ฝ่ายกฎหมายคสช.ผู้สอบสวนจำเลยทั้ง 6 ขึ้นเบิกความต่อ คดีจ้างปาระเบิดศาลอาญา สืบปากนี้ต่อนัดหน้า 31สิงหาและ1กันยา

วันศุกร์ที่ผ่านมาหัวหน้าฝ่ายกฎหมาย คสช. ขึ้นเบิกความคดีจ้างวานก่อเหตุระเบิดศาลอาญาเมื่อมีนาคมปีที่แล้วในประเด็นการโอนเงินระหว่างจำเลยแต่ละคนเพื่อก่อเหตุระเบิดดังกล่าว ศาลนัดสืบพยานปากนี้อีกครั้งวันที่ 31 ส.ค.-1 ก.ย. และปากต่อไป19 ก.ย.2559

3มิ.ย.2559 ศาลทหารมีนัดสืบพยานโจทก์คดีจ้างวานเตรียมก่อเหตุระเบิดศาลอาญาเมื่อวันที่ 7 มีนาคม2558 พยานที่มาในวันนี้ พล.ต.วิจารณ์ จดแตง หัวหน้าส่วนปฏิบัติการคณะทำงานด้านกฎหมาย คสช. ในฐานะเป็นผู้สอบสวนในชั้นกฎอัยการศึกและผู้กล่าวหาจำเลยทั้ง 6 คนได้แก่ จำเลยที่ 1 นางสุภาพร มิตรอารักษ์,จำเลยที่ 2 นางวาสนา บุษดี, จำเลยที่ 3 น.ส.ณัฎฐิดา มีวังปลา,จำเลยที่ 4 นายสุรพล เอี่ยมสุวรรณ,จำเลยที่ 5 นายวสุ เอี่ยมละออ และจำเลยที่ 6 นายสมชัย อภินันท์ถาวร

พล.ต.วิจารณ์เป็นผู้ กล่าวหาจำเลยทั้ง6คนในข้อหาเป็นอั้งยี่ ร่วมกันตระเตรียมการก่อการร้าย ร่วมกันมียุทธภัณฑ์ในครอบครอง ร่วมกันมีเครื่องกระสุนที่นายทะเบียนออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ และร่วมกันเป็นผู้ใช้ให้ผู้อื่นกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยใช้เครื่อง กระสุนที่นายทะเบียนออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ อ่านเพิ่มเติม

“สาวคดีขันแดง” เผยถูกตรวจร่างกายขณะเข้าเรือนจำเช่นเดียวกับ นศ.มธ.

ภายหลังจากมีกระแสข่าวกรณีของน.ส.กรกนก คำตา หรือ “ปั๊บ” นักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ถูกดำเนินคดีข้อหาฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 3/58 จากกิจกรรมนั่งรถไฟไปอุทยานราชภักดิ์ และในวันที่อัยการส่งฟ้องคดีต่อศาลทหาร ได้มีการนำตัวเธอไปที่ทัณฑสถานหญิงกลาง และถูกดำเนินการตรวจภายในในลักษณะเป็นนักโทษ ท่ามกลางสายตาคนอื่นๆ จำนวนมากในเรือนจำ ทั้งที่เธอยังอยู่ในระหว่างรอผลการยื่นขอประกันตัว และต่อมาก็ได้รับการประกันตัวออกมา จนทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ถึงการละเมิดสิทธิมนุษยชนและละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ รวมทั้งมีการเรียกร้องให้ยกเลิกการตรวจภายในกรณีผู้ต้องโทษหญิงที่ไม่ใช่คดียาเสพติดอีกด้วย (ดูรายงานข่าวบางส่วนในข่าวสด ไทยรัฐ มติชนหรือรายงานในเพจ Fahroong Srikhao)

