การจัดการทรัพยากรเหมืองแร่กับการละเมิดสิทธิมนุษยชนหลังรัฐประหาร (2) : บูรณาการการใช้อำนาจของทหารกับการปฏิรูป

 

ตอนที่สองของประมวลสถานการณ์สิทธิมนุษยชนหลังรัฐประหาร 22 พ.ค. 57 กรณีทรัพยากรแร่ จะนำเสนอภาพการละเมิดสิทธิหลังการรัฐประหาร ใน 2 พื้นที่ ที่มีโครงการให้สัมปทานสำรวจและทำเหมืองแร่ ซึ่งเจ้าหน้าที่ทหารพยายามอย่างยิ่งในการปิดกั้นการแสดงความเห็นและการแสดงออก การรวมกลุ่ม และการชุมนุม ด้วยเครื่องมือ คือ กฎอัยการศึก คำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 3/2558 และตามด้วย พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะ ด้วยกรอบคิดแคบๆ ว่า ความเงียบ คือ สงบสุข ปรองดอง ไม่ขัดแย้ง  พร้อมทั้งบทสรุปเรื่องบูรณาการการใช้อำนาจของทหารกับการปฏิรูปที่ไม่มีประชาชนในสายตา

 

mine

 

กรณีเหมืองแร่ถ่านหินลิกไนต์ตำบลบ้านแหง อำเภองาว จังหวัดลำปาง

ตำบลบ้านแหงประกอบด้วย 8 หมู่บ้าน โดยพื้นที่หลักที่จะได้รับผลกระทบจากการทำเหมืองแร่ถ่านหินลิกไนต์อยู่ในพื้นที่หมู่ 1 และหมู่ 7 ซึ่งมีประชากรรวมกันราว 500 หลังคาเรือน จำนวน 2,000 คนเศษ ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม พื้นที่มีลักษณะเป็นที่ราบเชิงเขา เป็นแหล่งต้นน้ำลำธารหรือป่าน้ำซับน้ำซึม สำหรับใช้อุปโภคบริโภคของชุมชน พื้นที่ชุมชนบางส่วนถูกประกาศเป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติแม่งาวฝั่งซ้าย ทับซ้อนพื้นที่ที่ชาวบ้านอยู่อาศัยมาก่อน และมีวิถีชีวิตที่พึ่งพาป่ามาตั้งแต่ในอดีต ขณะที่ที่ดินบางส่วนในตำบลบ้านแหงถูกประกาศให้เป็นเขตปฏิรูปที่ดิน มีการออก ส.ป.ก.ให้กับชาวบ้าน

ปี 2551 บริษัท เขียวเหลือง จำกัด ได้เข้ามากว้านซื้อที่ดินในพื้นที่หมู่ 1 และ 7 รวมกว่า 1,500 ไร่  โดยอ้างว่าจะนำพื้นที่ไปใช้ปลูกต้นยูคาลิปตัสป้อนโรงงานทำกระดาษ ต่อมา ในช่วงต้นปี 2553 บริษัทกลับยื่นขอประทานบัตรทำเหมืองถ่านหินลิกไนต์ จำนวน 5 แปลง เนื้อที่ 1,200 ไร่ ในลักษณะเหมืองเปิดหน้าดิน มีการขุดและระเบิดชั้นดินลงไปลึกประมาณ 150-200 เมตร

รวมตัวเป็น ‘กลุ่มรักษ์บ้านแหง’ ต่อสู้เพื่อปกป้องตนเอง

เดือนกันยายนปี 2553 ภายหลังสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดลำปางพยายามเข้ามาตรวจสอบพื้นที่ ขณะที่บริษัทพยายามเข้ามาจัดเวทีประชาคมในหมู่บ้าน ชาวบ้านหมู่ 1 และหมู่ 7 เริ่มรวมกลุ่มกันในนาม “กลุ่มรักษ์บ้านแหง” เคลื่อนไหวคัดค้านการดำเนินการของบริษัท โดยการไปยื่นหนังสือต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ชุมนุมคัดค้าน หรือเข้าร่วมเคลื่อนไหวกับภาคประชาสังคมกลุ่มอื่นๆ  เนื่องจากความกลัวผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมที่จะเกิดขึ้นกับชุมชน  โดยมีเหมืองและโรงไฟฟ้าแม่เมาะเป็นกรณีตัวอย่าง ประกอบกับความกังวลเรื่องการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ ทั้งพื้นที่ป่าที่จะถูกนำไปใช้ ทางสาธารณะจะถูกปิดกั้น หรือลำเหมืองสาธารณะจะถูกเปลี่ยนทิศ เพราะพื้นที่เหมืองตามประทานบัตรอยู่ห่างจากหมู่บ้านไปเพียงราว 500 เมตร

mining report1

ชาวบ้านเห็นว่าขั้นตอนการขอประทานบัตรของบริษัทนั้นไม่ชอบ เนื่องจากกระบวนการชี้แจงข้อมูลไม่โปร่งใส และมีการกล่าวอ้างว่า ไม่มีการคัดค้านในพื้นที่ อีกทั้งใบอนุญาตการเข้าทำประโยชน์ในพื้นที่ป่าไม้ของบริษัท เขียวเหลือง ยังเป็นใบอนุญาตที่ได้มาในช่วงที่ขอใช้ประโยชน์เพื่อปลูกป่า แต่กลับนำมาอ้างต่อชาวบ้านและส่วนราชการในพื้นที่ว่าเป็นใบอนุญาตให้ทำเหมืองแร่ ซึ่งผิดวัตถุประสงค์ตามข้อกฎหมาย[1]

นอกจากนี้ รายงาน EIA ของการทำเหมืองในพื้นที่นี้ผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการผู้ชำนาญการด้านโครงการเหมืองแร่ (คชก.) ในปลายปี 2556 โดยที่ชาวบ้านระบุว่า ไม่เคยมีกระบวนการปรึกษาหารือ เก็บข้อมูล จัดประชุม หรือมีส่วนร่วมใดๆ และจนถึงปัจจุบันก็ยังไม่มีการเปิดเผย EIA ดังกล่าวให้ชาวบ้านได้เห็น

การเคลื่อนไหวที่ผ่านมาของกลุ่มรักษ์บ้านแหง ทำให้ชาวบ้านเคยถูกดำเนินคดีมาแล้วหลายคดี ทั้งข้อหาหมิ่นประมาทบริษัทและข้าราชการในพื้นที่ที่เกี่ยวข้อง หรือข้อหากักขังหน่วงเหนี่ยวพนักงานของบริษัท ทำให้รวมแล้วมีแกนนำและชาวบ้านหลายรายต้องขึ้นศาลอย่างต่อเนื่องในช่วง 2-3 ปี ก่อนหน้านี้ จนถึงปัจจุบัน มีการไกล่เกลี่ยยอมความกันไปบ้าง และศาลมีคำพิพากษาแล้วบ้าง โดยที่ชาวบ้านยังไม่เคยต้องโทษจำคุก

ปิดกั้นการเคลื่อนไหวด้วยกฎอัยการศึก และ พ.ร.บ.ชุมนุม

หลังรัฐประหาร 2557 ชาวบ้านแหงระบุว่า เห็นได้ชัดเจนว่าเจ้าหน้าที่ทหารเข้ามามีบทบาทอย่างมากต่อความขัดแย้งในพื้นที่ โดยแนวโน้มจะดำเนินการในลักษณะที่เอื้อประโยชน์ให้บริษัททำเหมืองแร่ ขณะที่พยายามควบคุมปิดกั้นการแสดงออกของชาวบ้าน ผ่านทั้งการข่มขู่คุกคาม การเรียกตัวไปพบ การติดตามจับตา เป็นต้น ทำให้การทำกิจกรรมหรือการเคลื่อนไหวคัดค้านบริษัททำเหมืองเป็นไปได้อย่างยากลำบากขึ้น

หลังมีการประกาศใช้คำสั่ง คสช.ที่ 64/57 และการผลักดันนโยบายแผนแม่บทป่าไม้ได้ไม่นาน เจ้าหน้าที่ทหารราว 1 กองร้อย พร้อมอาวุธปืนได้เข้าตรวจค้นบ้านของชาวบ้านในหมู่บ้านหลายราย โดยไม่แสดงหมายค้นใดๆ อ้างว่ามีผู้แจ้งว่ามีการครอบครองไม้เถื่อน แต่ชาวบ้านเห็นว่าทหารมีรายชื่อบุคคลที่จะเข้าตรวจค้นบ้านมาด้วย ทำให้ไม่แน่ใจว่า การตรวจค้นดังกล่าวจะเกี่ยวข้องกับกรณีการคัดค้านเหมืองแร่หรือไม่  โดยผลการตรวจค้น เจ้าหน้าที่ได้ยึดไม้ของชาวบ้านจำนวนหนึ่งที่เตรียมเอาไว้ปลูกบ้าน และยึดเครื่องมือที่ใช้ในการสร้างบ้านไปด้วย

ต่อมาไม่นาน พ.อ.ชัยณรงค์ แกล้วกล้า รองผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 32 (มทบ.32) ในขณะนั้น พร้อมเจ้าหน้าที่ทหารจำนวนหนึ่ง ได้เดินทางเข้ามาตรวจสอบแนวเขตแปลงประทานบัตรเหมืองในหมู่บ้าน และตรวจสอบพื้นที่ป่าท้ายหมู่บ้าน แล้วกล่าวกับชาวบ้านว่า พื้นที่ดังกล่าวเป็นป่าละเมาะ ป่าเสื่อมโทรม และบางส่วนก็เป็นเขาหัวโล้น การมีเหมืองแร่จะช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจของชุมชน สร้างงานให้ชาวบ้าน สร้างความไม่พอใจให้กับชาวบ้านอย่างมาก เพราะเห็นว่าบริษัทต่างหากที่มีส่วนในการทำลายป่า และจะนำพื้นที่ไปทำเหมืองแร่ โดยขออนุญาตใช้พื้นที่ป่าโดยมิชอบ

ต้นเดือนกันยายน 2557 นายก อบต.บ้านแหงร่วมกับทหารจัดเวทีปรองดองและคืนความสุขตามนโยบายของ คสช. แต่มีการนำชาวบ้านจากหมู่บ้านอื่นมาร่วม และพบว่ามีการแจกเอกสาร EIA ของโครงการเหมืองแร่ในเวที พร้อมกับมีเจ้าหน้าที่ของบริษัทตั้งโต๊ะลงชื่อผู้เข้าประชุม และอยู่ร่วมในงานอีกหลายคน ทำให้ชาวบ้านเกรงว่าจะเป็นการแอบแฝงเรื่องการจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม จึงเข้าไปคัดค้านการลักไก่จัดเวทีดังกล่าว  จนเจ้าหน้าที่ทหารต้องให้ยุติเวทีไปก่อน เหตุการณ์นี้ทำให้ชาวบ้านเกิดความคลางแคลงใจต่อทหารมากยิ่งขึ้น

การคุกคามครั้งที่ชาวบ้านจำได้ดีที่สุด คือการเรียกตัวแกนนำกลุ่มรักษ์บ้านแหง 4 ราย ไป ‘ปรับทัศนคติ’ ที่ค่ายสุรศักดิ์มนตรี ในวันที่ 11 พ.ย.57 หลังเข้าร่วมกิจกรรม “เดิน ก้าว แลก” กับสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ ที่จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อรณรงค์เรื่องการปฏิรูปที่ดินและให้รัฐบาลทบทวนแผนแม่บทป่าไม้ โดยทหารชั้นผู้น้อยแจ้งกับชาวบ้านว่าผู้บังคับบัญชาการต้องการพบเพื่อขอข้อมูลเรื่องเหมืองแร่ แต่พอแกนนำและชาวบ้านรวม 10 คน เดินทางไปพบ พ.อ.ชัยณรงค์ แกล้วกล้า รอง ผบ.มทบ.32 (ในขณะนั้น) พร้อมกับสารวัตรทหาร และ กอ.รมน. อีกหลายนาย ซึ่งก่อนการพูดคุย เจ้าหน้าที่ได้ห้ามชาวบ้านถ่ายรูป และขอยึดโทรศัพท์มือถือ แต่ชาวบ้านไม่ยินยอม ทหารจึงขอให้ปิดเครื่องไว้ พ.อ. ชัยณรงค์ได้ระบุว่า เป็นการเรียกชาวบ้านมาพูดคุยตามอำนาจของ คสช. และกล่าวถึงการไปร่วมกิจกรรมเดินก้าวแลกว่า เป็นการชุมนุมเกิน 5 คน ผิดกฎอัยการศึก เมื่อชาวบ้านเห็นว่าไม่ได้เป็นการพูดคุยเรื่องเหมืองแร่ตามที่แจ้ง จึงขอตัวเดินทางกลับ ปรากฏว่าสารวัตรทหารหลายนายได้เข้ามาประกบชาวบ้าน ไม่ให้ลุกไปไหน และปิดประตูล็อกห้องประชุมจากด้านนอก ทำให้ชาวบ้านตกใจ  และต้องยอมนั่งลงพูดคุยต่อ

จากนั้น เจ้าหน้าที่ทหารได้พูดในลักษณะข่มขู่ว่าสามารถจับกุมชาวบ้านได้ และถ้าเรียกแล้ว ชาวบ้านไม่มาก็สามารถไป “อุ้ม” มาได้ ทั้งยังได้นำรูปถ่ายกิจกรรมของชาวบ้าน เช่น การประชุม หรือการไปศาลปกครอง มาแสดงให้ดู พร้อมระบุว่า ขณะนี้ประเทศอยู่ภายใต้กฎอัยการศึก จึงไม่ควรทำกิจกรรมในลักษณะนี้อีก ถ้ายังมีการดำเนินการอีก เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมและคุมขังได้ แม้ชาวบ้านจะโต้แย้งว่า พวกตนไม่ได้ทำอะไรผิด เจ้าหน้าที่ก็ยังยืนกรานในลักษณะเดิม การพูดคุยใช้เวลาราวครึ่งวัน เจ้าหน้าที่จึงให้กลุ่มชาวบ้านเดินทางกลับ

หลังจากเหตุการณ์ครั้งนั้น เจ้าหน้าที่ทหารก็เดินทางมาเยี่ยมแกนนำชาวบ้านอย่างต่อเนื่องมากขึ้น รวมแล้วหลายสิบครั้ง โดยอ้างว่ามาเยี่ยมตามหน้าที่ พร้อมกับสอบถามถึงความเคลื่อนไหวหรือกิจกรรมของชาวบ้าน ทั้งยังปรากฏว่ามีเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบมาถ่ายรูปหน้าบ้านแกนนำอีกด้วย ส่งผลให้ครอบครัวเกิดความหวาดกลัว อีกทั้งเมื่อกลุ่มรักษ์บ้านแหงมีกิจกรรมต่างๆ ก็จะมีเจ้าหน้าที่ทั้งในและนอกเครื่องแบบมาคอยสังเกตการณ์ หรือโทรศัพท์มาสอบถามรายละเอียดกิจกรรมต่างๆ กับแกนนำ

