แถลงการณ์ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน เรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ยุติการคุกคามเสรีภาพในการแสดงออกกิจกรรม “เดินเพื่อสิทธิ ชีวิตคนอีสาน”

แถลงการณ์ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน

เรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ยุติการคุกคามเสรีภาพในการแสดงออกกิจกรรม “เดินเพื่อสิทธิ ชีวิตคนอีสาน”


ตามที่ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ได้ติดตามสังเกตการณ์กิจกรรม “เดินเพื่อสิทธิ ชีวิตคนอีสาน” หรือ Walk for Rights ของกลุ่มขบวนการอีสานใหม่ New E-Saan Movement
ซึ่งเป็นกิจกรรมการเดินเพื่อพูดคุยแลกเปลี่ยนถึงประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้นจากการพัฒนาโดยรัฐในพื้นที่ภาคอีสาน ซึ่งตั้งแต่เริ่มกิจกรรมวันที่ 4 มิ.ย.59 ได้มีเจ้าหน้าที่มาติดตามถ่ายภาพการทำกิจกรรมโดยตลอด จนกระทั่งวันที่ 30 มิถุนายน 2559 และขณะทางกลุ่ม พักผ่อนอยู่ในบริเวณวัดเหล่าโดน ตำบลหนองแคน อำเภอราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ ได้ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหารทั้งในและนอกเครื่องแบบ และฝ่ายปกครองกว่า 20 นาย เข้ามาบังคับไม่ให้ทางกลุ่มนอนพักในพื้นที่ดังกล่าว โดยอ้างอำนาจตามพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะพ.ศ.2558 พร้อมทั้งสอบถามและบังคับให้แอดมินเพจขบวนการอีสานใหม่ลบคลิปวีดีโอที่เกี่ยวกับการคัดค้านร่างพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. ….หากไม่ลบทางกลุ่มจะไม่สามารถเดินทางไปไหนได้


การกระทำดังกล่าวทำให้กลุ่มขบวนการอีสานใหม่ต้องลบคลิปวีดีโอและภาพการเข้ามาเจรจาของเจ้าหน้าที่ทหารออกจากเพจ และเดินทางออกจากที่พักในเวลาประมาณ 18.30 น.ท่ามกลางความมืดโดยไม่มีจุดหมายว่าจะไปพักค้างคืนที่ใด จนทางกลุ่มต้องเดินเท้าออกจากจุดพักเดิมและปักหลักค้างคืนที่โรงพยาบาลราษีไศลในเวลาประมาณ 22.00 น.ห่างจากจุดเดิมเกือบ 10 กิโลเมตร โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ เจ้าหน้าที่ทหารและฝ่ายปกครองจะบังคับให้ออกจากพื้นที่ตลอดเวลา


ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนเห็นว่าการกระทำของเจ้าหน้าที่ดังกล่าวเป็นการละเมิดต่อสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกและกระทำไปโดยปราศจากอำนาจตามกฎหมายด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้


1.บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการชุมนุม โดยสงบ เปิดเผย และปราศจากอาวุธ รวมถึงมีเสรีภาพที่จะแสดงออกรับหรือเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร อันเป็นสิทธิที่ถูกรับรองไว้ตามกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) กลุ่มขบวนการอีสานใหม่จึงมีเสรีภาพในการชุมนุม แสดงออกและเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับคลิปวีดีโอดังกล่าวในช่องทางของตน เพื่อเรียกร้องและกำหนดชะตากรรมชีวิตของตนเองตามวิถีทางแห่งระบอบประชาธิปไตย


2.การกระทำของเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจที่กดดันไม่ให้กลุ่มขบวนการอีสานใหม่พักในพื้นที่ และบังคับให้ลบคลิปวีดีโอในเพจขบวนการอีสานใหม่ ถือเป็นการแทรกแซงการใช้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย อันเป็นการละเมิดพันธกรณีตามข้อ 19 ของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR)


3. การบังคับใช้พระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558 ต้องบังคับใช้โดยคำนึงถึงเจตนารมณ์ของกฎหมายที่บัญญัติขึ้นมาเพื่อคุ้มครองการใช้สิทธิและเสรีภาพ  ดังนั้นเจ้าหน้าที่รัฐจึงมีหน้าที่รักษาความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกให้กับผู้ชุมนุมไม่ใช่ผลักดันผู้ใช้สิทธิเสรีภาพให้ตกอยู่ในอันตรายมากยิ่งขึ้น การอ้าง พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558 เพื่อปิดกั้นมิให้กลุ่มขบวนการอีสานใหม่พักในพื้นที่ดังกล่าวโดยมิได้มุ่งคุ้มครองสิทธิอันชอบธรรมของประชาชนตามพันธกรณีระหว่างประเทศ จึงเป็นการบังคับใช้ที่ไม่ชอบตามหลักสิทธิมนุษยชน


4.กรณีที่เจ้าหน้าที่เห็นว่าทางกลุ่มกระทำผิดกฎหมายไม่ว่าจะเป็นคำสั่งหัวหน้ารักษาความสงบแห่งชาติที่ 3/58 หรือพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะพ.ศ.2558 เจ้าหน้าที่รัฐก็ยังคงต้องปฏิบัติไปตามขั้นตอนตามกฎหมาย ซึ่งไม่มีกฎหมายฉบับใดให้อำนาจเจ้าหน้าที่ไล่บุคคลออกจากพื้นที่สาธารณะดังเช่นเหตุที่เกิดเมื่อวันที่ 30 มิ.ย.59 การกระทำดังกล่าวจึงเข้าข่ายเป็นการกระทำโดยอำเภอใจและปราศจากอำนาจทางกฎหมายมารองรับ


ด้วยเหตุดังกล่าว ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนจึงขอเรียกร้องให้


เจ้าหน้าที่รัฐทุกภาคส่วนทั้งเจ้าหน้าที่ทหาร เจ้าหน้าที่ตำรวจและฝ่ายปกครองเคารพต่อพันธกรณีด้านสิทธิมนุษยชนที่ประเทศไทยเป็นภาคีและมีพันธกรณีที่ต้องปฏิบัติตาม บังคับใช้กฎหมายให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์และมุ่งคุ้มครองสิทธิอันชอบธรรมของประชาชน และยุติการใช้อำนาจโดยมิชอบคุกคาม กิจกรรม “เดินเพื่อสิทธิ ชีวิตคนอีสาน” หรือ Walk for Rights ของกลุ่มขบวนการอีสานใหม่ในทันที 


ขอให้สังคมร่วมกันตรวจสอบการกระทำของเจ้าหน้าที่ เพื่อถ่วงดุลการใช้อำนาจให้เป็นไปอย่างถูกต้องและชอบธรรม การเคารพซึ่งสิทธิและเสรีภาพของประชาชนเท่านั้นที่จะนำมาสู่การอยู่ร่วมกันอย่างสันติ

                                                       ด้วยความเคารพต่อสิทธิและเสรีภาพ                                                            

                                                        ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน

Downlaodแถลงการณ์ได้ที่นี้Windows 7 printed documentแถลงการณ์กรณี Walk For Rights

ไม่ผิดจะกลัวอะไร : “ปราบมาเฟียเพื่อความมั่นคง”

คำสั่ง หน.คสช. “ปราบมาเฟียเพื่อความมั่นคง” Chapter II โดย ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน 

“เมื่อรั้วของชาติ ทำลายรั้วของประชาชน”

สารคดีว่าด้วยพฤติกรรมของเจ้าหน้าที่ทหารในการควบคุมตัวประชาชนชาวไทยตามอำนาจที่ได้รับมาจากกฎอัยการศึกจนถึงคำสั่งจากหัวหน้า คสช.จริงหรือไม่ที่ทหารกำลังจะปราบมาเฟียตามที่รัฐบาลกล่าวอ้าง

สารคดีชิ้นนี้จะเปิดเผยคำบอกเล่าจากบุคคลที่ถูกควบคุมตัวโดยเจ้าหน้าที่ทหารจะมาเล่าข้อเท็จจริงโดยละเอียดว่าใครคือ “มาเฟีย” ตัวจริง

พร้อมบทความที่สะท้อนคำบอกเล่าของบุคคลที่ได้รับผลกระทบจากการควบคุมตัวโดยเจ้าหน้าที่ทหารที่ เป็นการควบคุมตัวโดยอาศัยอำนาจจาก คสช.ที่เป็นเพียงความชอบธรรมเดียว ทำให้ทหารสามารถควบคุมตัวประชาชนได้โดยไม่แจ้งข้อกล่าวหา ไม่มีหมายจับ ขัดกับหลักประมวลวิธีพิจารณาความทางอาญาและมีเสียงสะท้อนจากองค์กรระหว่างประเทศว่า อาจเข้าข่ายละเมิดสิทธิมนุษยชน

 

– การควบคุมตัวตามมาตรา 44

“ผมจะถามคำถามง่าย ๆ แต่ตอบยากแค่นั้นแหละ อย่างเช่นถามว่ามาทำแบบนี้กับไปใช้วิธีดำเนินคดีตามกฎหมาย อย่างไหนถูกต้องกว่า … ถามทุกคนที่มา ถามเจ้าหน้าที่ทุกคน ระหว่างใช้มาตรา 44 กับไม่ใช้มาตรา 44 แล้วทำแบบนี้ได้ไหม…”

คืนวันที่ 9 มี.ค. 2559 สราวุธ บำรุงกิตติคุณ ถูกทหารตำรวจอย่างน้อย 30 นาย ทั้งในและนอกเครื่องแบบ ควบคุมตัวไปจากห้องที่ทำงาน ใน จ.สุราษฎร์ธานี พร้อมยึดคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะและโทรศัพท์มือถือของเขา โดยไม่แจ้งสาเหตุให้ทราบ ไม่มีหมายจับหรือแม้กระทั่งหมายค้น

อาศัยแค่อำนาจตามมาตรา 44 เพียงเท่านั้น เขาก็ต้องไปใช้ชีวิตกินนอนอยู่ในค่ายทหารถึง 8 วัน โดยไม่ได้สมัครใจ หรือกระทำผิดกฎหมายใด

อำนาจตามมาตรา 44 ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 ที่ว่านี้ ระบุให้ “ในกรณีที่หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติเห็นเป็นการจำเป็นเพื่อประโยชน์ในการปฏิรูปในด้านต่าง ๆ การส่งเสริมความสามัคคีและความสมานฉันท์ของประชาชนในชาติ หรือเพื่อป้องกัน ระงับ หรือปราบปรามการกระทำอันเป็นการบ่อนทำลายความสงบเรียบร้อยหรือความมั่นคงของชาติ ราชบัลลังก์ เศรษฐกิจของประเทศ หรือราชการแผ่นดิน ไม่ว่าจะเกิดขึ้นภายในหรือภายนอกราชอาณาจักร ให้หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติโดยความเห็นชอบของคณะรักษาความสงบแห่งชาติมีอำนาจสั่งการระงับยับยั้ง หรือกระทำการใด ๆ ได้ ไม่ว่าการกระทำนั้นจะมีผลบังคับในทางนิติบัญญัติ ในทางบริหาร หรือในทางตุลาการ และให้ถือว่าคำสั่งหรือการกระทำ รวมทั้งการปฏิบัติตามคำสั่งดังกล่าว เป็นคำสั่งหรือการกระทำ หรือการปฏิบัติที่ชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญนี้และเป็นที่สุด ทั้งนี้ เมื่อได้ดำเนินการดังกล่าวแล้ว ให้รายงานประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติและนายกรัฐมนตรีทราบโดยเร็ว”

