“คณะกรรมการสิทธิฯ” ย้ำ คสช.เรียกรายงานตัวตามอำเภอใจนั้นไม่เหมาะสม แนะคณะรัฐมนตรีทบทวนการใช้กฎหมายพิเศษ

กสม.เผย รายงานการตรวจสอบการละเมิดสิทธิฯ ย้ำ คสช.เรียกบุคคลไปรายงานตัวและควบคุมตัวไว้ 7 วันเป็นพฤติการณ์ไม่เหมาะสม เหตุเพราะจำกัดสิทธิบุคคลขัดกับกติการะหว่างประเทศ แนะคณะรัฐมนตรีทบทวนการใช้กฎหมายพิเศษเกี่ยวกับความมั่นคง

จากกรณีที่ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ภาคประชาสังคมและประชาชน ขอให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนภายหลังรัฐประหารโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 เนื่องจากศูนย์ทนายฯ พบข้อมูลอย่างน้อย 14 กรณี ที่มีการซ้อมทรมาน ทั้งการทำร้ายร่างกายและพูดจาข่มขู่ ชี้ว่า แม้คสช.จะยกเลิกการเรียกรายงานตัวอย่างเป็นทางการผ่านทางโทรทัศน์ แต่ใช้วิธีการเรียกตัวผ่านทางโทรศัพท์ และประชาชนยังคงถูกจับกุมและดำเนินคดีอย่างต่อเนื่องโดยหลายครั้งการจับกุมนั้นผิดกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาและละเมิดหลักสิทธิมนุษยชนสากล

วันที่ 18 พฤษภาคม 2559 ศูนย์ทนายความฯ  ได้รับจดหมายจาก กสม. แจ้งผลการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน กรณีที่ศูนย์ทนายฯ ภาคประชาสังคม และประชาชน ขอให้ กสม. ตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนภายหลังรัฐประหารโดย กสม. มีรายงานผลการพิจารณาที่ 1270 – 1294/2558 ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2558 ให้คณะอนุกรรมการด้านสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองเป็นผู้พิจารณา ซึ่งแบ่งประเด็นออกเป็น 6 ประเด็น คือ

ประเด็นที่ 1 การบังคับใช้กฎอัยการศึกมีความเหมาะสม และเป็นไปตามกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองหรือไม่

ประเด็นที่ 2 การเรียกบุคคลไปรายงายตัวโดยอาศัยอำนาจตามประกาศ คสช. และกฎอัยการศึกในการขยายระยะเวลาการควบคุมตัวเป็น 7 วัน มีการกระทำหรือการละเลยการกระทำอันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือไม่

ประเด็นที่ 3 การจับกุมผู้ต้องหาในคดีอาญาหรือการควบคุมตัวตามกฎอัยการศึกมีพฤติการณ์ซ้อมทรมานอันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงหรือไม่

ประเด็นที่ 4 การดำเนินคดีกับพลเรือนในเขตอำนาจศาลทหารเป็นการละเมิดสิทธิทางกระบวนการยุติธรรมหรือไม่

ประเด็นที่ 5 การใช้กฎอัยการศึกในการจำกัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและเสรีภาพทางวิชาการ เสรีภาพของสื่อมวลชน เสรีภาพในการชุมนุม มีการกระทำหรือการละเลยการกระทำอันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือไม่

ประเด็นที่ 6การใช้กฎอัยการศึกในการจำกัดสิทธิการมีส่วนร่วมของประชาชน การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ การปฏิรูปพลังงานในประเทศไทย เป็นการกระทำหรือการละเลยการกระทำอันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือไม่

จากการพิจารณาดำเนินการ ปรากฏข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน ดังนี้

ประเด็นที่ 1 การบังคับใช้กฎอัยการศึกมีความเหมาะสม และเป็นไปตามกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองหรือไม่

ข้อเท็จจริงฝ่ายผู้ร้อง ระบุว่า การควบคุมตัวตามกฎอัยการศึกไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหา ปกปิดสถานที่คุมตัว ไม่เปิดเผยให้ครอบครัวทราบ ไม่ได้รับอนุญาตให้พบทนายความ บุกค้นบ้าน ยึดและค้นอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ รวมถึงการออกหมายจับ เพื่อถอนหนังสือเดินทาง จำกัดการชุมนุมต่าง ๆ และกำหนดให้พลเรือนต้องอยู่ในอำนาจการพิจารณาคดีของศาลทหาร

นอกจากนี้ยังมีกรณีที่เข้าข่ายเป็นการทรมาน การปฏิบัติหรือการลงโทษที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรีอย่างน้อย 7 กรณี

ข้อเท็จจริงจากผู้แทนคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พันเอก วิจารณ์ จดแตง และพันเอก สัญชัย บูรณะสัมฤทธิ์ ชี้แจงว่า การบังคับใช้กฎอัยการศึกมีความจำเป็น เนื่องจากสังคมมีปัญหาความขัดแย้งสะสมมาหลายปีหากไม่เข้ามาดำเนินการจะต้องมีเหตุการณ์ความรุนแรงเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ตั้งแต่ปลายตุลาคม 2556 ถึงต้นเดือนพฤษภาคม 2557 มีการใช้อาวุธสงครามร้ายแรง ประชาชนบาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวนมาก ดังนั้นกฎอัยการศึกจึงเป็นมาตรการที่จำเป็น เพื่อควบคุมสถานการณ์ แม้นานาชาติจะไม่ให้การยอมรับ แต่ก็จำเป็นสำหรับประเทศไทย เพราะไม่เช่นนั้นแล้วจะเกิดความเสียหายต่อประเทศไทยอย่างมาก

อย่างไรก็ดี การปฏิบัติของเจ้าหน้าที่จะเป็นไปตามนโยบายของ คสช. หรือผู้บัญชาการทหารบก คือ ใช้กฎอัยการศึกเท่าที่จำเป็น เน้นการประนีประนอม การแสดงความคิดเห็นสามารถใช้ช่องทางของศูนย์ดำรงธรรมได้

ข้อเท็จจริงจากการพิจารณา

คณะอนุกรรมการฯ แบ่งออกเป็น 3ประเด็นคือ (1) ความเป็นมาของประกาศกฎอัยการ (2) เจตนารมณ์ของกฎอัยการศึก และ (3) สถานการณ์ฉุกเฉินภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ

ในประเด็นแรก อนุกรรมการฯ ได้อ้างการชุมนุมทางการเมืองในปลายปี 2556 ว่า ความรุนแรงยังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง มีท่าทีว่าจะเผชิญหน้ากันระหว่างฝ่ายที่สนับสนุนรัฐบาลและฝ่ายที่ต่อต้านรัฐบาล ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวมีแนวโน้มจะก่อให้เกิดเหตุการณ์จลาจล วันที่ 20 พฤษภาคม 2557 จึงได้ประกาศใช้กฎอัยการศึกทั่วราชอาณาจักร ตั้ง กอ.รส. ควบคุมสถานการณ์ให้ยุติการชุมนุม ต่อมามีการรัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม ยกเลิกรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 แล้วประกาศใช้รัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2557 ที่รับรองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนไว้ในมาตรา 4 ต่อมา 1 เมษายน 2558 ได้ประกาศเลิกใช้กฎอัยการศึกทั่วราชอาณาจักร แต่ในวันเดียวกันมีการออกคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ให้อำนาจแก่หัวหน้า คสช. อย่างกว้างขวาง

ในประเด็นที่สอง กฎอัยการศึกมีเจตนารมณ์เพื่อให้เป็นเครื่องมือ ในการที่จะรองรับอำนาจของเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารที่จะรักษาความมั่นคงของประเทศชาติเมื่อยามคับขันและจำเป็นที่ไม่อาจใช้หน่วยงานของฝ่ายพลเรือนได้ ซึ่งกฎอัยการศึกเป็นกฎหมายพิเศษที่ประเทศอยู่ในภาวะวิกฤต จำต้องจำกัดสิทธิเสรีภาพประชาชนลงบ้าง เพื่อความมั่นคงของราชอาณาจักร

ส่วนในประเด็นที่สาม ประเทศไทยมีพันธกรณีตามกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) โดยจะต้องให้ความคุ้มครองสิทธิมนุษยชนแก่ประชาชน แต่อาจรอนสิทธิได้ หากประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินอย่างถูกต้องเหมาะสม และแสดงให้เห็นว่าไม่มีมาตรการเบากว่านี้ที่จะสามารถตอบโต้ภัยคุกคามที่เผชิญอยู่ได้ แต่ไม่สามารถรอนสิทธิในชีวิตร่างกายได้

ประเด็นที่ 2 การเรียกบุคคลไปรายงายตัวโดยอาศัยอำนาจตามประกาศ คสช. และการบังคับใช้กฎอัยการศึกในการขยายระยะเวลาการควบคุมตัวเป็น 7 วัน มีการกระทำหรือการละเลยการกระทำอันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือไม่

ข้อเท็จจริงฝ่ายผู้ร้อง ในประเด็นการเรียกรายงานตัวมี 3 กรณีคือ นางสาวจิตรา คชเดช นายปวินชัชวาลพงศ์พันธ์ และกลุ่มนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชน ร้องเรียนว่าถูกออกหมายจับ ยกเลิกหนังสือเดินทาง ต้องไปรายงานตัวที่ค่ายทหาร ในประเด็นการควบคุมตัว 7 วันมี 6 กรณีที่ถูกบุกจับกุมโดยเจ้าหน้าที่จำนวนมาก มีการยึด ค้น แจ้งความดำเนินคดี

ข้อเท็จจริงจากผู้แทนคณะรักษาความสงบแห่งชาติพันโท บุรินทร์ ทองประไพ ได้ชี้แจงในประเด็นการควบคุมตัวตามกฎอัยการศึกว่า ไม่เหมือนการควบคุมตัวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาทั่วๆไป ซึ่งการควบคุมตัวตามกฎอัยการศึกเป็นไปเพื่อสอบสวนเกี่ยวกับเรื่องที่ คสช. สงสัย ตามกฎอัยการศึก ไม่มีบทลงโทษ แต่เป็นเพียงการสอบสวนไปหาความผิดอื่น แล้วจึงแจ้งข้อกล่าวหาและลงโทษตามกฎหมายอาญา

2.3 ข้อเท็จจริงจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

นายประสิทธิพร เวทย์ประสิทธิ์ ผู้แทนกรมการกงสุล ได้ชี้แจงกรณีการเพิกถอนหนังสือเดินทางของผู้ที่ไม่ไปรายงานตัวตามคำสั่ง คสช. ว่าเป็นการปฏิบัติไปในแนวทางเดียวกันในคดีอื่นๆ คือ กรมการกงสุลจะต้องได้รับหนังสือจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อแจ้งว่าศาลได้ออกหมายจับกรณีหลบหนีการจับกุมตัว และขอให้ดำเนินการเพิกถอนหนังสือเดินทาง ซึ่งไม่ต้องแจ้งให้เจ้าของหนังสือเดินทางทราบ เนื่องจากไม่รู้ว่าหลบหนีอยู่ที่ใด ไม่ได้เลือกปฏิบัติเฉพาะแต่กรณีฝ่าฝืนคำสั่ง คสช. หากบุคคลผู้ที่ถูกเพิกถอนหนังสือเดินทางประสงค์จะเดินทางกลับประเทศไทย สามารถดำเนินการได้โดยไปที่สถานทูต เพื่อขอออกหนังสือสำหรับเดินทางกลับไทยได้

ประเด็นที่ 3 การจับกุมผู้ต้องหาในคดีอาญาหรือการควบคุมตัวตามกฎอัยการศึก มีพฤติการณ์ซ้อมทรมานอันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงหรือไม่

ข้อเท็จจริงจากการพิจารณาศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนได้รวบรวมข้อร้องเรียนว่ามีการกระทำที่เข้าข่ายเป็นการทรมาน ในระหว่างควบคุมตัวตามกฎอัยการศึกอย่างน้อย 7 กรณี โดยอนุกรรมการฯ ได้เข้าเยี่ยมผู้ร้องเรียนบางราย เช่น

นายชัชวาล ปราบบำรุง ได้ให้ถ้อยคำว่า ถูกเจ้าหน้าที่ทหารควบคุมตัวโดยมัดมือ ปิดตา ควบคุมตัวไว้ที่ค่ายทหารไม่ทราบชื่อ มีการข่มขู่เอาชีวิตตนเองและครอบครัว ซ้อมทรมานด้วยการทำร้ายร่างกาย ช๊อตด้วยกระแสไฟฟ้า เอาถุงพลาสติกคลุมศีรษะให้ขาดอากาศหายใจ เป็นต้น

นายณรงค์ศักดิ์ พลายอร่าม ได้ให้ถ้อยคำว่า ระหว่างถูกควบคุมตัวในค่ายทหาร เจ้าหน้าที่ซ้อมทรมานให้รับสารภาพ ไม่ได้พบญาติ ถูกใส่กุญแจมือตลอดเวลา มีการนำไฟฟ้ามาช๊อตเพื่อข่มขู่ เมื่อตอบคำถามเจ้าหน้าที่ช้าจะถูกทำร้าย

