‘หนุ่มเชียงใหม่’ ให้การปฏิเสธข้อหาม.112 ปลอมเฟซบุ๊กโพสต์หมิ่นฯ- ขณะศาลทหารสั่งพิจารณาคดีลับ

24 มิ.ย.59 ศาลทหารกรุงเทพฯ นัดสอบคำให้การในคดีของนายวิชัย (สงวนนามสกุล) ซึ่งถูกอัยการทหารฟ้องเป็นจำเลยในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112, มาตรา 14 พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ และข้อหาหมิ่นประมาทบุคคลอื่นโดยการโฆษณา ตามมาตรา 328 จากการถูกกล่าวหาว่าได้ปลอมแปลงเฟซบุ๊กเป็นบุคคลอื่นใช้โพสต์ข้อความที่มีเนื้อหาหมิ่นประมาทกษัตริย์

ศาลทหารได้อ่านคำฟ้องโดยสรุปว่าเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2558 จำเลยได้นำข้อความและภาพถ่ายปลอมเฟซบุ๊กเป็นบุคคลอื่น และโพสต์วิดีโอและภาพประกอบด้วยข้อความที่มีเนื้อหาหมิ่นประมาทกษัตริย์ นายวิชัยได้ให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาและขอต่อสู้คดี ศาลทหารจึงได้ให้นัดตรวจพยานหลักฐานในวันที่ 18 ตุลาคม 2559

อัยการทหารยังยื่นคำร้องขอให้ศาลพิจารณาคดีนี้เป็นการลับ เหตุเป็นคดีความมั่นคง ศาลทหารจึงได้มีคำสั่งให้พิจารณาลับตามคำร้องของอัยการ ทางฝ่ายจำเลยจึงจะจัดทำคำร้องคัดค้านการพิจารณาคดีลับต่อไป เนื่องจากเห็นว่าเป็นคดีอาญา จึงต้องพิจารณาโดยเปิดเผย

สำหรับนายวิชัย อายุ 33 ปี ประกอบอาชีพค้าขายที่จังหวัดเชียงใหม่ โดยเขาถูกควบคุมตัวมาจากเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2558 ตามหมายจับของศาลทหารกรุงเทพที่ 65/2558 ลงวันที่ 15 ธันวาคม 2558 ก่อนจะถูกฝากขังต่อศาลทหารครั้งแรกเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2558 ในความผิดฐาน “หมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ฯ  นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งมีข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอมฯ นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใดๆ อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร เผยแพร่หรือส่งต่อซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นข้อมูลอันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงของราชอาณาจักร และหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณา” อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 มาตรา 326 มาตรา 328 และตามพระราชบัญญัติการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14(1) (3) (5) โดยนายวิชัยให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหาทั้งในชั้นจับกุมและสอบสวน

 

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

ฝากขังครั้งที่ 6 “หนุ่มเชียงใหม่” ม.112 ปลอมเฟสบุ๊กโพสต์หมิ่นสถาบันฯ

Advertisements

โพสต์เฟซบุ๊กกรณีพิพาทที่ดิน พาดพิง คสช. ถูกเรียกรายงานตัวในค่ายทหาร

ผู้ประสานงานเขื่อนปากมูลถูกเรียกรายงานตัวในค่ายทหาร หลังโพสต์เฟซบุ๊กกรณีพิพาทที่ดินชาวบ้าน-นายทุน ฝ่ายกฎหมายทหารแจง สุ่มเสี่ยงผิด ม.116 และ พ.ร.บ.คอมฯ  ด้านผบ.มทบ.22 ยอมรับข้อมูลเป็นประโยชน์ แต่อย่าพาดพิง คสช.