อาจถือได้ว่า อำนาจตามมาตรา 44 ได้ให้อำนาจหัวหน้า คสช. ออกคำสั่งที่แทบจะเป็นอำนาจอาญาสิทธิ์ เบ็ดเสร็จ เด็ดขาด และไร้ซึ่งข้อจำกัด ซึ่งคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่มักถูกเจ้าหน้าที่ทหารนำมาอ้างเพื่อควบคุมตัวบุคคลไว้ในค่ายทหาร ได้แก่ คำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 และ คำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 13/2559

ทั้งคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 และ 13/2559 ให้อำนาจทหารในการตรวจค้น  ยึด  และควบคุมตัวบุคคลไม่เกิน 7 วัน  โดยไม่ต้องมีหมายศาล ใช้เพียงแค่ความสงสัยของทหารเพียงฝ่ายเดียวก็สามารถกระทำการดังที่ว่านี้ได้


– กรณีควบคุมตัวแอดมินเพจเปิดประเด็น

สราวุธ บำรุงกิตติคุณ เปิดเผยกับบีบีซีไทยว่า มีผู้แจ้งว่าเขาเป็นพวกหมิ่นสถาบันและรับจ้างทำเพจการเมือง คือเพจ “เปิดประเด็น” ที่สราวุธทำเป็นงานอดิเรกด้วยตนเองคนเดียว ทำให้เขาถูกควบคุมตัวราวกับเป็นผู้ก่อการร้าย ทั้งที่ตัวเขาเองไม่ชอบเฮทสปีช ไม่ชอบภาพตัดต่อใส่ร้าย ไม่ว่าจะเกี่ยวกับสถาบันหรือไรก็ตาม

คืนที่ถูกควบคุมตัวนั้น เจ้าหน้าที่พาสราวุธไปไว้ที่ค่ายวิภาวดีรังสิต (มทบ.45) ก่อนจะนำตัวขึ้นเครื่องบินมายัง มทบ.11 กรุงเทพมหานคร และถูกกักอยู่ในห้องหน้าต่างปิดทึบ มีทหารเวรคอยเฝ้ากะละสามนาย เขาถูกสอบสวนโดยเจ้าหน้าที่จากกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) และควบคุมตัวอยู่ที่ มทบ.11 ก่อนจะถูกส่งตัวกลับมาปล่อยที่ จ.สุราษฎร์ธานี ในวันที่ 16 มี.ค. 2559

“เขาก็พยายามโยง เขาคิดว่ามีต้นสาย ก็พยายามจะโยงให้ได้ เรื่องเครือข่าย ด้วยรูปแบบเพจ ด้วยรูปแบบเนื้อหา ด้วยภาษาที่ใช้ มันทำให้นึกว่ามีคนที่มีความรู้สูง ๆ ที่เรียนจบมาทางด้านกฎหมาย ทางด้านอะไรเป็นทีมงานกันหลายคน และมีการจ้างทำกราฟฟิก มีการจ้างทำทุกขั้นตอนอะไรแบบนี้ ภาพมันดูเหมือนว่าทำกันหลายคน ซึ่งจริง ๆ มันทำคนเดียวก็ทำได้ เขาพยายามถามว่ามีใครร่วมขบวนการบ้าง” สราวุธเล่าถึงการสอบสวนภายใน มทบ.11

ถึงจะไม่มีการทำร้ายร่างกายในกรณีของเขา แต่สราวุธก็ยอมรับว่าถูกข่มขู่ และมีความกังวลใจที่ไม่สามารถติดต่อใครได้ในระหว่างนั้น

“แต่ว่าขนาดนั้นมันก็คือการจำกัดสิทธิแล้ว คือการจำกัดความเห็น มีข่มขู่ว่าจะให้ขึ้นศาลทหารอย่างนี้ ผมก็ฟุ้งซ่านไปเยอะ”

เป็นเวลากว่า 8 วัน ที่สราวุธถูกควบคุมตัวไว้ในค่ายทหาร โดยไม่สามารถติดต่อสื่อสารกับโลกภายนอกได้ เช่นเดียวกับที่ญาติและทนายความต่างถูกปฏิเสธไม่ให้ติดต่อกับสราวุธ ในขณะที่โฆษก คสช. ออกมาปฏิเสธผ่านสื่อมวลชนว่า ไม่มีข้อมูลการควบคุมตัวแอดมินเพจเปิดประเด็น

ตลอดระยะเวลา 8 วันนั้น สราวุธกลายเป็นบุคคลที่ถูกบังคับให้สูญหาย หรือ “อุ้มหาย” ซึ่งเป็นการริดรอนสิทธิเสรีภาพของบุคคล ตามมาด้วยการปกปิดสถานที่ควบคุมตัว และปฏิเสธจะทราบชะตากรรมโดยเจ้าหน้าที่รัฐ ทำให้บุคคลอยู่ภายนอกการคุ้มครองของกฎหมาย อันเป็นการละเมิดต่อพันธกรณีอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการหายสาบสูญ โดยถูกบังคับ (International Convention for the Protection of All Persons from Enforced Disappearance: CED)

– กรณีควบคุมตัวแกนนำร้องเรียน เรื่องไล่รื้อบ้านเรือนและพื้นที่ประกอบอาชีพประมงริมชายหาด อ.เมือง จ.ระยอง

หลังการควบคุมตัวสราวุธในอีก 20 วันถัดมา เช้ามืดวันที่ 29 มี.ค. 2559 ชาวระยองสามคนถูกทหารควบคุมตัวจากบ้านพักไปยังค่ายนวมินทราชินี (มทบ.14) จ.ชลบุรี

“โอ๊ย! ทำไมมาเยอะแยะ อย่างกับจับเสือ จับโจร ทหารมาเยอะ หลายคัน เป็นแถวเลยตรงหน้าบ้าน ชาวบ้านก็แตกตื่นออกมาดู ก็ตกใจทหารมาเยอะ”ละม่อม บุญยงค์ หนึ่งในผู้ถูกควบคุมตัวเล่าย้อนไปถึงเหตุการณ์วันนั้น ก่อนที่ตัวเขา อนันต์ ทองมณี และรังสรรค์ ดอกจันทร์ จะถูกพาตัวไปที่ค่ายมหาสุรสิงหนาท (พัน ร.7) ที่ จ.ระยอง แล้วจึงส่งตัวต่อไปยัง มทบ.14 จ.ชลบุรี

“ถามว่ามาเชิญเรื่องอะไร เขาก็บอกว่ามันมีข่าวมาว่าลุง พวกลุงสามคน จะก่อม็อบ ชวนชาวบ้านทั้งหมดก่อม็อบไล่นายอำเภอ ลุงก็งง มันไม่เคยมีความคิดของลุงที่จะไปก่อม็อบอะไรพวกนี้ แล้วชาวบ้านหยิบมือแค่นี้จะไปก่อม็อบทำไม”

เช่นเดียวกับอนันต์ ทองมณี ที่ยืนยันว่าพวกเขาไม่ได้ทำอย่างที่ทหารอ้าง “คือกล้าพูดและกล้าแสดงออก กล้ามีจิตอาสาที่จะทำเพื่อชาวบ้าน คือกล้า ถ้าถามว่าจะกล้าไปก่อม็อบนั่นไม่กล้าหรอก บอกท่าน ผบ. ผมไม่ได้คิดทำอะไรท่านไปสืบดูได้ ไปสืบถามชาวบ้านว่า ณ วันนี้ชาวบ้านรวมตัวกันไหม รวมตัวไหม ไม่มี”

แม้ปรากฏข้อเท็จจริงดังว่า แต่ทั้งสามคนก็ต้องถูกควบคุมตัวไว้ที่ มทบ.14 หนึ่งคืน และถูกยึดโทรศัพท์ไว้ ก่อนจะปล่อยตัวในเช้าวันถัดมาโดยไม่ได้แจ้งข้อกล่าวหาว่ากระทำผิดตามกฎหมายใด


– การควบคุมตัวที่มีราคาต้องจ่าย

จุดร่วมของสี่คนนี้ คือการถูกจับจากข่าวที่ทหารได้รับ นำตัวพวกเขาไปไว้ในค่ายทหาร และปล่อยตัวออกมาหลังจากพบว่าไม่มีใครทำผิดตามที่ถูกสงสัย

“เรียกว่ามันเกิดความผิดพลาดที่เขา หน่วยข่าวกรองเขา การกรองข่าวเขามันผิดพลาด การกรองข่าวเขาว่าเขาจะต้องได้อะไรที่มันใหญ่โต ได้คนผิดแน่นอนอะไรอย่างนี้ แต่พอเอาเข้าจริงแล้วเขาไปได้เอาประชาชนธรรมดาที่วิจารณ์รัฐบาลอย่างบริสุทธิ์ใจ สุจริต” สราวุธให้ความเห็น

ไม่ผิดก็ไม่ต้องกลัว เนื้อความที่ผู้นำทหารย้ำผ่านสื่อมวลชนบ่อยครั้งเมื่อถูกถามถึงมาตรการที่นำมาใช้จำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชนผ่านมาตรา 44 เห็นได้ว่า กรณีตัวอย่างทั้งสี่คนนี้ไม่ได้ทำผิดกฎหมาย และไม่มีการดำเนินคดีทางกฎหมายใด ๆ ตามมา แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาไม่ได้รับความเสียหายจากการถูกควบคุมตัวในลักษณะนี้

“นอกจากเสียเวลาไป 7-8 วันในการถูกควบคุมตัวแล้วยังต้องมานั่งตั้งสติ เรียกขวัญตัวเองอีก 4-5 วัน แล้วต้องมานั่งเช็คคอมพิวเตอร์อีก 3-4 วันอย่างนี้ กว่าจะเรียกกลับมาได้ก็เสียหายไปเยอะนะ” สราวุธชี้แจงในกรณีของเขา

อดีตแอดมินเพจเปิดประเด็นเล่าว่า คอมพิวเตอร์ของเขาเสียหายในส่วนของเมนบอร์ดและพาวเวอร์ซัพพลาย สายฮาร์ดดิสก์และฮาร์ดดิสก์บางตัวหลุดออกมา คล้ายกับถูกถอดเพื่อรื้อดูข้อมูลในนั้น ทำให้ฮาร์ดดิสก์เสียหาย อ่านข้อมูลไม่ได้ เพราะก่อนหน้านี้เขาเข้ารหัสคอมพิวเตอร์ไว้

นอกจากนี้ เขายังถูกบีบให้ต้องเซ็นยอมรับเงื่อนไขของ คสช. เพื่อจะได้รับการปล่อยตัว ซึ่งเงื่อนไขดังกล่าวระบุว่า จะไม่เดินทางออกนอกประเทศก่อนได้รับอนุญาต ละเว้นการเคลื่อนไหวหรือประชุมทางการเมือง ณ ที่ใด ๆ และเมื่อไหร่ที่ให้ความช่วยเหลือ หรือสนับสนุนกิจกรรมทางการเมือง เขายินยอมที่จะถูกดำเนินคดีและถูกระงับธุรกรรมทางการเงิน อันเป็นเงื่อนไขที่กำหนดไว้ตามประกาศ คสช. ฉบับที่ 40/2557 ที่เพิ่มเติมคือ สราวุธถูกทหารสั่งให้ปิดเพจเปิดประเด็นอีกด้วย

เช่นกันกับที่ระยอง ละม่อม อนันต์ และรังสรรค์ ถูกห้ามรวมตัวกัน หรือไปปรากฏตัวในที่ชุมนุมของคนจำนวนมาก