นายกิตติศักดิ์ สุ่มศรี ได้ให้ถ้อยคำว่า สารภาพยอมรับผิดเนื่องจากถูกซ้อมทรมาน ถูกทำร้ายตามเนื้อตัวร่างกาย ถูกนำถุงพลาสติกคลุมศีรษะให้ขาดอากาศหายใจ ถูกข่มขู่ว่าจะช๊อตไฟฟ้า

ข้อเท็จจริงจากผู้แทนคณะรักษาความสงบแห่งชาติพันเอก วิจารณ์ จดแตง ชี้แจงว่า การนำตัวผู้กระทำความผิดไปซักถามเป็นการปฏิบัติตามกฎอัยการศึกและไม่สามารถปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาได้ โดยใช้วิธีการเชิญตัวมาซักถาม หาความเกี่ยวโยงถึงเครือข่ายต่าง ๆ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความรุนแรงขึ้น มีการแยกผู้ต้องหาชายหญิงออกจากกันชัดแจน โดยผู้ชายจะถูกควบคุมตัวไว้ในค่ายทหาร ส่วนผู้หญิงจะถูกควบคุมตัวไว้ที่หมวดสารวัตรทหารหญิง และระหว่างการซักถามจะไม่มีการทำร้ายหรือขู่เข็ญใดๆ

ผู้ถูกควบคุมตัวยังมิใช่ผู้ต้องหาตามกฎหมายซึ่งหากในการซักถาม มีทนายความอยู่ด้วยก็จะให้คำแนะนำ ทำให้ไม่ได้ข้อมูลหรือผลอะไร เนื่องจากซักถามในประเด็นความมั่นคง อีกทั้งชุดปฏิบัติการด้านต่างๆ ของ คสช. เป็นชุดปฏิบัติการลับด้านการข่าว หากเกิดความไม่ถูกต้อง หัวหน้าชุดจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบ

ประเด็นที่ 4 การดำเนินคดีกับพลเรือนในเขตอำนาจศาลทหารเป็นการละเมิดสิทธิทางกระบวนการยุติธรรมหรือไม่

ข้อเท็จจริงฝ่ายผู้ร้อง ได้ความว่า ศาลทหารกรุงเทพมีคำสั่งพิจารณาลับ ในคดีหมิ่นกษัตริย์ (112) ที่พลเรือนเป็นจำเลยโดยไม่ได้รับการประกันตัว ทั้งสองเคยฝากขังด้วยอำนาจศาลอาญา ก่อนจะโอนย้ายมาฝากขังด้วยอำนาจศาลทหาร และถูกฟ้องต่อศาลทหาร

ส่วนอีกกรณีหนึ่งผู้ร้องมีเอกสารชี้แจงว่า การแจ้งข้อกล่าวหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 โดยคำสั่งของหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรง การพิจารณาคดีในศาลทหารไม่มีความเป็นอิสระ เนื่องจากศาลทหารขึ้นตรงกับกระทรวงกลาโหม ความไม่เป็นธรรมและไม่เป็นกลางในการอำนวยความยุติธรรม กระบวนการพิจารณาไม่เป็นไปตามกฎหมาย ทำให้ผู้ร้องไม่ได้รับความเป็นธรรม

นอกจากนี้ ผู้ร้องไม่ได้รับสิทธิในการปล่อยตัวชั่วคราวระหว่างการต่อสู้คดีโดยปราศจากเหตุผล เช่น อ้างว่าจะมีการหลบหนี ทั้งที่ไม่มีการไต่สวนพยานหลักฐาน ไม่มีหลักประกันการพิจารณาคดีอย่างเปิดเผย การนำผู้ร้องหรือผู้อื่นซึ่งเป็นพลเรือนไปให้ศาลทหารพิจารณาคดีถือเป็นการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม เป็นต้น

ข้อเท็จจริงจากผู้แทนกรมพระธรรมนูญศาลทหาร พันโท  พุฒิพงษ์ ชีพสมุทร ได้ชี้แจงว่า กระบวนการยุติธรรมในศาลทหารถือปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา พิจารณาคดีด้วยความโปร่งใส ผู้พิพากษามีความเป็นอิสระและไม่มีใครจะมาสั่งคดีได้ การสั่งพิจารณาลับในศาลทหารเหมือนกับการสั่งพิจารณาลับในศาลยุติธรรม เหตุในการสั่งการพิจารณาคดีเป็นการลับมีหลักเกณฑ์ คือ เป็นคดีที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดี หรือขัดต่อความมั่นคงของรัฐ หรือโจทก์ร้องขอให้พิจารณาลับ

ในห้องพิจารณาคดีของศาลทหารรับได้จำนวนจำกัดประมาณ 30 คน บางคดีมีหน่วยงานจากต่างประเทศ ผู้แทนประเทศต่างๆ ผู้แทนผู้สื่อฯ ขอเข้าเพื่อการรับฟังการพิจารณาคดีซึ่งศาลทหารก็ไม่เคยปิดกั้นและให้เข้าทุกครั้ง การพิจารณาคดีเป็นไปโดยเปิดเผย เว้นแต่พิจารณาคดีเป็นการลับในคดี 112 ที่เป็นการกล่าวอ้างหรือคำพูดหมิ่น โดยกฎหมายบัญญัติเช่นใด ผู้พิพากษาก็ต้องทำตามนั้น ไม่มีนโยบายใดๆ

กรณีการปล่อยตัวชั่วคราวในศาลทหาร เป็นดุลพินิจของศาลทหารในการพิจารณา ศาลทหารไม่มีคำสั่งที่เป็นนโยบายไม่ให้ประกันตัวแต่ประการใด

ประเด็นที่ 5 การใช้กฎอัยการศึกจำกัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและเสรีภาพทางวิชาการ เสรีภาพของสื่อมวลชน เสรีภาพในการชุมนุม มีการกระทำหรือการละเลยการกระทำอันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือไม่

ประเด็นย่อยที่หนึ่งเรื่องการจัดกิจกรรมทางวิชาการ ข้อเท็จจริงฝ่ายผู้ร้องกรณีการถูกห้ามจัดกิจกรรมทางวิชาการที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศ (FCCT) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่ถูกห้ามจัดงานเสวนาห้องเรียนประชาธิปไตย : บทที่ 2 การล่มสลายของเผด็จการในต่างประเทศ และ เสวนาความสุขและความปรองดองภายใต้รัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557

ข้อเท็จจริงจากผู้แทนคณะรักษาความสงบแห่งชาติ พันเอก วิจารณ์ จดแตง และ พันโท บุรินทร์ ทองประไพ ชี้แจงว่าเป็นการขอความร่วมมือ การจัดกิจกรรมด้านวิชาการของมหาวิทยาลัยนั้นสามารถทำได้ แต่เนื่องจากสถานการณ์ของประเทศไทยอยู่ในระหว่างดำเนินการแบบพิเศษ เพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อยและสร้างความปรองดองเพื่อให้ประเทศเดินไปข้างหน้า ทั้งเรื่องการเมือง เศรษฐกิจ สังคมและด้านจิตวิทยา เมื่อประเทศเดินไปข้างหน้าแล้ว สิทธิเสรีภาพในการแสดงออก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเมืองหรือไม่ก็ย่อมสามารถดำเนินการต่อไปได้