3 พ.ค.59 กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยจังหวัดอุบลราชธานี เรียกตัวนายกฤษกร ศิลารักษ์ ผู้ประสานงานสมัชชาคนจน กรณีเขื่อนปากมูล เข้ารายงานตัวที่กองบัญชาการมณฑลทหารบกที่ 22 (มทบ.22) ค่ายสรรพสิทธิประสงค์ โดยในเบื้องต้นแจ้งว่า เป็นการพูดคุยเรื่องประชามติ

อย่างไรก็ตาม กฤษกรได้รับจดหมายเรียกตัวอย่างเป็นทางการเมื่อเดินทางไปถึง มทบ.22 ตามนัดหมายในเวลา 09.00 น. ในจดหมายระบุว่า เป็นการเชิญเข้าพบเพื่อสร้างการรับรู้และความเข้าใจ เนื่องจากเฟซบุ๊กส่วนตัวของกฤษกร มีการโพสต์ข้อความพร้อมภาพที่มีเนื้อหาไม่เหมาะสม ส่อไปในเชิงต่อต้านการทำงานของรัฐบาลและ คสช. และมีลักษณะเป็นการยั่วยุ ปลุกปั่นประชาชน ซึ่งก่อให้เกิดความไม่สงบและเป็นอันตรายต่อความมั่นคงอย่างร้ายแรง พร้อมทั้งอาจมีความผิดตามพระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์ (พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์) มาตรา 14 ทั้งนี้ ได้อ้างถึงคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558

13094289_966252736764001_1344603789199588425_n

กฤษกร

ภาพประกอบจากเฟซบุ๊ก กฤษกร ศิลารักษ์

กฤษกร ให้ข้อมูลว่า พล.ต.อชิร์ฉัตร โรจนะภิรมย์ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 22 (ผบ.มทบ.22) เป็นผู้มาพูดคุยด้วยตัวเอง พร้อมทั้ง เสธ.มทบ.22, รองเสธ.มทบ.22, รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดอุบลฯ (รอง ผบก.ภ.จว.อุบลฯ), ผู้ช่วยป้องกันจังหวัด, หัวหน้าฝ่ายข่าว, หัวหน้าฝ่ายกฎหมาย และเจ้าหน้าที่อื่นๆ รวมแล้วกว่า 10 คน

ต้นเหตุที่ถูกเรียกมาพบ กฤษกรเล่าว่า เป็นการโพสต์เฟซบุ๊ก กรณีดอนคำพวง ซึ่งเป็นเกาะกลางแม่น้ำมูล ในอำเภอพิบูลมังสาหาร เป็นกรณีพิพาทระหว่างชาวบ้านกับนายทุนมานานกว่า 10 ปี เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมามีการตัดต้นยางนา ซึ่งเป็นไม้สงวนหวงห้าม เพื่อเตรียมออกเอกสารสิทธิ์ ชาวบ้านได้เข้าแจ้งความ มีการตรวจยึดไม้ แต่ตอนนี้ไม้หายไป และคดีไม่มีความคืบหน้า

“มันเป็นประเด็นเพราะเราแสดงความเห็นพาดพิง คสช. ว่า คสช.หายไปไหน ทียางพารา ชาวบ้านปลูก เจ้าหน้าที่ไปตัด แต่ไม้ป่า นายทุนตัดได้ ยังไม่มีความผิด ท่าน ผบ.มทบ.22 ก็บอกว่า อยากทราบเจตนารมย์ในการโพสต์เช่นนั้นว่าทำไปเพื่ออะไร โดยท่านก็ได้ให้ฝ่ายกฎหมายของ มทบ.22 แจ้งด้วยว่า ข้อความที่ผมโพสต์ไปนั้น สุ่มเสี่ยงผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 (2) นำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จ, (3) นำเข้าข้อมูลที่เป็นความผิดต่อความมั่นคง และกฎหมายอาญามาตรา 116 (2) ทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวิธีใดๆ โดยมิใช่เพื่อแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต เพื่อให้เกิดความปั่นป่วน หรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชน เราก็ชี้แจงว่า กรณีนี้เราพยายามยับยั้งการตัดไม้ทุกวิถีทางแล้ว ไม่เป็นผล ไม้ยางนาถูกตัด 15 ต้น มีการตรวจยึด 11 ต้น แต่ของกลางก็หายไป เราประสานส่วนที่เกี่ยวข้องก็ไม่มีการดำเนินการ บ่ายเบี่ยง ก็เลยโพสต์เฟซบุ๊ก เผื่อจะช่วยกระตุ้นเจ้าหน้าที่ให้ติดตามผู้กระทำผิด” กฤษกรเล่าถึงการพูดคุยในห้องประชุมของ มทบ.22