3

นางธีรวรรณ เจริญสุข ผู้ต้องหาในคดีขันแดง ข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 ได้เปิดเผยกับศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ว่าเธอก็ได้รับการปฏิบัติในลักษณะเดียวกันกับกรณีของนักศึกษารายดังกล่าวเช่นกัน โดยเธอระบุว่าเมื่อวันที่ 29 มี.ค.59 ซึ่งพนักงานสอบสวนได้นัดหมายเธอมาที่ศาลทหาร เพื่อมาขออำนาจศาลฝากขัง และศาลทหารได้อนุญาตให้ฝากขังผู้ต้องหาได้ จากนั้นเพื่อนของนางธีรวรรณจึงได้ยื่นหลักทรัพย์ขอปล่อยตัวชั่วคราว และศาลได้มีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัวแล้ว แต่ขณะกำลังรอเจ้าหน้าที่ศาลทำหมายปล่อยตัวอยู่นั้น ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจกลับจะพาตัวเธอไปยังเรือนจำ โดยระบุว่าต้องไปปล่อยตัวจากเรือนจำ แล้วเจ้าหน้าที่ศาลจะนำหมายปล่อยไปที่เรือนจำอีกที แม้เธอจะพยายามคัดค้าน แต่ก็ไม่เป็นผล

ธีรวรรณระบุว่าเธอถูกพาตัวไปยังทัณฑสถานหญิงเชียงใหม่ แม้จะพยายามแจ้งเจ้าหน้าที่เรือนจำแล้วว่าศาลมีคำสั่งให้ประกันตัวแล้ว และกำลังรอหมายปล่อยตัวจากศาล แต่เธอกลับยังถูกนำตัวไปตรวจร่างกายเพื่อเข้าเรือนจำ โดยมีการใช้ห้องเล็กๆ ห้องหนึ่ง ที่มีผู้คุมอยู่ด้วยสองคน ให้เธอถอดเสื้อผ้าทุกชิ้นออกทั้งหมด และยังให้ทำกิริยานั่งแล้วลุก-นั่งแล้วลุกหลายต่อหลายครั้ง เพื่อตรวจดูว่ามีการซุกซ่อนสิ่งใดไว้ในช่องคลอดหรือไม่ แต่กรณีของเธอ เจ้าหน้าที่ไม่ได้มีการล้วงเข้าไปในช่องคลอด เนื่องจากเห็นว่ามีอายุมากแล้ว

เมื่อตรวจร่างกายเสร็จ ก็มีการให้เธอใส่ชุดผู้ต้องขัง และนำตัวเข้าไปส่วนทะเบียน เพื่อจัดทำประวัติ ปั๊มลายมือ ถ่ายรูป และแจกอุปกรณ์พื้นฐานที่จำเป็นบางส่วนสำหรับนักโทษ พร้อมกับให้แขวนป้ายสีเหลืองที่แสดงถึงความเป็นนักโทษใหม่ ก่อนจะนำตัวเข้าไปภายในแดน 1 ซึ่งเป็น “แดนแรกรับ” อันเป็นแดนที่ผู้ต้องขังใหม่จะเข้ามาก่อนเป็นแห่งแรก ธีรวรรณระบุว่าเธอถูกนำตัวเข้าไปในเรือนจำราวชั่วโมงเศษ ทางเรือนจำก็มีการประกาศชื่อเธอว่ามีหมายปล่อยตัวมาแล้ว จึงได้มีการคืนเสื้อผ้าชุดเดิม และให้เปลี่ยนจากชุดนักโทษได้

ธีรวรรณยังระบุว่าสภาพในเรือนจำมีการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังในลักษณะเหมือนนายกับบ่าว โดยนักโทษจะต้องคลานเข่าเข้าไปหาผู้คุมในเรือนจำ และต้องยกมือไหว้ขณะพูดคุยด้วย

เธอระบุความรู้สึกหลังจากถูกปฏิบัติในลักษณะดังกล่าวว่า “ทำให้เราสติแตก รู้สึกเหมือนกับเข้าไปในนรก เหมือนกับเป็นนักโทษไปแล้ว ไม่เคยคิดเลยว่าจะโดนแบบนี้ ทั้งที่เราก็ได้ประกันตัวอยู่แล้ว” โดยขณะปล่อยตัวออกมาจากเรือนจำ เธอมีอาการร้องไห้เสียใจ และเพื่อนๆ ต้องพากันไปทำบุญรดน้ำมนต์และสะเดาะเคราะห์ที่วัดในตัวเมืองเชียงใหม่อีกด้วย