นายกรัฐมนตรีได้แถลงต่อสื่อหลายครั้งแล้วว่าในช่วงเวลานี้ขอให้ระงับไว้ก่อนอย่าเพิ่งเรียกร้องสิทธิที่จะแสดงออก อาจก่อให้เกิดความขัดแย้งขึ้นมาอีก ซึ่งจะเป็นปัญหาและอุปสรรคต่อการแก้ไขปัญหาตาม Road map ซึ่งฝ่ายทหารต้องเข้าไปชี้แจงและทำความเข้าใจ หากเป็นหัวข้อที่ล่อแหลมอาจสร้างความขัดแย้งหรือกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยอาจนำมาโต้แย้งหรือนำไปเป็นเยี่ยงอย่าง จะทำให้เกิดปัญหาได้เรื่องการจัดกิจกรรม คสช. ไม่ได้ปิดกั้น สามารถร้องขอและขออนุญาตจาก คสช. ได้ โดยจะมีคณะกรรมการพิจารณาว่าสมควรที่จะให้จัดกิจกรรมหรือไม่

ถ้าเป็นหน่วยงานของรัฐ เช่น คณะหรือมหาวิทยาลัย ถ้าเกี่ยวข้องกับทางวิชาการและกระทบต่อการเมือง ทาง คสช. ได้เปิดช่องทางไว้ในการร่วมเสวนา เมื่อมีการเปิดเวที ก็สามารถเข้าไปร่วมได้ อาจารย์มหาวิทยาลัยไม่จำเป็นต้องมาจัดงานให้ล่อแหลม หรือทำให้เกิดปัญหา

ประเด็นย่อยที่สอง เรื่องการแสดงออกทางการเมืองของกลุ่มนักศึกษาข้อเท็จจริงฝ่ายผู้ร้องมีกรณีที่กลุ่มดาวดินแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ด้วยการใส่เสื้อไม่เอารัฐประหารและชูสามนิ้วขณะที่นายกรัฐมนตรีลงพื้นที่ในจังหวัดขอนแก่น กรณีเหตุการณ์ครบรอบ 1 ปี การรัฐประหาร เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2558 บริเวณหน้าหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ถูกเจ้าหน้าที่จับกุมและควบคุมตัวด้วยการใช้ความรุนแรง กรณีการควบคุมตัว 14 นักศึกษาเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2558

ข้อเท็จจริงฝ่ายผู้ถูกร้องผู้แทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ไม่ประสงค์ชี้แจงข้อเท็จจริงต่อกรณีที่เกิดขึ้น

ผู้แทนคณะรักษาความสงบแห่งชาติ พันเอก นุรัช ทองแก้ว ชี้แจงว่า เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2558 และวันที่ 26 มิถุนายน 2558 ว่า การจับกุมมีเพียงฝ่ายเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นฝ่ายปฏิบัติ ทางทหารไม่มีส่วนเกี่ยวข้องแต่อย่างใด ส่วนคำถามว่ามีเจ้าหน้าที่ทหารอยู่ในที่เกิดเหตุหรือไม่นั้น ไม่ทราบแน่ชัด ส่วนประเด็นความผิดในเชิงสิทธิเสรีภาพไม่ควรขึ้นศาลทหาร ไม่สามารถตอบได้ ส่วนในเรื่องข้อกฎหมาย ให้สอบถามเป็นหนังสือทาง คสช. ยินดีชี้แจงเป็นลายลักษณ์อักษร ขอยืนยันว่า คสช. ได้ปฏิบัติตามกฎหมายและศึกษากฎหมายอย่างดีแล้ว กรณีอ้างว่าเจ้าหน้าที่ทหารแต่งกายเต็มยศไปเยี่ยมผู้ปกครองของนักศึกษาถึงบ้าน ก่อนนักศึกษาถูกจับมีทหารนอกเครื่องแบบสะกดรอยติดตาม ยืนยันว่าทหารไม่เกี่ยวข้อง และเป็นทหารจริงหรือไม่นั้น ยังพิสูจน์ไม่ได้

ข้อเท็จจริงจากการพิจารณาดำเนินการคณะอนุกรรมการด้านสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ได้เข้าเยี่ยมเพื่อสอบถามข้อเท็จจริงจากนักศึกษา สาระสำคัญดังนี้ กลุ่มนักศึกษาไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหาร การกระทำของนักศึกษาสามารถทำได้ตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองนักศึกษาให้ข้อมูลว่าในชั้นศาลทหาร ตุลาการศาลทหารไม่ได้เขียนในสิ่งที่นักศึกษาพูด ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญ

ข้อเท็จจริงและความเห็นจากพยานผู้เชี่ยวชาญ ผศ.ดร. กิตติศักดิ์ ปรกติ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้ความเห็นว่าการใช้ประกาศ คสช. ฉบับที่ 37/2557 ประกาศ คสช. 7/2557 และคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 บังคับใช้กฎหมายอย่างสับสนโดยคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 มีผลยกเลิกกฎหมายเก่า ทำให้ต้องขึ้นศาลยุติธรรม แต่ในกรณีนี้นักศึกษาถูกดำเนินคดีตามมาตรา 116 ของกฎหมายอาญาด้วย ซึ่งอยู่ภายใต้ศาลทหาร หากศาลเห็นว่าพฤติการณ์ของนักศึกษาเข้ามาตรา 116 ที่กำหนดโทษหนักกว่าความผิดจากการชุมนุมก็ต้องขึ้นศาลทหาร แต่หากไม่ถึงขั้น 116 ก็ขึ้นศาลยุติธรรม

อย่างไรก็ดี เมื่อพิจารณาจากประกาศของ คสช. แล้ว ก็เห็นว่ามีเจตนาให้ขึ้นศาลยุติธรรมปกติ แต่เจ้าพนักงานซึ่งไม่มีแนวปฏิบัติ ต้องการความสะดวกรวดเร็ว และมีอำนาจมากในการควบคุมคดีก็จะพยายามกล่าวหาความผิดรุนแรงขึ้น กสม. ควรทำความเข้าใจกับ คสช. ว่าการกระทำระดับใดควรอยู่ในอำนาจศาลทหารเพื่อป้องกันความขัดแย้งและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน

นายแสงชัย รัตนเสรีวงษ์ ทนายความ และอนุกรรมการสิทธิมนุษยชน ให้ความเห็นว่า การตั้งข้อกล่าวหา เกี่ยวกับการจับกุมกลุ่มนักศึกษาที่ทำผิดประมวลกำหมายอาญา มาตรา 116 และขัดคำสั่ง คสช. ที่ห้ามชุมนุมเกิน 5 คนนั้น หากดูตามพฤติการณ์มาเทียบเคียงกับความผิดตามข้อกล่าวหาแล้ว ยังเห็นว่าไม่มีข้อใดที่เข้าข่ายเป็นการกระทำความผิด เพราะเป็นการแสดงออกตามวาระทางการเมือง ส่วนที่ระบุว่านักศึกษามีคนเสื้อแดง หรือขั้วอำนาจเก่าอยู่เบื้องหลัง ถ้าเป็นจริงเป็นหน้าที่ของฝ่ายรัฐหรือเจ้าหน้าที่บ้านเมือง ที่จะต้องพิสูจน์หาข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์ที่ยืนยันได้แล้วเสียก่อนจึงค่อยตั้งข้อหาไม่ใช่ดำเนินการด้วยข้อสันนิษฐาน

ประเด็นที่ 6 การใช้กฎอัยการศึกในการจำกัดสิทธิการมีส่วนร่วมของประชาชน การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ การปฏิรูปพลังงานในประเทศไทย เป็นการกระทำหรือการละเลยการกระทำอันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือไม่

ข้อเท็จจริงฝ่ายผู้ร้องกรณีกลุ่มจับตาปฏิรูปพลังงานไทยกลุ่มญาติผู้เสียชีวิตกรณีความรุนแรงปี 2553 เครือข่ายประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากเหมืองแร่แบไรท์ จัดกิจกรรมแล้วถูกควบคุมตัว โดยมีทั้งควบคุมตัวในห้องขัง ควบคุมตัวโดยไม่แจ้งข้อกล่าวหา รวมถึงดำเนินคดีตาม พ.ร.บ. รักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ. 2535 หรือเชิญตัวไปเจรจาปรองดองเพื่อให้ยกเลิกการรวมกลุ่มคัดค้าน

ข้อเท็จจริงจากผู้แทนคณะรักษาความสงบแห่งชาติพันเอกวิจารณ์ จดแตง และพันโท บุรินทร์ ทองประไพ ชี้แจงว่า เนื่องจากปัจจุบันเป็นสถานการณ์ที่ไม่ปกติ ในกรณีประชาชนมีความเห็นต่าง ผู้บังคับบัญชาจะมีช่องทางให้สามารถแสดงออก เสนอความคิดเห็นได้ ฉะนั้น การมาแสดงออกโดยการเดินบนถนนหรือที่สาธารณะ หรือโปรยใบปลิว และทำกิจกรรมนั้น ผู้อื่นอาจมองว่าประเทศยังมีความขัดแย้งอยู่รวมทั้งอาจมีผู้ฉวยโอกาสก่อความไม่สงบขึ้นมาอีก เจ้าหน้าที่จึงมีหน้าที่จะต้องยุติการกระทำดังกล่าว และอาจเชิญตัวไปเพื่อพูดคุยทำความเข้าใจว่ามีช่องทางแสดงความคิดเห็นอยู่ เมื่อเข้าใจแล้วจะไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหา โดยไม่ว่ารัฐธรรมนูญฉบับใด ก็ให้สิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชน เว้นแต่ข้อจำกัดของกฎหมาย ซึ่ง คสช. ก็เปิดโอกาสให้ประชาชนแสดงความคิดเห็นผ่านทางศูนย์ดำรงธรรมได้ แต่ขอให้ไม่กระทบต่อภาพลักษณ์ในการปฏิบัติตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ ทั้งนี้  เพียงแค่จำกัดพฤติกรรมร้องเรียนที่ไม่เหมาะสม

ส่วนในกรณีเหมืองแร่แบไรท์ พันเอก ชาญวิทย์ ปิ่นมณี ได้ชี้แจงว่า เจ้าของเหมืองแร่และบิดาของผู้เสียชีวิตเป็นเพื่อนร่วมทำกิจการมาด้วยกัน แต่มีเรื่องผิดใจกันจึงเกิดการคัดค้านฟ้องร้องกัน ทาง กอ. รมน. จึงเข้าไปเพื่อสร้างความปรองดองตามนโยบายของกองทัพ การขอให้ถอนฟ้องนั้นเป็นข้อเสนอของกำนันในพื้นที่ ทางกอ. รมน. ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ในส่วนของคดีความเจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังติดตามอยู่และรับว่าจะเร่งรัดดำเนินการให้

ความเห็นคณะอนุกรรมการด้านสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง

1. ประเด็นการบังคับใช้กฎอัยการศึกในช่วงปลายเดือนตุลาคม 2556 ถึงต้นพฤษภาคม 2557 รับฟังได้ว่า ความรุนแรงที่เกิดขึ้นเกินกว่าขอบเขตของการใช้เสรีภาพของการชุมนุม ฉะนั้น การประกาศใช้กฎอัยการศึก ในระยะเวลาดังกล่าวในการรักษาความมั่นคงพอรับฟังได้

แต่ภายหลังการรัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 พบว่า ใช้กฎอัยการศึกเพื่อแก้ไขความขัดแย้งที่สะสมมายาวนานในบริบทการสร้างความปรองดอง ไม่ว่าจะเป็นการเรียกรายงานตัว การควบคุมตัว การจำกัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น เห็นว่า การบังคับใช้กฎอัยการศึกจำกัดสิทธิและเสรีภาพของประชาชน

คณะอนุกรรมการฯ เห็นว่า สถานการณ์ในช่วงหลังรัฐประหาร ยังไม่ปรากฏภาวะฉุกเฉินสาธารณะที่คุกคามความอยู่รอดของชาติให้เห็นเป็นประจักษ์ การบังคับใช้กฎอัยการศึก หรือกฎหมายอื่นใดเป็นการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของประชาชน เกินกว่าความจำเป็น ไม่สอดคล้องกับพันธกรณีระหว่างประเทศ

2.ประเด็นการเรียกบุคคลไปรายงานตัวและการบังคับใช้กฎอัยการศึกในการขยายระยะเวลาควบคุมตัวเป็น 7 วันเป็นการไม่เหมาะสม ในการจำกัดสิทธิบุคคลที่ถูกจับกุมหรือควบคุมโดยอำเภอใจมิได้ ขัดกับข้อ 9 ของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ. ศ. 2550

คณะอนุกรรมการฯ เห็นว่า การควบคุมตัวไม่มีการตรวจสอบโดยศาล การแก้ไข้ความขัดแย้งทางการเมืองย่อมต้องใช้มาตรการทางการเมือง ส่วนผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดต้องใช้กระบวนการยุติธรรมมาเป็นเครื่องตัดสิน