“เขาก็บอกสั่งมาว่า ถ้ามานี่แล้วอย่าไปรวมตัวกันอีก อย่าไปอยู่กับคนหมู่มาก ถ้าเขาถ่ายรูปลุงอยู่ในคนหมู่มากอีก เขาจะเชิญมาอีก ทีนี้จะมาอยู่หลายวัน เขาว่าแบบนั้น” ละม่อมเล่าถึงเงื่อนไขการปล่อยตัวที่ถูกกำชับมาจากฝ่ายทหาร

อย่างไรก็ตาม ที่ จ.ระยอง นั้นดูเหมือนการควบคุมตัวและตั้งเงื่อนไขของ คสช. จะยิ่งส่งผลกระทบหนัก เมื่อคนที่ถูกควบคุมตัวไปคือหัวหน้าครอบครัว ผู้มีภาระหน้าที่ดูแลอีกหลายชีวิตในบ้าน

“มาจับผมทำไม ทางนี้ก็เดือดร้อนสิ หมึกก็ไม่มีใครไปซื้อ นั่นก็ไม่มีใครไปซื้อ ตาย มันเดือดร้อนนะ ถ้าอยู่สามวัน ครอบครัวผมจะทำไง มีกินไหม ลูกเต้าจะทำไง เพราะว่าเงินต้องอยู่กับผม ตื่นเช้ามาค่าใช้จ่ายอยู่กับผมหมด ทางนี้จะทำไง เอทีเอ็มก็อยู่กับผมหมด จะทำยังไงทีนี้” อนันต์เล่าถึงความร้อนใจระหว่างถูกควบคุมตัว

นอกจากนี้ ทั้งละม่อม อนันต์ และรังสรรค์ ต่างเป็นกลุ่มชาวประมงเรือเล็กและประกอบอาชีพแปรรูปอาหารทะเลริมชายฝั่ง ซึ่งได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งไล่รื้อที่อยู่ของพวกเขาบริเวณชายหาด ต.ปากน้ำ อ.เมือง จ.ระยอง เพื่อขอให้รัฐจัดพื้นที่รองรับสำหรับผู้ได้รับผลกระทบเสียก่อน แต่เมื่อมีเงื่อนไขห้ามรวมตัวดังกล่าวแล้ว กระบวนการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างก็เกิดขึ้นโดยที่พวกเขาไม่กล้าคัดค้านอะไรอีกต่อไป


เขาบอกว่าให้ทำตามมติที่ประชุม จับมือทำตามมติที่ประชุมเลย คือรื้อ บอกให้รื้อเลย แล้วห้ามให้เราเข้าไปในที่ที่มีคนมาก ห้ามประชุมชาวบ้านห้ามอะไร เราก็ไม่ทำ เราก็ไม่เคยเข้าไป แม้แต่จะไปงานบวชเขาเรายังไม่ไปเลย กลัวเขาจะมาเชิญเราอีก กลัวเดือดร้อน ไปงานแต่งก็กลัวที่มีคนเยอะ ๆ เพราะเขาห้ามไว้แล้ว” อนันต์เล่าถึงสถานการณ์หลังได้รับการปล่อยตัว

ปัจจุบันนี้ อนันต์อาศัยอยู่ในเพิงผ้าใบที่ทางเทศบาลนำมาตั้งไว้ เนื่องจากบ้านถูกรื้อทำลายตามนโยบายจัดระเบียบชายหาดของ คสช. ซึ่งนโยบายนี้ได้หอบเอาวิสาหกิจชุมชน ต.ปากน้ำ และธนาคารปูหายไปจากพื้นที่ เนื่องจากเป็นสิ่งปลูกสร้างที่อยู่บริเวณชายหาดอีกด้วย


จะจัดยังไงก็ให้มีที่รองรับให้กับเรามั่ง ให้คนจน ๆ ระบบรากหญ้าได้มีที่ยืน ได้มีที่ทำกิน ไม่ใช่มารื้ออาชีพดั้งเดิมเขา ไม่ใช่ไม่มีที่รองรับอะไรเขาเลย อย่างนี้มันเดือดร้อนครับ มันเดือดร้อน ถามทุกคนได้ บางคนร้องไห้เลย มีภาพทหารมาหิ้ว ร้องไห้ ก็หมดตัวน่ะ คนเราหมดตัวจะทำไง

วันนี้ผมมาอยู่ตรงนี้ ตามคำสั่งของเทศบาล เขียนไว้ว่าที่รองรับผู้ได้รับผลกระทบจากการจัดระเบียบชายหาด ผมก็จำเป็นจะต้องมานั่งกินตรงนี้ นอนกินตรงนี้ เพื่อรออะไร รอให้เขาได้จัดสรร ได้เข้ามาช่วยเหลือ ผมก็อยากรู้ ท่านจะทนเห็นได้ไหมกับคนที่ถูกล้มล้างอาชีพที่ทำมาตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตายายต้องมาเป็นอย่างนี้” อนันต์เปิดปากเล่าท่ามกลางเครื่องเรือนและอุปกรณ์ทำกินกองระเกะรกะภายใต้เพิงผ้าใบที่เปิดโล่งทั้งสี่ด้าน

เวลา สภาพจิตใจ ทรัพย์สิน บ้าน อาชีพ และสิทธิที่จะเรียกร้องชีวิตที่ดีให้แก่ตนเอง คือสิ่งที่เสียหาย หรือถูกทำลายไปหลังการควบคุมตัวทั้งสี่คน ตามคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 44

หากไม่ผิดจะกลัวอะไร คงเป็นคำตอบที่ คสช. อยากจะย้ำกับสราวุธ ละม่อม อนันต์ รังสรรค์ และคนไทยคนอื่นอีกหลายล้านคน เพื่อให้ยังคงสามารถใช้อำนาจควบคุมตัวประชาชนได้ต่อไปไม่รู้จบ แต่จากสิ่งที่เกิดขึ้นกับคนทั้งสี่ และอาจมีอีกมากมายนับพันคนที่ถูกควบคุมตัวโดย คสช. เราอาจต้องเริ่มเปลี่ยนคำถามมาเป็นหากปล่อยให้มีการใช้อำนาจตามอำเภอใจแบบนี้ ถึงไม่มีความผิด ใครเลยจะกล้าการันตีว่าจะไม่มีใครต้องสูญเสียอะไรไปอีกมากต่อมากเท่าไหร่.

บทวิเคราะห์ 2 ปีรัฐประหาร: “พรางอำนาจปืนในรูปกระบวนการยุติธรรม”

 

 

เกริ่นนำ

“มาตรา 1 อำนาจสูงสุดของประเทศนั้นเป็นของราษฎรทั้งหลาย” 

พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475 

ประกาศใช้ ณ วันที่ 27 มิถุนายน 2475

แตกต่างโดยสิ้นเชิงจากการยึดอำนาจและเปลี่ยนการปกครองจากระบอบสมบูรณญาสิทธิราชย์มาสู่ระบอบประชาธิปไตยโดยคณะราษฎร เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475 ซึ่งเป็นการประกาศหลักการสำคัญว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนและหลัก 6 ประการ ที่สิทธิเสรีภาพและความเสมอภาคเป็นหลักการสำคัญ คณะรัฐประหารในนามคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่เข้ายึดอำนาจเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 กลับรวบอำนาจอธิปไตย อันได้แก่ อำนาจนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ ไว้ในมือของ คสช. โดยเบ็ดเสร็จพร้อมยกเว้นความรับผิดตนเองไว้โดยบัญญัติในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2557 คสช. ประกาศตนเองเป็นรัฐฏาธิปัตย์ หรือผู้ถือครองอำนาจอธิปไตยซึ่งเป็นอำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศทั้งที่ไม่ได้มีฐานที่มาใด ๆจากปวงชน และสถาปนาระบบอำนาจ คสช. ที่ไม่เปิดให้ประชาชนสามารถโต้แย้ง คัดค้านหรือได้รับการเยียวยาจากการใช้อำนาจของรัฐ แม้แต่ศาลเองก็มีคำวินิจฉัยในลักษณะยอมรับอำนาจรัฏฐาธิปัตย์ดังกล่าวในหลายคดี จนกล่าวได้ว่าอำนาจอธิปไตยและหลักประกันสิทธิเสรีภาพของปวงชนถูกลิดรอนไปทั้งหมดตลอดสองปีเศษที่ผ่านมา อ่านเพิ่มเติม

การจัดการทรัพยากรเหมืองแร่กับการละเมิดสิทธิมนุษยชนหลังรัฐประหาร (2) : บูรณาการการใช้อำนาจของทหารกับการปฏิรูป

 

ตอนที่สองของประมวลสถานการณ์สิทธิมนุษยชนหลังรัฐประหาร 22 พ.ค. 57 กรณีทรัพยากรแร่ จะนำเสนอภาพการละเมิดสิทธิหลังการรัฐประหาร ใน 2 พื้นที่ ที่มีโครงการให้สัมปทานสำรวจและทำเหมืองแร่ ซึ่งเจ้าหน้าที่ทหารพยายามอย่างยิ่งในการปิดกั้นการแสดงความเห็นและการแสดงออก การรวมกลุ่ม และการชุมนุม ด้วยเครื่องมือ คือ กฎอัยการศึก คำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 3/2558 และตามด้วย พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะ ด้วยกรอบคิดแคบๆ ว่า ความเงียบ คือ สงบสุข ปรองดอง ไม่ขัดแย้ง  พร้อมทั้งบทสรุปเรื่องบูรณาการการใช้อำนาจของทหารกับการปฏิรูปที่ไม่มีประชาชนในสายตา

 

mine

 

กรณีเหมืองแร่ถ่านหินลิกไนต์ตำบลบ้านแหง อำเภองาว จังหวัดลำปาง

ตำบลบ้านแหงประกอบด้วย 8 หมู่บ้าน โดยพื้นที่หลักที่จะได้รับผลกระทบจากการทำเหมืองแร่ถ่านหินลิกไนต์อยู่ในพื้นที่หมู่ 1 และหมู่ 7 ซึ่งมีประชากรรวมกันราว 500 หลังคาเรือน จำนวน 2,000 คนเศษ ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม พื้นที่มีลักษณะเป็นที่ราบเชิงเขา เป็นแหล่งต้นน้ำลำธารหรือป่าน้ำซับน้ำซึม สำหรับใช้อุปโภคบริโภคของชุมชน พื้นที่ชุมชนบางส่วนถูกประกาศเป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติแม่งาวฝั่งซ้าย ทับซ้อนพื้นที่ที่ชาวบ้านอยู่อาศัยมาก่อน และมีวิถีชีวิตที่พึ่งพาป่ามาตั้งแต่ในอดีต ขณะที่ที่ดินบางส่วนในตำบลบ้านแหงถูกประกาศให้เป็นเขตปฏิรูปที่ดิน มีการออก ส.ป.ก.ให้กับชาวบ้าน

ปี 2551 บริษัท เขียวเหลือง จำกัด ได้เข้ามากว้านซื้อที่ดินในพื้นที่หมู่ 1 และ 7 รวมกว่า 1,500 ไร่  โดยอ้างว่าจะนำพื้นที่ไปใช้ปลูกต้นยูคาลิปตัสป้อนโรงงานทำกระดาษ ต่อมา ในช่วงต้นปี 2553 บริษัทกลับยื่นขอประทานบัตรทำเหมืองถ่านหินลิกไนต์ จำนวน 5 แปลง เนื้อที่ 1,200 ไร่ ในลักษณะเหมืองเปิดหน้าดิน มีการขุดและระเบิดชั้นดินลงไปลึกประมาณ 150-200 เมตร

