้เราเข้าไปในที่ที่มีคนมาก ห้ามประชุมชาวบ้านห้ามอะไร เราก็ไม่ทำ เราก็ไม่เคยเข้าไป แม้แต่จะไปงานบวชเขาเรายังไม่ไปเลย กลัวเขาจะมาเชิญเราอีก กลัวเดือดร้อน ไปงานแต่งก็กลัวที่มีคนเยอะ ๆ เพราะเขาห้ามไว้แล้ว” อนันต์เล่าถึงสถานการณ์หลังได้รับการปล่อยตัว

ปัจจุบันนี้ อนันต์อาศัยอยู่ในเพิงผ้าใบที่ทางเทศบาลนำมาตั้งไว้ เนื่องจากบ้านถูกรื้อทำลายตามนโยบายจัดระเบียบชายหาดของ คสช. ซึ่งนโยบายนี้ได้หอบเอาวิสาหกิจชุมชน ต.ปากน้ำ และธนาคารปูหายไปจากพื้นที่ เนื่องจากเป็นสิ่งปลูกสร้างที่อยู่บริเวณชายหาดอีกด้วย


จะจัดยังไงก็ให้มีที่รองรับให้กับเรามั่ง ให้คนจน ๆ ระบบรากหญ้าได้มีที่ยืน ได้มีที่ทำกิน ไม่ใช่มารื้ออาชีพดั้งเดิมเขา ไม่ใช่ไม่มีที่รองรับอะไรเขาเลย อย่างนี้มันเดือดร้อนครับ มันเดือดร้อน ถามทุกคนได้ บางคนร้องไห้เลย มีภาพทหารมาหิ้ว ร้องไห้ ก็หมดตัวน่ะ คนเราหมดตัวจะทำไง

วันนี้ผมมาอยู่ตรงนี้ ตามคำสั่งของเทศบาล เขียนไว้ว่าที่รองรับผู้ได้รับผลกระทบจากการจัดระเบียบชายหาด ผมก็จำเป็นจะต้องมานั่งกินตรงนี้ นอนกินตรงนี้ เพื่อรออะไร รอให้เขาได้จัดสรร ได้เข้ามาช่วยเหลือ ผมก็อยากรู้ ท่านจะทนเห็นได้ไหมกับคนที่ถูกล้มล้างอาชีพที่ทำมาตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตายายต้องมาเป็นอย่างนี้” อนันต์เปิดปากเล่าท่ามกลางเครื่องเรือนและอุปกรณ์ทำกินกองระเกะรกะภายใต้เพิงผ้าใบที่เปิดโล่งทั้งสี่ด้าน

เวลา สภาพจิตใจ ทรัพย์สิน บ้าน อาชีพ และสิทธิที่จะเรียกร้องชีวิตที่ดีให้แก่ตนเอง คือสิ่งที่เสียหาย หรือถูกทำลายไปหลังการควบคุมตัวทั้งสี่คน ตามคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 44

หากไม่ผิดจะกลัวอะไร คงเป็นคำตอบที่ คสช. อยากจะย้ำกับสราวุธ ละม่อม อนันต์ รังสรรค์ และคนไทยคนอื่นอีกหลายล้านคน เพื่อให้ยังคงสามารถใช้อำนาจควบคุมตัวประชาชนได้ต่อไปไม่รู้จบ แต่จากสิ่งที่เกิดขึ้นกับคนทั้งสี่ และอาจมีอีกมากมายนับพันคนที่ถูกควบคุมตัวโดย คสช. เราอาจต้องเริ่มเปลี่ยนคำถามมาเป็นหากปล่อยให้มีการใช้อำนาจตามอำเภอใจแบบนี้ ถึงไม่มีความผิด ใครเลยจะกล้าการันตีว่าจะไม่มีใครต้องสูญเสียอะไรไปอีกมากต่อมากเท่าไหร่.