“ผบ.มทบ.22 ท่านยอมรับว่า ข้อมูลที่เราโพสต์เป็นประโยชน์ ส่วนตัวท่านเองก็ชอบที่มีคนทำหน้าที่แบบนี้ รอง ผบก.ภ.จว.อุบลฯ กับหัวหน้ากองข่าว มทบ.22 ก็บอกว่า เพิ่งทราบรายละเอียดเรื่องนี้ แต่ท่าน ผบ. กับลูกน้องของท่านก็ย้ำเรื่อยๆ ในที่ประชุมว่า เรามีความผิด ทำให้เกิดความไม่สงบ มีแรงกระเพื่อมตามมา สรุปคือ หากมีข้อมูลในลักษณะเช่นนี้อีก พบการกระทำผิด เจ้าหน้าที่ไม่ปฏิบัติงาน ให้เราแจ้งข้อมูลโดยตรง อย่าโพสต์เฟซบุ๊กพาดพิง คสช. อีก ส่วนทางเจ้าหน้าที่ก็รับปากว่า จะเร่งรัดดำเนินการกรณีดอนคำพวง” กฤษกรกล่าวถึงข้อสรุปในการถูกเรียกรายงานตัวในครั้งนี้ หลังการพูดคุยกว่า 1 ชั่วโมง เขาเพิ่มเติมด้วยว่า เจ้าหน้าที่ขอให้ลบข้อความที่พาดพิง คสช.ออก และสุดท้ายให้เขาลงชื่อในแบบรายงานตัวและเงื่อนไขแนบท้ายประกาศ คสช. แต่เนื่องจากเขาเคยลงชื่อมาครั้งหนึ่งแล้ว จึงขอลงชื่อในแบบรายงานตัวเท่านั้น

“ทางเราเองได้แสดงความเห็นด้วยว่า ท่านก็ยอมรับว่าข้อมูลเราเป็นประโยชน์ แต่ท่านใช้วิธีการเรียกมาพบในค่ายทหาร มีเจ้าหน้าที่มาพูดคุย 10 คน อย่างนี้ สร้างความหวาดกลัว เป็นการคุกคามประชาชน อยากให้ท่านปรับรูปแบบเชิญคุยในร้านกาแฟสบายๆ แล้วการดูเฟซบุ๊กของประชาชนก็ดูที่เนื้อหาว่า ประชาชนต้องการสื่ออะไร มีข้อมูลอะไรที่เป็นประโยชน์ ไม่ใช่คอยแต่ดูว่า ประชาชนจะผิดกฎหมายมาตราไหน ตรงนี้ท่านก็บอกว่า การปรับทัศนคติต้องเป็นแบบนี้” กฤษกรทิ้งท้าย

ก่อนหน้านี้ กฤษกรถูก มทบ.22 เรียกรายงานตัวมาแล้ว 3 ครั้ง จากการโพสต์เฟซบุ๊ก จัดกิจกรรม และชุมนุม ของสมัชชาคนจน กรณีเขื่อนปากมูล

 

ข้อมูลประกอบ

  • พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ 2550 มาตรา 14 (2) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศหรือก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชน,         (3) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใด ๆ อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรหรือความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา
  • ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 กระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา หนังสือ หรือวิธีอื่นใดอันมิใช่เป็นการกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือมิใช่เพื่อแสดงความคิดเห็นหรือติชมโดยสุจริต (2) เพื่อให้เกิดความปั่นป่วน หรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชน ถึงขนาดที่จะก่อความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร

 

ศาลยกฟ้องคดี ‘ไมตรี’ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ชี้เผยแพร่ข้อมูลโดยเข้าใจว่าเป็นความจริง ไม่ถือเป็นความผิด

8 มี.ค.59 เวลา 9.00 น. ศาลจังหวัดเชียงใหม่นัดฟังคำพิพากษาในคดีของนายไมตรี จำเริญสุขสกุล ผู้สื่อข่าวพลเมืองชาวลาหู่ ที่ถูกเจ้าหน้าที่ทหารแจ้งความในข้อหาตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 โดยการนำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ทำให้เกิดความเสียหายแก่ทหาร จากกรณีการโพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กมีเนื้อหาว่าได้มีเจ้าหน้าที่ทหารไปตบหน้าชาวบ้านหลายคน ซึ่งมีทั้งเด็กและคนแก่ ขณะนั่งผิงไฟอยู่ที่บ้านกองผักปิ้ง อำเภอเชียงดาว ในช่วงคืนวันที่ 31 ธ.ค.57 และยังได้นำคลิปวีดีโอเป็นภาพเหตุการณ์ทหารโต้เถียงกับประชาชนเมื่อวันที่ 1 ม.ค.58 มาเผยแพร่ (อ่านรายละเอียดคดี และประมวลสรุปการสืบพยานในศาล)

ศาลได้อ่านคำพิพากษาโดยสรุป โดยเห็นว่าแม้โจทก์จะมีพยานโจทก์ คือร้อยเอกพนมศักดิ์ กันแต่ง และจ่าสิบเอกมานพ ปานวิเศษ มาเบิกความยืนยันว่ามีคลิปวีดีโอและข้อความเผยแพร่กล่าวหาว่าทหารทำร้ายประชาชนทางเว็บไซต์เฟซบุ๊กของจำเลยก็ตาม แต่โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานอื่นใด ที่ระบุว่าจำเลยเป็นผู้เผยแพร่คลิปและข้อความดังกล่าว และไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าจำเลยเป็นผู้เผยแพร่ หรือได้มีการดัดแปลงตัดต่อคลิปวีดีโอแต่อย่างใด ในเอกสารตามฟ้องก็เป็นการคัดลอกข้อความมาเรียงต่อกัน ไม่ปรากฏที่มาของข้อความ หรือยูอาร์แอล (URL) ที่ระบุถึงที่อยู่ของข้อความในระบบคอมพิวเตอร์ จึงไม่สามารถเชื่อมโยงให้เห็นความผิดของจำเลยได้

ศาลยังได้วินิจฉัยว่าการนำเข้าข้อมูลในระบบคอมพิวเตอร์ ตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 จะเป็นความผิดเมื่อผู้นั้นทราบว่าเป็นข้อมูลปลอมหรือเท็จ แม้จำเลยจะยอมรับว่าเป็นผู้เขียนข้อความบางส่วนตามฟ้อง แต่พยานจำเลยจำนวน 5 ปาก ซึ่งมีทั้งเด็กและคนแก่ เบิกความตรงกันว่าถูกบุคคลที่มากับเจ้าหน้าที่ทหารทำร้าย การที่จำเลยเผยแพร่ข้อมูลโดยเข้าใจว่าเป็นความจริง จึงไม่ถือว่าเป็นความผิด พิพากษายกฟ้อง

IMG_7776

ภายหลังการพิพากษา นายไมตรี จำเริญสุขสกุล กล่าวว่าก่อนหน้าวันนี้ก็รู้สึกตื่นเต้น และพยายามตั้งใจฟังทุกอย่างที่ศาลพูดในวันนี้ พอได้ยินศาลอ่านว่ายกฟ้อง ก็รู้สึกดีใจมาก ทำให้รู้สึกว่าความยุติธรรมยังไม่ได้หมดไปเสียทีเดียว อย่างน้อยก็ยังได้รับในคดีนี้ ถึงแม้คำขอโทษที่ชาวบ้านต้องการมาตั้งแต่ต้น ยังไม่สามารถได้มา แต่ความยุติธรรมในระดับหนึ่ง ก็ได้รับมาแล้วจากศาลในวันนี้  

