กระบวนการยุติธรรมทางทหารและระบบกฎหมายที่ปิดตาย : เครื่องมือในทางการเมืองของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ

ศุภณัฐ บุญสด

“เพื่อให้สถานการณ์ดังกล่าวกลับเข้าสู่สภาวะปกติโดยเร็ว ประชาชนในชาติเกิดความรัก ความสามัคคี เช่นเดียวกับห้วงที่ผ่านมา ตลอดจนเพื่อเป็นการปฏิรูปโครงสร้างทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และอื่นๆ เพื่อให้เกิดความชอบธรรมกับทั่วทุกฝ่าย คณะรักษาความสงบแห่งชาติ ซึ่งประกอบด้วย กองทัพบก กองบัญชาการกองทัพไทย กองทัพเรือ กองทัพอากาศ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จึงมีความจำเป็นต้องเข้าควบคุมอำนาจในการปกครองประเทศ ตั้งแต่วันที่ 22 เดือนพฤษภาคม พ.ศ.2557 เวลา 16.30 เป็นต้นไป”– ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 1/2557 เรื่อง การควบคุมอำนาจการปกครองประเทศ

  • “ความจำเป็น” ที่ถูกกล่าวอ้างมาเป็นความชอบธรรมของการรัฐประหาร

การรัฐประหารเป็นวิธีการที่บุคคลเข้ามาใช้อำนาจรัฐโดยที่ไม่เป็นตามวิถีทางที่ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากรัฐธรรมนูญที่คณะรัฐประหารยกเลิกดังกล่าวเป็นรัฐธรรมนูญที่ก่อระบอบประชาธิปไตยแล้วด้วย ก็ยังต้องถือว่าการเข้ามาใช้อำนาจรัฐของบุคคลหรือคณะบุคคลดังกล่าวขาดความชอบธรรมทางประชาธิปไตยอีกประการหนึ่งอีกด้วย

เมื่อการปกครองดังกล่าวไม่ได้ตั้งอยู่บนความยินยอมของประชาชน (ผ่านการเลือกตั้ง) แล้ว สิ่งที่บุคคลหรือคณะบุคคลที่ทำรัฐประหารก็มักจะยกข้อกล่าวอ้างลอยๆ ถึงความจำเป็นบางอย่างเพื่อสร้างความชอบธรรมในการเข้ามาใช้อำนาจของตัวเอง แทนความชอบธรรมทางประชาธิปไตย

อย่างในกรณีการรัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)  คณะรัฐประหารที่ประกอบไปด้วยผู้บัญชาการทหารบก ทหารเรือ ทหารอากาศและตำรวจ ได้อ้างถึงความรุนแรงทางการเมือง ความแตกแยกและขาดสามัคคีของคนในชาติ ที่หากปล่อยไว้จะเป็นการทำลายความมั่นคงของชาติและเป็นอันตรายระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขในที่สุด เพื่อให้พ้นจากภยันตรายต่างๆ ที่คุกคามรัฐ คสช. จึงไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ที่จะทำรัฐประหารเพื่อเข้ามาแก้ไขปัญหาเหล่านั้น1 ความจำเป็นที่ถูกกล่าวอ้างเหล่านั้นจึงถูกสร้างขึ้นมาเป็นความชอบธรรมของการรัฐประหารครั้งนี้ อ่านเพิ่มเติม

1 ปี คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 3/2558 : “อำนาจพิเศษ” ในสถานการณ์ปกติ

เกริ่นนำ

วันที่ 22 พฤษภาคม 2557  คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ทำการรัฐประหารยึดอำนาจการปกครองประเทศ  และประกาศใช้พระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พ.ศ.2457 (กฎอัยการศึก) ทั่วราชอาณาจักรตั้งแต่วันที่ 22 พฤษภาคม 2557 จนกระทั่งได้ประกาศยกเลิกการใช้กฎอัยการศึกทั่วราชอาณาจักรเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2558 และได้ประกาศใช้คำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 3/2558 เรื่อง การรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงของชาติขึ้นมา เพื่อให้อำนาจเจ้าหน้าที่ทหารแทนกฎอัยการศึก โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 44 แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 หรือรัฐธรรมนูญชั่วคราว

ตลอดระยะเวลาหนึ่งปีของการประกาศใช้คำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 3/2558 ปรากฏการกระทำที่เป็นการใช้อำนาจโดยมิชอบ ขาดการตรวจสอบถ่วงดุล ไม่เคารพหลักนิติธรรมและพันธกรณีกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ อีกทั้งยังละเมิดสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชนอย่างกว้างขวาง ไม่ได้แตกต่างจากการใช้อำนาจเจ้าหน้าที่ทหารภายใต้กฎอัยการศึกแต่อย่างใด แต่มีความรุนแรงในการบังคับใช้มากกว่าโดยเฉพาะอย่างยิ่งคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 3/2558 ไม่สามารถตรวจสอบการกระทำโดยฝ่ายตุลาการได้ อ่านเพิ่มเติม

คุกทหาร: ความยุติธรรมห้ามเข้า


“…ใน มทบ.11 มันเป็นสิ่งที่มืดกับเขา ทุกอย่างคือความมืด การถูกผูกตา ใส่โซ่ตรวน … มันคือความมืดสำหรับเขา”