แม้ภายหลังการยกเลิกกฎอัยการศึกเมื่อต้นเดือนเมษายน 2558 แล้ว กลุ่มรักษ์บ้านแหงก็ยังถูกปิดกั้นการแสดงออกอยู่เช่นเดิม โดยการอ้าง พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะ เช่น ในช่วงวันที่ 17 ส.ค. 58 ชาวบ้านได้นัดหมายกันเดินทางไปยื่นหนังสือต่อผู้ว่าราชการจังหวัดที่ศาลากลางจังหวัดลำปาง เพื่อคัดค้านการประกาศผังเมืองรวม และขอขึ้นทะเบียนที่สาธารณประโยชน์ ในช่วงค่ำวันที่ 16 ส.ค. ได้มีเจ้าหน้าที่ทหารในเครื่องแบบ 2 นาย จาก มทบ.32 เดินทางมาพบชาวบ้าน เพื่อขอให้ชาวบ้านเดินทางไปยื่นหนังสือที่อำเภอแทน แต่ชาวบ้านยังคงยืนยันจะเดินทางไปยื่นหนังสือต่อผู้ว่าฯ เนื่องจากเคยยื่นกับทางอำเภอไปก่อนหน้านี้แล้ว แต่ยังไม่มีการตอบรับใดๆ

mining report2

ที่มาภาพ เฟซบุ๊ก เหมืองแร่ลำปาง

เช้าวันต่อมา เจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจเดินทางเข้ามาพูดคุยกับชาวบ้านอีกครั้ง และห้ามชาวบ้านไม่ให้เดินทางไปยื่นหนังสือเป็นจำนวนมาก เนื่องจากจะผิด พ.ร.บ. ชุมนุมสาธารณะ รวมทั้งกล่าวอ้างถึงความไม่เหมาะสมในการไปยื่นหนังสือในวันเดียวกับที่สมเด็จพระเทพฯ เสด็จพระราชดำเนินอีกด้วย แต่กลุ่มชาวบ้านก็ยังยืนยันจะเดินทางไปตามเดิม โดยเห็นว่าเป็นเพียงการไปยื่นเรื่องร้องเรียนในปัญหาความเดือดร้อนของตน ไม่ได้ไปชุมนุมที่จะทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน และไม่ได้ไปในพื้นที่ที่เสด็จพระราชดำเนินแต่อย่างใด

ภายหลังการเดินทางไปยื่นหนังสือต่อผู้ว่าฯ ในวันที่ 19 ส.ค. ก็ได้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจนอกเครื่องแบบเดินทางไปถ่ายรูปที่หน้าบ้านของแกนนำชาวบ้าน เมื่อมีเพื่อนบ้านเข้าไปสอบถามจึงได้แสดงตนว่ามาจากสถานีตำรวจภูธรงาว มาขอดูหนังสือที่ชาวบ้านนำไปยื่น วันต่อมา ยังได้มีทหารในเครื่องแบบเข้ามาพูดคุยกับแกนนำชาวบ้าน ขอความร่วมมือไม่ให้เดินทางไปยื่นหนังสือกันเป็นจำนวนมากอีก เพราะจะดูเหมือนเป็นการชุมนุม ให้ส่งแค่ตัวแทนไปเท่านั้น พร้อมทั้งข่มขู่ว่าจะดำเนินการตามกฎหมายถ้ายังมีการเคลื่อนไหวอีก

ภายหลังการถูกข่มขู่ต่างๆ ทำให้แกนนำชาวบ้านบางคนต้องลดบทบาทของตนเองลง ด้วยกลัวผลกระทบจากการคุกคามที่เกิดขึ้น แต่ด้วยความเป็นนักต่อสู้ แกนนำบางส่วนก็กลับมาร่วมกิจกรรมตามปกติ อย่างไรก็ตาม ในสภาพที่เจ้าหน้าที่มีบทบาทปิดกั้นไม่ให้ชาวบ้านเคลื่อนไหว ก็ทำให้การจัดกิจกรรมต่างๆ ทำได้ยากมากขึ้น

 

กรณีเหมืองแร่ทองคำวังสะพุง ตำบลเขาหลวง อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย[2]

พ.ศ.2534 บริษัท ทุ่งคาฮาเบอร์ จำกัด และบริษัท ทุ่งคำ จำกัด ได้ทำสัญญาว่าด้วยการสำรวจและทำเหมืองแร่ทองคำกับกรมทรัพยากรธรณีในพื้นที่น้ำคิว – ภูขุมทอง ครอบคลุมพื้นที่ 4 อำเภอ ในจังหวัดเลย เนื้อที่ 340,625 ไร่ จากการสำรวจพบว่าบริเวณดังกล่าวมีทองคำสมบูรณ์มากพอที่จะพัฒนาเป็นเหมืองทองคำได้ จึงยื่นขอประทานบัตรจำนวน 6 แปลง บนภูทับฟ้า และภูซำป่าบอน  ในตำบลเขาหลวง อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย พื้นที่ 1,308 ไร่ จากกระทรวงอุตสาหกรรม โดยได้รับอนุมัติเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2545 เป็นเวลา 25 ปี

ต่อมา ปี 2549 บริษัท ทุ่งคำ ได้รับใบอนุญาตประกอบโลหะกรรม ในบริเวณภูทับฟ้าและภูซำป่าบอน  ปี 2551 โรงพยาบาลวังสะพุงสุ่มตรวจไซยาไนด์ในเลือดของชาวบ้าน 6 หมู่บ้านรอบเหมือง จำนวน 279 คน ผลการตรวจโดยโรงพยาบาลรามาธิบดีพบว่า มีไซยาไนด์ ซึ่งเป็นสารเคมีที่ใช้ในการถลุงแร่ทองคำ ในเลือดของประชาชนกลุ่มตัวอย่าง 54 ราย ในจำนวนนี้มีไซยาไนด์ในเลือดเกินค่ามาตรฐาน 20 คน

ความเจ็บป่วยและอันตรายจากเหมืองทองคำ จุดกำเนิด ‘กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด’

เพียง 1 ปี ของการเปิดโรงงานประกอบโลหะกรรมในบริเวณเหมืองแร่ทองคำภูทับฟ้า ซึ่งอยู่บริเวณต้นน้ำ ก็ส่งผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมอย่างมากมาย นอกจากสิ่งแวดล้อมที่มีโลหะหนักปนเปื้อนอยู่จนสะสมในร่างกายของชาวบ้าน และมีความผิดปกติทางร่างกาย เช่น กล้ามเนื้ออ่อนแรง ผื่นคัน ตาพร่ามัวแล้ว อากาศยังเต็มไปด้วยฝุ่นควัน เสียงดังจากการระเบิด การเดินทางในหมู่บ้านมีอันตราย เนื่องจากมีรถบรรทุกขนาดใหญ่ทำงานตลอดเวลา อีกทั้งเกิดความแตกแยกในชุมชน ทำให้ชาวบ้านต้องลุกขึ้นมาต่อสู้เรียกร้องสิทธิในนาม ‘กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด’ โดยเริ่มจากการร้องเรียนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ จนกระทั่งหน่วยงานในระดับชาติหลายหน่วยงาน เพื่อให้เกิดการแก้ไขปัญหาเรื่องผลกระทบที่ชุมชนได้รับ ตลอดจนคัดค้านการขอขยายตัวของเหมืองแร่ในพื้นที่

mining report3

ปี 2556 ชาวบ้านได้ทำประชาคมและมีมติให้สร้างกำแพงปิดกั้นทางแยกที่เหมืองใช้ร่วมกับชุมชน เพื่อไม่ให้มีการผ่านเข้าออกเหมืองแร่ เป็นเหตุให้บริษัทฟ้องชาวบ้านทั้งทางแพ่งและอาญารวม 9 คดี เรียกค่าเสียหาย 270 ล้านบาท ชาวบ้านตกเป็นจำเลย 33 คน มีการทุบทำลายกำแพงถึงสองครั้ง โดยชายชุดดำพร้อมอาวุธในครั้งแรก และครั้งหลังโดยตำรวจร่วมกับองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น แต่ชาวบ้านยังคงปักหลักสู้ ส่งผลให้เหมืองแร่ไม่สามารถดำเนินการได้ กระทั่งคืนวันที่ 15 พ.ค.57 กองกำลังกว่า 300 คน มีอาวุธเป็นไม้ มีด ปืน ได้เข้าทำร้ายชาวบ้านที่นอนเฝ้าเวรยาม โดยทุบตี มัดมือมัดเท้า และยิงปืนข่มขู่ ทำให้ชาวบ้านทั้งหญิงและชายบาดเจ็บกว่า 30 คน

ขนแร่ภายใต้กฎอัยการศึก

หลังรัฐประหาร มีการส่งกำลังทหาร 1 กองร้อย เข้าประจำการในพื้นที่หมู่บ้านรอบเหมืองทองคำ โดยอ้างว่าเพื่อรักษาความสงบและความปลอดภัยให้กับชุมชน แต่ทหารที่เข้าไปในพื้นที่กลับเกลี้ยกล่อมให้ชาวบ้านไม่ขัดขวางการขนแร่ของบริษัท อีกทั้งยังควบคุมชาวบ้านไม่ให้ประชุม หรือทำกิจกรรมรณรงค์ใดๆ โดยอ้างกฎอัยการศึก หน้าบ้านแกนนำจะมีทหารเฝ้าอยู่ รวมทั้งมีการใช้สัญญาณ  GPS  จับสัญญาณโทรศัพท์  และดักฟัง มีการค้นบ้าน ค้นรถยนต์ ยึดป้ายรณรงค์ ห้ามนักพัฒนาและนักศึกษาไม่ให้เข้าไปในพื้นที่

ต่อมา ผู้บัญชาการกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยจังหวัดเลยได้แต่งตั้งคณะกรรมการขึ้น 4 ชุด เพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนและผลกระทบจากเหมืองแร่ ให้เสร็จสิ้นภายใน 3 เดือน โดยมีทหารและข้าราชการในจังหวัดเป็นกรรมการ แต่ชาวบ้านทั้ง 6 หมู่บ้าน ไม่มีส่วนร่วม ทำให้ชาวบ้านไม่ยอมรับและไม่ให้ความร่วมมือกับคณะกรรมการฯ ดังกล่าว ทหารกล่าวหาว่า แกนนำไม่ต้องการแก้ปัญหาจริง ทำให้เกิดความแตกแยกในหมู่ชาวบ้าน กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดจึงทำประชาคมทั้ง 6 หมู่บ้าน และนำมติของที่ประชุมประชาคมเรื่องความต้องการของชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบและเงื่อนไขการขนแร่ออกจากพื้นที่ เสนอต่อคณะกรรมการฯ

มติประชาคมให้มีการดำเนินการ 6 ขั้นตอน เรียงตามลำดับดังนี้ (1) เพิกถอนประทานบัตรเหมืองทองคำทั้ง 6 แปลง (2) เพิกถอนใบอนุญาตประกอบโลหะกรรมและกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง (3) เคลื่อนย้ายเครื่องจักรและอุปกรณ์อื่นๆ ออกจากเขตประทานบัตร (4) ขนสินแร่ทั้งหมดออกจากเขตประทานบัตร (5) ปิดเหมืองเพื่อฟื้นฟูสภาพแวดล้อมและวิถีชีวิตของประชาชน (6) เยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการทำเหมืองทองคำทุกด้าน

การที่กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดไม่ยอมรับคณะกรรมการ และจัดทำประชาคมเพื่อหาแนวทางการแก้ไขปัญหาที่เป็นความต้องการของชาวบ้าน นำไปสู่การเรียกแกนนำไปรายงานตัวอย่างน้อย 2 ครั้ง ทหารกล่าวหาว่า ขัดคำสั่ง คสช. ไม่เคารพทหาร หากยังดำเนินการในลักษณะดังกล่าวอีกจะจับกุม และหากไม่สามารถยุติปัญหาความขัดแย้งระหว่างบริษัทกับชาวบ้านได้จะนำกฎอัยการศึกเข้ามาบังคับใช้

อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอจากประชาคมชาวบ้านไม่ได้ถูกนำไปพิจารณาเพื่อแก้ไขปัญหาให้กับชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากการทำเหมืองแร่ สุดท้าย ทหารและส่วนราชการที่เกี่ยวข้องกลับกดดันให้ชาวบ้านเปิดทางให้บริษัทขนแร่ออกจากเหมืองแลกกับการถอนฟ้องคดีที่ชาวบ้านเป็นจำเลยทั้ง 9 คดี ตามข้อเสนอของบริษัท เพื่อยุติปัญหาความขัดแย้งซึ่งมีที่มาจากความต้องการขนแร่ของบริษัท กับความพยายามปกป้องสิทธิของชาวบ้าน ในที่สุด ชาวบ้านจำเป็นต้องรับข้อเสนอดังกล่าว นำไปสู่การถอนฟ้องคดีและการขนแร่ออกจากพื้นที่ในวันที่ 8 ธ.ค. 57

mining report4

ที่มาภาพ ประชาไท

หนึ่งในแกนนำกล่าวถึงเหตุผลที่ต้องยินยอมให้บริษัทขนแร่ออกจากเหมืองว่า “พวกเราน่าจะเป็นชาวบ้านกลุ่มแรกที่โดนเรียกรายงานตัวโดยกฎอัยการศึก ผมถูกเรียกประมาณ 3 รอบ เขาก็เอาแร่ที่เหลือออกจนได้ แลกกับคดี ข่มขู่ทุกๆ ทาง พี่น้องที่ถูกคดีทั้งหมด 33 คน มีอยู่ 2-3 คน ที่สภาพจิตใจก็ไม่ไหวด้วยกฎทหาร ก็ต้องยอม การขนแร่ถูกต้องตามกฎหมายเนื่องจากใช้กฎอัยการศึก”[3]

ถูกจับตาเข้มหลังรวมตัวเป็นเครือข่าย

กองกำลังทหารที่เข้ามาประจำการในหมู่บ้านหลังรัฐประหารถูกชาวบ้านกดดันให้ออกนอกพื้นที่ตั้งแต่เดือนกันยายน 2557 แต่ก็ยังมีทหารเข้ามาทำงานมวลชนและติดตามความเคลื่อนไหวของชาวบ้านอยู่ตลอด โดยทำกิจกรรมตั้งแต่เกี่ยวข้าว แจกผ้าห่ม จนถึงร่วมงานบุญและงานศพในชุมชน เดือนกุมภาพันธ์ 2558 ชาวบ้านทำซุ้มประตูเข้าหมู่บ้าน เขียนข้อความ “ปิดเหมือง ฟื้นฟู” ทหารก็มีหนังสือถึง อบต.เขาหลวง ให้รื้อซุ้มประตูออก

มิถุนายน 2558 กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดเข้าร่วมเป็นเครือข่ายกับนักศึกษาและชาวบ้านกลุ่มอื่นๆ ในนาม ‘ขบวนการประชาธิปไตยใหม่’ เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลหยุดละเมิดสิทธิชุมชน และให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาที่เกี่ยวข้องกับชุมชน โดยจัดกิจกรรมที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย จ.ขอนแก่น หลังกิจกรรมนี้ รองผู้บังคับการจังหวัดทหารบกเลย พร้อมเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงรวม 15 คน เดินทางมาพบชาวบ้าน กล่าวว่า การเข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าวอาจเข้าข่ายการชุมนุมทางการเมือง ซึ่งมีความผิด โดยอ้างมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 ทั้งยังห้ามไม่ให้ชาวบ้านเดินทางไปร่วมงานของนักศึกษาอีก