3. ประเด็นการจับกุมผู้ต้องหาในคดีอาญาหรือการควบคุมตัวตามกฎอัยการศึกมีพฤติการณ์เป็นการซ้อมทรมานคณะอนุกรรมการฯ เห็นว่า ยังไม่ปรากฏข้อเท็จจริงทางการแพทย์และหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ที่สามารถระบุยืนยันได้ว่ามีการซ้อมทรมานเกิดขึ้น ประกอบกับการตรวจสอบไม่สามารถทำได้อย่างเต็มที่เนื่องจากอุปสรรคในการเข้าถึงพยานหลักฐานในระยะเวลาที่เหมาะสมและความร่วมมือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่ให้ข้อสังเกตว่าพฤติการณ์การควบคุมตัวเป็นระยะเวลา 7 วัน โดยไม่เปิดเผยสถานที่ และไม่ให้บุคคลใดเข้าพบ ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการถูกซ้อมทรมาน

4. ประเด็นการดำเนินคดีกับพลเรือนในเขตอำนาจศาลทหาร เป็นการละเมิดสิทธิทางกระบวนการยุติธรรมหรือไม่ กรณีนี้ได้มีหนังสือสำนักเลขาธิการ คณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ คสช, (สลธ)/38 เรื่อง ผลการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน มีสาระสำคัญว่าประกาศ คสช. ฉบับที่ 37/2557 เรื่องความผิดที่อยู่ในอำนาจการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลทหาร ยังมีเหตุผลและความจำเป็นที่ยังจะต้องคงอยู่ต่อไป ทั้งนี้ เพื่อรักษาไว้ซึ่งสถาบันกษัตริย์และความมั่นคงของประเทศ

อย่างไรก็ตาม คณะอนุกรรมการฯ เห็นว่าประเทศไทยมีพันธกรณีตามข้อ 14 ของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ซึ่งรับรองสิทธิการได้รับการดำเนินคดีอย่างเป็นธรรม และควรตระหนักถึงหลักการสากลที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรมของศาลทหาร ซึ่งวางหลักไว้แล้วว่า ศาลทหารไม่ควรมีเขตอำนาจในการดำเนินคดีกับพลเรือน

5. ประเด็นการจำกัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและเสรีภาพทางวิชาการ เสรีภาพของสื่อมวลชน เสรีภาพในการชุมนุมคณะอนุกรรมการฯ เห็นว่าเสรีภาพดังกล่าวเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของสังคมประชาธิปไตย ที่ประชาคมโลกให้การยอมรับ รัฐควรมีหน้าที่ส่งเสริม ไม่ควรปิดกั้นการใช้สิทธิและเสรีภาพดังกล่าวโดยสิ้นเชิง อีกทั้งกฎหมายทั่วไป ก็สามารถดูแลการชุมนุมได้อย่างมีประสิทธิภาพและสงบเรียบร้อย และการชุมนุมทางการเมืองก็ต้องใช้วิธีการแก้ไขทางการเมือง กล่าวคือ การพูดคุย ปรึกษาหารือ แต่มาตรการที่ใช้กำลังความรุนแรงหรือกฎหมายความมั่นคงไม่สามารถแก้ไขปัญหาความขัดแย้งได้

6. การจำกัดสิทธิการมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ การปฏิรูประบบพลังงานในประเทศไทย รัฐบาลปิดกั้นการเคลื่อนไหวของประชาชนด้วยเหตุผลเรื่องความมั่นคง โดยไม่แก้ไขความเหลื่อมล้ำอันเป็นสาเหตุแท้จริงของปัญหา ย่อมเป็นอุปสรรคในการปฏิรูปประเทศไทยและจะยิ่งขยายความขัดแย้งออกไปอย่างกว้างขวาง ทำลายเป้าหมายความปรองดองสมานฉันท์และคืนความสุขให้กับประชาชนในที่สุด

ดังนั้น คณะอนุกรรมจึงเห็นควรมีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายต่อคณะรัฐมนตรี

ความเห็นคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติพิจารณาคำร้องและความเห็นของคณะอนุกรรมการด้านสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง มีความเห็นสอดคล้องกัน และมีข้อเสนอแนะทางนโยบายดังนี้

1. คณะรัฐมนตรีควรพิจารณาทบทวนการใช้กฎหมายพิเศษเกี่ยวกับความมั่นคง หรือกฎหมายที่มีลักษณะจำกัดสิทธิและเสรีภาพของประชาชนอย่างกว้างขว้าง และจำต้องคำนึงถึงหลักความได้สัดส่วน โดยกระทำเท่าที่จำเป็น และไม่กระทบกระเทือนถึงสาระสำคัญแห่งสิทธิและเสรีภาพนั้น

2. คณะรัฐมนตรีควรกำชับและดูแลหน่วยงานของรัฐและเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องให้ปฏิบัติตามเจตนารมณ์ของกฎหมายความมั่นคง รวมถึงสาระสำคัญตามพันธกรณีระหว่างประเทศ คำนึงถึงหลักสิทธิมนุษยชน ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ให้สอดคล้องกับหลักนิติรัฐ นิติธรรม

ทั้งนี้ เพื่อปฏิรูปประเทศ และเพื่อให้เกิดการปรองดอง ในอันที่จะลดเงื่อนไขต่าง ๆ ลงสมควรพิจารณาถึงประกาศและคำสั่ง คสช. ที่กระทบกระเทือนสิทธิเสรีภาพในสาระสำคัญ เพื่อส่งเสริมการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน

มติคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

ตามการประชุมครั้งที่ 41/2558 ลงวันที่ 23 พฤศจิกายน 2558 มีมติให้เสนอแนะเชิงนโยบายต่อคณะรัฐมนตรีและมอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติติดตามผลการดำเนินการต่อไป

อ่านรายงานการตรวจสอบ กสม ได้ที่
https://tlhr2014.files.wordpress.com/2016/06/nhrc-report.pdf

จดหมายปะหน้า
https://tlhr2014.files.wordpress.com/…/cover-nhrc-report.pdf

Advertisements
ลิงก์

นิว

จ่านิว แจ้งความ-เหตุเข้าใช้เฟสบุ๊กไม่ได้หลังตำรวจค้นบ้าน ยึดคอมซีพี 2 เครื่อง

8 พ.ย.59 เวลาประมาณ 11.30 น. ‘จ่านิว’ หรือ นายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ นักศึกษาที่ทำกิจกรรมเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตย และตกเป็นจำเลยในคดีส่องโกงราชภักดิ์ ได้เข้าแจ้งความที่ สน.ชนะสงคราม