ประมวลเหตุการณ์ กลุ่ม NDM รำลึกครบรอบ 2 ปีรัฐประหาร อนาคตที่ประชาชนไม่ได้เลือก

22 พ.ค. 2559 เวลาประมาณ 16.00 น. ขบวนการประชาธิปไตยใหม่ (NDM) จัดงานรำลึกครบรอบ 2 ปี รัฐประหาร อนาคตที่ประชาชนไม่ได้เลือก โดยเริ่มรวมตัวที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ก่อนเดินไปอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เพื่อแสดงจุดยืนว่า ก่อนมีการลงประชามติ ประชาชนต้องออกมารณรงค์เรื่องรัฐธรรมนูญได้

ก่อนจัดกิจกรรมในครั้งนี้ ทางกลุ่ม NDM ได้ขออนุญาตจัดการชุมนุมสาธารณะไปที่ สถานีตำรวจนครบาลชนะสงคราม โดยมีนางสาวชลธิชา แจ้งเร็ว ผู้ประสานงานขบวนการประชาธิปไตยใหม่ เป็นผู้แจ้งการชุมนุม ในใบแจ้งการชุมนุมยังชี้แจงว่าเวลาประมาณ 17.00 น. จะมีการเคลื่อนขบวนโดยเท้าออกจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ผ่านสนามหลวง เข้าสู่ถนนราชดำเนิน ผ่านแยกคอกวัว มุ่งหน้าสู่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย และเมื่อถึงอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย จะมีการเล่นดนตรี อ่านบทกลอน และเสร็จสิ้นกิจกรรมเวลาประมาณ 20.00น. นอกจากนี้ระหว่างการจัดกิจกรรมมีเจ้าหน้าที่ United Nations (UN) 3 คน มาร่วมสังเกตการณ์

เนื่องจากการจัดกิจกรรมในครั้งนี้มีการขออนุญาตจัดการชุมนุม จึงไม่มีเหตุการณ์จับกุม แต่มีการตรวจกระเป๋าบริเวณสนามหลวง ขณะประชาชนกำลังเดินเท้าไปที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย และตรวจอีกครั้งก่อนเข้าไปที่อนุสาวรีย์ฯ โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจอ้างว่าเป็นขั้นตอนตาม พ.ร.บ.ชุมนุมฯ อ่านเพิ่มเติม

เปิดคำฟ้อง NDM เรียกค่าเสียหาย 16 ล้าน สร้างบรรทัดฐานกรณีรัฐละเมิดสิทธิฯหน้าหอศิลป์

18 พ.ค. 2559 กลุ่มนักกิจกรรมขบวนการประชาธิปไตยใหม่ (NDM) ซึ่งเป็นผู้ที่ได้รับความเสียหายจากกรณี ถูกควบคุมตัวบริเวณหน้าหอศิลป์ จากการทำกิจกรรมรำลึกครบรอบ 1 ปีการรัฐประหารโดย คสช. เมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2558 ยื่นฟ้องจำเลยคือ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กองทัพบก และสำนักนายกรัฐมนตรี ต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ โดยเรียกค่าเสียหาจากการถูกละเมิดของทั้ง 13 คนเป็นจำนวนกว่า 16 ล้านบาท ซึ่งศาลได้นัดไต่สวนคำร้องขอยกเลิกค่าธรรมเนียมศาล วันที่ 22 ส.ค. 2559 เวลา 13.30 น.

เวลา 10.00 น. กลุ่มนักกิจกรรมขบวนการประชาธิปไตยใหม่ นำโดยนายรังสิมันต์ โรม และคนอื่นๆรวม 13 คน พร้อมกับทีมทนายความจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน เดินทางมาถึงศาลแพ่งกรุงเทพใต้  ได้แถลงข่าวเกี่ยวกับการฟ้องหน่วยงานรัฐต่อสื่อมวลชนที่มารอทำข่าว ก่อนจะเข้าไปภายในศาลเพื่อทำการยื่นฟ้อง อ่านเพิ่มเติม

Police decided to file the case against the NDM’s attorney with the public prosecutor for preventing car search, the indictment decision by the prosecutor to be announced later pending the request from the attorney to have more witnesses examined

photo_2016-05-12_17-23-32

Ms. Sirikan Charoensiri(middle) with representatives from the International Commission of Jurists (ICJ) , representatives from the Swedish Embassy to Thailand and her legal team.