การเข้าร่วม ‘ขบวนการประชาธิปไตยใหม่’ ทำให้กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดถูกจับตามองมากขึ้น เจ้าหน้าที่จะมาขับรถวนรอบหมู่บ้าน และถ่ายภาพเป็นประจำ ทั้งยังสั่งให้รายงานทหารก่อนหากมีคนจะเข้าออกหมู่บ้านเกิน 5 คน นักศึกษาหรือกลุ่มกิจกรรมที่มาจัดกิจกรรมในพื้นที่ จะถูกสอดส่อง หรือข่มขู่ ขัดขวางไม่ให้จัดกิจกรรมได้ เช่น กรณีกลุ่มคนรุ่นใหม่เพื่อการเปลี่ยนแปลงสังคม มีกำหนดจัดค่ายอนุรักษ์ธรรมชาติให้เยาวชนในเดือนมิถุนายน แต่ทหารให้เลื่อนไปก่อน จนต้องมาจัดอีกครั้งในเดือนสิงหาคม ทหารก็ยังพยายามขัดขวาง โดยให้ทำหนังสือขออนุญาต กระทั่งสั่งห้ามจัด อ้างว่าผิด พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะ แต่ผู้จัดกิจกรรมเห็นว่าไม่มีเหตุผล จึงจัดกิจกรรมตามกำหนดเดิม โดยมีเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบมาสังเกตการณ์และถ่ายรูป หรือกรณีนิสิตมหาวิทยาลัยมหาสารคามมาถ่ายทำสารคดี ก็ถูกเจ้าหน้าที่ซักถามข้อมูล และถูกกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย จ.มหาสารคาม เรียกตัวกลับ ทั้งที่ยังทำงานไม่เสร็จ

นอกจากการติดตามชาวบ้าน แกนนำ รวมทั้งบุคคลภายนอกที่เข้าไปในพื้นที่แล้ว เจ้าหน้าที่ยังได้ไปพบแม่ของแกนนำบางคนที่อยู่ต่างจังหวัด ถ่ายรูป และถามข้อมูลเกี่ยวกับแกนนำ รวมทั้งโทรศัพท์ไปหาในยามวิกาล สร้างความกังวลและความรำคาญแก่ชาวบ้านเป็นอย่างมาก

พ.ร.บ.ชุมนุมฯ สกัดการตรวจสอบขั้นตอนให้ความเห็นชอบ

28 ส.ค. 58 ประธานสภา อบต.เขาหลวง มีกำหนดนำเรื่องการขอต่ออายุการอนุญาตใช้พื้นที่ป่าสงวน และพื้นที่ สปก. เพื่อทำเหมืองแร่ ของบริษัท ทุ่งคำ เข้าสู่ที่ประชุมเพื่อให้สมาชิก อบต. พิจารณาให้ความเห็นชอบ โดยเชิญตัวแทนชาวบ้านที่ได้ผลกระทบจากการทำเหมืองเข้าชี้แจงด้วย แต่ก่อนวันประชุม ทหารขู่จะใช้ พ.ร.บ.ชุมนุมฯ และ ม.44 เพื่อสกัดกั้นไม่ให้ชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบเข้าร่วมฟังการประชุม ทั้งยังมีทหารมาเฝ้าสังเกตการณ์ในหมู่บ้าน อย่างไรก็ตาม ในวันประชุมมีชาวบ้านเข้าร่วมและรอฟังการประชุมกว่า 300 คน โดยมีกำลังตำรวจทหารราว 300 นาย มาดูแลสถานการณ์ พร้อมทั้งเตือนให้ชาวบ้านอยู่ในความสงบเพื่อไม่เป็นการขัดต่อ พ.ร.บ.ชุมนุมฯ

ต่อมา 16 ก.พ.59 มีการประชุมสภา อบต. เขาหลวงเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบต่อการเข้าใช้พื้นที่ป่าสงวน และ สปก. เพื่อทำเหมืองแร่อีกครั้ง เนื่องจากที่ผ่านมายังไม่สามารถหามติได้ ชาวบ้าน 6 หมู่บ้านก็ถูกปิดกั้นไม่ให้เข้าร่วมรับฟังการประชุมเช่นเคย โดยอ้างคำสั่งผู้อำนวยการศูนย์รักษาความสงบเรียบร้อยวังสะพุง ไม่อนุญาตให้ชาวบ้านเข้าใช้พื้นที่บริเวณที่ทำการ อบต. ตั้งแต่วันที่ 15 ก.พ. และในวันประชุม ผู้กำกับ สภ.วังสะพุง ก็ใช้ พ.ร.บ.ชุมนุมฯ สั่งให้ชาวบ้านออกจากบริเวณ อบต.เขาหลวง โดยมีตำรวจ ทหาร และอาสาสมัครรักษาดินแดน ราว 250 นาย เข้าควบคุมพื้นที่ ทั้งยังขอให้ศาลจังหวัดเลยมีคำสั่งให้ชาวบ้านที่อยู่ในบริเวณ อบต.เขาหลวง เลิกการชุมนุม

mining report5mining report6

ที่มาภาพ นักข่าวพลเมือง

หลังบริษัท ทุ่งคำ ขนแร่ออกจากเหมืองได้สำเร็จ รัฐบาล คสช. และทหารในพื้นที่ก็ไม่ได้ดำเนินการใดๆ เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากเหมืองทองคำอีก มิหนำซ้ำ บริษัทยังเดินหน้าฟ้องชาวบ้านเพิ่มอีก 5 คดี ในข้อหาหมิ่นประมาท กรณีนำเสนอข่าวผ่านเฟซบุ๊คและกรณีติดป้าย ‘ปิดเหมืองฟื้นฟู’,  ข้อหาละเลยการปฏิบัติหน้าที่กรณีปล่อยให้มีการติดป้าย ‘ปิดเหมืองฟื้นฟู’,  ข้อหาบุกรุก กรณีไปจัดกิจกรรมบนภูซำป่าบอน, ข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ กรณีไม่นำเรื่องการขอต่ออายุการอนุญาตใช้พื้นที่ป่าไม้ และพื้นที่ สปก.เพื่อทำกิจการเหมืองแร่ บรรจุในวาระการประชุม รวมทั้ง แจ้งความดำเนินคดีเยาวชน ฐานหมิ่นประมาท จากการรายงานข่าวการจัดค่ายเยาวชน

คำกล่าวตัวแทนกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดสรุปสถานการณ์ของชาวบ้านได้ชัดเจน “การเคลื่อนไหวแต่ละครั้ง การประชุมแต่ละครั้งของชาวบ้านมันเป็นเรื่องของสิทธิชุมชน เป็นเรื่องเกี่ยวกับปากท้อง เป็นเรื่องที่เราสู้กันมานานแล้ว ทำไมทหารต้องคุกคามเราขนาดนั้น เราทำอะไรไม่ได้เหมือนแต่ก่อน เราทำซุ้มประตูเข้าหมู่บ้าน ทหารก็บีบมาทาง อบต. ให้รื้อ หลังรัฐประหารมานี้ เรายิ่งตัวเล็กลงๆ แทบไม่มีใครได้ยินปากเสียงของเรา[4]

 

บทสรุป: บูรณาการการใช้อำนาจของทหารกับการปฏิรูปที่ไม่มีประชาชนในสายตา

เมื่อมองผ่านกรณีเหมืองทอง จ.เลย และเหมืองแร่ลิกไนต์ จ.ลำปาง ทำให้เห็นได้ว่าบทบาทของทหารไม่ได้จำกัดอยู่แค่ปิดกั้นการแสดงความเห็นและการแสดงออก การรวมกลุ่มและชุมนุมคัดค้านเหมืองแร่ ผ่านการสั่งห้ามกิจกรรม และเรียกแกนนำรายงานตัว คุกคาม ติดตาม ด้วยการตีความหรือกล่าวอ้างว่า การใช้สิทธิขั้นพื้นฐานเหล่านี้ทำให้สถานการณ์ไม่สงบ และเจ้าหน้าที่มีอำนาจเด็ดขาด สามารถจับกุมและคุมขังได้  ทหารยังขยายขอบเขตการใช้อำนาจพิเศษไปสู่การปิดกั้นการสร้างเครือข่ายในการแก้ไขปัญหาของชาวบ้าน รวมทั้งปิดกั้นกิจกรรมที่เป็นการศึกษา แลกเปลี่ยนเรียนรู้ และกิจกรรมในเชิงวัฒนธรรม โดยตีความอย่างน่าเป็นห่วงว่า เป็นการยุยง ปลุกปั่นให้คัดค้านเหมือง หรือนโยบายของรัฐบาล

ทหารยังแสดงบทบาทร่วมกับข้าราชการในพื้นที่ หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โน้มเอียงไปในทางที่เอื้อประโยชน์แก่ผู้ลงทุน ไม่ว่าจะเป็นการจัดเวทีปรองดองที่มีบริษัทผู้ขอสัมปทานมาตั้งโต๊ะลงชื่อผู้เข้าร่วมประชุม หรือการเข้าตรวจสอบแนวเขตที่ขอสัมปทาน แล้วแสดงความเห็นสนับสนุนการทำเหมืองแร่ หรือปิดกั้นไม่ให้ชาวบ้านเข้าร่วมในเวทีที่มีการตัดสินใจให้ความเห็นชอบต่อโครงการเหมืองแร่

นอกจากนี้ ทหารยังทำเหมือนเป็นตัวกลางในการแก้ไขปัญหาระหว่างชาวบ้านกับผู้ลงทุน แต่สุดท้ายภายใต้กฎอัยการศึกและกฎหมายพิเศษที่มอบอำนาจเบ็ดเสร็จให้ทหาร ทหารร่วมกับข้าราชการก็เป็นผู้กดดันให้ชาวบ้านยินยอมตามข้อเสนอของบริษัท โดยที่ความต้องการของชาวบ้านที่ให้เพิกถอนสัมปทาน เนื่องจากการทำเหมืองแร่ส่งผลอันตรายต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของชาวบ้านที่อยู่รอบเหมือง ไม่ได้ถูกหยิบยกมาพิจารณา

ในพื้นที่มีการสำรวจและทำเหมืองแร่อีกหลายพื้นที่ก็พบบทบาททหารในลักษณะเดียวกันนี้ เช่น พื้นที่ที่ได้รับอาชญาบัตรสำรวจแร่  จ.แพร่ และสกลนคร ชาวบ้านติดป้ายคัดค้านเหมืองในหมู่บ้านเพียง 1 วัน ก็ถูกทหารมาเก็บไป และแกนนำกลุ่มคัดค้านถูกเรียกตัว เช่นเดียวกับกลุ่มต้านโปแตช จ.อุดรธานี และกลุ่มคัดค้านเหมืองแร่ จ.เพชรบูรณ์ การเข้ายื่นหนังสือร้องเรียนกับรัฐบาลของกลุ่มคัดค้านเหมืองทองพิจิตรและเหมืองแร่เพชรบูรณ์ถูกสกัด โดยให้ยื่นเรื่องที่ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดที่ไม่มีอำนาจในการแก้ไขปัญหา นักศึกษาและอาจารย์ที่ลงพื้นที่สำรวจข้อมูลพื้นฐานชุมชนในพื้นที่คำขอประทานบัตรโครงการเหมืองแร่โปแตช จ.อุดรธานี ก็ถูกคุกคาม

เวทีปรองดองของ จ.อุดรธานี ถูกใช้เป็นเวทีประชาสัมพันธ์และสนับสนุนโครงการเหมืองโปแตช โดยกีดกันไม่ให้ฝ่ายคัดค้านเข้าร่วม เวทีประชาคมเพื่อรับฟังความเห็นชาวบ้านถูกจัดในค่ายทหาร รวมทั้งในการประชุมสภา อบต. เพื่อลงมติให้ความเห็นชอบโครงการ กำลังทหาร ตำรวจก็สกัดไม่ให้ชาวบ้านเข้าร่วม ขณะที่เวทีติดตามความคิดเห็นของประชาชนต่อเหมืองโปแตชอาเซียน จ.ชัยภูมิ ซึ่งจะมีการสร้างโรงไฟฟ้าที่ใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงด้วย กลุ่มคัดค้านก็ถูกห้ามแสดงความเห็นด้วย ม.44 และ พ.ร.บ.ชุมนุมฯ

สภาพการณ์ปิดกั้นเสรีภาพของประชาชนในการแสดงความเห็นและการแสดงออก การรวมกลุ่มและการชุมนุม ด้วยกฎหมายพิเศษของคณะรัฐประหาร พร้อมด้วย พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะ ดังกล่าวมา เห็นได้ชัดว่า ส่งผลให้การเข้าไปมีส่วนร่วมและตรวจสอบการให้สัมปทานสำรวจและทำเหมืองแร่ รวมทั้งการเคลื่อนไหวคัดค้านทั้งในระดับพื้นที่ และในระดับนโยบาย อันเป็นเครื่องมือเพียงไม่กี่อย่างของชาวบ้านในการต่อสู้เพื่อปกป้องสิทธิของตนในการใช้ทรัพยากรและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม หดหายไป เปิดโอกาสให้ทั้งกลุ่มทุนและรัฐผลักดันนโยบายให้สัมปทานเหมืองแร่ได้อย่างเต็มที่ ภายใต้คำอ้างเรื่อง ‘ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ’ และ ‘การปฏิรูป’

กรณีเหมืองลิกไนต์บ้านแหง ปฏิบัติการของทหารส่งผลให้ชาวบ้านตัดสินใจระงับการเคลื่อนไหวคัดค้านเหมืองที่มีมาอย่างต่อเนื่องกว่า 5 ปี ต่อมา วันที่ 10 ส.ค.58  กระทรวงอุตสาหกรรมก็อนุญาตประทานบัตรทำเหมืองถ่านหินลิกไนต์แก่บริษัท เขียวเหลือง จำกัด สำหรับเหมืองโปแตชอุดรฯ ซึ่งการขออนุญาตประทานบัตรยืดเยื้อมากว่า 10 ปี เนื่องจากชาวบ้านคัดค้าน ในปี 2558 หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็พยายามเร่งรัดทำประชาคมใน 2 ตำบลที่เหลือจนเสร็จสิ้น ที่สำคัญ ในเดือนกุมภาพันธ์ 2558 มีการอนุญาตประทานบัตรเหมืองแร่โปแตชใบแรกของไทย สำหรับเหมืองโปแตชอาเซียน จ.ชัยภูมิ หลังรัฐบาลต่างๆ พยายามผลักดันมากว่า 30 ปี และประทานบัตรเหมืองโปแตช จ.นครราชสีมา เป็นใบที่สองในเดือนกรกฎาคมปีเดียวกัน

นอกจากนี้ เว็บไซต์กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ ยังปรากฏข้อมูลใบอนุญาตอาชญาบัตรสำรวจแร่ต่างๆ ที่ยังมีอายุ จำนวน 125 แปลง ใน 21 จังหวัดทั่วทุกภาค พื้นที่กว่า 8 แสนไร่ (ข้อมูล ณ 15 มี.ค.59) โดย 124 แปลง เป็นอาชญาบัตรที่ออกตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2557- มีนาคม 2559

ขณะเดียวกัน ปัญหาผลกระทบจากการประกอบกิจการเหมืองแร่ไม่เคยได้รับการแก้ไขหรือวางมาตรการป้องกันที่เห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม กรณีผลกระทบจากการทำเหมืองแร่ 12 กรณี ที่เข้าสู่คณะรัฐมนตรีตั้งแต่ 28 ตุลาคม 2512-16 มิถุนายน 2558 จนถึงปัจจุบันส่วนใหญ่ยังไม่มีข้อยุติ โดยเฉพาะในเรื่องผลกระทบจากการปนเปื้อนจากสารเคมี[5] คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้รับเรื่องร้องเรียนกรณีที่เป็นผลกระทบจากการทำเหมืองแร่ ปี 2550-2557 ใน 17 พื้นที่[6] แต่ข้อเสนอเพื่อการแก้ไขปัญหาและเยียวยาผลกระทบ ก็ยังไม่ถูกนำไปปฏิบัติให้เกิดผลเช่นกัน ดังนั้น การอนุมัติให้สำรวจและทำเหมืองแร่อย่างกว้างขวางในรัฐบาลนี้ จึงคาดการณ์ได้ว่า จะก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนและประชาชนอีกจำนวนมาก โดยเฉพาะในเรื่องสุขภาพ และคุณภาพชีวิต