ถ้อยคำตอนหนึ่งของ น.ส.เบญจรัตน์ มีเทียน ทนายความผู้ต้องหาคดีวางแผนป่วนกิจกรรม Bike for Dad เมื่อถูกถามถึงความเป็นอยู่ของผู้ต้องขังในเรือนจำชั่วคราวแขวงถนนนครไชยศรี (เรือนจำ มทบ.11) ภายใต้สังกัดเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร

จุดเริ่มต้นเรือนจำชั่วคราวแขวงถนนนครไชยศรี

เรือนจำชั่วคราวแขวงถนนนครไชยศรี หรือที่คนทั่วไปน่าจะคุ้นเคยในชื่อเรือนจำ มทบ.11 ตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 8 ก.ย. 2558 ภายใต้คำสั่งกระทรวงยุติธรรมที่ 314/2558 โดยการลงนามของ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ด้วยเหตุผลว่า “เพื่อประโยชน์ในด้านการรักษาความปลอดภัย ความเหมาะสมในการคุมขัง และการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังในคดีความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงของรัฐและคดีอื่นที่เกี่ยวเนื่อง ซึ่งเป็นผู้ต้องขังประเภทมีเหตุพิเศษ ที่ไม่ควรจะรวมคุมขังอยู่กับผู้ต้องขังอื่น” อ่านเพิ่มเติม

ทนายชี้กระบวนการยุติธรรมคดีป่วน Bike for Dad ผิดหลักการ จำเลยในเรือนจำ มทบ.11 จิตใจย่ำแย่

ทนายความจำเลยคดี ‘Bike For Dad’ เผยลูกความในเรือนจำ มทบ.11 มีสภาพจิตใจที่ย่ำแย่เพราะไม่อาจจะทนสภาพชีวิตภายในเรือนจำได้ ชี้กระบวนการยุติธรรมในคดีนี้ผิดหลักการ  ล่าสุดจำเลยทั้งหมดย้ายไปอยู่เรือนจำพิเศษกรุงเทพแล้ว

15 ก.พ. 2559 อัยการศาลทหารมณฑลทหารบกที่ 23 (มทบ.23) จ.ขอนแก่น มีความเห็นสั่งฟ้อง จ.ส.ต.ประธิน จันทร์เกศ นายธนกฤต ทองเงินเพิ่ม นายพาหิรัณ กองคำ นายวัลลภ บุญจันทร์ นายวีรชัย ชาบุญมี ซึ่งก่อนหน้านี้ถูกกล่าวหาว่าวางแผนเตรียมป่วนกิจกรรม Bike for Dad เป็นคดีดำที่ 1 ก./2559 ในฐานร่วมกันหมิ่นประมาทและดูหมิ่นพระมหากษัตริย์และรัชทายาท โดยร่วมกันสนทนาด้วยถ้อยคำที่ทำให้เกิดการเสื่อมเสียพระเกียรติ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ที่ จ.ขอนแก่นโดยจำเลยร่วมกันกระทำความผิดระหว่างเดือน ส.ค. 2557  ถึงวันที่ 24 ก.พ. 2558 วันเวลาใดไม่ปรากฎชัด แต่อยู่ในระหว่างที่ประกาศใช้กฎอัยการศึกทั่วราชอาณาจักร

นอกจากนี้ พนักงานสอบสวนตามคำสั่งของสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ 628/2558 ยังมีความเห็นควรส่งสำนวนให้อัยการสั่งฟ้อง จ.ส.ต.ประธิน จันทร์เกศ และนายณัฐพล ณ วรรณ์เล ฐานส่งข้อความที่เป็นการหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์ทางระบบอินเตอร์เน็ต เป็นความผิดฐานร่วมกันหมิ่นประมาท ดูหมิ่น แสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112  และมีความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14(3) ตามที่ พล.ต.วิจารณ์ จดแตง หัวหน้าฝ่ายกฎหมาย คสช. กล่าวหาอีกด้วย อ่านเพิ่มเติม

เรือนจำขอนแก่นแจ้ง “ธนกฤต ขอนแก่นโมเดล” จะถูกย้ายไปเรือนจำ มทบ.11เหตุคุยหมิ่นฯ ในเรือนจำ

วันนี้(5 ม.ค.2559) ทนายความของ ธนกฤต ผู้ต้องหาขอนแก่นโมเดลได้รับแจ้งว่าเจ้าหน้าที่เรือนจำขอนแก่นโทรศัพท์แจ้งว่ากำลังจะมีการย้ายตัวธนกฤตไปเรือนจำ มทบ.11 เนื่องจากนายธนกฤตถูกแจ้งความโดยฝ่ายกฎหมายของ คสช. ในข้อหมิ่นสถาบันฯ จากการพูดคุยกันเรือนจำระหว่างรับโทษคุมขังในคดีส่วนตัว ทนายแจ้งว่าจะดำเนินการฟ้องม.157 หัวหน้าส่วนปฏิบัติการ คณะทำงานกฎหมาย คสช.และชุดสอบสวนคดีหมิ่นพรุ่งนี้ที่ ปปช. อ่านเพิ่มเติม