สำหรับ นางธีรวรรณ อายุ 54 ปี ก่อนหน้านี้เคยเข้าร่วมการเคลื่อนไหวกับคนเสื้อแดงในเชียงใหม่ เธอถูกทหารกล่าวหาตามมาตรา 116 จากกรณีการถ่ายภาพคู่กับขันน้ำสีแดง และภาพโปสเตอร์ซึ่งมีรูปภาพของนายทักษิณ และน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร (ดูรายละเอียดเพิ่มเติม) คดีนี้ยังอยู่ในชั้นสอบสวน โดยพนักงานสอบสวนเพิ่งขออำนาจศาลทหารฝากขังเป็นผัดที่ 4

ภาพมติชน

ภาพขณะนางธีรวรรณได้รับการปล่อยตัวจากทัณฑสถานหญิงเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 29 มี.ค.59 (ภาพจากมติชนออนไลน์)

ทั้งนี้ ศูนย์ทนายสิทธิฯ พบว่าแม้ระเบียบปฏิบัติของเรือนจำหญิงทั่วประเทศ จะให้มีการตรวจค้นร่างกายของผู้ต้องขังที่ถูกนำตัวมาจากศาลทุกคน แต่โดยปกติในศาลพลเรือน กรณีผู้ต้องหาถูกฝากขังหรือถูกสั่งฟ้องคดีต่อศาล และอยู่ในระหว่างการทำเรื่องขอประกันตัว จะมีการควบคุมตัวผู้ต้องหาไว้ที่ห้องขังใต้ถุนศาล โดยไม่ได้มีกระบวนการตรวจร่างกาย และหากได้รับการประกันตัว ก็จะมีการปล่อยตัวจากที่ศาล ไม่จำเป็นต้องนำตัวไปปล่อยที่เรือนจำแต่อย่างใด

แต่ในกรณีของการพิจารณาในศาลทหาร กลับมีการอ้างระเบียบว่าจำเป็นต้องนำตัวผู้ต้องหาไปปล่อยตัวที่เรือนจำ แม้ผู้ต้องหารายนั้น ศาลจะอนุญาตให้ประกันตัวแล้วก็ตาม ทำให้เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนจากกระบวนการตรวจค้นร่างกายก่อนเข้าเรือนจำในกรณีของผู้ต้องหาหญิงหลายราย

นอกจากนี้ ศูนย์ทนายสิทธิฯ เห็นว่าการค้นตัวผู้ต้องขังในลักษณะดังกล่าวนั้น ละเมิดต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และขัดต่อข้อกำหนดขั้นต่ำขององค์การสหประชาชาติในการปฏิบัติต่อผู้ถูกคุมขัง [United Nations Standard Minimum Rules for the Treatment of Prisoners (the Mandela Rules)] หรือ ‘ข้อกำหนดแมนเดลา’ ซึ่งได้รับการรับรองเป็นมาตรฐานสากลใหม่ในการคุ้มครองสิทธิผู้ถูกคุมขังทั่วโลกเมื่อปี 2558 ที่ผ่านมา โดยไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่สนับสนุนข้อกำหนดดังกล่าว ข้อกำหนดดังกล่าวได้กำหนดมาตรฐานขั้นต่ำในการค้นตัวผู้ต้องขังว่า “จะต้องไม่ใช้การค้นเพื่อการคุกคาม ข่มขู่ หรือเป็นการล่วงล้ำโดยไม่จำเป็นต่อความเป็นส่วนตัวของผู้ต้องขัง” และ “การค้นตัวที่ล่วงล้ำความเป็นส่วนตัว รวมทั้งการค้นแบบถอดเสื้อผ้าและการค้นตามซอกหลืบต่างๆ ของร่างกาย ให้กระทำได้เฉพาะกรณีที่จำเป็นอย่างยิ่งยวดเท่านั้น…ซึ่งหากจำเป็นก็ต้องกระทำในที่ลับ” ซึ่งศูนย์ทนายสิทธิฯ เห็นว่าเราสามารถใช้วิธีการอื่นในการตรวจสอบผู้ต้องขังโดยไม่ละเมิดต่อความเป็นส่วนตัวของผู้ต้องขังได้