แม้รัฐบาลจะมีมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 10 พ.ค. 59 ให้ยุติการอนุมัติประทานบัตร อาชญาบัตร และคำขอต่ออายุในกิจการเหมืองแร่ทองคำ ด้วยเหตุผลว่า เพื่อยุติความขัดแย้ง ส่งผลให้เหมืองแร่ทองคำบริเวณรอยต่อจังหวัดพิจิตร เพชรบูรณ์ และพิษณุโลก ซึ่งก่อให้เกิดความเจ็บป่วยของชาวบ้านรอบเหมือง ต้องหยุดดำเนินกิจการภายในสิ้นปี 2559 แต่การให้อนุญาตสำรวจและทำเหมืองแร่อื่นๆ ยังคงเร่งเดินหน้าต่อไป ที่สำคัญร่าง พ.ร.บ.แร่ ที่เร่งรีบผลักดันภายใต้กลไกของ คสช. โดยขาดกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน กำลังจะผ่านสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และมีผลบังคับใช้ ซึ่งจะทำให้การประกาศเขตพื้นที่ทำเหมือง ตลอดจนกระบวนการให้อนุญาตทั้งหลาย เอื้อประโยชน์ให้เอกชน โดยประชาชนไม่สามารถเข้าไปมีส่วนร่วม ภายใต้ พ.ร.บ.แร่ ฉบับใหม่ มีความเป็นไปได้อย่างยิ่งที่คณะรัฐมนตรีจะเปลี่ยนแปลงมติ 10 พ.ค.59 นี้ โดยอ้างถึงผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของชาติมากกว่าคำนึงถึงผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่

กล่าวได้ว่า ภายใต้คำอ้างเรื่อง ‘การขับเคลื่อนเศรษฐกิจ’ และ ‘การปฏิรูป’ โดยการริบเครื่องมือในการตรวจสอบและต่อสู้เพื่อปกป้องสิทธิของประชาชนไป คสช. และกลไกทั้งหลายของ คสช. ได้ละเมิดสิทธิของประชาชนในการมีส่วนร่วมกับรัฐในการใช้ประโยชน์จากทรัพยากร  หรือปกป้องสิ่งแวดล้อมให้มีคุณภาพเพียงพอต่อการดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างปลอดภัย รวมทั้งสิทธิที่จะมีส่วมร่วมในการกำหนดนโยบายสาธารณะที่ส่งผลกระทบต่อตนเอง ซึ่งไม่เพียงละเมิดสิทธิในปัจจุบันเท่านั้น แต่ยังสร้างกลไกการละเมิดสิทธิต่อไปในอนาคตอีกยาวไกล ทั้งหมดนี้นำไปสู่การละเมิดสิทธิในการมีคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชนในที่สุด

เช่นนี้แล้ว ภารกิจการปฏิรูปของ คสช. ก็ไม่อาจนิยามได้ว่า ปฏิรูปไปเพื่ออะไร เพราะมีแต่หายนะของประชาชนเท่านั้นที่รออยู่เบื้องหน้า

[1] ดูบทความที่นำเสนอปัญหาการขอประทานบัตรเหมืองแร่ในกรณีบ้านแหงโดยละเอียดใน “ความสุ่มเสี่ยงของพรรคเพื่อไทยต่อข้อกล่าวหานำที่ดิน ส.ป.ก. ไปให้นายทุนทำเหมืองแร่ถ่านหินที่บ้านแหง” โดยเลิศศักดิ์ คำคงศักดิ์ (เขียนเมื่อ 2 พฤศจิกายน 2555)

[2] ข้อมูลจากศูนย์กฎหมายสิทธิมนุษยชนเพื่อสังคม, เฟซบุ๊ค เหมืองแร่ เมืองเลยV2 และจากการสัมภาษณ์ชาวบ้านในพื้นที่

[3] เสวนา “การมีส่วนร่วม”  1 ใน 5 หลักการของ “ขบวนการประชาธิปไตยใหม่” งานครบรอบ 12 ปี ดาวดิน 18 ก.ค.58 ที่บ้านดาวดิน จังหวัดขอนแก่น

[4] เวที “อีสานกลางกรุง” 20 มีนาคม 2558 คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

[5] ดูรายละเอียดใน “การเมืองเรื่องแร่…มติเพื่อเหมือง? ตอนสอง,” ประชาธรรม, 27 ส.ค.58.

[6] ดูรายละเอียดและรูปธรรมผลกระทบใน เอกสารประกอบการสัมมนาเรื่อง “สิทธิชุมชนและสิทธิการพัฒนา: จากองค์ความรู้สู่ข้อเสนอเชิงยุทธศาสตร์” 17-19 มิถุนายน 2558 โดยคณะอนุกรรมการด้านสิทธิชุมชน และคณะอนุกรรมการสิทธิมนุษยชนด้านที่ดินและป่า ในคณะกรรมการสิทธิมนุษยแห่งชาติ

 

เรื่องที่เกี่ยวข้อง:

การจัดการทรัพยากรเหมืองแร่กับการละเมิดสิทธิมนุษยชนหลังรัฐประหาร (1)

Advertisements

การจัดการทรัพยากรเหมืองแร่กับการละเมิดสิทธิมนุษยชนหลังรัฐประหาร (1)

 

คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และรัฐบาลภายหลังรัฐประหาร ใช้อำนาจปิดกั้นเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการแสดงออก การรวมกลุ่ม และการชุมนุม ของคนกลุ่มต่างๆ ในสังคมไทย ส่งผลกระทบต่อสิทธิในด้านต่างๆ ตามมาอีกมากมาย หนึ่งในกลุ่มคนที่ได้รับผลกระทบคือ ประชาชนที่อยู่กับทรัพยากร หรืออยู่ในพื้นที่ที่มีโครงการพัฒนา ทั้งของรัฐและเอกชน ทั้งโครงการที่มีมาก่อนการรัฐประหาร และโครงการที่ผุดขึ้นจากนโยบายหลังรัฐประหาร ไม่ว่าจะเป็นการให้สัมปทานสำรวจและทำเหมืองแร่ การให้สัมปทานสำรวจและขุดเจาะปิโตรเลียม เขตเศรษฐกิจพิเศษ โครงการน้ำ โรงไฟฟ้าพลังงานขยะ เป็นต้น

ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนจึงขอประมวลสถานการณ์สิทธิมนุษยชนหลังรัฐประหาร 22 พ.ค. 57 กรณีทรัพยากรแร่ เพื่อนำเสนอภาพต่อ (jigsaw) อีกหนึ่งชิ้นของสถานการณ์ละเมิดสิทธิมนุษยชนที่ดำรงอยู่ในขณะนี้ให้เห็นโดยสังเขป

ในตอนแรกของรายงาน จะได้กล่าวถึงภาพรวมของปัญหาและการละเมิดสิทธิในกระบวนการให้สัมปทานสำรวจและทำเหมืองแร่ ทั้งในระดับนโยบายและในระดับพื้นที่ ที่ส่งผลกระทบต่อชาวบ้านและชุมชน ผ่านมุมมองของ เลิศศักดิ์ คำคงศักดิ์ ผู้ประสานงานกลุ่มนิเวศวัฒนธรรมศึกษา ภาคประชาชนที่คลุกคลีและติดตามประเด็นดังกล่าวมาอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง

 

เลิศศักดิ์ คำคงศักดิ์: รายงานการละเมิดสิทธิมนุษยชนด้านทรัพยากรแร่

  1. อดีตและปัจจุบันของกระบวนการทำเหมืองแร่
  • ก่อนการทำเหมือง : ลัดขั้นตอนและสร้างข้อมูลเท็จ

ในเรื่องทรัพยากรแร่มักพบเห็นปัญหาพื้นฐานอยู่เสมอว่า มีการลัดขั้นตอนและสร้างข้อมูลเท็จในการขอสัมปทานสำรวจและทำเหมืองแร่  หรือมีกลโกงในขั้นตอนต่าง ๆ  เช่น  มีการประชุมหมู่บ้าน  อบต./เทศบาล  ในวาระอื่น ๆ  แต่มีการจัดทำบันทึกการประชุมแทรกเนื้อหาการขอสัมปทานสำรวจและทำเหมืองแร่ลงไปในภายหลัง  หรือมีการประชุมหมู่บ้าน  อบต./เทศบาล  ในวาระเรื่องการขอสัมปทานสำรวจและทำเหมืองแร่จริง  แต่จัดทำบันทึกการประชุมเท็จว่าประชาชนหรือสมาชิก อบต./เทศบาลส่วนใหญ่เห็นชอบให้มีการขอสัมปทานสำรวจและทำเหมืองแร่ได้  ทั้ง ๆ ที่เสียงส่วนใหญ่ในวันประชุมจริงไม่เห็นชอบ  เป็นต้น

ประชาชนในพื้นที่ส่วนใหญ่มักถูกหลอก  ล่อลวง  เช่นนี้เสมอ  และก็ยากที่จะดำเนินการเอาผิดทั้งในทางฟ้องร้องต่อหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องและฟ้องต่อศาล  เนื่องจากหน่วยงานราชการมักสนับสนุนหรือให้ท้ายเจ้าหน้าที่รัฐในท้องถิ่นที่มีการทำความผิดเช่นนี้อยู่เสมอ  โดยอ้างหลักฐานไม่เพียงพอ  ไม่ชัดเจน  หรือเป็นอำนาจหน้าที่ที่เจ้าหน้าที่รัฐในท้องถิ่นสามารถตัดสินใจได้เองไม่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานกำกับดูแลแต่อย่างใด  ในส่วนของการฟ้องคดีต่อศาล  โดยเฉพาะศาลปกครองก็มีความล่าช้ามาก  บางคดีมีคำพิพากษาออกมาว่าขั้นตอนเหล่านั้นผิดชัดเจน ก็ไม่สามารถนำไปบังคับย้อนเหตุการณ์ได้  ยกตัวอย่างเช่น  ในระหว่างพิจารณาคดีของศาลปกครอง  หน่วยงานรัฐได้ดำเนินการอนุญาตประทานบัตร (สัมปทานทำเหมืองแร่) ให้แก่ผู้ลงทุนไปแล้ว  พอศาลพิพากษาว่า ขั้นตอนเริ่มต้นของการขอสัมปทานทำเหมืองแร่ผิดจริง  เช่น  มีการทำประชาคมเท็จ  มีการรังวัดไต่สวนประกอบคำขอประทานบัตรอันเป็นเท็จ  ก็ไม่ส่งผลให้การทำเหมืองแร่ที่กำลังดำเนินการอยู่ตามใบอนุญาตประทานบัตรยุติลงได้

  • ระหว่างการทำเหมือง : ไม่มีมาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบที่เข้มงวดเพียงพอ

กฎหมายในประเทศไทย  โดยเฉพาะกฎหมาย 4 หมวดที่เกี่ยวข้องในการกำกับดูแล  เฝ้าระวัง  ติดตาม  ควบคุม  ตรวจสอบและแก้ไขปัญหาผลกระทบจากการประกอบการเหมืองแร่  ได้แก่  กฎหมายแร่  กฎหมายสิ่งแวดล้อม  กฎหมายควบคุมมลพิษ  และกฎหมายโรงงาน  ไม่มีมาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อม  สังคม และสุขภาพที่เข้มงวดเพียงพอ  จนนำมาซึ่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม  สังคม และสุขภาพอย่างรุนแรงหลายพื้นที่  ตัวอย่างสำคัญของเหมืองขนาดใหญ่ที่ยังคงดำเนินการอยู่จนส่งผลกระทบอย่างรุนแรง  ได้แก่  การปนเปื้อนของสารพิษแคดเมียมจากการทำเหมืองแร่สังกะสีในร่างกายมนุษย์ที่ลุ่มน้ำแม่ตาว  อ.แม่สอด  จ.ตาก  จนทำให้ประชาชนมีสารแคดเมียมปนเปื้อนเกินค่ามาตรฐานประมาณ 1,000 คน  การเจ็บป่วยเกี่ยวกับโรคทางเดินหายใจของชาวบ้านที่อำเภอแม่เมาะ  จากการทำเหมืองแร่และโรงไฟฟ้าถ่านหินของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)  การเจ็บป่วยจากสารพิษโลหะหนัก  เช่น  ไซยาไนด์  สารหนู  ปรอท  ตะกั่ว  แมงกานีส  ปนเปื้อนเกินค่ามาตรฐานในร่างกายจากการทำเหมืองแร่ทองคำ 2 แห่ง  ที่จังหวัดเลย และพิจิตร-เพชรบูรณ์  การสูบน้ำเกลือในภาคอีสานหลายจังหวัดเพื่อนำมาต้มและตาก  ส่งผลให้นาข้าวและแหล่งน้ำสำหรับอุปโภคบริโภคไม่สามารถใช้งานได้จากความเค็มที่ปนเปื้อนลงไป  เป็นต้น

  • หลังเลิกกิจการ : เหมืองร้างไร้มาตรการฟื้นฟู

กฎหมายที่บังคับใช้ 4 หมวด  ตามข้อ ข.  ไม่มีบทบัญญัติมาตราใดในเรื่องการฟื้นฟูเหมืองไว้เลย  จึงมักพบเหมืองร้างที่มีสารพิษและโลหะหนักสะสมอยู่ในบ่อกักเก็บกากแร่ กองกลางแจ้งอยู่เช่นเดิม โดยไร้การเฝ้าระวัง  ตรวจสอบ  ควบคุมดูแล  และแก้ไขปัญหา  ตัวอย่างสำคัญของเหมืองขนาดใหญ่ที่เลิกกิจการไปแล้วที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม  สังคมและสุขภาพอย่างรุนแรง  ก็คือการทำเหมืองตะกั่วที่ลำห้วยคลิตี้  อำเภอทองผาภูมิ  จังหวัดกาญจนบุรี  ที่ตะกรันตะกั่วไหลรวมกันไปอยู่ในท้องน้ำแล้วลุกลามเข้าไปในห่วงโซ่อาหารโดยการปนเปื้อนอยู่ในสัตว์น้ำ  พืชอาหารริมน้ำ  จนทำให้ชาวกะเหรี่ยงที่ลุ่มน้ำลำห้วยคลิตี้ต้องเจ็บป่วยและล้มตายจากการมีสารตะกั่วปนเปื้อนอยู่ในร่างกายเกินค่ามาตรฐานเกือบทั้งหมู่บ้าน  การทำเหมืองดีบุกที่ร่อนพิบูลย์  จังหวัดนครศรีธรรมราช  ที่ทิ้งมรดกโรคไข้ดำที่เกิดจากสารหนูให้กับชาวบ้านหลายร้อยคน  เป็นต้น

 

  1. การละเมิดสิทธิมนุษยชน

ยุคประชาธิปไตย: รัฐและทุนจับมือ หลบเลี่ยงประชาชนตรวจสอบ     

ส่วนใหญ่แล้ว  แทบทุกพื้นที่ที่รัฐอนุญาตสัมปทานสำรวจและทำเหมืองแร่ในประเทศไทยมักมีปัญหากับประชาชนในพื้นที่ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง  เนื่องจากไม่มีพื้นที่สัมปทานสำรวจและทำเหมืองแร่ใดที่อยู่ห่างไกลจากชุมชน  แหล่งที่อยู่อาศัยและแหล่งทำมาหากิน  เช่น  ไร่  นา  สวน  ป่าชุมชน  ป่าใช้สอย  ที่ดินสาธารณประโยชน์ที่ประชาชนใช้สอยร่วมกัน  ฯลฯ