ไมตรีระบุว่าปัญหาที่เขาประสบจากการถูกดำเนินคดีนี้ คือการเดินทาง ซึ่งต้องมาที่ศาลหลายครั้ง โดยที่หมู่บ้านที่เขาอยู่ อยู่ไกลเกือบ 100 กิโลเมตรจากตัวเมืองเชียงใหม่ และในตอนต้นของกระบวนการทางคดี เขายังรู้สึกกลัว โดยเฉพาะในตอนนัดสมานฉันท์ ที่เดิมเข้าใจว่าจะเป็นคุยทำความเข้าใจกันทั้งสองฝ่ายตามข้อเท็จจริง แต่กลับปรากฏว่าการพูดคุย มีลักษณะระบุว่าเขากระทำความผิดแล้ว และต้องการให้มีการรับสารภาพ แต่จากคดีนี้ ก็ทำให้เรียนรู้เรื่องความอดทนในการต่อสู้คดี และการได้ทบทวนตัวเอง

“หลังจากโดนคดีนี้ ผมมานั่งทบทวนตัวเองหลายครั้ง ว่าที่ได้เผยแพร่ข้อมูลไปนั้นเป็นเรื่องถูกหรือผิด รู้สึกเสียใจหรือไม่ แต่คำตอบที่ได้ทุกครั้งยังเหมือนเดิมว่าไม่ได้รู้สึกเสียใจ การยืนยันทำหน้าที่เป็นปากเสียงให้ชาวบ้านเป็นสิ่งที่ควรทำอยู่แล้ว ถ้าคิดจะทำหน้าที่ลักษณะนี้ ก็ต้องเตรียมใจไว้ว่าอาจจะเจอปัญหาในลักษณะนี้ได้” ไมตรีกล่าว

ด้านทนายจำเลย ระบุว่าศาลได้วินิจฉัยประเด็นตามที่มีการยื่นเอกสารคำแถลงปิดคดีไปก่อนหน้านี้ แม้จะรวบวินิจฉัยแต่ละประเด็นเพียงสั้นๆ ทั้งในเรื่องหลักฐานข้อมูลที่โจทก์ฟ้องว่าถูกนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ไม่ได้เชื่อมโยงถึงจำเลย และเรื่องข้อเท็จจริง ซึ่งพยานจำเลยหลายปากมาชี้ให้เห็นว่าจำเลยเชื่อว่าเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นจริง จึงได้มีการเผยแพร่ข้อมูล แม้ในประเด็นสุดท้ายที่ทางฝ่ายจำเลยยื่นคำแถลงต่อศาลคือเรื่องเจตนารมณ์ของพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 ที่ไมได้ต้องการใช้กับข้อหาความผิดฐานหมิ่นประมาท ศาลจะไม่ได้วินิจฉัยด้วยก็ตาม (อ่านสรุปคำแถลงปิดคดี) โดยหลังจากนี้คงต้องติดตามว่าทางอัยการโจทก์จะมีการยื่นอุทธรณ์คดีอีกหรือไม่