เนื่องจากเมื่อเวลาประมาณ 07.00 น. ขณะเดินทางมาที่ศาลทหารกรุงเทพฯ พบว่า ไม่สามารถล็อกอินเข้าใช้เฟซบุ๊กส่วนตัวได้ เกรงว่า จะมีบุคคลอื่นใช้เฟซบุ๊กของตนไปกระทำความผิด หรือใช้ในทางไม่ถูกต้อง จึงได้มาแจ้งต่อพนักงานสอบสวน เพื่อให้ลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน

ร.ต.อ.ปัญญา มุงคุณคำขาว รองสารวัตร (สอบสวน) สน.ชนะสงคราม ได้รับแจ้ง และลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน โดยระบุว่า สิรวิชญ์ไม่สามารถเข้าเฟซบุ๊กส่วนตัวได้ตั้งแต่เวลาประมาณ 08.00 น. ซึ่งเป็นเวลาที่สิรวิชญ์มาถึงศาลทหารกรุงเทพ ท้องที่รับผิดชอบของ สน.ชนะสงคราม ไม่เช่นนั้นสิรวิชญ์ต้องไปแจ้งความในพื้นที่ที่นั่งรถผ่าน

ทั้งนี้ สิรวิชญ์ได้ขอให้เพิ่มเติมในบันทึกประจำวันด้วยว่า หากมีการใช้เฟซบุ๊กดังกล่าวในทางที่ไม่ถูกต้อง ขอให้มีการสอบสวนให้ได้ข้อเท็จจริงต่อไป

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจาก เมื่อวันที่ 7 พ.ค.ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับเทคโนโลยี (บก.ปอท.) จำนวน 4 นาย เข้าตรวจค้นบ้านของสิรวิชญ์ และยึดเครื่องคอมพิวเตอร์พีซีจำนวน 2 เครื่อง ไป

ขณะ น.ส.พัฒน์นรี มารดาจ่านิว ถูกควบคุมตัวอยู่ที่กองบังคับการปราบปราม ระหว่างการแถลงข้อเท็จจริงของ ผกก.3 บก.ปอท. เกี่ยวกับคดีที่มารดาจ่านิวถูกกล่าวหาว่า มีส่วนร่วมในการกระทำผิดประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และพระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์ฯ และรอการส่งศาลทหารกรุงเทพเพื่อฝากขัง และจ่านิวก็อยู่ที่กองปราบเช่นกัน มีเพียงน้องสาวและยายอยู่ที่บ้าน

 โดยทั้งจ่านิวและมารดาไม่ได้รับการแจ้งจากเจ้าหน้าที่ก่อนหน้านี้ว่า จะเข้าค้นบ้าน ซึ่งขัดต่อมาตรา 102 วรรคสอง ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

นอกจากนี้ สิรวิชญ์ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมอีกว่า ตนเองเข้าใช้เฟซบุ๊กครั้งสุดท้ายเมื่อเวลา 24.00 น. ของคืนวันที่ 7 พ.ค. และมาใช้อีกครั้งเมื่อเช้า (8 พ.ค.) เวลาประมาณ 07.00 น. ขณะนั่งรถมาศาลทหาร ถึงพบว่า เข้าใช้ไม่ได้ จึงไม่รู้ว่า เวลาที่เข้าใช้ไม่ได้จริงๆ คือเวลาเท่าไหร่

อย่างไรก็ตาม หลังจากนี้ เขาจะเข้าแจ้งความที่ บก.ปอท. อีกครั้ง เพื่อให้บันทึกข้อเท็จจริงดังกล่าว

 

ข้อมูลที่เกี่ยวข้อง https://tlhr2014.wordpress.com/2016/05/07/janew_mom_112/

 

ศาลอนุญาตให้ประกันตัวแม่จ่านิว ห้ามยั่วยุปลุกปั่น-เดินทางออกนอกประเทศ

 

ศาลทหารกรุงเทพอนุญาตฝากขัง ‘แม่จ่านิว’ ก่อนได้รับการประกันตัวโดยใช้เงินสด 5 แสนบาท โดยมีเงื่อนไขห้ามยั่วยุ ปลุกปั่น-เดินทางออกนอกประเทศ รอปล่อยตัวที่ทัณฑสถานหญิกลางเย็นนี้

 8 พ.ค. 2559 เวลาประมาณ เวลาประมาณ 10.00 น. พนักงานสอบสวน ปอท. ได้ยื่นคำร้องฝากขังน.ส.พัฒน์นรี ต่อศาลทหาร โดยอ้างว่าการสอบสวนยังเสร็จสิ้นเนื่องจาก 1)ทำการสอบสวนพยานบุคคลที่เกี่ยวข้องจำนวน 7 ปาก 2) รอผลการตรวจพิสูจน์คอมพิวเตอร์ ที่มีการตรวจยึดมาจากที่พักของผู้ต้องหา 3)รอผลตรวจสอบข้อมูลการใช้โทรศัพท์มือถือของผู้ต้องหา 4)รอผลการตรวจสอบประวัติพิมพ์ลายนิ้วมือ

 นอกจากนี้ พนักงานสอบสวนยังคัดค้านการประกันตัวผู้ต้องหา เนื่องจากมีอัตราโทษสูง เกรงว่าหากได้รับการประกันตัว ผู้ต้องหาอาจหลบหนี หรือไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน

 ด้านทนายความได้ยื่นคัดค้านการฝากขังของพนักงานสอบสวน โดยให้เหตุผลว่าเนื่องจาก น.ส.พัฒน์นรีไม่มีพฤติกรรมหลบหนี และเข้าพบพนักงานสอบสวนด้วยตนเองตั้งแต่ยังไม่ได้รับหมายเรียก การกระทำตามที่กล่าวหาไม่เข้าองค์ประกอบความผิด และ น.ส.พัฒน์นรีได้ให้การต่อพนักงานสอบสวนแล้ว เจ้าหน้าที่ได้พยานหลักฐานไปแล้ว น.ส.พัฒน์นรีไม่อาจยุ่งเหยิงพยานหลักฐานได้อีก

ทนายความให้เหตุผลคัดค้านการฝากขังอีกว่า น.ส.พัฒน์นรีมีภาระจำเป็นต้องดูแลครอบครัว และในชั้นสอบสวนได้ขอประกันตัวต่อพนักงานสอบสวน ซึ่งพนักงานสอบสวนก็มีความเห็นให้ประกันตัว แต่ผู้บังคับบัญชาไม่อนุญาต รวมถึงคำร้องขอฝากขังของพนักงานสอบสวนที่ระบุว่าคัดค้านประกันตัว ไม่ได้ค้านเพราะพฤติการณ์ร้ายแรง แต่เป็นไปตามระเบียบเท่านั้น