ประชาชนในพื้นที่สัมปทานส่วนใหญ่มักขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกฎหมายที่ส่งเสริมและสนับสนุนสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ในการเข้าไปมีส่วนร่วมในขั้นตอนและกระบวนการขอสัมปทานสำรวจและทำเหมืองแร่  จึงทำให้ไม่รู้ว่าจะเข้าไปมีส่วนร่วมในขั้นตอนและกระบวนการขออนุญาตสัมปทานสำรวจและทำเหมืองแร่เหล่านั้นอย่างไรได้บ้าง  จึงมักพบเห็นเป็นปัญหาอยู่เสมอว่า มีการร่วมมือระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับผู้ลงทุน ทำการลัดขั้นตอนและสร้างข้อมูลเท็จในการอนุญาตสัมปทาน  โดยเฉพาะขั้นตอนที่เปิดให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม  เช่น  การเข้าไปสำรวจแร่ในที่ดินที่ประชาชนมีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครอง  การรังวัดปักหมุดขอบเขตเหมืองแร่  การปรึกษาหารือเบื้องต้นก่อนดำเนินการขอสัมปทานทำเหมืองแร่  การไต่สวนประกอบคำขอสัมปทานทำเหมืองแร่  การทำประชาคมหมู่บ้านเพื่อรับฟังความคิดเห็นและพิจารณาตัดสินใจว่า จะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยให้ผู้ลงทุนดำเนินการขอสัมปทานทำเหมืองแร่ต่อไปได้หรือไม่  อย่างไร  การทำประชาคมหมู่บ้านเพื่ออนุญาตให้ใช้พื้นที่ป่าไม้,  ส.ป.ก.  หรือพื้นที่หวงห้ามตามกฎหมายอื่นเพื่อนำไปสำรวจและทำเหมืองแร่  การประชุมเพื่อลงมติขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อบต./เทศบาล)  การจัดทำรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA)/ รายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA)  ฯลฯ

mine

ยุค คสช.: ยิ่งหนุนนายทุน กดประชาชน

นอกจากรูปแบบการละเมิดสิทธิดังที่กล่าวมาข้างต้น  จะยังคงดำเนินต่อไปในพื้นที่การขอสัมปทานสำรวจและทำเหมืองแร่ต่าง ๆ ของไทย  การใช้อำนาจตามกฎอัยการศึกและมาตรา 44 แห่งรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557  ของ คสช. ในการห้ามชุมนุมตั้งแต่ 5 คน ขึ้นไป ส่งผลให้การเคลื่อนไหวคัดค้านต่าง ๆ ของประชาชนถูกระงับยับยั้งไว้แทบทั้งหมด  เช่น  ห้ามชุมนุม  ประชุม  รวมกลุ่ม  สัมมนา  ห้ามพูด  เขียน  ห้ามติดป้ายคัดค้าน  ฯลฯ  บางครั้งอาจได้รับการอนุโลมให้ทำได้ภายใต้เงื่อนไขบีบคั้นจนไม่สามารถแสดงเจตนาหรือบรรลุวัตถุประสงค์ของการจัดกิจกรรมได้  คำสั่งเหล่านี้ได้ปิดกั้นความคิดเห็น  การมีส่วนร่วม  การคัดค้าน  การแสดงออก  การชุมนุมสาธารณะ  ของประชาชนไปอย่างหมดสิ้น  แต่ในด้านตรงข้ามกลับส่งเสริมให้เจ้าหน้าที่รัฐและผู้ลงทุนในพื้นที่เข้มแข็งยิ่งขึ้น  เพราะไม่มีการสั่งห้ามกิจกรรมใด ๆ ของเจ้าหน้าที่รัฐและผู้ลงทุน  จึงแทบไม่มีการมีส่วนร่วมและการตรวจสอบใด ๆ จากประชาชนเลย

ตัวอย่างเช่น  เหมืองแร่ทองคำเขาหลวง  ต.เขาหลวง  อ.วังสะพุง  จ.เลย  ของบริษัท ทุ่งคำ จำกัด  ทหารเข้าไปประจำการในหมู่บ้าน 1 กองร้อย เพื่อปฏิบัติการบังคับ กดดัน ข่มขู่ ให้ชาวบ้านยอมให้บริษัทฯ ขนแร่ออกมาให้ได้  ไม่ว่าจะเป็นการบังคับให้เอาป้ายคัดค้านลง  ห้ามประชุมรวมกลุ่มกันในหมู่บ้าน  ห้ามให้นักศึกษา  เอ็นจีโอ  สื่อมวลชน  นักสิทธิมนุษยชนในประเทศและต่างประเทศเข้าไปพบปะ  เยี่ยมเยียน  รับรู้สถานการณ์  สังเกตการณ์ในพื้นที่  และเรียกแกนนำชาวบ้านหลายคนเข้าไปปรับทัศนคติหลายครั้งหลายหน  ห้ามแม้กระทั่งการจัดค่ายเยาวชนเพื่อเรียนรู้เรื่องสิ่งแวดล้อมในพื้นที่  เพราะเกรงว่าจะมีกลุ่มคนภายนอกยุยงปลุกปั่นให้เยาวชนในพื้นที่เกลียดเหมืองทอง  สุดท้ายทหารได้เป็นกำลังหลักคุ้มกันรถขนแร่ออกไปจากหมู่บ้าน

ในพื้นที่การขอสัมปทานทำเหมืองแร่โปแตชจังหวัดอุดรธานี  ทหารได้สนับสนุนให้ผู้ลงทุนขอสัมปทานทำเหมืองแร่โปแตชใต้ดินในเขตทหารได้อย่างเต็มที่  ทั้ง ๆ ที่มีกฎหมายหวงห้ามบังคับไว้  และในช่วงสิบกว่าปีของรัฐบาลที่ผ่าน ๆ มา ทหารได้แสดงเจตนาไว้ชัดเจนว่าไม่อนุญาตให้ใช้พื้นที่ทหารเพื่อการดังกล่าว  นอกจากนี้ ทหารยังเข้าไปกดดันและสอดส่องในพื้นที่จนทำให้กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานีไม่สามารถดำเนินการจัดประชุม  ชุมนุมคัดค้านใด ๆ ได้เลย

คณะรัฐบาลของ คสช.  ยังได้ทำเรื่องระดับนโยบายอีก 3 เรื่องสำคัญ  หนึ่ง คือ ใช้กฎอัยการศึก (และมาตรา 44)  ทำให้ขั้นตอนในการพิจารณาเห็นชอบรายงาน EIA/EHIA (ตามกฎหมายสิ่งแวดล้อม_พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2535) โครงการพัฒนาต่าง ๆ ให้สั้นลง    สอง คือ เห็นชอบร่างกฎหมายแร่  (ร่างพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. ….)  ซึ่งหลังจากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจแก้เสร็จเรียบร้อยแล้ว  ได้ส่งต่อให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณาตราเป็นกฎหมายบังคับใช้ ล่าสุด เมื่อวันที่ 17 มี.ค. 59 สนช. มีมติรับหลักการร่างพระราชบัญญัติแร่ฉบับนี้แล้ว ขั้นตอนต่อไป คณะกรรมาธิการวิสามัญจะพิจารณารายละเอียดในประเด็นต่างๆ ภายใน 60 วัน ก่อนส่งกลับให้ สนช. พิจารณาให้ความเห็นชอบ  สาม คือ ประกาศใช้พระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ.2558  ส่งผลให้ประชาชนในทุกพื้นที่ที่คัดค้านโครงการพัฒนาไม่สามารถชุมนุมเคลื่อนไหวใด ๆ ได้อีก  เพราะไม่ว่าการประชุมสัมมนา  การจัดค่ายเยาวชน  การดูงาน  ทัศนศึกษา  การยื่นหนังสือ  ฯลฯ  ล้วนถูกตีความว่าเข้าข่ายการชุมนุมตาม พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะ ที่ต้องขออนุญาตก่อนทั้งสิ้น

 

  1. ร่างกฎหมายแร่: ประชาชนยิ่งถูกละเมิดสิทธิร่วมจัดการทรัพยากร

ร่างพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. ….  ที่ผ่านความเห็นชอบในหลักการจากคณะรัฐมนตรี หมวด 7 การบริหารจัดการแร่ในพื้นที่พิเศษ  มาตรา 98  ให้อำนาจรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  โดยอนุมัติของคณะรัฐมนตรี  กำหนดพื้นที่ใด ๆ ให้เป็นเขตสำหรับดำเนินการสำรวจ  ทดลอง  ศึกษา  และวิจัยเกี่ยวกับแร่  รวมทั้งรัฐมนตรีสามารถอนุญาตให้ยื่นคำขออาชญาบัตรหรือประทานบัตรได้

มาตรา 99  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  โดยอนุมัติคณะรัฐมนตรี มีอำนาจประกาศกำหนดให้พื้นที่ใดเป็นเขตแหล่งแร่เพื่อการทำเหมืองได้เป็นอันดับแรกก่อนการสงวน  หวงห้าม  หรือใช้ประโยชน์ในพื้นที่นั้น  โดยพื้นที่ต้องเป็นแหล่งแร่ที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูง  และมิใช่พื้นที่ตามกฎหมายเฉพาะเรื่องการห้ามการเข้าใช้ประโยชน์โดยเด็ดขาด  รวมถึงพื้นที่เขตปลอดภัยและความมั่นคงของชาติ

มีแหล่งแร่ทองคำจำนวนมากอยู่ในพื้นที่ป่าสมบูรณ์  เป็นแหล่งอาศัยสำคัญของสัตว์ป่า  หรือพื้นที่ชุ่มน้ำที่เป็นแหล่งอพยพของนก  คำถามคือ  กฎหมายนี้จะให้อำนาจรัฐมนตรีประกาศให้พื้นที่เหล่านั้นเป็นพื้นที่ทำเหมืองแร่ได้หรือไม่  อย่างไร

เมื่อดูเจตนารมณ์ของบทบัญญัติมาตราดังกล่าวจะเห็นว่าเป็นการเปิดโอกาสให้นำพื้นที่อ่อนไหวทางระบบนิเวศตั้งแต่พื้นที่สูงบนภูเขาจนถึงที่ราบต่ำและชายทะเล  และพื้นที่หวงห้ามตามกฎหมายอื่น  เช่น  พื้นที่ ส.ป.ก.  พื้นที่ป่าต้นน้ำลำธาร  พื้นที่ที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์ทางโบราณวัตถุ  โบราณสถาน  หรือแหล่งฟอสซิลที่ควรค่าแก่การศึกษาและอนุรักษ์ไว้  ฯลฯ  ต้องคำนึงถึงการนำพื้นที่เหล่านั้นมาเปิดประมูลก่อนคำนึงถึงการสงวนหวงห้าม  หลักกฎหมายเช่นนี้  เป็นการลบล้างหรือครอบกฎหมายอื่นไปสิ้น  จนทำให้แทบไม่เหลือพื้นที่ใดเลยในประเทศที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์หรือรักษาไว้เพื่อประโยชน์ที่ไม่ใช่การสำรวจและทำเหมืองแร่อีกต่อไป

หลักการเช่นนี้  ดูเหมือนจะมีสภาพดุลพินิจ  หมายความว่าหากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมไม่หยิบยกพื้นที่หวงห้ามต่าง ๆ มาประกาศเปิดให้เอกชนประมูลเพื่อสำรวจและทำเหมืองแร่ก็ย่อมได้  แต่จริง ๆ แล้วบทบัญญัติหรือหลักการดังกล่าวมีสภาพบังคับมากกว่า  หมายความว่าหากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมไม่ดำเนินการหยิบยกพื้นที่หวงห้ามต่าง ๆ มาประกาศเปิดให้เอกชนประมูลเพื่อสำรวจและทำเหมืองแร่  ก็อาจทำให้ผู้ประกอบการหรือผู้ลงทุนบังคับได้หลายช่องทาง  ไม่ว่าจะเป็นการเข้าพบ  ร้องเรียน  เรียกร้อง หรือฟ้องต่อศาล  ให้รัฐมนตรีต้องดำเนินการ  เพราะหลักการตามบทบัญญัติดังกล่าวมันแสดงเจตนาชัดว่า ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่หวงห้ามตามกฎหมายใดต้องคำนึงถึงการนำพื้นที่เหล่านั้นมาเปิดประมูลให้สำรวจและทำเหมืองแร่ก่อนคำนึงถึงการสงวนหวงห้าม

ดังนั้น  ประเทศไทยไม่สมควรนำเสนอร่างกฎหมายที่มีสภาพลบล้างกฎหมายอื่นอย่างรุนแรงเช่นนี้  จนไปทำลายพื้นที่ที่มีความสำคัญหรือมีความอ่อนไหวทางระบบนิเวศ  หรือพื้นที่ที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์รักษาไว้เพื่อประโยชน์อื่นมากกว่าการทำเหมืองแร่

เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศ  จึงขอให้ยุติการนำเสนอร่างพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. ….  เข้าสู่กระบวนการตราเป็นกฎหมายบังคับใช้ในขั้นตอนต่อไป  โดยให้ประชาชนมีช่องทางนำเสนอร่างกฎหมายด้วยการเข้าชื่อ  เมื่อประเทศไทยมีประชาธิปไตยมากขึ้นกว่านี้

 

  1. การละเมิดสิทธิมนุษยชนจากการเจ็บป่วยที่เกิดจากการทำเหมืองแร่ทองคำ

กระบวนการทำเหมืองแร่ทองคำมีการปนเปื้อนไซยาไนด์  สารหนู  แคดเมียม  แมงกานีส  ตะกั่ว  ปรอท  เหมืองแร่ทองคำที่จังหวัดเลย  ตั้งอยู่บนภูเขาซึ่งเป็นต้นน้ำของลำน้ำฮวยและลำห้วยผุก  ซึ่งเป็นแหล่งน้ำเพื่อการเกษตรและอุปโภคบริโภคของ 6 หมู่บ้าน  บ้านนาหนองบง  บ้านกกสะท้อน  บ้านภูทับฟ้า  บ้านห้วยผุก  บ้านโนนผาพุงพัฒนา  บ้านแก่งหิน  ตำบลเขาหลวง  อำเภอวังสะพุง  จังหวัดเลย  ช่วงปี 2550 – 2554 มีหลายหน่วยงานดำเนินการตรวจคุณภาพน้ำในลำห้วย  น้ำใต้ดิน  สัตว์น้ำและพืชอาหารในลำน้ำ  และตรวจเลือดผู้อยู่อาศัยในบริเวณดังกล่าว  โดยสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเลยได้ออกประกาศ 2 ฉบับ  ให้ประชาชนงดการใช้น้ำบริโภคหรือประกอบอาหารและห้ามนำหอยขมมาบริโภค  เพราะมีสารหนู  แคดเมียม และแมงกานีส เกินค่ามาตรฐาน  ในปี 2554  กรมควบคุมมลพิษและกรมทรัพยากรน้ำบาดาลพบว่า ลำน้ำห้วยเหล็กมีสารหนูและไซยาไนด์เกินค่ามาตรฐาน  ผลการตรวจเลือดของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเลยจำนวน 758 ราย  พบไซยาไนด์ในเลือดเกินค่ามาตรฐาน 124 ราย  นับแต่มีประกาศแจ้งเตือนจากสาธารณสุขในปี 2552 คนเขาหลวงต้องซื้อน้ำเพื่อบริโภคอุปโภคมาตลอดจนถึงปัจจุบัน