รวมตัวเป็น ‘กลุ่มรักษ์บ้านแหง’ ต่อสู้เพื่อปกป้องตนเอง

เดือนกันยายนปี 2553 ภายหลังสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดลำปางพยายามเข้ามาตรวจสอบพื้นที่ ขณะที่บริษัทพยายามเข้ามาจัดเวทีประชาคมในหมู่บ้าน ชาวบ้านหมู่ 1 และหมู่ 7 เริ่มรวมกลุ่มกันในนาม “กลุ่มรักษ์บ้านแหง” เคลื่อนไหวคัดค้านการดำเนินการของบริษัท โดยการไปยื่นหนังสือต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ชุมนุมคัดค้าน หรือเข้าร่วมเคลื่อนไหวกับภาคประชาสังคมกลุ่มอื่นๆ  เนื่องจากความกลัวผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมที่จะเกิดขึ้นกับชุมชน  โดยมีเหมืองและโรงไฟฟ้าแม่เมาะเป็นกรณีตัวอย่าง ประกอบกับความกังวลเรื่องการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ ทั้งพื้นที่ป่าที่จะถูกนำไปใช้ ทางสาธารณะจะถูกปิดกั้น หรือลำเหมืองสาธารณะจะถูกเปลี่ยนทิศ เพราะพื้นที่เหมืองตามประทานบัตรอยู่ห่างจากหมู่บ้านไปเพียงราว 500 เมตร

mining report1

ชาวบ้านเห็นว่าขั้นตอนการขอประทานบัตรของบริษัทนั้นไม่ชอบ เนื่องจากกระบวนการชี้แจงข้อมูลไม่โปร่งใส และมีการกล่าวอ้างว่า ไม่มีการคัดค้านในพื้นที่ อีกทั้งใบอนุญาตการเข้าทำประโยชน์ในพื้นที่ป่าไม้ของบริษัท เขียวเหลือง ยังเป็นใบอนุญาตที่ได้มาในช่วงที่ขอใช้ประโยชน์เพื่อปลูกป่า แต่กลับนำมาอ้างต่อชาวบ้านและส่วนราชการในพื้นที่ว่าเป็นใบอนุญาตให้ทำเหมืองแร่ ซึ่งผิดวัตถุประสงค์ตามข้อกฎหมาย[1]

นอกจากนี้ รายงาน EIA ของการทำเหมืองในพื้นที่นี้ผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการผู้ชำนาญการด้านโครงการเหมืองแร่ (คชก.) ในปลายปี 2556 โดยที่ชาวบ้านระบุว่า ไม่เคยมีกระบวนการปรึกษาหารือ เก็บข้อมูล จัดประชุม หรือมีส่วนร่วมใดๆ และจนถึงปัจจุบันก็ยังไม่มีการเปิดเผย EIA ดังกล่าวให้ชาวบ้านได้เห็น

การเคลื่อนไหวที่ผ่านมาของกลุ่มรักษ์บ้านแหง ทำให้ชาวบ้านเคยถูกดำเนินคดีมาแล้วหลายคดี ทั้งข้อหาหมิ่นประมาทบริษัทและข้าราชการในพื้นที่ที่เกี่ยวข้อง หรือข้อหากักขังหน่วงเหนี่ยวพนักงานของบริษัท ทำให้รวมแล้วมีแกนนำและชาวบ้านหลายรายต้องขึ้นศาลอย่างต่อเนื่องในช่วง 2-3 ปี ก่อนหน้านี้ จนถึงปัจจุบัน มีการไกล่เกลี่ยยอมความกันไปบ้าง และศาลมีคำพิพากษาแล้วบ้าง โดยที่ชาวบ้านยังไม่เคยต้องโทษจำคุก

ปิดกั้นการเคลื่อนไหวด้วยกฎอัยการศึก และ พ.ร.บ.ชุมนุม

หลังรัฐประหาร 2557 ชาวบ้านแหงระบุว่า เห็นได้ชัดเจนว่าเจ้าหน้าที่ทหารเข้ามามีบทบาทอย่างมากต่อความขัดแย้งในพื้นที่ โดยแนวโน้มจะดำเนินการในลักษณะที่เอื้อประโยชน์ให้บริษัททำเหมืองแร่ ขณะที่พยายามควบคุมปิดกั้นการแสดงออกของชาวบ้าน ผ่านทั้งการข่มขู่คุกคาม การเรียกตัวไปพบ การติดตามจับตา เป็นต้น ทำให้การทำกิจกรรมหรือการเคลื่อนไหวคัดค้านบริษัททำเหมืองเป็นไปได้อย่างยากลำบากขึ้น

หลังมีการประกาศใช้คำสั่ง คสช.ที่ 64/57 และการผลักดันนโยบายแผนแม่บทป่าไม้ได้ไม่นาน เจ้าหน้าที่ทหารราว 1 กองร้อย พร้อมอาวุธปืนได้เข้าตรวจค้นบ้านของชาวบ้านในหมู่บ้านหลายราย โดยไม่แสดงหมายค้นใดๆ อ้างว่ามีผู้แจ้งว่ามีการครอบครองไม้เถื่อน แต่ชาวบ้านเห็นว่าทหารมีรายชื่อบุคคลที่จะเข้าตรวจค้นบ้านมาด้วย ทำให้ไม่แน่ใจว่า การตรวจค้นดังกล่าวจะเกี่ยวข้องกับกรณีการคัดค้านเหมืองแร่หรือไม่  โดยผลการตรวจค้น เจ้าหน้าที่ได้ยึดไม้ของชาวบ้านจำนวนหนึ่งที่เตรียมเอาไว้ปลูกบ้าน และยึดเครื่องมือที่ใช้ในการสร้างบ้านไปด้วย

ต่อมาไม่นาน พ.อ.ชัยณรงค์ แกล้วกล้า รองผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 32 (มทบ.32) ในขณะนั้น พร้อมเจ้าหน้าที่ทหารจำนวนหนึ่ง ได้เดินทางเข้ามาตรวจสอบแนวเขตแปลงประทานบัตรเหมืองในหมู่บ้าน และตรวจสอบพื้นที่ป่าท้ายหมู่บ้าน แล้วกล่าวกับชาวบ้านว่า พื้นที่ดังกล่าวเป็นป่าละเมาะ ป่าเสื่อมโทรม และบางส่วนก็เป็นเขาหัวโล้น การมีเหมืองแร่จะช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจของชุมชน สร้างงานให้ชาวบ้าน สร้างความไม่พอใจให้กับชาวบ้านอย่างมาก เพราะเห็นว่าบริษัทต่างหากที่มีส่วนในการทำลายป่า และจะนำพื้นที่ไปทำเหมืองแร่ โดยขออนุญาตใช้พื้นที่ป่าโดยมิชอบ

ต้นเดือนกันยายน 2557 นายก อบต.บ้านแหงร่วมกับทหารจัดเวทีปรองดองและคืนความสุขตามนโยบายของ คสช. แต่มีการนำชาวบ้านจากหมู่บ้านอื่นมาร่วม และพบว่ามีการแจกเอกสาร EIA ของโครงการเหมืองแร่ในเวที พร้อมกับมีเจ้าหน้าที่ของบริษัทตั้งโต๊ะลงชื่อผู้เข้าประชุม และอยู่ร่วมในงานอีกหลายคน ทำให้ชาวบ้านเกรงว่าจะเป็นการแอบแฝงเรื่องการจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม จึงเข้าไปคัดค้านการลักไก่จัดเวทีดังกล่าว  จนเจ้าหน้าที่ทหารต้องให้ยุติเวทีไปก่อน เหตุการณ์นี้ทำให้ชาวบ้านเกิดความคลางแคลงใจต่อทหารมากยิ่งขึ้น

การคุกคามครั้งที่ชาวบ้านจำได้ดีที่สุด คือการเรียกตัวแกนนำกลุ่มรักษ์บ้านแหง 4 ราย ไป ‘ปรับทัศนคติ’ ที่ค่ายสุรศักดิ์มนตรี ในวันที่ 11 พ.ย.57 หลังเข้าร่วมกิจกรรม “เดิน ก้าว แลก” กับสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ ที่จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อรณรงค์เรื่องการปฏิรูปที่ดินและให้รัฐบาลทบทวนแผนแม่บทป่าไม้ โดยทหารชั้นผู้น้อยแจ้งกับชาวบ้านว่าผู้บังคับบัญชาการต้องการพบเพื่อขอข้อมูลเรื่องเหมืองแร่ แต่พอแกนนำและชาวบ้านรวม 10 คน เดินทางไปพบ พ.อ.ชัยณรงค์ แกล้วกล้า รอง ผบ.มทบ.32 (ในขณะนั้น) พร้อมกับสารวัตรทหาร และ กอ.รมน. อีกหลายนาย ซึ่งก่อนการพูดคุย เจ้าหน้าที่ได้ห้ามชาวบ้านถ่ายรูป และขอยึดโทรศัพท์มือถือ แต่ชาวบ้านไม่ยินยอม ทหารจึงขอให้ปิดเครื่องไว้ พ.อ. ชัยณรงค์ได้ระบุว่า เป็นการเรียกชาวบ้านมาพูดคุยตามอำนาจของ คสช. และกล่าวถึงการไปร่วมกิจกรรมเดินก้าวแลกว่า เป็นการชุมนุมเกิน 5 คน ผิดกฎอัยการศึก เมื่อชาวบ้านเห็นว่าไม่ได้เป็นการพูดคุยเรื่องเหมืองแร่ตามที่แจ้ง จึงขอตัวเดินทางกลับ ปรากฏว่าสารวัตรทหารหลายนายได้เข้ามาประกบชาวบ้าน ไม่ให้ลุกไปไหน และปิดประตูล็อกห้องประชุมจากด้านนอก ทำให้ชาวบ้านตกใจ  และต้องยอมนั่งลงพูดคุยต่อ

จากนั้น เจ้าหน้าที่ทหารได้พูดในลักษณะข่มขู่ว่าสามารถจับกุมชาวบ้านได้ และถ้าเรียกแล้ว ชาวบ้านไม่มาก็สามารถไป “อุ้ม” มาได้ ทั้งยังได้นำรูปถ่ายกิจกรรมของชาวบ้าน เช่น การประชุม หรือการไปศาลปกครอง มาแสดงให้ดู พร้อมระบุว่า ขณะนี้ประเทศอยู่ภายใต้กฎอัยการศึก จึงไม่ควรทำกิจกรรมในลักษณะนี้อีก ถ้ายังมีการดำเนินการอีก เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมและคุมขังได้ แม้ชาวบ้านจะโต้แย้งว่า พวกตนไม่ได้ทำอะไรผิด เจ้าหน้าที่ก็ยังยืนกรานในลักษณะเดิม การพูดคุยใช้เวลาราวครึ่งวัน เจ้าหน้าที่จึงให้กลุ่มชาวบ้านเดินทางกลับ

หลังจากเหตุการณ์ครั้งนั้น เจ้าหน้าที่ทหารก็เดินทางมาเยี่ยมแกนนำชาวบ้านอย่างต่อเนื่องมากขึ้น รวมแล้วหลายสิบครั้ง โดยอ้างว่ามาเยี่ยมตามหน้าที่ พร้อมกับสอบถามถึงความเคลื่อนไหวหรือกิจกรรมของชาวบ้าน ทั้งยังปรากฏว่ามีเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบมาถ่ายรูปหน้าบ้านแกนนำอีกด้วย ส่งผลให้ครอบครัวเกิดความหวาดกลัว อีกทั้งเมื่อกลุ่มรักษ์บ้านแหงมีกิจกรรมต่างๆ ก็จะมีเจ้าหน้าที่ทั้งในและนอกเครื่องแบบมาคอยสังเกตการณ์ หรือโทรศัพท์มาสอบถามรายละเอียดกิจกรรมต่างๆ กับแกนนำ