สำหรับ ไมตรี ปัจจุบันอายุ 32 ปี พื้นเพเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ลาหู่ มีบทบาทในการเป็นผู้ริเริ่มก่อตั้ง “กลุ่มเยาวชนรักษ์ลาหู่” เพื่อทำกิจกรรมกับเด็กและเยาวชนชาติพันธุ์ ให้ห่างไกลยาเสพติด โดยในภายหลังยังได้ร่วมกับกลุ่มกิจกรรมดินสอสี ทำโครงการ “พื้นที่นี้ดีจัง” ในพื้นที่บ้านกองผักปิ้ง เขายังมีทักษะในการทำภาพยนตร์ โดยเคยเข้าร่วมโครงการอบรมการทำภาพยนตร์ของมูลนิธิเพื่อนไร้พรมแดน และกำกับภาพยนตร์สั้นของตนเองมาแล้วหลายเรื่อง รวมทั้งยังมีบทบาทในการเป็นผู้สื่อข่าวพลเมืองให้กับสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส ทำหน้าที่สื่อสารเรื่องราวและวิถีชีวิตของชาวลาหู่ให้กับสังคมได้รับรู้

 

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

จับตา 2-4 ก.พ. ศาลเชียงใหม่นัดสืบพยานคดีพ.ร.บ.คอมฯ เหตุโพสต์กรณี‘ทหารตบหน้าชาวบ้าน’

จากทหารชายแดนถึงเด็กชายชาวลาหู่: ประมวลปากคำพยานคดีพ.ร.บ.คอมฯ โพสต์หมิ่นประมาททหาร

#เรามีไมตรี: เมื่อเพื่อนพี่น้องเขียนถึงจำเลยคดีพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์

เปิดคำแถลงปิดคดี “ไมตรี” พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ก่อนศาลอ่านคำพิพากษาพรุ่งนี้

เปิดคำแถลงปิดคดี “ไมตรี” พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ก่อนศาลอ่านคำพิพากษาพรุ่งนี้

วันพรุ่งนี้ (8 มี.ค.59) เวลา 9.00 น. ศาลจังหวัดเชียงใหม่นัดฟังคำพิพากษาคดีของนายไมตรี จำเริญสุขสกุล ที่ถูกเจ้าหน้าที่ทหารแจ้งความในข้อหาตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 โดยการนำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ทำให้เกิดความเสียหายแก่ทหาร

จำเลยถูกกล่าวหาว่าได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กมีเนื้อหาว่าได้มีเจ้าหน้าที่ทหารไปตบหน้าชาวบ้านหลายคน ซึ่งมีทั้งเด็กและคนแก่ ขณะนั่งผิงไฟอยู่ที่บ้านกองผักปิ้ง อำเภอเชียงดาว ในช่วงคืนวันที่ 31 ธ.ค.57 และยังได้นำคลิปวีดีโอเป็นภาพเหตุการณ์ทหารโต้เถียงกับประชาชนเมื่อวันที่ 1 ม.ค.58 มาเผยแพร่ โดยจำเลยได้ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา (อ่านรายละเอียดคดี และภูมิหลังของจำเลย

การสืบพยานโจทก์และจำเลยในคดีนี้เสร็จสิ้นไปในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ข้อต่อสู้ของฝ่ายจำเลยที่สำคัญคือการยืนยันว่ามีเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นจริง และข้อความที่ฝ่ายโจทก์นำมาฟ้องไม่ใช่ของจำเลยทั้งหมด ทั้งพยานหลักฐานที่นำมาฟ้องจำเลยยังไม่ปรากฏพยานหลักฐานอิเลคทรอนิคส์ และตัวจำเลยยังนำเสนอข้อมูลในลักษณะเป็นสื่อพลเมืองและปากเสียงแทนชุมชน ไม่ได้มีเจตนาจะทำให้ทหารเสียหายแต่อย่างใด (อ่านประมวลสรุปการสืบพยานในศาล)

ก่อนศาลจะอ่านคำพิพากษา ทีมทนายความยังได้ยื่นคำแถลงการณ์ปิดคดีต่อศาล โดยแถลงในสามประเด็นหลัก ได้แก่ ในส่วนของข้อเท็จจริง คือประเด็นจำเลยเป็นผู้นำเข้าข้อมูลตามฟ้องลงในระบบคอมพิวเตอร์หรือไม่ และประเด็นข้อมูลดังกล่าวเป็นจริงหรือเท็จ ในส่วนของข้อกฎหมาย คือพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 ไม่ได้มีเจตนารมณ์จะนำมาใช้กับความผิดฐานหมิ่นประมาทแต่อย่างใด  รายงานนี้สรุปเนื้อหาของคำแถลงปิดคดีดังกล่าว ก่อนร่วมกันจับตาว่าศาลจะวินิจฉัยประเด็นเหล่านี้ในคำพิพากษาอย่างไร อ่านเพิ่มเติม