เหมืองแร่ทองคำในพื้นที่เชื่อมต่อจังหวัดพิจิตร  เพชรบูรณ์ และพิษณุโลก  ในพื้นที่เขาหม้อซึ่งเป็นพื้นที่ป่าสมบูรณ์  เป็นแหล่งอาหาร  ต้นน้ำลำธารของชุมชน  ต่อเนื่องกับพื้นที่การเกษตรที่อุดมสมบูรณ์  ผลการตรวจเลือดของชาวบ้านในพื้นที่รอบเหมืองโดยสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ จำนวน 4 ครั้ง  พบค่าสารหนูในปัสสาวะ  และค่าแมงกานีสในเลือดเกินค่าปกติ 400 คน  จากผู้รับการตรวจ 731 คน  คณะเทคนิคการแพทย์  มหาวิทยาลัยรังสิตตรวจ DNA และ Micronucleus  พบความผิดปกติ 208 คน  จากผู้รับการตรวจ 646 คน  นับเป็นใน 1 ใน 3  ซึ่งโดยทั่วไปจะพบไม่เกิน 5 ใน 1,000 คน  เดือนมีนาคม 2558  หน่วยอาชีวเวชกรรมสิ่งแวดล้อม  โรงพยาบาลพิจิตร  ตรวจสุขภาพของประชาชนรอบเหมืองแร่ทองคำ  พบว่ามีสารโลหะหนักเกินค่ามาตรฐานแต่ยังไม่ป่วยรวม 306 คน  พบแมงกานีสในเลือดเกินค่ามาตรฐาน 269 คน  จากผู้รับการตรวจ 502 คน  และพบสารหนูในปัสสาวะ 37 คน  จาก 273 คน  ในเบื้องต้นพบว่าน้ำอุปโภคบริโภคมีความสัมพันธ์กับแมงกานีสในเลือดและฝุ่นละอองจากกองหินทิ้งที่ได้จากการสกัดแร่ทองคำออกไป

 

ตอนต่อไป การจัดการทรัพยากรเหมืองแร่กับการละเมิดสิทธิมนุษยชนหลังรัฐประหาร (2) รูปธรรมการละเมิดสิทธิหลังการรัฐประหาร ใน 2 พื้นที่ พร้อมบทสรุปเรื่องบูรณาการการใช้อำนาจของทหารกับการปฏิรูปที่ไม่มีประชาชนในสายตา

กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานีร้องศาลปกครอง ขอให้คุ้มครองชั่วคราวเวทีรับฟังความเห็นเหมืองแร่โปแตซ

กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานีเข้ายื่นหนังสือต่อศาลปกครอง จ.อุดรธานี ขอให้คุ้มครองชั่วคราว ในการการเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้เสีย กรณีเหมืองแร่โปแตช จ.อุดรธานี ในวันที่ 23 เม.ย. ที่จะถึงนี้

20 เม.ย. 2559 เวลาประมาณ 11.30 น. กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานี กว่าร้อยคน เข้ายื่นหนังสือที่ศาลปกครอง จ.อุดรธานี เพื่อให้ศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ในกรณีที่จะมีการเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็น เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้เสียในโครงการเหมืองแร่โปแตช จ.อุดรธานี ของบริษัท เอเซีย แปซิฟิค โปแตช คอร์ปอเรชั่น จำกัด ที่ได้กำหนดจัด ณ หอประชุมโรงเรียนโนนสูงพิทยาคาร ตำบลโนนสูง อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี วันที่ 23 เม.ย. 2559

ตัวแทนกลุ่มอนุรักษ์ฯ กล่าวว่า ได้ยื่นหนังสือแนบเพิ่มเติม เพื่อชี้แจงต่อศาลว่า ผู้มีส่วนได้เสียตามคำนิยามใน พ.ร.บ.แร่ พ.ศ.2510 ยังคลุมเครือ ไม่มีความชัดเจน และไม่มีการแก้ไขข้อมูลให้เป็นไปอย่างถูกต้องสมบูรณ์ต่อผู้มีสิทธิในที่ดินและผู้อยู่อาศัยในขอบเขตเหมือง อ่านเพิ่มเติม

ทหารติดตามแกนนำชาวบ้านผู้ไร้สิทธิสกลนคร หลังเจรจาไม่ให้เจ้าหน้าที่ตัดยางบ้านจัดระเบียบ

ทหารสกลนครตามถึงบ้านแกนนำเครือข่ายไทบ้านผู้ไร้สิทธิ จ.สกลนคร ฝากผู้ใหญ่บ้านเตือนไม่ให้เคลื่อนไหว  หลังร่วมชาวบ้านเจรจาไม่ให้เจ้าหน้าที่ตัดยางบ้านจัดระเบียบ

31 มี.ค.59 เวลาประมาณ 13.00 น. เจ้าหน้าที่ทหารในเครื่องแบบ 2 นาย พร้อมด้วยผู้ใหญ่บ้าน ม.1 ต.ค้อเขียว อ.วาริชภูมิ จ.สกลนคร เดินทางไปที่บ้านของนางสาวจันทร โพธิจันทร์ แกนนำเครือข่ายไทบ้านผู้ไร้สิทธิ จ.สกลนคร แต่พบพ่อของจันทร วัย 82 ปี อยู่บ้านเพียงผู้เดียว

ทหารได้ถามหาจันทร ผู้เป็นพ่อตอบว่า ไม่อยู่บ้าน ไม่รู้ไปไหน ลูกไม่ได้สั่งไว้ เจ้าหน้าที่จึงขอเบอร์โทรศัพท์ของจันทร ซึ่งพ่อจันทรก็ไม่มีให้อีก บอกว่าไม่เคยใช้โทรศัพท์ ทหารพยายามจะพบตัวจันทรให้ได้ โดยปรึกษากับผู้ใหญ่บ้านว่า จะไปหาที่ไร่มันสำปะหลังของจันทรดีมั้ย แต่ผู้ใหญ่บ้านบอกว่า ไกลไป

จันทรซึ่งกลับมาบ้านหลังจากเจ้าหน้าที่เดินทางกลับไปพร้อมผู้ใหญ่บ้านแล้ว ให้ข้อมูลที่ได้รับคำบอกเล่าจากพ่อว่า “ทหารถามโน่นถามนี่พ่ออยู่กว่าครึ่งชั่วโมง คงพยายามคุยถ่วงเวลาให้นาน เผื่อเรากลับมาบ้านจะได้เจอ แต่สุดท้ายเมื่อเรายังไม่กลับ ทหารก็กลับไปโดยถามชื่อพ่อ และถ่ายรูปไปด้วย และฝากบอกให้เราไปพบผู้ใหญ่บ้าน”

จันทรเล่าว่า เมื่อสอบถามไปที่ผู้ใหญ่บ้านว่า ทหารที่มาจากหน่วยไหน ชื่อ ตำแหน่งอะไร ผู้ใหญ่บ้านก็ไม่มีข้อมูลชัดเจน เพราะทหารไม่ได้แนะนำตัว บอกแต่เพียงเป็นหน่วยพิเศษจากอำเภอวาริชฯ ผู้ใหญ่บ้านพยายามดูป้ายชื่อที่หน้าอก ก็ไม่เห็นชัดเจน

“ทหารฝากผู้ใหญ่บ้านให้เตือนเราว่า ช่วงนี้อย่าเพิ่งทำอะไร ให้ชะลอการเคลื่อนไหวไว้ก่อน” จันทรกล่าว แต่ขณะเดียวกัน ความเคลื่อนไหวของทหารที่ลงมาที่บ้าน และพยายามจะพบตนเองให้ได้ก็สร้างความตกใจและความกังวลให้กับพ่อ ซึ่งสุขภาพไม่ดีอยู่แล้ว ต้องไปพบหมอทุก 2 เดือน

สาเหตุที่ทหารมาพบจันทรในครั้งนี้ คาดว่าสืบเนื่องมาจากกรณีที่เจ้าหน้าที่ป่าไม้ สนธิกำลัง ทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครอง ราว 200 นาย เข้าตัดยางพาราที่บ้านจัดระเบียบ ต.หลุบเลา อ.ภูพาน เมื่อวันที่ 29 มี.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งจันทรได้ร่วมกับชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบเข้าเจรจากับเจ้าหน้าที่ให้ชะลอการตัดยางไว้ก่อน ตามที่สำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีมีหนังสือมาที่ผู้ว่าราชการจังหวัดสกลนคร เมื่อ 10 พ.ย.58

junthorn1

ที่มาภาพ สำนักข่าวปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน

การเจรจาในวันนั้นไม่เป็นผล เจ้าหน้าที่ป่าไม้อ้างว่า เข้าตัดยางตามคำสั่งศาล เนื่องจากเป็นแปลงที่คดีถึงที่สุดแล้ว แม้จันทรและชาวบ้านจะโต้แย้งว่า ศาลมีคำพิพากษาให้ชาวบ้านออกจากที่ดินซึ่งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าดงชมภูพาน และป่าดงกระเฌอ แต่ศาลไม่ได้ระบุว่า ให้ตัดยาง หรือให้ตัดเมื่อไหร่

“ไม่ใช่ว่าชาวบ้านไม่เคารพศาล หรือละเมิดอำนาจศาล แต่เราก็เข้าใจว่าเมื่อป่าไม้ไปฟ้อง ศาลก็พิจารณาพิพากษาไปตามกฎหมายที่มีอยู่ เมื่อพิพากษาให้ชาวบ้านออก พื้นที่ก็ตกอยู่ในความดูแลของสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ซึ่งเป็นหน่วยงานรัฐ เราก็ขอความเป็นธรรมจากรัฐให้ช่วยแก้ไขปัญหาที่ทำกินให้ เพราะคนที่ถูกศาลตัดสินให้ออกก็เป็นชาวบ้านยากไร้ ไม่มีที่ทำกิน เมื่อไม่สามารถเข้าทำกิน ไม่สามารถไปกรีดยางได้ ก็ขาดรายได้ ชาวบ้านในนามเครือข่ายไทบ้านผู้ไร้สิทธิ จ.สกลนคร จึงไปยื่นหนังสือกับสำนักนายกรัฐมนตรี เมื่อ 3 พ.ย.58 สำนักนายกฯ ก็เห็นปัญหาจึงได้มีหนังสือมาถึงผู้ว่าฯ เมื่อวันที่ 10 พ.ย.58 ให้ชะลอการดำเนินการตัดโค่นต้นยางพาราในพื้นที่ออกไป และให้มีการประชุมระหว่างจังหวัดกับเครือข่ายไทบ้านผู้ไร้สิทธิ จ.สกลนคร เพื่อหาทางแก้ไขปัญหา ชาวบ้านไปที่สำนักงานทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 59 ที่ผ่านมา หัวหน้าก็ยังบอกว่า จะยังไม่ดำเนินการใดๆ จะรอการประชุมก่อน แต่พอวันที่ 29 มี.ค. เจ้าหน้าที่ก็ยกกำลังมาตัดยาง โดยไม่ฟังหรือรับรู้การดำเนินการในระดับนโยบาย” แกนนำเครือข่ายไทบ้านผู้ไร้สิทธิอธิบาย “แถมขู่ว่าถ้าขัดขืน เท่ากับขัดคำสั่งศาล กรณีแบบนี้อุ้มได้เลย”

“คำพูดบอกว่าจะไม่ตัดๆ แต่การกระทำอีกอย่าง แล้วชาวบ้านที่ยากไร้หาเช้ากินค่ำจะอยู่กันยังไง พ่อกับแม่พี่เป็นคนปลูกยางมากับมือ แกได้แต่นั่งเหม่อ ข้าวปลาไม่ยอมกิน” เสียงที่สะท้อนความรู้สึกของผู้ได้รับผลกระทบ เมื่อการเจรจาไม่เป็นผล ยางถูกตัดไป 4 แปลง รวมเนื้อที่เกือบ 100 ไร่ เจ้าของยางที่ปลูกมากับมือน้ำตาคลอ สุดท้ายแกนนำที่ร่วมกับชาวบ้านเจรจากับเจ้าหน้าที่ถูกทหารติดตามถึงบ้าน เตือนไม่ให้เคลื่อนไหวใดๆ ท่ามกลางความกระตือรือล้นสร้างผลงานของเจ้าหน้าที่

junthorn2

ที่มาภาพ สำนักข่าวปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน

กรณีชาวบ้านจัดระเบียบถูกดำเนินคดีบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติป่าดงชมภูพาน และป่าดงกระเฌอนี้ มีที่มาจากเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2555 เจ้าหน้าที่ป่าไม้ได้ประกาศให้ชาวบ้านที่ทำกินอยู่ในบริเวณนั้นมาลงชื่อยืนยันการครอบครองที่ดิน โดยชี้แจงว่าจะออกเอกสารสิทธิให้ ชาวบ้านจึงมาลงชื่อโดยหวังว่า จะได้มีสิทธิทำกินโดยถูกต้องตามกฎหมายในที่ดินที่ทำกินมาตั้งแต่ก่อนการประกาศเขตป่าสงวนฯ แต่แล้วเจ้าหน้าที่ได้นำเอกสารที่ได้จากชาวบ้านเข้าแจ้งความดำเนินคดี ชาวบ้านได้เข้าร่วมเครือข่ายไทบ้านผู้ไร้สิทธิ จ.สกลนคร ร้องขอความเป็นธรรมไปยังหน่วยงานต่างๆ คดีจึงถูกชะลอไว้

หลังรัฐประหาร และการประกาศนโยบายทวงคืนผืนป่า เจ้าหน้าที่ป่าไม้และนายอำเภอภูพานได้เร่งรัดคดี ทำให้ในที่สุดในเดือนตุลาคม 2557 อัยการได้ส่งฟ้องจำเลย 34 ราย รวม 35 คดี เดือนมกราคม 2558 ศาลจังหวัดสกลนครอ่านคำพิพากษา จำเลย 4 ราย ที่ให้การรับสารภาพ โดยให้จำคุก 1-2 ปี ในจำนวนนี้ 2 ราย เป็นสามี-ภรรยากัน

เดือนเมษายน-สิงหาคม 2558 ศาลนัดสืบพยานในคดีที่จำเลยให้การปฏิเสธ ก่อนเริ่มสืบพยาน ศาลได้แนะนำให้จำเลยรับสารภาพ โดยศาลจะพิจารณาให้รอลงอาญา ทำให้จำเลยทยอยตัดสินใจรับสารภาพ เนื่องจากไม่มีค่าใช้จ่ายในการเดินทางมาศาล อีกทั้งไม่ต้องการติดคุก ศาลจึงมีคำพิพากษารอลงอาญา 18 ราย โดยมีโทษปรับ 2,500 – 22,500 บาท, จำคุก 2 – 4 ปี จำนวน 6 ราย, จำเลย 4 ราย ที่ยืนยันปฏิเสธ ศาลพิพากษายกฟ้อง 3 ราย อีก 1 ราย ศาลพิพากษาจำคุก 5 ปี 3 เดือน

ผลของคำพิพากษา นอกจากทำให้บางครอบครัวต้องสูญเสียกำลังหลักในการหารายได้เข้าครอบครัวแล้ว คำสั่งให้จำเลยทุกคนและบริวารออกจากพื้นที่พิพาท ทำให้หลายคนสูญเสียที่ทำกินที่มีอยู่ทั้งหมด โดยไม่มีหนทางทำมาหากินต่อไปในอนาคต อาศัยเพียงรายได้จากลูกหลานที่เข้าไปทำงานในเมือง เพราะจำนวนมากย่างเข้าสู่วัยชรา นอกจากนี้ ค่าปรับในจำนวนหลักหมื่น ก็ส่งผลให้หลายครอบครัวมีหนี้สินตามมา