แม้ภายหลังการยกเลิกกฎอัยการศึกเมื่อต้นเดือนเมษายน 2558 แล้ว กลุ่มรักษ์บ้านแหงก็ยังถูกปิดกั้นการแสดงออกอยู่เช่นเดิม โดยการอ้าง พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะ เช่น ในช่วงวันที่ 17 ส.ค. 58 ชาวบ้านได้นัดหมายกันเดินทางไปยื่นหนังสือต่อผู้ว่าราชการจังหวัดที่ศาลากลางจังหวัดลำปาง เพื่อคัดค้านการประกาศผังเมืองรวม และขอขึ้นทะเบียนที่สาธารณประโยชน์ ในช่วงค่ำวันที่ 16 ส.ค. ได้มีเจ้าหน้าที่ทหารในเครื่องแบบ 2 นาย จาก มทบ.32 เดินทางมาพบชาวบ้าน เพื่อขอให้ชาวบ้านเดินทางไปยื่นหนังสือที่อำเภอแทน แต่ชาวบ้านยังคงยืนยันจะเดินทางไปยื่นหนังสือต่อผู้ว่าฯ เนื่องจากเคยยื่นกับทางอำเภอไปก่อนหน้านี้แล้ว แต่ยังไม่มีการตอบรับใดๆ

mining report2

ที่มาภาพ เฟซบุ๊ก เหมืองแร่ลำปาง

เช้าวันต่อมา เจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจเดินทางเข้ามาพูดคุยกับชาวบ้านอีกครั้ง และห้ามชาวบ้านไม่ให้เดินทางไปยื่นหนังสือเป็นจำนวนมาก เนื่องจากจะผิด พ.ร.บ. ชุมนุมสาธารณะ รวมทั้งกล่าวอ้างถึงความไม่เหมาะสมในการไปยื่นหนังสือในวันเดียวกับที่สมเด็จพระเทพฯ เสด็จพระราชดำเนินอีกด้วย แต่กลุ่มชาวบ้านก็ยังยืนยันจะเดินทางไปตามเดิม โดยเห็นว่าเป็นเพียงการไปยื่นเรื่องร้องเรียนในปัญหาความเดือดร้อนของตน ไม่ได้ไปชุมนุมที่จะทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน และไม่ได้ไปในพื้นที่ที่เสด็จพระราชดำเนินแต่อย่างใด

ภายหลังการเดินทางไปยื่นหนังสือต่อผู้ว่าฯ ในวันที่ 19 ส.ค. ก็ได้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจนอกเครื่องแบบเดินทางไปถ่ายรูปที่หน้าบ้านของแกนนำชาวบ้าน เมื่อมีเพื่อนบ้านเข้าไปสอบถามจึงได้แสดงตนว่ามาจากสถานีตำรวจภูธรงาว มาขอดูหนังสือที่ชาวบ้านนำไปยื่น วันต่อมา ยังได้มีทหารในเครื่องแบบเข้ามาพูดคุยกับแกนนำชาวบ้าน ขอความร่วมมือไม่ให้เดินทางไปยื่นหนังสือกันเป็นจำนวนมากอีก เพราะจะดูเหมือนเป็นการชุมนุม ให้ส่งแค่ตัวแทนไปเท่านั้น พร้อมทั้งข่มขู่ว่าจะดำเนินการตามกฎหมายถ้ายังมีการเคลื่อนไหวอีก

ภายหลังการถูกข่มขู่ต่างๆ ทำให้แกนนำชาวบ้านบางคนต้องลดบทบาทของตนเองลง ด้วยกลัวผลกระทบจากการคุกคามที่เกิดขึ้น แต่ด้วยความเป็นนักต่อสู้ แกนนำบางส่วนก็กลับมาร่วมกิจกรรมตามปกติ อย่างไรก็ตาม ในสภาพที่เจ้าหน้าที่มีบทบาทปิดกั้นไม่ให้ชาวบ้านเคลื่อนไหว ก็ทำให้การจัดกิจกรรมต่างๆ ทำได้ยากมากขึ้น

 

กรณีเหมืองแร่ทองคำวังสะพุง ตำบลเขาหลวง อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย[2]

พ.ศ.2534 บริษัท ทุ่งคาฮาเบอร์ จำกัด และบริษัท ทุ่งคำ จำกัด ได้ทำสัญญาว่าด้วยการสำรวจและทำเหมืองแร่ทองคำกับกรมทรัพยากรธรณีในพื้นที่น้ำคิว – ภูขุมทอง ครอบคลุมพื้นที่ 4 อำเภอ ในจังหวัดเลย เนื้อที่ 340,625 ไร่ จากการสำรวจพบว่าบริเวณดังกล่าวมีทองคำสมบูรณ์มากพอที่จะพัฒนาเป็นเหมืองทองคำได้ จึงยื่นขอประทานบัตรจำนวน 6 แปลง บนภูทับฟ้า และภูซำป่าบอน  ในตำบลเขาหลวง อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย พื้นที่ 1,308 ไร่ จากกระทรวงอุตสาหกรรม โดยได้รับอนุมัติเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2545 เป็นเวลา 25 ปี

ต่อมา ปี 2549 บริษัท ทุ่งคำ ได้รับใบอนุญาตประกอบโลหะกรรม ในบริเวณภูทับฟ้าและภูซำป่าบอน  ปี 2551 โรงพยาบาลวังสะพุงสุ่มตรวจไซยาไนด์ในเลือดของชาวบ้าน 6 หมู่บ้านรอบเหมือง จำนวน 279 คน ผลการตรวจโดยโรงพยาบาลรามาธิบดีพบว่า มีไซยาไนด์ ซึ่งเป็นสารเคมีที่ใช้ในการถลุงแร่ทองคำ ในเลือดของประชาชนกลุ่มตัวอย่าง 54 ราย ในจำนวนนี้มีไซยาไนด์ในเลือดเกินค่ามาตรฐาน 20 คน

ความเจ็บป่วยและอันตรายจากเหมืองทองคำ จุดกำเนิด ‘กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด’

เพียง 1 ปี ของการเปิดโรงงานประกอบโลหะกรรมในบริเวณเหมืองแร่ทองคำภูทับฟ้า ซึ่งอยู่บริเวณต้นน้ำ ก็ส่งผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมอย่างมากมาย นอกจากสิ่งแวดล้อมที่มีโลหะหนักปนเปื้อนอยู่จนสะสมในร่างกายของชาวบ้าน และมีความผิดปกติทางร่างกาย เช่น กล้ามเนื้ออ่อนแรง ผื่นคัน ตาพร่ามัวแล้ว อากาศยังเต็มไปด้วยฝุ่นควัน เสียงดังจากการระเบิด การเดินทางในหมู่บ้านมีอันตราย เนื่องจากมีรถบรรทุกขนาดใหญ่ทำงานตลอดเวลา อีกทั้งเกิดความแตกแยกในชุมชน ทำให้ชาวบ้านต้องลุกขึ้นมาต่อสู้เรียกร้องสิทธิในนาม ‘กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด’ โดยเริ่มจากการร้องเรียนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ จนกระทั่งหน่วยงานในระดับชาติหลายหน่วยงาน เพื่อให้เกิดการแก้ไขปัญหาเรื่องผลกระทบที่ชุมชนได้รับ ตลอดจนคัดค้านการขอขยายตัวของเหมืองแร่ในพื้นที่

mining report3

ปี 2556 ชาวบ้านได้ทำประชาคมและมีมติให้สร้างกำแพงปิดกั้นทางแยกที่เหมืองใช้ร่วมกับชุมชน เพื่อไม่ให้มีการผ่านเข้าออกเหมืองแร่ เป็นเหตุให้บริษัทฟ้องชาวบ้านทั้งทางแพ่งและอาญารวม 9 คดี เรียกค่าเสียหาย 270 ล้านบาท ชาวบ้านตกเป็นจำเลย 33 คน มีการทุบทำลายกำแพงถึงสองครั้ง โดยชายชุดดำพร้อมอาวุธในครั้งแรก และครั้งหลังโดยตำรวจร่วมกับองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น แต่ชาวบ้านยังคงปักหลักสู้ ส่งผลให้เหมืองแร่ไม่สามารถดำเนินการได้ กระทั่งคืนวันที่ 15 พ.ค.57 กองกำลังกว่า 300 คน มีอาวุธเป็นไม้ มีด ปืน ได้เข้าทำร้ายชาวบ้านที่นอนเฝ้าเวรยาม โดยทุบตี มัดมือมัดเท้า และยิงปืนข่มขู่ ทำให้ชาวบ้านทั้งหญิงและชายบาดเจ็บกว่า 30 คน

ขนแร่ภายใต้กฎอัยการศึก

หลังรัฐประหาร มีการส่งกำลังทหาร 1 กองร้อย เข้าประจำการในพื้นที่หมู่บ้านรอบเหมืองทองคำ โดยอ้างว่าเพื่อรักษาความสงบและความปลอดภัยให้กับชุมชน แต่ทหารที่เข้าไปในพื้นที่กลับเกลี้ยกล่อมให้ชาวบ้านไม่ขัดขวางการขนแร่ของบริษัท อีกทั้งยังควบคุมชาวบ้านไม่ให้ประชุม หรือทำกิจกรรมรณรงค์ใดๆ โดยอ้างกฎอัยการศึก หน้าบ้านแกนนำจะมีทหารเฝ้าอยู่ รวมทั้งมีการใช้สัญญาณ  GPS  จับสัญญาณโทรศัพท์  และดักฟัง มีการค้นบ้าน ค้นรถยนต์ ยึดป้ายรณรงค์ ห้ามนักพัฒนาและนักศึกษาไม่ให้เข้าไปในพื้นที่

ต่อมา ผู้บัญชาการกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยจังหวัดเลยได้แต่งตั้งคณะกรรมการขึ้น 4 ชุด เพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนและผลกระทบจากเหมืองแร่ ให้เสร็จสิ้นภายใน 3 เดือน โดยมีทหารและข้าราชการในจังหวัดเป็นกรรมการ แต่ชาวบ้านทั้ง 6 หมู่บ้าน ไม่มีส่วนร่วม ทำให้ชาวบ้านไม่ยอมรับและไม่ให้ความร่วมมือกับคณะกรรมการฯ ดังกล่าว ทหารกล่าวหาว่า แกนนำไม่ต้องการแก้ปัญหาจริง ทำให้เกิดความแตกแยกในหมู่ชาวบ้าน กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดจึงทำประชาคมทั้ง 6 หมู่บ้าน และนำมติของที่ประชุมประชาคมเรื่องความต้องการของชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบและเงื่อนไขการขนแร่ออกจากพื้นที่ เสนอต่อคณะกรรมการฯ

มติประชาคมให้มีการดำเนินการ 6 ขั้นตอน เรียงตามลำดับดังนี้ (1) เพิกถอนประทานบัตรเหมืองทองคำทั้ง 6 แปลง (2) เพิกถอนใบอนุญาตประกอบโลหะกรรมและกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง (3) เคลื่อนย้ายเครื่องจักรและอุปกรณ์อื่นๆ ออกจากเขตประทานบัตร (4) ขนสินแร่ทั้งหมดออกจากเขตประทานบัตร (5) ปิดเหมืองเพื่อฟื้นฟูสภาพแวดล้อมและวิถีชีวิตของประชาชน (6) เยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการทำเหมืองทองคำทุกด้าน

การที่กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดไม่ยอมรับคณะกรรมการ และจัดทำประชาคมเพื่อหาแนวทางการแก้ไขปัญหาที่เป็นความต้องการของชาวบ้าน นำไปสู่การเรียกแกนนำไปรายงานตัวอย่างน้อย 2 ครั้ง ทหารกล่าวหาว่า ขัดคำสั่ง คสช. ไม่เคารพทหาร หากยังดำเนินการในลักษณะดังกล่าวอีกจะจับกุม และหากไม่สามารถยุติปัญหาความขัดแย้งระหว่างบริษัทกับชาวบ้านได้จะนำกฎอัยการศึกเข้ามาบังคับใช้

อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอจากประชาคมชาวบ้านไม่ได้ถูกนำไปพิจารณาเพื่อแก้ไขปัญหาให้กับชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากการทำเหมืองแร่ สุดท้าย ทหารและส่วนราชการที่เกี่ยวข้องกลับกดดันให้ชาวบ้านเปิดทางให้บริษัทขนแร่ออกจากเหมืองแลกกับการถอนฟ้องคดีที่ชาวบ้านเป็นจำเลยทั้ง 9 คดี ตามข้อเสนอของบริษัท เพื่อยุติปัญหาความขัดแย้งซึ่งมีที่มาจากความต้องการขนแร่ของบริษัท กับความพยายามปกป้องสิทธิของชาวบ้าน ในที่สุด ชาวบ้านจำเป็นต้องรับข้อเสนอดังกล่าว นำไปสู่การถอนฟ้องคดีและการขนแร่ออกจากพื้นที่ในวันที่ 8 ธ.ค. 57

mining report4

ที่มาภาพ ประชาไท

หนึ่งในแกนนำกล่าวถึงเหตุผลที่ต้องยินยอมให้บริษัทขนแร่ออกจากเหมืองว่า “พวกเราน่าจะเป็นชาวบ้านกลุ่มแรกที่โดนเรียกรายงานตัวโดยกฎอัยการศึก ผมถูกเรียกประมาณ 3 รอบ เขาก็เอาแร่ที่เหลือออกจนได้ แลกกับคดี ข่มขู่ทุกๆ ทาง พี่น้องที่ถูกคดีทั้งหมด 33 คน มีอยู่ 2-3 คน ที่สภาพจิตใจก็ไม่ไหวด้วยกฎทหาร ก็ต้องยอม การขนแร่ถูกต้องตามกฎหมายเนื่องจากใช้กฎอัยการศึก”[3]

ถูกจับตาเข้มหลังรวมตัวเป็นเครือข่าย

กองกำลังทหารที่เข้ามาประจำการในหมู่บ้านหลังรัฐประหารถูกชาวบ้านกดดันให้ออกนอกพื้นที่ตั้งแต่เดือนกันยายน 2557 แต่ก็ยังมีทหารเข้ามาทำงานมวลชนและติดตามความเคลื่อนไหวของชาวบ้านอยู่ตลอด โดยทำกิจกรรมตั้งแต่เกี่ยวข้าว แจกผ้าห่ม จนถึงร่วมงานบุญและงานศพในชุมชน เดือนกุมภาพันธ์ 2558 ชาวบ้านทำซุ้มประตูเข้าหมู่บ้าน เขียนข้อความ “ปิดเหมือง ฟื้นฟู” ทหารก็มีหนังสือถึง อบต.เขาหลวง ให้รื้อซุ้มประตูออก

มิถุนายน 2558 กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดเข้าร่วมเป็นเครือข่ายกับนักศึกษาและชาวบ้านกลุ่มอื่นๆ ในนาม ‘ขบวนการประชาธิปไตยใหม่’ เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลหยุดละเมิดสิทธิชุมชน และให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาที่เกี่ยวข้องกับชุมชน โดยจัดกิจกรรมที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย จ.ขอนแก่น หลังกิจกรรมนี้ รองผู้บังคับการจังหวัดทหารบกเลย พร้อมเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงรวม 15 คน เดินทางมาพบชาวบ้าน กล่าวว่า การเข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าวอาจเข้าข่ายการชุมนุมทางการเมือง ซึ่งมีความผิด โดยอ้างมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 ทั้งยังห้ามไม่ให้ชาวบ้านเดินทางไปร่วมงานของนักศึกษาอีก

การเข้าร่วม ‘ขบวนการประชาธิปไตยใหม่’ ทำให้กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดถูกจับตามองมากขึ้น เจ้าหน้าที่จะมาขับรถวนรอบหมู่บ้าน และถ่ายภาพเป็นประจำ ทั้งยังสั่งให้รายงานทหารก่อนหากมีคนจะเข้าออกหมู่บ้านเกิน 5 คน นักศึกษาหรือกลุ่มกิจกรรมที่มาจัดกิจกรรมในพื้นที่ จะถูกสอดส่อง หรือข่มขู่ ขัดขวางไม่ให้จัดกิจกรรมได้ เช่น กรณีกลุ่มคนรุ่นใหม่เพื่อการเปลี่ยนแปลงสังคม มีกำหนดจัดค่ายอนุรักษ์ธรรมชาติให้เยาวชนในเดือนมิถุนายน แต่ทหารให้เลื่อนไปก่อน จนต้องมาจัดอีกครั้งในเดือนสิงหาคม ทหารก็ยังพยายามขัดขวาง โดยให้ทำหนังสือขออนุญาต กระทั่งสั่งห้ามจัด อ้างว่าผิด พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะ แต่ผู้จัดกิจกรรมเห็นว่าไม่มีเหตุผล จึงจัดกิจกรรมตามกำหนดเดิม โดยมีเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบมาสังเกตการณ์และถ่ายรูป หรือกรณีนิสิตมหาวิทยาลัยมหาสารคามมาถ่ายทำสารคดี ก็ถูกเจ้าหน้าที่ซักถามข้อมูล และถูกกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย จ.มหาสารคาม เรียกตัวกลับ ทั้งที่ยังทำงานไม่เสร็จ

นอกจากการติดตามชาวบ้าน แกนนำ รวมทั้งบุคคลภายนอกที่เข้าไปในพื้นที่แล้ว เจ้าหน้าที่ยังได้ไปพบแม่ของแกนนำบางคนที่อยู่ต่างจังหวัด ถ่ายรูป และถามข้อมูลเกี่ยวกับแกนนำ รวมทั้งโทรศัพท์ไปหาในยามวิกาล สร้างความกังวลและความรำคาญแก่ชาวบ้านเป็นอย่างมาก

พ.ร.บ.ชุมนุมฯ สกัดการตรวจสอบขั้นตอนให้ความเห็นชอบ

28 ส.ค. 58 ประธานสภา อบต.เขาหลวง มีกำหนดนำเรื่องการขอต่ออายุการอนุญาตใช้พื้นที่ป่าสงวน และพื้นที่ สปก. เพื่อทำเหมืองแร่ ของบริษัท ทุ่งคำ เข้าสู่ที่ประชุมเพื่อให้สมาชิก อบต. พิจารณาให้ความเห็นชอบ โดยเชิญตัวแทนชาวบ้านที่ได้ผลกระทบจากการทำเหมืองเข้าชี้แจงด้วย แต่ก่อนวันประชุม ทหารขู่จะใช้ พ.ร.บ.ชุมนุมฯ และ ม.44 เพื่อสกัดกั้นไม่ให้ชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบเข้าร่วมฟังการประชุม ทั้งยังมีทหารมาเฝ้าสังเกตการณ์ในหมู่บ้าน อย่างไรก็ตาม ในวันประชุมมีชาวบ้านเข้าร่วมและรอฟังการประชุมกว่า 300 คน โดยมีกำลังตำรวจทหารราว 300 นาย มาดูแลสถานการณ์ พร้อมทั้งเตือนให้ชาวบ้านอยู่ในความสงบเพื่อไม่เป็นการขัดต่อ พ.ร.บ.ชุมนุมฯ

ต่อมา 16 ก.พ.59 มีการประชุมสภา อบต. เขาหลวงเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบต่อการเข้าใช้พื้นที่ป่าสงวน และ สปก. เพื่อทำเหมืองแร่อีกครั้ง เนื่องจากที่ผ่านมายังไม่สามารถหามติได้ ชาวบ้าน 6 หมู่บ้านก็ถูกปิดกั้นไม่ให้เข้าร่วมรับฟังการประชุมเช่นเคย โดยอ้างคำสั่งผู้อำนวยการศูนย์รักษาความสงบเรียบร้อยวังสะพุง ไม่อนุญาตให้ชาวบ้านเข้าใช้พื้นที่บริเวณที่ทำการ อบต. ตั้งแต่วันที่ 15 ก.พ. และในวันประชุม ผู้กำกับ สภ.วังสะพุง ก็ใช้ พ.ร.บ.ชุมนุมฯ สั่งให้ชาวบ้านออกจากบริเวณ อบต.เขาหลวง โดยมีตำรวจ ทหาร และอาสาสมัครรักษาดินแดน ราว 250 นาย เข้าควบคุมพื้นที่ ทั้งยังขอให้ศาลจังหวัดเลยมีคำสั่งให้ชาวบ้านที่อยู่ในบริเวณ อบต.เขาหลวง เลิกการชุมนุม

mining report5mining report6

ที่มาภาพ นักข่าวพลเมือง

หลังบริษัท ทุ่งคำ ขนแร่ออกจากเหมืองได้สำเร็จ รัฐบาล คสช. และทหารในพื้นที่ก็ไม่ได้ดำเนินการใดๆ เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากเหมืองทองคำอีก มิหนำซ้ำ บริษัทยังเดินหน้าฟ้องชาวบ้านเพิ่มอีก 5 คดี ในข้อหาหมิ่นประมาท กรณีนำเสนอข่าวผ่านเฟซบุ๊คและกรณีติดป้าย ‘ปิดเหมืองฟื้นฟู’,  ข้อหาละเลยการปฏิบัติหน้าที่กรณีปล่อยให้มีการติดป้าย ‘ปิดเหมืองฟื้นฟู’,  ข้อหาบุกรุก กรณีไปจัดกิจกรรมบนภูซำป่าบอน, ข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ กรณีไม่นำเรื่องการขอต่ออายุการอนุญาตใช้พื้นที่ป่าไม้ และพื้นที่ สปก.เพื่อทำกิจการเหมืองแร่ บรรจุในวาระการประชุม รวมทั้ง แจ้งความดำเนินคดีเยาวชน ฐานหมิ่นประมาท จากการรายงานข่าวการจัดค่ายเยาวชน

คำกล่าวตัวแทนกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดสรุปสถานการณ์ของชาวบ้านได้ชัดเจน “การเคลื่อนไหวแต่ละครั้ง การประชุมแต่ละครั้งของชาวบ้านมันเป็นเรื่องของสิทธิชุมชน เป็นเรื่องเกี่ยวกับปากท้อง เป็นเรื่องที่เราสู้กันมานานแล้ว ทำไมทหารต้องคุกคามเราขนาดนั้น เราทำอะไรไม่ได้เหมือนแต่ก่อน เราทำซุ้มประตูเข้าหมู่บ้าน ทหารก็บีบมาทาง อบต. ให้รื้อ หลังรัฐประหารมานี้ เรายิ่งตัวเล็กลงๆ แทบไม่มีใครได้ยินปากเสียงของเรา[4]

 