ข้อกำหนดขั้นต่ำขององค์การสหประชาชาติในการปฏิบัติต่อผู้ถูกคุมขัง ระบุว่า

“ข้อกำหนด 51  จะต้องไม่ใช้การค้นเพื่อการคุกคาม ข่มขู่ หรือเป็นการล่วงล้ำโดยไม่จำเป็นต่อความเป็นส่วนตัวของผู้ต้องขัง เพื่อให้สอดคล้องกับหลักความรับผิดชอบที่ตรวจสอบได้ผู้บริหารเรือนจำจะต้องเก็บรักษาบันทึกการค้นตัวอย่างถูกต้องเหมาะสม โดยเฉพาะกรณีที่เป็นการค้นแบบถอดเสื้อผ้าและการค้นตามซอกหลืบต่าง ๆ ของร่างกาย และการค้นในห้องขัง รวมทั้งเหตุผลของการค้น ข้อมูลเกี่ยวกับผู้ทำการค้นและผลของการค้นตัว”

ข้อกำหนด 52

  1. การค้นตัวที่ล่วงล้ำความเป็นส่วนตัว รวมทั้งการค้นแบบถอดเสื้อผ้าและการค้นตามซอกหลืบต่าง ๆ ของร่างกาย ให้กระทำได้เฉพาะกรณีที่จำเป็นอย่างยิ่งยวดเท่านั้น ผู้บริหารเรือนจำควรได้รับการสนับสนุนให้มีการคิดค้นและการใช้วิธีการที่เป็นทางเลือกอื่นอันเหมาะสมกว่าแทนที่จะใช้การค้นตัวที่ล่วงล้ำความเป็นส่วนตัวของผู้ต้องขัง ซึ่งหากจำเป็นก็ต้องกระทำในที่ลับ และให้ผู้ค้นเป็นเจ้าหน้าที่ ซึ่งผ่านการอบรมและมีเพศเดียวกับผู้ต้องขังนั้น
  2. การค้นตามซอกหลืบต่างๆ ของร่างกายให้กระทำได้เฉพาะโดยบุคคลากรทางการแพทย์มีคุณสมบัติเหมาะสมเท่านั้น ไม่ใช่ผู้ที่รับผิดชอบการพยาบาลเบื้องต้น หรือโดยอย่างน้อยต้องเป็นเจ้าหน้าที่ซึ่งผ่านการอบรมอย่างเหมาะสมจากเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ ให้เข้าใจถึงมาตรฐานด้านอนามัย สุขภาพ และความปลอดภัย”

อ้างอิงจาก United Nations Standard Minimum Rules for the Treatment of Prisoners (the Mandela Rules)

 

ฝ่ายกฎหมาย คสช. พยานโจทก์คดีจ้างวานปาระเบิดศาลอาญา รับว่าเป็นผู้สอบสวนในชั้นกฎอัยการศึก

4 เม.ย. 2559 ศาลทหารกรุงเทพมีนัดสืบพยานคดีโอนเงินจ้างวานก่อเหตุระเบิดศาลอาญา พยานที่มาเป็นผู้กล่าวหาจำเลยทั้ง 6 และเป็นผู้ร่วมสอบสวนจำเลยร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจภายในค่ายทหาร แต่โจทก์สืบพยานปากนี้ไม่จบจึงสืบอีกครั้งใน วันที่ 3 พ.ค. 2559

เวลา 10.00 น. ศาลทหารกรุงเทพ มีนัดสืบพยาน พล.ต.วิจารณ์ จดแตง หัวหน้าส่วนปฏิบัติการคณะทำงานด้านกฎหมาย คสช. ในฐานะผู้เข้าร่วมการสอบสวนชั้นกฎอัยการศึกและเป็นผู้กล่าวหาจำเลยทั้ง 6 คน ก่อนการเริ่มกระบวนพิจารณา จำเลย 3 คนจากทัณฑสถานหญิงกลาง และจำเลยอีก 2 คนจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพได้เข้าร่วมฟังการสืบพยานในครั้งนี้ พร้อมกับทนายและบรรดาผู้ที่มาให้กำลังใจรวมกว่า 20 คน