วิเคราะห์ร่างรัฐธรรมนูญโดย สุรชัย ตรงงาม “การระบุไว้ว่าเป็นหน้าที่ของรัฐกลายเป็นว่าชุมชนไม่มีสิทธิอะไร”

สัมภาษณ์โดย พันธวิศย์ เทพจันทร์

หลังจากได้พูดคุยกับ “สุรชัย ตรงงาม”  ในตอนที่แล้ว ทนายความจากมูลินิธินิติธรรมเพื่อสิ่งแวดล้อมชี้ให้เห็นถึงเห็นปัญหาก้อนโตที่ดำรงอยู่ในสังคมไทย นั่นคือ ปัญหาการใช้อำนาจของ มาตรา 44  ตามรัฐธรรรมนูญ ปี 2557 ฉบับชั่วคราวที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน โดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติอ้างว่า ใช้มาตรานี้เพื่อความมั่นคงและขจัดภัยคุกคามและความแตกแยกสามัคคีของคนในชาติ  แต่ก็เกิดปัญหามากมายว่า “ความมั่นคง” ของแต่ละคนนั่นมีมาตรฐานอย่างไรบ้าง ซึ่ง “สุรชัย ตรงงาม” ได้ชี้ให้เราเห็นแล้วว่า แม้แต่การเรีกร้องเพื่อปกป้องสิทธิชุมชนของประชาชนก็อาจถือว่าเป็น “ภัยความมั่นคง”  ต่อชาติได้

แต่จากนี้ไปสิ่งที่ “น่ากังวลใจ” ยิ่งกว่าตามความเห็นของทนายความจากมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อมหรือ EnLAW  ก็คือ เนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูฐที่จะเปิดในประชาชนได้ลงประชามติ(หากไม่เกิดปัญหาเรื่องความมั่นคงเสียก่อน)  สุรชัย ตรงงามจะชี้ให้เห็นถึงจุดบกพร่อง ช่องโหว่ด้านสิ่งแวดล้อมและสิทธิชุมชนว่า หากร่างรัฐธรรมนูญนี้ถูกประกาศใช้ จะเกิด “หายนะ” ต่อสิ่งที่เรียกว่า สิทธิชุมชนอย่างไร หากเรายังเชื่อมั่นอยู่ว่า ประชาชนคือ “เจ้าของประเทศ”

โปรดอ่านบทสัมภาษณ์นี้และคลิ๊กชมคลิประกอบบทสัมภาษณ์โดยพลัน…ก่อนที่สำนึกความเป็น “เจ้าของประเทศ”  จะหายไปจากจิตสำนึกของเรา เพราะคำว่า “สิทธิชุมชน” ถูกตัดออกไปจากร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้        รวมถึง “ประเด็นสำคัญ”  เกี่ยวกับยุทธศาสตร์ด้านสิ่งแวดล้อมของนักกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อมที่มีต่อคณะรัฐประหาร ทุกคำถามมีคำตอบ นับจากนี้ไป

“ร่างรัฐธรรมนูญที่เขียนต้องมาพูดเรื่องแบบนี้ด้วยว่าเมื่อกลับเข้าสู่ภาวะปกติของรัฐบาลพลเรือน ควรจะมาทบทวนคำสั่งประกาศที่ออกมาในภาวะไม่ปกติหรือออกมาจากรัฐบาลทหารนี้”

 

เป็นไปได้ไหมว่า ถ้าคำสั่ง ประกาศของ คสช.มีปัญหากับหลักสิทธิมนุษยชน กระบวนการทางนิติรัฐ ก็ควรผลักดันประเด็นข้อเสนอของนิติราษฎร์ ลบผลพวงของรัฐประหารเลยหรือไม่

นิติราษฎร์ผมเข้าใจว่ามีนัยยะ มันเป็นโมฆะไปเลย แต่ของผมนั้น เอาระดับที่พอเป็นไปได้คือเอามาทบทวนคือ คำสั่งที่ออกไปโดยรัฐบาลหรือกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องต้องแสดงให้เห็นว่า ประกาศหรือคำสั่งคสช.ที่อ้างว่าออกมาในสถานการณ์ไม่ปกติ. เมื่อมีรัฐธรรมนูญใหม่ มีการเลือกตั้งเข้าสู่ระบบปกติจะมายกเลิกเพิกถอนทบทวนกันอย่างไร คือต้องมีกลไกพูดง่าย ๆ เช่น ต้องมีคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบยกเลิกเพิกถอน ทบทวนอย่างไร คือถ้าคุณพูดว่าไม่ได้สืบทอดอำนาจคุณจะมาหวงทำไม อะไรที่มันไม่จำเป็นก็ยกเลิกไป อันนี้คิดแบบที่มันเป็นไปได้มากที่สุดนะ ส่วนเรื่องการตีความนั้นผมก็เห็นด้วย แต่เวลาพูดเรื่องมุมมองทางกฎหมายมันพูดได้หลายระดับคือ หนึ่งอาจเป็นระดับที่อาจตีความได้ว่าไม่มีผลตั้งแต่แรกคือ เป็นโมฆะตั้งแต่ต้นเสียแล้ว อย่างที่สองคือตอนนี้มันมีผลอยู่จะทำอย่างไรเพื่อทบทวนคำสั่งที่มาจากรัฐบาล คสช. ซึ่งก็ต้องมีกลไกต่อไป

ผมคิดว่าร่างรัฐธรรมนูญนี้ไม่เคยพูดเรื่องนี้ ถามว่ารัฐธรรมนูญเคยมีไหมไม่ทราบ แต่ควรจะมีเวลาเรามีคำสั่งคสช. อ้างมาตรา 44 เป็น10 ฉบับแล้ว อาจจะเป็นร้อยฉบับอยู่แล้ว ต่อไปข้างหน้า ควรจะทบทวนไหมในเรื่องเหล่านี้ รวมถึงกฎหมายที่ออกมาเต็มไปหมดนี้ก็ต้องมาทบทวน

สังคมไทยไม่ควรอยู่ในภาวะไม่ปกติ คสช.จะออกคำสั่งอะไรก็ต้องมาตรวจสอบถูกทบทวนเมื่อกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ทำไมถึงไม่ทบทวน การทบทวนอาจจะเป็นแต่ละหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปดูมา แต่มันไม่ถูกกำหนดไว้เป็นภารกิจซึ่งถ้ากำหนดใหม่ผมว่าต้องมีการทบทวนเรื่องนี้ก็อาจจะมีคณะกรรมการอะไรตั้งขึ้นมาและใช้อำนาจของรัฐบาลที่มาจากประชาธิปไตยตรวจสอบคำสั่งหรือการใช้อำนาจทางกฎหมายจากมาตรา 44

แต่ถ้าเราดูจากร่างรัฐธรรมนูญมีแนวโน้มสูงมากว่าจะมีการสืบทอดและจะมีคณะกรรมการอีก 20 ปี ตรงนี้อาจกลายเป็นอุปสรรคในการตรวจสอบการใช้อำนาจของ คสช.หรือไม่

ผมคิดว่าถ้ายังมีการใช้อำนาจ ยังกำหนดให้คสช. สามารถใช้อำนาจเช่นมาตรา 44 ก็ไม่ต้องไปพูดถึงสิทธิเสรีภาพหรืออะไรพวกนี้ทั้งหมดเพราะว่ามันเป็นเรื่องที่ไม่มีอยู่จริง มาตรา 44 ยกเว้นได้ทั้งหมดอยู่แล้ว คุณอาจจะเขียนอะไรไว้ดีก็ตามในระหว่างนั้นก็อาจจะออกคำสั่งจาก มาตรา 44 มา แล้วก็ต่อเนื่องไปตราบจนกว่าจะถูกยกเลิกเพิกถอนซึ่งหมายความว่า อย่างไรเสียสิทธิและเสรีภาพที่เขียนไว้ก็เป็นแค่สิ่งที่กำหนดไว้แต่จริง ๆ แล้วมีอำนาจซ้อนทับที่ครอบไว้อยู่และยังไม่ได้รับการแก้ไข พูดง่าย ๆ ผมคิดว่าต้องเลิกใช้อำนาจตามมาตรา 44 มันถึงจะมีความมั่นใจว่าสิทธิเสรีภาพที่อยู่ในร่างรัฐธรรมนูญจะมีผลบังคับใช้ได้จริง

               

“การพูดถึงสิทธิชุมชนคือ ชุมชนเป็นประธานสิทธิ เป็นเจ้าของแห่งสิทธินั้นที่จะไปเรียกร้องทั้งรัฐและเอกชนต่าง ๆ ได้อยู่แล้ว ในขณะที่การระบุไว้ว่าเป็นหน้าที่ของรัฐกลายเป็นว่าชุมชนไม่มีสิทธิอะไรแต่มีหน้าที่ไปเรียกร้องกับรัฐเพื่อให้รัฐช่วยจัดการให้เรา ซึ่งผมคิดว่าเป็นความแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงทั้งทางกฎหมายและทางวัฒนธรรม”

 

 

 

ถ้ามามองเรื่องกฎหมาย เรื่องสิ่งแวดล้อมในตัวร่างรัฐธรรมนูญที่จะมีการทำประชามติฉบับนี้มีประเด็นเกี่ยวกับเรืองสิ่งแวดล้อม สิทธิชุมชนกับสิ่งแวดล้อมน้อยเกินไปหรือมากขึ้นกว่าเดิม

หลัก ๆ ก็มองเห็นได้ชัดอยู่แล้วว่าโดนตัดเรื่องสิทธิชุมชนออกไปซึ่งอันนี้เป็นฐานในการใช้สิทธิที่สำคัญของชุมชนซึ่งการใช้สิทธิไม่ได้มีนัยยะทางกฎหมาย ผมคิดว่าเป็น การบอกว่าสิ่งที่เขากำลังต่อสู้สิ่งที่เขากำลังเรียกร้องมันมีตัวตนและได้รับการยอมรับในระบบอย่างจริงจังนั้นมันมีนัยยะทางวัฒนธรรม มีความเชื่อมั่นความภาคภูมิใจในการใช้สิทธิของเขาด้วย

ถ้าไปดูสิ่งที่คุณหน่อย จินตนา แก้วขาว นักสิทธิมนุษยชน (บ่อนอก- หินกรูด) เคยพูดไว้ว่า ชาวบ้านในพื้นที่ซึ่งร่วมต่อสู้เรื่อง สิทธิชุมชนกับสิ่งแวดล้อมเองก็เอามาตราเกี่ยวกับสิทธิชุมชนติดแปะไว้ที่ฝาบ้านเพราะว่านี่คือฐาน มันเหมือนกับว่าเป็นสิ่งที่ทำให้เขาเห็นว่ามีอำนาจบางประการที่จะไปพูดกับเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือใครก็ตามที่จะมาละเมิดสิทธิของเขา ผมคิดว่าเรื่องสิทธิชุมชนนอกจากจะเป็นสิทธิในทางกฎหมาย สิทธิในการเรียกร้องในรัฐธรรมนูญของไทย ในเชิงวัฒนธรรมเอง สิทธิมนุษยชนซึ่งระบุไว้ในรัฐธรรมนูญก็ทำให้เขามั่นใจในการใช้อำนาจของเขาด้วย ซึ่งอันนี้มันจะหายไปเลยจากร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้

แล้วคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญอ้างว่าใส่ไว้ในหน้าที่ของรัฐ  ซึ่งจริง ๆ แล้วมันก็คนละแนวคิดกัน อันนั้นหมายความว่าเราไปอ้างให้เรื่องทุกเรื่องโดยเฉพาะเรื่องสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องที่รัฐต้องเข้ามาจัดการถูกไหม ถ้าประชาชนเรียกร้องก็ต้องเรียกร้องผ่านรัฐเข้าไป ผมคิดว่ามันแตกต่างกันอย่างชัดเจนว่า การพูดถึงสิทธิชุมชนคือ ชุมชนเป็นประธานสิทธิ เป็นเจ้าของแห่งสิทธินั้นที่จะไปเรียกร้องทั้งรัฐและเอกชนต่าง ๆ ได้อยู่แล้ว ในขณะที่การระบุไว้ว่าเป็นหน้าที่ของรัฐกลายเป็นว่าชุมชนไม่มีสิทธิอะไรแต่มีหน้าที่ไปเรียกร้องกับรัฐเพื่อให้รัฐช่วยจัดการให้เรา ซึ่งผมคิดว่าเป็นความแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงทั้งทางกฎหมายและทางวัฒนธรรม

พูดง่าย ๆ ว่า รัฐเป็นประธานเรื่องคือ รัฐเป็นตัวตนใหญ่สุดในขณะที่สิทธิชุมชนประชาชนเป็นใหญ่ เราเรียกร้องเพราะว่าเป็นสิทธิของเรา ส่วนอันนั้นเราเรียกร้องเพราะว่าเป็นสิทธิของรัฐมันไม่เหมือนกันเลย ต้องไปอาศัยรัฐ จริงอยู่ว่าการใช้สิทธิชุมชนจะต้องผ่านองคาพยพต่าง ๆ แต่มันไม่เหมือนกันเพราะอันนั้นประชาชนคือจุดศูนย์กลางที่จะเข้าไปจัดการในเรื่องต่างๆ แต่อันนั้นรัฐเป็นศูนย์กลางที่จัดการเรื่องนั้นๆ ให้

รวมถึงอำนาจหน้าที่ของรัฐก็เขียนไม่ครบ หลักสำคัญหลายเรื่องก็ไม่ได้เขียนขึ้น เช่น การได้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติหรือสิทธิในการอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดี หรือตามมาตรา  67 ตามรัฐธรรมนูญ 2550 ก็หายไปเลย ตอนนี้ก็มีการประกาศว่าจะปรับแต่ก็ไม่รู้ว่าจะปรับแค่ไหนอย่างไรซึ่งผมคิดว่าประเด็นนี้ก็ยังไม่มี ทั้ง ๆ ที่เป็นประเด็นที่สำคัญมากทางด้านสิ่งแวดล้อม

ตามมาตรา 67 วรรคหนึ่งเองก็ตามคือ สิทธิในการได้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติหรือสิทธิแห่ง  การได้อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดีนั้นเป็นฐานสำคัญ เช่น ในคดีการปนเปื้อนสารตะกั่วที่คลิตี้ศาลปกครองสูงสุดก็ให้ค่าเสียหายในการละเมิดสิทธิการใช้ทรัพยากรจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมาแล้ว พูดง่าย ๆ ว่า วรรคหนึ่งมีนัยยะของสิทธิในเชิงเนื้อหาที่รับรองสิทธิในการได้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติของชุมชนและสิทธิในการอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดี ซึ่งการตัดไปอย่างนี้ก็อาจจะทำให้ไม่มีสิทธิที่จะเรียกร้องที่เคยมีอยู่เดิมนั้นหายไปคือ พูดง่าย ๆ ว่า ด้านสิทธิชุมชนมันมีการพูดคุยต่อรองการใช้สิทธิการตีความของผู้คนที่เกี่ยวข้องในกลุ่มคน ระดับหนึ่งในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาพอสมควรแล้ว ฉะนั้นนี่คือการตัดการใช้สิทธิสิ่งแวดล้อมหรือสิทธิชุมชนออกไปทั้งสิ้นเลย