บทสรุป: บูรณาการการใช้อำนาจของทหารกับการปฏิรูปที่ไม่มีประชาชนในสายตา

เมื่อมองผ่านกรณีเหมืองทอง จ.เลย และเหมืองแร่ลิกไนต์ จ.ลำปาง ทำให้เห็นได้ว่าบทบาทของทหารไม่ได้จำกัดอยู่แค่ปิดกั้นการแสดงความเห็นและการแสดงออก การรวมกลุ่มและชุมนุมคัดค้านเหมืองแร่ ผ่านการสั่งห้ามกิจกรรม และเรียกแกนนำรายงานตัว คุกคาม ติดตาม ด้วยการตีความหรือกล่าวอ้างว่า การใช้สิทธิขั้นพื้นฐานเหล่านี้ทำให้สถานการณ์ไม่สงบ และเจ้าหน้าที่มีอำนาจเด็ดขาด สามารถจับกุมและคุมขังได้  ทหารยังขยายขอบเขตการใช้อำนาจพิเศษไปสู่การปิดกั้นการสร้างเครือข่ายในการแก้ไขปัญหาของชาวบ้าน รวมทั้งปิดกั้นกิจกรรมที่เป็นการศึกษา แลกเปลี่ยนเรียนรู้ และกิจกรรมในเชิงวัฒนธรรม โดยตีความอย่างน่าเป็นห่วงว่า เป็นการยุยง ปลุกปั่นให้คัดค้านเหมือง หรือนโยบายของรัฐบาล

ทหารยังแสดงบทบาทร่วมกับข้าราชการในพื้นที่ หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โน้มเอียงไปในทางที่เอื้อประโยชน์แก่ผู้ลงทุน ไม่ว่าจะเป็นการจัดเวทีปรองดองที่มีบริษัทผู้ขอสัมปทานมาตั้งโต๊ะลงชื่อผู้เข้าร่วมประชุม หรือการเข้าตรวจสอบแนวเขตที่ขอสัมปทาน แล้วแสดงความเห็นสนับสนุนการทำเหมืองแร่ หรือปิดกั้นไม่ให้ชาวบ้านเข้าร่วมในเวทีที่มีการตัดสินใจให้ความเห็นชอบต่อโครงการเหมืองแร่

นอกจากนี้ ทหารยังทำเหมือนเป็นตัวกลางในการแก้ไขปัญหาระหว่างชาวบ้านกับผู้ลงทุน แต่สุดท้ายภายใต้กฎอัยการศึกและกฎหมายพิเศษที่มอบอำนาจเบ็ดเสร็จให้ทหาร ทหารร่วมกับข้าราชการก็เป็นผู้กดดันให้ชาวบ้านยินยอมตามข้อเสนอของบริษัท โดยที่ความต้องการของชาวบ้านที่ให้เพิกถอนสัมปทาน เนื่องจากการทำเหมืองแร่ส่งผลอันตรายต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของชาวบ้านที่อยู่รอบเหมือง ไม่ได้ถูกหยิบยกมาพิจารณา

ในพื้นที่มีการสำรวจและทำเหมืองแร่อีกหลายพื้นที่ก็พบบทบาททหารในลักษณะเดียวกันนี้ เช่น พื้นที่ที่ได้รับอาชญาบัตรสำรวจแร่  จ.แพร่ และสกลนคร ชาวบ้านติดป้ายคัดค้านเหมืองในหมู่บ้านเพียง 1 วัน ก็ถูกทหารมาเก็บไป และแกนนำกลุ่มคัดค้านถูกเรียกตัว เช่นเดียวกับกลุ่มต้านโปแตช จ.อุดรธานี และกลุ่มคัดค้านเหมืองแร่ จ.เพชรบูรณ์ การเข้ายื่นหนังสือร้องเรียนกับรัฐบาลของกลุ่มคัดค้านเหมืองทองพิจิตรและเหมืองแร่เพชรบูรณ์ถูกสกัด โดยให้ยื่นเรื่องที่ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดที่ไม่มีอำนาจในการแก้ไขปัญหา นักศึกษาและอาจารย์ที่ลงพื้นที่สำรวจข้อมูลพื้นฐานชุมชนในพื้นที่คำขอประทานบัตรโครงการเหมืองแร่โปแตช จ.อุดรธานี ก็ถูกคุกคาม

เวทีปรองดองของ จ.อุดรธานี ถูกใช้เป็นเวทีประชาสัมพันธ์และสนับสนุนโครงการเหมืองโปแตช โดยกีดกันไม่ให้ฝ่ายคัดค้านเข้าร่วม เวทีประชาคมเพื่อรับฟังความเห็นชาวบ้านถูกจัดในค่ายทหาร รวมทั้งในการประชุมสภา อบต. เพื่อลงมติให้ความเห็นชอบโครงการ กำลังทหาร ตำรวจก็สกัดไม่ให้ชาวบ้านเข้าร่วม ขณะที่เวทีติดตามความคิดเห็นของประชาชนต่อเหมืองโปแตชอาเซียน จ.ชัยภูมิ ซึ่งจะมีการสร้างโรงไฟฟ้าที่ใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงด้วย กลุ่มคัดค้านก็ถูกห้ามแสดงความเห็นด้วย ม.44 และ พ.ร.บ.ชุมนุมฯ

สภาพการณ์ปิดกั้นเสรีภาพของประชาชนในการแสดงความเห็นและการแสดงออก การรวมกลุ่มและการชุมนุม ด้วยกฎหมายพิเศษของคณะรัฐประหาร พร้อมด้วย พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะ ดังกล่าวมา เห็นได้ชัดว่า ส่งผลให้การเข้าไปมีส่วนร่วมและตรวจสอบการให้สัมปทานสำรวจและทำเหมืองแร่ รวมทั้งการเคลื่อนไหวคัดค้านทั้งในระดับพื้นที่ และในระดับนโยบาย อันเป็นเครื่องมือเพียงไม่กี่อย่างของชาวบ้านในการต่อสู้เพื่อปกป้องสิทธิของตนในการใช้ทรัพยากรและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม หดหายไป เปิดโอกาสให้ทั้งกลุ่มทุนและรัฐผลักดันนโยบายให้สัมปทานเหมืองแร่ได้อย่างเต็มที่ ภายใต้คำอ้างเรื่อง ‘ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ’ และ ‘การปฏิรูป’

กรณีเหมืองลิกไนต์บ้านแหง ปฏิบัติการของทหารส่งผลให้ชาวบ้านตัดสินใจระงับการเคลื่อนไหวคัดค้านเหมืองที่มีมาอย่างต่อเนื่องกว่า 5 ปี ต่อมา วันที่ 10 ส.ค.58  กระทรวงอุตสาหกรรมก็อนุญาตประทานบัตรทำเหมืองถ่านหินลิกไนต์แก่บริษัท เขียวเหลือง จำกัด สำหรับเหมืองโปแตชอุดรฯ ซึ่งการขออนุญาตประทานบัตรยืดเยื้อมากว่า 10 ปี เนื่องจากชาวบ้านคัดค้าน ในปี 2558 หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็พยายามเร่งรัดทำประชาคมใน 2 ตำบลที่เหลือจนเสร็จสิ้น ที่สำคัญ ในเดือนกุมภาพันธ์ 2558 มีการอนุญาตประทานบัตรเหมืองแร่โปแตชใบแรกของไทย สำหรับเหมืองโปแตชอาเซียน จ.ชัยภูมิ หลังรัฐบาลต่างๆ พยายามผลักดันมากว่า 30 ปี และประทานบัตรเหมืองโปแตช จ.นครราชสีมา เป็นใบที่สองในเดือนกรกฎาคมปีเดียวกัน

นอกจากนี้ เว็บไซต์กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ ยังปรากฏข้อมูลใบอนุญาตอาชญาบัตรสำรวจแร่ต่างๆ ที่ยังมีอายุ จำนวน 125 แปลง ใน 21 จังหวัดทั่วทุกภาค พื้นที่กว่า 8 แสนไร่ (ข้อมูล ณ 15 มี.ค.59) โดย 124 แปลง เป็นอาชญาบัตรที่ออกตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2557- มีนาคม 2559

ขณะเดียวกัน ปัญหาผลกระทบจากการประกอบกิจการเหมืองแร่ไม่เคยได้รับการแก้ไขหรือวางมาตรการป้องกันที่เห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม กรณีผลกระทบจากการทำเหมืองแร่ 12 กรณี ที่เข้าสู่คณะรัฐมนตรีตั้งแต่ 28 ตุลาคม 2512-16 มิถุนายน 2558 จนถึงปัจจุบันส่วนใหญ่ยังไม่มีข้อยุติ โดยเฉพาะในเรื่องผลกระทบจากการปนเปื้อนจากสารเคมี[5] คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้รับเรื่องร้องเรียนกรณีที่เป็นผลกระทบจากการทำเหมืองแร่ ปี 2550-2557 ใน 17 พื้นที่[6] แต่ข้อเสนอเพื่อการแก้ไขปัญหาและเยียวยาผลกระทบ ก็ยังไม่ถูกนำไปปฏิบัติให้เกิดผลเช่นกัน ดังนั้น การอนุมัติให้สำรวจและทำเหมืองแร่อย่างกว้างขวางในรัฐบาลนี้ จึงคาดการณ์ได้ว่า จะก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนและประชาชนอีกจำนวนมาก โดยเฉพาะในเรื่องสุขภาพ และคุณภาพชีวิต

แม้รัฐบาลจะมีมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 10 พ.ค. 59 ให้ยุติการอนุมัติประทานบัตร อาชญาบัตร และคำขอต่ออายุในกิจการเหมืองแร่ทองคำ ด้วยเหตุผลว่า เพื่อยุติความขัดแย้ง ส่งผลให้เหมืองแร่ทองคำบริเวณรอยต่อจังหวัดพิจิตร เพชรบูรณ์ และพิษณุโลก ซึ่งก่อให้เกิดความเจ็บป่วยของชาวบ้านรอบเหมือง ต้องหยุดดำเนินกิจการภายในสิ้นปี 2559 แต่การให้อนุญาตสำรวจและทำเหมืองแร่อื่นๆ ยังคงเร่งเดินหน้าต่อไป ที่สำคัญร่าง พ.ร.บ.แร่ ที่เร่งรีบผลักดันภายใต้กลไกของ คสช. โดยขาดกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน กำลังจะผ่านสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และมีผลบังคับใช้ ซึ่งจะทำให้การประกาศเขตพื้นที่ทำเหมือง ตลอดจนกระบวนการให้อนุญาตทั้งหลาย เอื้อประโยชน์ให้เอกชน โดยประชาชนไม่สามารถเข้าไปมีส่วนร่วม ภายใต้ พ.ร.บ.แร่ ฉบับใหม่ มีความเป็นไปได้อย่างยิ่งที่คณะรัฐมนตรีจะเปลี่ยนแปลงมติ 10 พ.ค.59 นี้ โดยอ้างถึงผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของชาติมากกว่าคำนึงถึงผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่

กล่าวได้ว่า ภายใต้คำอ้างเรื่อง ‘การขับเคลื่อนเศรษฐกิจ’ และ ‘การปฏิรูป’ โดยการริบเครื่องมือในการตรวจสอบและต่อสู้เพื่อปกป้องสิทธิของประชาชนไป คสช. และกลไกทั้งหลายของ คสช. ได้ละเมิดสิทธิของประชาชนในการมีส่วนร่วมกับรัฐในการใช้ประโยชน์จากทรัพยากร  หรือปกป้องสิ่งแวดล้อมให้มีคุณภาพเพียงพอต่อการดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างปลอดภัย รวมทั้งสิทธิที่จะมีส่วมร่วมในการกำหนดนโยบายสาธารณะที่ส่งผลกระทบต่อตนเอง ซึ่งไม่เพียงละเมิดสิทธิในปัจจุบันเท่านั้น แต่ยังสร้างกลไกการละเมิดสิทธิต่อไปในอนาคตอีกยาวไกล ทั้งหมดนี้นำไปสู่การละเมิดสิทธิในการมีคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชนในที่สุด