#เรามีไมตรี: เมื่อเพื่อนพี่น้องเขียนถึงจำเลยคดีพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์

ก่อนที่ศาลจังหวัดเชียงใหม่จะนัดฟังคำพิพากษาคดีของนายไมตรี จำเริญสุขสกุล ในวันที่ 8 มีนาคม ที่จะถึงนี้ ผู้ใช้เฟซบุ๊กที่รู้จักกับจำเลยในคดีนี้หลายคน ได้ร่วมกันเขียนบอกเล่าเรื่องราวของเขา ความสัมพันธ์ระหว่างกัน พร้อมกับติดแฮชแท็ก #เรามีไมตรี ประกอบภาพและข้อความ รวมทั้งยังเชิญชวนไปให้กำลังใจไมตรีในวันที่ศาลนัดฟังคำพิพากษา

ในคดีนี้ ไมตรีถูกเจ้าหน้าที่ทหารแจ้งความเอาผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 โดยการนำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ทำให้เกิดความเสียหายแก่ทหาร โดยกล่าวหาว่าเขาได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กมีเนื้อหาว่าได้มีเจ้าหน้าที่ทหารไปตบหน้าชาวบ้านหลายคน ซึ่งมีทั้งเด็กและคนแก่ ขณะนั่งผิงไฟอยู่ที่บ้านกองผักปิ้ง อำเภอเชียงดาว ในช่วงคืนวันที่ 31 ธ.ค.57 และยังได้นำคลิปวีดีโอเป็นภาพเหตุการณ์ทหารโต้เถียงกับประชาชนเมื่อวันที่ 1 ม.ค.58 มาเผยแพร่  ไมตรีได้ปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหาและยืนยันต่อสู้คดี การสืบพยานโจทก์และจำเลยในคดีนี้เสร็จสิ้นไปเมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา ก่อนที่ศาลจะนัดวันพิพากษา  (ดูรายละเอียดคดี และภูมิหลังของจำเลย และดูประมวลสรุปการสืบพยานในศาล)

ไมตรี ปัจจุบันอายุ 32 ปี พื้นเพเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ลาหู่ มีบทบาทในการเป็นผู้ริเริ่มก่อตั้ง “กลุ่มเยาวชนรักษ์ลาหู่” เพื่อทำกิจกรรมกับเด็กและเยาวชนชาติพันธุ์ ให้ห่างไกลยาเสพติด โดยในภายหลังยังได้ร่วมกับกลุ่มกิจกรรมดินสอสี ทำโครงการ “พื้นที่นี้ดีจัง” ในพื้นที่บ้านกองผักปิ้ง ซึ่งเป็นบ้านเกิดของไมตรีเอง เขายังมีทักษะในการทำภาพยนตร์ โดยเคยเข้าร่วมโครงการอบรมการทำภาพยนตร์ของมูลนิธิเพื่อนไร้พรมแดน และกำกับภาพยนตร์สั้นของตนเองมาแล้วหลายเรื่อง รวมทั้งยังมีบทบาทในการเป็นผู้สื่อข่าวพลเมืองให้กับสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส ทำหน้าที่สื่อสารเรื่องราวและวิถีชีวิตของชาวลาหู่ให้กับสังคมได้รับรู้

ต่อไปนี้เป็นบางส่วนของถ้อยคำที่มิตรสหายเขียนถึงเขา พร้อมกับยืนยันว่า #เรามีไมตรี  อ่านเพิ่มเติม