แล้วศาลปกครองสูงสุดเคยมีคำวินิจฉัยในปี2558 ตีความว่า มาตรา 67 ตามรัฐธรรมนูญปี  2550 มีนัยยะเป็นสิทธิชุมชน เหมือนเป็นประเพณีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยแล้ว สามารถบังคับใช้ได้ตามมาตรา 5 รัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 ในหมวดบททั่วไป ศาลปกครองก็ใช้มาตรานี้ในการตีความทางกฎหมายเพื่อให้อำนาจแก่สิทธิชุมชน นั่นหมายความว่า  ศาลปกครองยอมรับสิทธิชุมชนว่าเป็นสิทธิที่มีความสำคัญเหมือนเป็นประเพณีในระบอบการปกครองประชาธิปไตย เรียกได้ว่ามีการใช้กันมาอย่างยาวนานและเป็นสิทธิสำคัญที่ขาดไปไม่ได้ คำว่าประเพณีก็คือมันต้องดำรงต่อไปในสังคมไทย ที่น่ากังกลมากก็คือ เรื่องเหล่านี้ถูกตัดออกไปจากร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่สังคมไทยกำลังจะไปลงประชามติ

แล้วหมวด 5 หน้าที่ของรัฐ มาตรา 53 ในร่างรัฐธรรมนูญที่จะเปิดให้ลงประชามติที่ว่า “รัฐต้องอนุรักษ์ คุ้มครอง บำรุงรักษา ฟื้นฟู บริหารจัดการ และใช้หรือจัดให้มีการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และความหลากหลายทางชีวภาพให้เกิดประโยชน์อย่างยั่งยืน โดยต้องให้ประชาชนและชุมชนในท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการดำเนินการและได้รับประโยชน์จากการดำเนินการดังกล่าวด้วยตามที่กฎหมายบัญญัติ” นั้น ไม่มากพอที่จะให้อำนาจแก่ประชาชนในเรื่องของสิทธิชุมชนหรือ

ผมคิดว่าอาจจะมีข้อจำกัดในการใช้อำนาจอยู่บ้างเพราะอำนาจรัฐก็เป็นเรื่องใหม่ยังไม่เคยเห็นผลว่า ศาลจะตีความว่าอย่าไรครับ แต่เรื่องสิทธิชุมชนนั้นมีการใช้สิทธิกันมาปีนี้ก็ 19 ปีแล้ว มันมีระยะเวลาในการตีความ และความคลี่คลายของการใช้สิทธินี้มานานพอสมควรแล้ว ผมว่าหาคำตอบไม่ได้หรอกเพราะสังคมไทยกำลังพูดว่า จะรับร่างรัฐธรรมนูญที่ดีอย่างไร ถ้ามันไม่ดีจะไปรับมันทำไมก็ยังงงอยู่ คือ มันไม่ดีขึ้นแล้วพวกเขาจะไปร่างมันทำไมก็เอาของเดิมมาใช้สิ

Screen Shot 2016-03-31 at 11.46.34 AM.png

เป็นข้อเสนอไหมว่า ให้นำรัฐธรรมนูญ ฉบับปี 2550 มาใช้ก่อนเพื่อให้จัดการเลือกตั้งโดยเร็วที่สุด

คือปรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่จะลงประชามตินี้ก็ได้ผมไม่ได้ว่าอะไร แต่ผมก็มีข้อเสนอเช่น เรื่องสิทธิด้านสิ่งแวดล้อม หรือเรื่องสิทธิทางทรัพยากรธรรมชาติควรเขียนระบุไว้ในรัฐธรรมนูญให้ชัดเจนเป็นเนื้อหาไปเลย  เพราะที่ผ่านมามีการระบุในรัฐธรรมนูญเพียงแค่นิดเดียวว่า ประชาชนมีส่วนร่วมกับรัฐในเรื่องนี้ เป็นการเขียนผิดในเชิงกระบวนการ เขียนให้อำนาจแบบขอให้พอมีเท่านั้น

อย่างในรัฐธรรมนูญของต่างประเทศ  ซึ่งผมเคยไปพูดในคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย หลายประเทศเขาเขียนให้เป็นสิทธิด้านสิ่งแวดล้อมที่มีความชัดเจนในทางปฏิบัติไม่ใช่เขียนพ่วงกับสิทธิการมีส่วนร่วมกับรัฐ ซึ่งนี่เป็นเรื่องที่มันขาดหายไปในรัฐธรรมนูญของไทยซึ่งตามหลักการต้องเขียนรองรับ เหมือนการเขียนเรื่องสิทธิทางชีวิตร่างกายในรัฐธรรมนูญ โดยต้องเขียนว่าประชาชนทุกคนมีสิทธิที่จะอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดีมีความปลอดภัย ไม่ถูกใครมาละเมิดเป็นต้น ซึ่งในทางกฎหมายเรียกว่าการรับรองสิทธิในเชิงเนื้อหาให้ชัดเจน

         “การต่อสู้ทางความคิดก็เป็นเรื่องที่ต้องทำงานกันอย่างต่อเนื่องยาวนานผมก็ไม่คิดว่าเราจะสามัคคี สมานฉันท์กัน เห็นพ้องต้องกันทุกเรื่องกันได้โดยง่าย การต่อสู้ทางความคิดที่มีความหลากหลายโดยเฉพาะการมองทั้งหมดในการขับเคลื่อนสิทธิเสรีภาพไม่ว่าจะในด้านสิ่งแวดล้อมหรือด้านอื่นๆ ยังไงก็ต้องใช้เวลา ความอดทนและความใจกว้างด้วย”

 

มีนักสิทธิมนุษยชน รวมถึงนักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อม นักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมออกมาบอกว่าไม่ได้ต่อต้านคสช. หรือมาตรา 44 มีปัญหากับแค่คำสั่งที่ 3 และ 4 /2559  เท่านั้น กลายเป็นว่า เวลาผลักประเด็นแบบนี้ กลุ่มผู้ที่เคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมไม่ได้ต่อสู้ที่ใจกลางปัญหาซึ่งก็คือ อำนาจที่ คสช.ใช้ รวมถึงบทบาทของคสช.เองที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนแต่ต้น

ผมคิดว่าเป็นเรื่องของยุทธวิธีในการทำงาน เท่าที่ผมสัมผัสเองเรื่องการวิพากษ์การใช้อำนาจโดยไม่ชอบธรรมของ คสช. เป็นลักษณะทั่วไปที่เกิดขึ้นในสังคมแล้ว เพียงแต่ว่าการนำเสนอยุทธวิธีต่อสาธารณะก็มีข้อจำกัดในหลายเรื่อง อยากให้มองอย่างนั้นนะ ผมคิดว่าหลายเรื่องในทางการนำเสนอก็ต้องเป็นอย่างนั้น แต่ว่าถ้าจะดูเรื่องร่างของรัฐธรรมนูญก็อาจจะต้องมองเป็นภาพรวมอย่างที่ผมบอกว่า สังคมไทยไม่อาจมองเรื่องสิทธิชุมชน สิทธิสิ่งแวดล้อมแยกเฉพาะกลุ่มได้แต่ต้องมองอย่างเชื่อมโยงสัมพันธ์กันผมคิดว่าการมองแบบภาพรวมมันจะมีความชัดเจนมากขึ้น การมองแบบทั้งหมดมันไม่ใช่เรื่องง่ายแต่ว่าก็ต้องค่อย ๆ ให้เวลาและบางเรื่องที่กำลังจะบอกว่ามองแบบแยกส่วนนั้นก็ไม่ช่วยอะไรหรอก

แต่ว่าก็อย่าไปติดกระบวนวิธีในการนำเสนอในบางช่วงบางเวลานะ ผมคิดว่าบางช่วงเวลาอาจมีข้อจำกัดในการนำเสนอของมันอยู่มันจะพูดให้ได้ทั้งหมดทุกเรื่องก็อาจจะลำบาก แล้วถึงที่สุดแล้วการต่อสู้ทางความคิดก็เป็นเรื่องที่ต้องทำงานกันอย่างต่อเนื่องยาวนาน ผมก็ไม่คิดว่าเราจะสามัคคี สมานฉันท์กัน เห็นพ้องต้องกันทุกเรื่องกันได้โดยง่าย การต่อสู้ทางความคิดที่มีความหลากหลายโดยเฉพาะการมองทั้งหมดในการขับเคลื่อนสิทธิเสรีภาพไม่ว่าจะในด้านสิ่งแวดล้อมหรือด้านอื่น ๆ อย่างไรเสียก็ต้องใช้เวลา ความอดทนและความใจกว้างที่จะรับฟังซึ่งกันและกัน รวมถึงการทำความเข้าใจและพร้อมที่จะขับเคลื่อนไปด้วยกันคือถ้าอันไหนไม่เห็นพ้องต้องกันก็ลองพิสูจน์กันไปสักระยะหนึ่งแล้วค่อยกลับมาทำงานร่วมกันก็ได้

ผมคิดว่าไม่จำเป็นต้องมาร่วมกันทุกทิศทุกทางเสมอไป พูดให้ดูโลกสวยก็คือว่า ถ้าเราอยู่ในเส้นทางเดียวกัน เดี๋ยวมันก็ไปบรรจบกันเองเหมือนแม่น้ำที่เดี๋ยวมันก็ไปบรรจบกันสักที่หนึ่งที่เรียกว่าความเป็นธรรมนั่นแหละ ก็ต้องอาศัยเวลา แต่การวิพากษ์วิจารณ์ก็ทำกันได้ทำกันไปแต่ใจกว้างกันหน่อยแค่นั้นแหละ

Screen Shot 2016-03-31 at 11.45.14 AM.png

ถ้ารัฐบาลยังไม่ยกเลิกคำสั่งที่ 3 และ 4 / 2559 รวมถึงการตีความเรื่องการเรียกร้องเกี่ยวกับสิทธิชุมชนเป็นสิ่งที่ขัดกับ พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะด้วย มันจะนำไปสู่อะไร

อุตสาหกรรมตามแนวนโยบายของรัฐบาลนี้จะขึ้นมาในทุกพื้นที่ตามแผนพัฒนาพลังงาน โรงไฟฟ้าต่าง ๆ ก็อาจจะสามารถขึ้นได้โดยง่ายในทุกพื้นที่โดยเฉพาะโรงไฟฟ้าขยะ ทุกขนาดไม่ว่าใหญ่หรือเล็กแค่ไหนก็สามารถตั้งตรงไหนก็ได้ซึ่งรวมถึงพื้นที่ต่าง ๆ อย่างกระบี่เขาก็พูดเหมือนกันว่าสามารถตั้งโรงไฟฟ้าหรือท่าเรือที่สนับสนุนโรงไฟฟ้ากระบี่ได้ จะมีอุตสาหกรรมที่อาจจะไม่เหมาะสมในพื้นที่และไม่เป็นตามเจตจำนงของชุมชนเกิดขึ้นได้จำนวนมาก และปัญหานี้ก็จะยืดเยื้อยาวนาน และมันไม่ใช่เรื่องที่แก้ปัญหากันได้โดยง่ายถ้าเกิดมีพื้นที่เสียไปแล้วมันซึ่งอันนี้ก็อาจจะเป็นเรื่องในอนาคตอีกจำนวนมากที่เราอาจต้องมาแก้ไข

ฉะนั้นทางที่ดีที่สุดก็คือ ต้องป้องกันไว้ก่อน ผมไม่ได้ปฏิเสธว่าไม่ควรขึ้นทุกพื้นที่นะ ไม่เกี่ยวนะ แต่ว่า ควรจะต้องมาดูว่าอยู่ในพื้นที่ไหนที่เหมาะสมและต้องมาตรวจสอบด้วยว่าทิศทางการพัฒนาแบบนี้เป็นไปตามเจตจำนงของชุมชนหรือว่านำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนจริง ๆ  หรือเปล่า

ถ้าเกิดโครงการดังต่างเกิดขึ้นได้จริงเราจะได้เห็นภาพประชาชนออกมาประท้วงปิดถนนอีกไหม

ความขัดแย้งก็คงจะมีอยู่จำนวนมากซึ่งนั่นคงไม่ใช่สิ่งที่ใครปรารถนา แล้วความขัดแย้งก็จะร้าวลึกไปถึงระดับในชุมชน ซึ่งถ้าไม่อยากให้เกิดปัญหาแบบนี้ผู้มีอำนาจก็ต้องทบทวนแก้ไขเรื่องเหล่านี้ยกเลิกไปเถอะคำสั่งที่ 3 ที่ 4 โดยเฉพาะคำสั่งที่ 4/2559 เป็นคำสั่งที่ไม่นำไปสู่ประโยชน์อะไร ทั้งในแง่ของการบริหารความขัดแย้งไปจนกระทั่งผลกระทบสิ่งแวดล้อม

ในแง่หนึ่งปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อมที่เป็นมาโดยตลอดคือชาวบ้านหรือชุมชน ไม่ค่อยรู้ กฎหมายมากนักไม่เข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้โดยรูปธรรมแล้วทางเอนลอว์ได้เข้าไปช่วยเหลือหรือจัดการปัญหานี้อย่างไรบ้าง

มันก็มีหลายระดับนะ ในระดับพื้นที่คือ เมื่อEnLAW ไปพบหรือได้รับการร้องเรียนหรือในกรณีที่ได้รับคำสั่งจากฝ่ายเครือข่ายนักองค์การพัฒนาเอกชน องค์การทางกฎหมายก็อาจจะลงไปพูดคุยแลกเปลี่ยนกับเขา แล้วเสริมหนุนในประเด็นที่เขายังคิดว่า เขายังขาดอยู่

อย่างที่สองคือ Enlawอาจจะต้องคิดในเรื่องของการผลิตสื่อให้มากกว่านี้ อันนี้พูดไปเพื่อกดดันตัวเองด้วยนะเพราะคนในมูลนิธิก็มีน้อย พื้นที่ข้อพิพาทมันกว้างขวางแล้วจะทำยังไงที่จะไม่ต้องไปทุกที่แต่สามารถมีหรือสามารถส่งไปทุกที่ได้ เช่น คู่มือ

อันดับที่ 3 คือจะทำอย่างไรให้ผลักดันให้กลไกทางนโยบายหรือกฎหมายเปิดช่องให้ชาวบ้าน เข้ามาเรียนรู้ได้ง่ายขึ้นเช่น เปิดช่องให้มีองค์กรที่เสริมหนุน การให้ความรู้ทางกฎหมายโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย และเกื้อหนุนให้เขาสามารถทำงานในพื้นที่ได้มากขึ้นหรือเปิดโอกาสให้นักกฎหมายรุ่นใหม่ได้เข้ามาเรียนรู้ ในประเด็นนี้มากขึ้นซึ่งผมเข้าใจว่าในระบบ การเรียนการสอนด้านกฎหมาย มันไม่มีทางเลือกของการทำงานมิติทางด้านสังคม คิดว่าจะเรียกว่าเป็นทางเลือกยังไม่ได้เลยเพราะว่ายังไม่มี มันมีน้อยจนไม่น่าจะเรียกว่าเป็นทางเลือกนะ เรียกว่าเป็นนิตินอกกระแสซะมากกว่าซึ่งเรื่องแบบนี้ยังมีน้อยเกินไปและจะทำอย่างไรให้การทำงานและการเรียนการสอนในมหาวิทยาลัยซึ่งนอกจากจะพูดถึงการใช้วิชาชีพตามระบบทั่วไปหรือการสนับสนุนลอว์เฟิร์มทางธุรกิจแล้ว ให้มีนักกฎหมายที่อยากช่วยเหลือทางสังคมมากกว่านี้…