เช่นนี้แล้ว ภารกิจการปฏิรูปของ คสช. ก็ไม่อาจนิยามได้ว่า ปฏิรูปไปเพื่ออะไร เพราะมีแต่หายนะของประชาชนเท่านั้นที่รออยู่เบื้องหน้า

[1] ดูบทความที่นำเสนอปัญหาการขอประทานบัตรเหมืองแร่ในกรณีบ้านแหงโดยละเอียดใน “ความสุ่มเสี่ยงของพรรคเพื่อไทยต่อข้อกล่าวหานำที่ดิน ส.ป.ก. ไปให้นายทุนทำเหมืองแร่ถ่านหินที่บ้านแหง” โดยเลิศศักดิ์ คำคงศักดิ์ (เขียนเมื่อ 2 พฤศจิกายน 2555)

[2] ข้อมูลจากศูนย์กฎหมายสิทธิมนุษยชนเพื่อสังคม, เฟซบุ๊ค เหมืองแร่ เมืองเลยV2 และจากการสัมภาษณ์ชาวบ้านในพื้นที่

[3] เสวนา “การมีส่วนร่วม”  1 ใน 5 หลักการของ “ขบวนการประชาธิปไตยใหม่” งานครบรอบ 12 ปี ดาวดิน 18 ก.ค.58 ที่บ้านดาวดิน จังหวัดขอนแก่น

[4] เวที “อีสานกลางกรุง” 20 มีนาคม 2558 คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

[5] ดูรายละเอียดใน “การเมืองเรื่องแร่…มติเพื่อเหมือง? ตอนสอง,” ประชาธรรม, 27 ส.ค.58.

[6] ดูรายละเอียดและรูปธรรมผลกระทบใน เอกสารประกอบการสัมมนาเรื่อง “สิทธิชุมชนและสิทธิการพัฒนา: จากองค์ความรู้สู่ข้อเสนอเชิงยุทธศาสตร์” 17-19 มิถุนายน 2558 โดยคณะอนุกรรมการด้านสิทธิชุมชน และคณะอนุกรรมการสิทธิมนุษยชนด้านที่ดินและป่า ในคณะกรรมการสิทธิมนุษยแห่งชาติ

 

เรื่องที่เกี่ยวข้อง:

การจัดการทรัพยากรเหมืองแร่กับการละเมิดสิทธิมนุษยชนหลังรัฐประหาร (1)

คำสั่งหัวหน้าคสช.ยกเลิกห้ามบุคคลเดินทางออกราชอาณาจักร ใครได้ประโยชน์ ?

 

Head-of-NCPO-Order-No.25-2016-(3)พลันที่ความเห็นของนานาประเทศจากการทบทวนรายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของประเทศไทยตามกลไก Universal Periodic Review ของสหประชาชาติ เมื่อวันที่ 11 พ.ค.59 ที่กรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์จบลง เสียงเรียกร้องของประเทศต่างๆ ที่มีคำถามถึงสถานการณ์ละเมิดสิทธิมนุษยชนในไทย ทั้งการพิจารณาคดีพลเรือนในศาลทหาร การบังคับบุคคลสูญหาย การจำกัดเสรีภาพบุคคลในการแสดงออก และอีกหลายประเด็นทำให้ภายหลังห้วงเวลาดังกล่าวคสช.หรือรัฐบาลพยายามแสดงท่าทีในการผ่อนปรนในการใช้สิทธิเสรีภาพของประชาชนมากขึ้น รวมถึงล่าสุดในการออกคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติฉบับที่ 25/2559 เรื่อง ยกเลิกการห้ามบุคคลเดินทางออกนอกราชอาณาจักร ซึ่งได้เผยแพร่ในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 31 พ.ค.59 และมีผลบังคับใช้ในวันนี้(1 มิ.ย.59)

            อย่างไรก็ตาม ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนเห็นว่าคำสั่งหัวหน้าคสช.ฉบับที่ 25/2559 เรื่อง ยกเลิกการห้ามบุคคลเดินทางออกนอกราชอาณาจักร แม้อาจจะทำให้เกิดภาพลักษณ์ต่อรัฐบาลที่คล้ายผ่อนคลายความเข้มงวดลง แต่ในทางปฏิบัติดูเหมือนมีผู้ได้รับประโยชน์เพียงไม่กี่ราย และอาจมีการจำกัดสิทธิที่เพิ่มมากขึ้นจากถ้อยคำตามคำสั่งหัวหน้าคสช.ฉบับนี้ กล่าวคือ

  1. กลุ่มที่ได้รับประโยชน์จากคำสั่งหัวหน้าคสช.โดยตรง

คำสั่งหัวหน้าคสช.ฉบับที่ 25/2559 ให้ยกเลิกประกาศคสช.ฉบับที่ 21/2557 ซึ่งประกาศดังกล่าวนั้นกำหนดให้บุคคลที่มารายงานตัวตามคำสั่งคสช.ฉบับที่ 1/2557 ฉบับที่ 2/2557 และฉบับที่ 3/2557 ซึ่งมีทั้งหมด 155 รายชื่อห้ามเดินทางออกนอกประเทศ เนื่องจากกลุ่มบุคคลดังกล่าวนั้นถูกเรียกมารายงานตัวก่อนมีการประกาศใช้ประกาศคสช.ฉบับที่ 39/2557  เรื่อง การกําหนดเงื่อนไขการปล่อยตัวของบุคคลที่มารายงานตัวต่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ลงวันที่ 25 พ.ค.57 กลุ่มดังกล่าวจึงยังไม่มีการลงนามในเงื่อนไขท้ายประกาศซึ่งห้ามเดินทางออกนอกราชอาณาจักร

อย่างไรก็ตาม ศูนย์ทนายความฯ มีข้อสังเกตว่าบุคคลที่ถูกเรียกมารายงานตัวตามคำสั่งคสช.ภายหลังวันที่ 25 พ.ค.57 ซึ่งมีอย่างน้อย 300 รายชื่อตามคำสั่งเรียกบุคคลให้มารายงานตัวของคสช.นั้นไม่ได้รับประโยชน์ใดๆ จากคำสั่งหัวหน้าคสช.แห่งชาติฉบับนี้ เพราะกลุ่มดังกล่าวนั้นต้องลงนามในเงื่อนไขการปล่อยตัวท้ายประกาศคสช.ฉบับที่ 39/2557  อีกทั้ง ภายใน 155 รายชื่อ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มนักการเมืองนั้น มีบุคคลบางรายซึ่งไม่ได้ประโยชน์จากการยกเลิกประกาศคสช.ฉบับที่ 21/57  เพราะยังคงมีคดีความ หรือบางรายอาจถูกเรียกรายงานตัวหลายครั้ง อาทิเช่นนายพิชัย นริพทพันธุ์ นายจาตุรนต์ ฉายแสง หรือนายวัฒนา เมืองสุข เป็นต้น

  1. กลุ่มที่ดูเหมือนจะได้รับประโยชน์ แต่ไม่ได้ประโยชน์

นอกจากบุคคลที่ถูกเรียกรายงานตัวตามคำสั่งคสช.ฉบับที่ 1-3/2557 จำนวน 155 คน แล้ว ในข้อ 3. ของคำสั่งหัวหน้าคสช.ฉบับดังกล่าวยังระบุให้ บุคคลใดที่ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามประกาศคสช.ฉบับที่ 39/2557 ประกาศคสช.ฉบับที่ 40/2557 ประกาศคสช.ฉบับที่ 41/2557 และคำสั่งหัวหน้าคสช. ที่ 3/2558  หากจะเดินทางออกนอกราชอาณาจักร ต้องได้รับอนุมัติจากหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติก่อน ซึ่งหมายความว่าบุคคลที่ไม่ได้ฝ่าฝืนประกาศและคำสั่งดังกล่าวสามารถเดินทางออกนอกราชอาณาจักรโดยไม่ต้องได้รับอนุมัติจากหัวหน้าคสช.

อย่างไรก็ตาม แม้บุคคลที่ไม่เคยฝ่าฝืนประกาศและคำสั่งดังกล่าว แต่ได้เคยลงนามในเงื่อนไขท้ายประกาศหรือคำสั่ง ซึ่งกำหนดห้ามเดินทางออกนอกราชอาณาจักร เว้นแต่ได้ขออนุมัติต่อหัวหน้าคสช.ก่อน ในทางปฏิบัติ การกำหนดเช่นนี้เท่ากับไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ สำหรับผู้ลงชื่อในเงื่อนไขตามประกาศและคำสั่งคสช.เลย กล่าวคือยังต้องขออนุมัติต่อหัวหน้าคสช.อยู่เช่นเดิม

  1. กลุ่มที่นอกจากจะไม่ได้รับประโยชน์แล้ว อาจเสียประโยชน์

นอกจากคำสั่งหัวหน้าคสช.ฉบับที่ 25/2559 นี้ จะไม่เป็นประโยชน์ต่อผู้ติดเงื่อนไขตามประกาศคสช.ฉบับที่ 39/2557 ประกาศคสช.ฉบับที่ 40/2557 ประกาศคสช.ฉบับที่ 41/2557 และคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 3/2558 แล้ว การกำหนดว่า “บุคคลใดที่ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามประกาศหรือคำสั่งดังต่อไปนี้ หากจะเดินทางออกนอกราชอาณาจักร ต้องได้รับอนุมัติจากหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติก่อน” ยังให้ความหมายที่อาจตีความได้กว้างถึงบุคคลที่ไม่ได้ลงนามตามท้ายประกาศหรือคำสั่งหัวหน้าคสช.ฉบับนั้น แต่ได้ฝ่าฝืนประกาศหรือคำสั่งหัวหน้าคสช.ได้ด้วย อาทิเช่น กรณีมีผู้ชุมนุมทางการเมืองตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป แต่ไม่ได้ลงนามในเงื่อนไขห้ามเดินทางออกนอกราชอาณาจักรตามคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 3/58 ก็อาจถูกตีความว่าต้องขออนุมัติก่อน ทั้งที่ไม่เคยอยู่ภายใต้เงื่อนไขดังกล่าวมาก่อนก็ได้

ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนจึงเห็นคำสั่งหัวหน้าคสช.ฉบับที่ 25/2559 นี้ เป็นการพยายามสร้างภาพลักษณ์ว่าคสช.มีการผ่อนปรนในด้านสิทธิเสรีภาพมากขึ้น แต่ในทางปฏิบัติแล้วแทบจะไม่มีผลแตกต่างใดๆ จากก่อนมีการประกาศใช้คำสั่งหัวหน้าคสช.ฉบับดังกล่าว เนื่องจากมีผู้ได้ประโยชน์อย่างจำกัด และบุคคลส่วนใหญ่ยังอยู่ภายใต้เงื่อนไขห้ามออกนอกประเทศตามประกาศและคำสั่งฉบับอื่น อีกทั้งประชาชนยังมีความเสี่ยงจากการบังคับใช้ “กฎหมาย” อย่างกว้างขวางของคสช. เนื่องจากจากการใช้ถ้อยคำในคำสั่งที่มีความหมายอย่างกว้างขวางอีกด้วย