เวลา 10.10 น. ฝ่ายโจทก์โดยอัยการศาลทหารเริ่มนำสืบพยาน โดยพยานให้การว่า ตั้งแต่ปี 2552-ปัจจุบัน พยานเป็นผู้อำนวยการส่วนกฎหมายและสิทธิมนุษยชน กองอำนวยการรักษาความความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ในตำแหน่งหัวหน้าส่วนปฏิบัติการ คณะทำงานกฎหมายส่วนรักษาความสงบ สำนักเลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ มีหน้าที่ติดตามพฤติการณ์ของผู้กระทำความผิดและร้องทุกข์กล่าวโทษ และปฏิบัติตามคำสั่งผู้บังคับบัญชาโดยชอบด้วยกฎหมาย อ่านเพิ่มเติม

แจ้งข้อหาม.116 หญิงถ่ายภาพคู่ขันน้ำสีแดง ก่อนศาลทหารให้ประกันตัว 1 แสนบาท

29 มี.ค.59 ที่ศาลมณฑลทหารบกที่ 33 จังหวัดเชียงใหม่ พ.ต.ท.ประดิษฐ์ ติ๊บมา พนักงานสอบสวนสภ.แม่ปิง ได้นำตัวนางธีรวรรณ เจริญสุข ผู้ต้องหาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 จากกรณีการถ่ายภาพคู่กับขันน้ำสีแดง มาขออำนาจฝากขังต่อศาล โดยศาลอนุญาตให้ฝากขัง และให้ประกันตัวผู้ต้องหาด้วยหลักทรัพย์ 1 แสนบาท พร้อมกำหนดเงื่อนไขห้ามเคลื่อนไหวทางการเมือง

พนักงานสอบสวนระบุเหตุขอฝากขังต่อศาลว่าเนื่องจากคดีนี้เป็นคดีความมั่นคง เกรงว่าผู้ต้องหาจะหลบหนี โดยพนักงานสอบสวนไม่คัดค้านการประกันตัว และศาลได้อนุญาตให้ฝากขังผู้ต้องหาเป็นเวลา 12 วัน ตั้งแต่วันที่ 29 มี.ค.-9 เม.ย. ถ้าพนักงานสอบสวนประสงค์จะขอฝากขังต่อ ให้มายื่นคำร้องอีกครั้ง

ฝ่ายผู้ต้องหาได้ยื่นขอปล่อยตัวชั่วคราวด้วยหลักทรัพย์ 1 แสนบาท และศาลทหารได้อนุญาตให้ประกันตัว โดยกำหนดเงื่อนไขห้ามชุมนุมทางการเมือง อันก่อให้เกิดความไม่สงบในราชอาณาจักร และห้ามแสดงความคิดเห็นด้วยวาจาหรือสิ่งอื่นใด เพื่อให้เกิดความปั่นป่วนหรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชน

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 28 มี.ค.59 นางธีรวรรณ ได้ถูกเจ้าหน้าที่ทหารไปติดตามหาตัวที่บ้านพัก จึงได้นัดหมายขอเข้าพูดคุยทำความเข้าใจกับเจ้าหน้าที่ทหารที่ค่ายกาวิละ โดยมีการสอบถามที่มาที่ไปของขันดังกล่าว พร้อมกับทำประวัติไว้ แล้วจึงปล่อยตัวกลับ โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจติดตามไปถ่ายภาพบริเวณบ้านที่อำเภอสันกำแพงด้วย

แต่ในช่วงเย็น เจ้าหน้าที่ทหารกลับได้มีการเรียกตัวมาที่ค่ายกาวิละอีกครั้ง โดยครั้งนี้มีชุดพนักงานสอบสวนกว่า 10 คน เดินทางมาในที่ประชุมด้วย ก่อนจะมีการแจ้งข้อกล่าวหาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 ภายในค่ายทหาร โดยนางธีรวรรณให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา ก่อนเจ้าหน้าที่จะนำตัวไปลงบันทึกประจำวันที่สถานีตำรวจภูธรแม่ปิง และนัดมาขออำนาจศาลทหารฝากขังในวันนี้