On 12 May 2016, the Thai Lawyers for Human Rights (TLHR)’s attorney, Ms. Sirikan Charoensiri, has met with the public prosecutor at the Department of Summary Litigation 3 (Dusit), Bangkok, in a case she is alleged to have concealed the evidence and have disobeyed the order of the competent official after being instructed to do so, the violation of the Penal Code’s Section 142 (imprisonment not exceeding three years) and Section 368 (imprisonment not exceeding one month). Previously, the inquiry official has concluded the investigation and decided to press ahead with charging her. The public prosecutor has decided to reschedule the meeting to 27 July 2016 at 9.30 to let her know if the case will be indicted or not, pending the examination of more witnesses.

Around 11.30, while reporting herself, Ms. Sirikan has submitted a letter of petition to the public prosecutor describing circumstantial evidence and legal opinion that the police officials attempted to search her car on after midnight on 27 June 2015 without a court warrant and that the acting police officials did not have power and authority in the location where the alleged crime happened. As a result, Ms. Sirikan had file a police complaint against the police officials for abusing their office in violation of Section 157 of the Penal Code (malfeasance in the office) after they tried to conduct a warrantless search and had impounded her car over night. If the accused found to be guilty per the malfeasance charge, it would prove that Ms. Sirikan had not committed the offence as alleged. In addition, the legal action against her has originated from her performing the duty to protect the rights of her clients. And such legal action will simply do disservice to the country’s image. In her letter of petition, she also asked for more witnesses to be examined including members of the New Democracy Movement (NDM), her clients, Ms. Sirikan herself, Ms. Yaowalak Anuphan, the Head of the Thai Lawyers for Human Rights (TLHR) and the inquiry official who had received the case reported by her for accusing that the police had committed malfeasance.

In addition, representatives from the International Commission of Jurists (ICJ) in Thailand including Mr. Sam Zarifi and, representatives from the Swedish Embassy to Thailand were also present to observe the procedure. According to them, the case has drawn much attention at the international level since it involves the performance of duties of attorney who acts to defend the right to judicial system.

Meanwhile, the public prosecutor of the Department of Summary Litigation 3 (Dusit), Mr. Panupong Charoenying, had explained to the observers that initially, the public prosecutor has to determine as to which jurisdiction of the Court this case belongs. Then they will look into the facts and legal issues per the investigation report and the letter of petition. The case shall be handled by a team led by him. Nevertheless, this case is an important case according to the regulation of the Office of the Attorney General. Therefore, the person who will have the final decision about the indictment of the case shall be the Director General of the Department of Summary Litigation and the announcement of the decision concerning the indictment shall be made on 27 July 2016 at the Department of Summary Litigation 3 (Dusit). Meanwhile, more witnesses shall be examined by the public prosecutor. And the indictment has to be made at the approval of the Attorney General.

Ms. Sirikan Charoensiri is a lawyer from the Thai Lawyers for Human Rights and one of the legal representatives for the 14 activists from the New Democracy Movement (NDM). On the night of 26-27 June 2015, after finishing her duty of providing legal assistance to the 14 activists at the Bangkok Military Court, Sirikan was requested by police officials to search her car to confiscate some mobile phones, which the students left with the lawyers before being brought to the prisons. Sirikan refused to let her car be searched, since the officials did not present a search warrant, and there was no justifiable evidence to conduct the search without a warrant at night. The officials then impounded her car overnight, and brought a court warrant to conduct the search on 27 June 2015. Sirikan later filed a complaint of malfeasance, under Section 157 of the Thai Criminal Code, against Pol.Lt. Gen. Chayapol Chatchayadetch and others for illegally impounding her car. Consequently, the police filed complaints against her, accusing her of refusing to comply with an official order without any reasonable cause or excuse after being informed of an order of an official given according to the power invested by law, and an offence of concealing or making away of property or document ordered by the official to be sent as evidence or for execution of the law, under Sections 368 and 142 of the Thai Criminal Code, and an offence of giving false information concerning a criminal offence to an inquiry official to subject an individual to a punishment under Sections 172 and 174 of the Criminal Code.At this time, Ms. Sirikan is not charged by police with two offences of filing a false police report. However, it is probable that the police will summon her to inform the charges again.