1

ภาพจากไทยรัฐออนไลน์

ตามบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหาระบุว่าเมื่อวันที่ 26 มี.ค.59 เวลาประมาณ 14.00 น.เศษ ผู้ต้องหาได้ถือขันน้ำสีแดงและถือภาพโปสเตอร์สวัสดีวันสงกรานต์ ปีใหม่ไทย ซึ่งมีรูปภาพนายทักษิณ ชินวัตร และนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้นักข่าวหนังสือพิมพ์ไทยรัฐถ่ายรูป ซึ่งต่อมาหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ฉบับวันจันทร์ที่ 28 มี.ค.59 ได้นำรูปถ่ายดังกล่าวไปลงที่ภาพปกหน้า 1 คอลัมน์สงกรานต์ม๋วนใจ๋ และได้เขียนบรรยายภาพว่า “สงกรานต์ม๋วนใจ๋ ชาวบ้านในจ.เชียงใหม่ ยิ้มปลื้มอวดขันน้ำสีแดง ที่เขียนคำอวยพร “สวัสดีสงกรานต์ปีใหม่ไทย 2559” จากนายทักษิณ ชินวัตร และน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ซึ่งมีแจกไปตามชุมชนต่างๆ ให้ชาวบ้านใช้สาดน้ำเล่นสงกรานต์ ที่จะมีการจัดงานประหยัดน้ำเล่นสงกรานต์ หรือปี๋ใหม่เมืองเจียงใหม่”

และในหน้า 14 คอลัมน์ชื่อ เชียงใหม่คึก “แม้ว-ปู แจกขันน้ำแดง ผู้สื่อข่าวรายงานจากจ.เชียงใหม่ว่าในช่วงใกล้เทศกาลสงกรานต์ที่จะมีการจัดงานประหยัดน้ำเล่นสงกรานต์ พบว่าชาวเชียงใหม่ต่างเฮฮาคึกคักเนื่องจากพบว่าตามชุมชนหลายแหล่งได้รับแจ้งขันน้ำสีแดง พร้อมภาพถ่ายของนายทักษิณ ชินวัตร และน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี อยู่ในท่ายกมือไหว้พร้อมคำอวยพรและข้อความใต้ภาพว่า”สวัสดีวันสงกรานต์ปีใหม่ไทย 2559 สงกรานต์ปีนี้ผมรู้สึกคิดถึงพี่น้องเป็นพิเศษ อยากมาช่วยท่านแก้ปัญหา แต่วันนี้ขอส่งกำลังใจมาก่อน รักและคิดถึง”

บันทึกแจ้งข้อหาระบุว่าพฤติการณ์ดังกล่าวเป็นความผิดฐานกระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวิธีใดๆ อันมิใช่เป็นการกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือไม่ใช่เพื่อแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต เพื่อให้เกิดความปั่นป่วน หรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชน ถึงขนาดที่จะก่อความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร  ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 ซึ่งระบุโทษจำคุกไว้ไม่เกิน 7 ปี

สำหรับนางธีรวรรณ อายุ 54 ปี เคยร่วมเป็นมวลชนเคลื่อนไหวกับกลุ่มคนเสื้อแดงในจังหวัดเชียงใหม่ เธอระบุว่าในวันเกิดเหตุ (26 มี.ค.) นั้น เธอได้ไปงานบุญที่วัดแห่งหนึ่งในอำเภอสารภี และได้พบขันดังกล่าวพร้อมกับโปสเตอร์อยู่ในบริเวณงานของวัด ด้วยความนิยมในอดีตสองนายกรัฐมนตรีอยู่แล้ว จึงได้นำมาถ่ายภาพร่วมกันกับเพื่อนๆ และมีการแชร์ต่อกันลงในเฟซบุ๊ก แต่ไม่ทราบว่ามีผู้สื่อข่าวมาถ่ายรูปไปลงหนังสือพิมพ์ด้วย โดยผู้สื่อข่าวดังกล่าวก็ไม่ได้มีแจ้งว่าจะนำไปลงข่าว หรือมีการมาขอสัมภาษณ์แต่อย่างใด

ทั้งนี้ ข้อความที่ติดบนขันน้ำสีแดง ระบุว่า “แม้สถานการณ์จะร้อน ขอให้พี่น้องได้รับความเย็นผ่านขันใบนี้ด้วยครับ รักและห่วงใย สุขสันต์วันสงกรานต์”