 

More information

 

ฝากขัง “บุรินทร์ ผู้ต้องหา ม.112” เนื่องจากการสอบสวนยังไม่เสร็จสิ้น

จากกรณีที่นายบุรินทร์ อินติน ผู้ต้องหาในคดีหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใด ๆ อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร ตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 (3) และถูกฝากขังตัวชั่วคราวระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อใช้ประกอบในสำนวนการสอบสวนที่ยังไม่แล้วเสร็จ โดยครบกำหนดการฝากขังครั้งที่ 1 ไปแล้วนั้น

วันนี้ (11  พ.ค. 59)เวลา 10:00 น.ที่ศาลทหารกรุงเทพ พ.ต.ท.สัณห์เพ็ชร หนูทอง รองผู้กำกับการ (สอบสวน) กองกำกับการ 3 กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีจึงมายื่นคำร้องขอฝากขังผู้ต้องหาเป็นครั้งที่ 2 ต่อศาลทหารกรุงเทพเนื่องจากต้องทำการสอบสวนพยานบุคคลอีก 6 ปาก รอผลการตรวจพิสูจน์เครื่องคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์มือถือของผู้ต้องหา รวมถึงรอผลตรวจสอบประวัติลายพิมพ์นิ้วมือของผู้ต้องหา

แม้ทนายความผู้ต้องหาจะยื่นคำร้องคัดค้านการฝากขังผู้ต้องหาของพนักงานสอบสวนต่อศาลทหารโดยให้เหตุผลว่า ผู้ต้องหาให้การปฏิเสธและขอให้การในชั้นศาลเท่านั้น จึงไม่มีเหตุจำเป็นต้องควบคุมผู้ต้องหาระหว่างการสอบสวน รวมถึงผู้ต้องหามีที่อยู่แน่นอน ไม่มีพฤติการณ์ที่จะหลบหนี

แต่ศาลทหารกรุงเทพก็มีคำสั่งอนุญาตให้ฝากขังผู้ต้องหาตามคำร้องของพนักงานสอบสวนโดยมีกำหนด 12 วัน ตั้งแต่วันที่ 12 – 23 พฤษภาคม 2559 และให้ยกคำร้องคัดค้านการฝากขังของผู้ต้องหา ทั้งนี้เหตุที่ทนายความผู้ต้องหายังไม่ยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวเนื่องจากอยู่ในระหว่างรวบรวมหลักทรัพย์

เหตุแห่งคดีนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 27 เมษายน ที่ผ่านมา โดยนายบุรินทร์ อินติน เข้าร่วมกิจกรรมกับกลุ่มพลเมืองโต้กลับนัดทำกิจกรรม “ยืนเฉย ๆ” บริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิแล้วถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจากสถานีตำรวจนครบาลพญาไทควบคุมตัว ต่อมาก็มีเจ้าหน้าที่ทหารใช้อำนาจตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ฉบับที่ 3/2558 ควบคุมตัวออกไปจากห้องสอบสวนของสถานีตำรวจนครบาลพญาไทและยังไม่ได้รับการปล่อยตัว ต่อมาเมื่อวันที่ 29 เมษายน พ.อ.บุรินทร์ ทองประไพ ฝ่ายเสนาธิการผู้บังคับบัญชา คณะทำงานพิเศษฝ่ายกฎหมาย คสช. นำตัว นายบุรินทร์ อินติน ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลทหาร ข้อหาหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใด ๆ อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร ตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 (3) นำส่งพ.ต.ท.สัณห์เพ็ชร หนูทอง รองผกก. (สอบสวน) กก.3บก.ปอท. ดำเนินคดี

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

ศาลทหารอนุญาตฝากขัง “บุรินทร์” คดีม.112-พ.ร.บ.คอมฯ ขณะผู้ต้องหาให้การปฏิเสธ