 ศาลทหารอนุญาตฝากขัง น.ส.พัฒน์นรี ไว้ที่ทัณฑสถานหญิงกลาง ระหว่างวันที่ 8-19 พ.ค. 2559 ตามคำขอของพนักงานสอบสวน ทนายความจึงยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราว น.ส.พัฒน์นรี ต่อศาล

 12.30 น. ศาลทหารอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว โดยใช้หลักประกันเงินสด 500,000 บาท จากการระดมทุนเพื่อประกันตัวเพื่อนของกลุ่มพลเมืองโต้กลับ โดยมีเงื่อนไขห้ามไม่ให้ผู้ต้องหากระทำการใดๆในลักษณะยั่วยุ ปลุกปั่น ปลุกระดม เพื่อให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง อันอาจก่อให้เกิดภยันตรายใดๆ หรือเกิดความเสียหาย หรือความสงบเรียบร้อย ศีลธรรมอันดี และห้ามเดินทางออกนอกราชอาณาจักร

16.10 น. น.ส.พัฒน์นรี ถูกปล่อยตัวที่ทัณฑสถานหญิกลาง โดยมีจ่านิว ทนายความ และประชาชนไปรอให้กำลังใจ

อย่างไรก็ตาม น.ส.พัฒน์นรี ต้องมารายงานตัวในการฝากขังครั้งที่ 2 ที่ศาลทหาร ในวันที่ 19 พ.ค. 59 ซึ่งความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 พนักงานสอบสวนสามารถขออำนาจศาลฝากขังผู้ต้องหาได้ไม่เกิน 7 ครั้ง ครั้งละ 12 วัน

 

 

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

ทักแชท 112 แล้วไม่ห้ามเป็นพฤติการณ์ร้ายแรง ไม่อนุญาตประกันตัวแม่จ่านิว

 

 

ตร.เข้าตรวจยึดคอมฯ บ้าน ‘จ่านิว’ ขณะมีเพียงยาย-น้องสาวอยู่บ้าน

หลังจาก น.ส.พัฒน์นรี (สงวนนามสกุล) มารดาของ นายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ หรือ ‘จ่านิว’ นักศึกษาที่ทำกิจกรรมเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตย และตกเป็นจำเลยในคดีส่องโกงราชภักดิ์ เข้าพบพนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) ตามหมายจับศาลทหารกรุงเทพ ที่ 36/2559 ลงวันที่ 6 พ.ค.59 และพนักงานสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหาว่ากระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และพระราชบัญญัติการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์(พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ) มาตรา 14 (3) จากกรณีที่มารดาจ่านิวไม่ได้ห้ามปรามหรือต่อว่าที่นายบุรินทร์ ส่งข้อความที่มีเนื้อหาหมิ่นพระมหากษัตริย์ฯ มาทางกล่องข้อความของเฟซบุ๊ก พร้อมทั้งไม่อนุญาตให้ประกันตัวในชั้นสอบสวน เนื่องจากเกรงผู้ต้องหาจะหลบหนี หรือยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน และควบคุมตัวมารดาจ่านิวไว้ที่ สน.ทุ่งสองห้องเมื่อคืนวันที่ 6 พ.ค.ที่ผ่านมานั้น ในวันนี้ (7 พ.ค.59) มีความเคลื่อนไหวในคดีดังกล่าว ดังนี้

ในช่วงเช้านายสิรวิชญ์ ที่เพิ่งเดินทางกลับจากต่างจังหวัด และประชาชนอีกหลายสิบคนได้เดินทางเข้าเยี่ยมน.ส.พัฒน์นรี ที่ถูกควบคุมตัวไว้ที่สน.ทุ่งสองห้องตลอดทั้งคืนที่ผ่านมา จนเวลา 10.30 น. น.ส.พัฒน์นรีได้ถูกนำตัวมาที่ บก.ปอท. เพื่อทำเรื่องย้ายสถานที่ควบคุมตัวจาก สน.ทุ่งสองห้อง ไปยังกองบังคับการปราบปราม มีรายงานข่าวด้วยว่า จะมีการแถลงข่าวที่กองบังคับการปราบปราม จากนั้น เวลาประมาณ 11.30 น. มารดาของสิรวิชญ์ถูกนำตัวมาควบคุมที่กองบังคับการปราบปราม

ต่อมา เวลา 13.00 น. พ.ต.อ.โอฬาร สุขเกษม ผกก.3บก.ปอท.หัวหน้าคณะพนักงานสอบสวน ผู้รับผิดชอบคดีนี้ แถลงข้อเท็จจริงในคดีของนายบุรินทร์ อินติน และน.ส.พัฒน์นรี โดยมีพ.อ.บุรินทร์ ทองประไพ ฝ่ายกฎหมายคสช. ร่วมแถลงข่าว ขณะที่มารดาจ่านิวปฏิเสธที่จะเข้าร่วม ด้านทนายความและจ่านิวไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าในห้องแถลงข่าวแต่อย่างใด

การแถลงและตอบคำถามสื่อของ พ.ต.อ.โอฬาร สรุปความได้ว่าการกระทำความผิดในคดีนี้เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ และประมวลกฎหมายอาญา เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และประมวลกฎหมายอาญา พร้อมทั้งยืนยันว่า เจ้าหน้าที่ดำเนินคดีเพราะมีพยานหลักฐาน และดำเนินการตามหมายจับซึ่งออกโดยศาล กรณีที่มีข่าวว่าผู้ต้องหาไม่ได้ทำอะไรเลย พ.ต.อ.โอฬารยืนยันว่า ผู้ต้องหาทั้งสองมีพฤติการณ์ที่กระทำความผิดร่วมกันไม่ใช่การพิมพ์คำว่า “จ้า” อย่างเดียว ซึ่งรายละเอียดยังไม่สามารถเปิดเผยได้ แต่ทุกอย่างจะไปปรากฎในชั้นศาล

นอกจากนี้ พ.ต.อ.โอฬาร ยังได้กล่าวว่า กรณีที่มีการนำเสนอข่าวเกี่ยวกับคดีนี้ที่ไม่ถูกต้องตรงความจริงก็จะถูกดำเนินคดีได้ ข้อความที่เป็นความผิดคนที่กดไลค์ หรือแชร์ออกไปก็ต้องรับผิดชอบ พร้อมกันนี้ พ.ต.อ.โอฬาร ชี้แจงว่า จะควบคุมตัว น.ส.พัฒน์นรีไว้ที่กองปราบ เพราะมีความพร้อมและเป็นความสมัครใจของผู้ต้องหา และยืนยันว่ากฎหมายไทยบังคับใช้กับทุกคนเป็นมาตรฐานสากล ส่วนผู้ต้องหาจะเห็นหรือต่อสู้อย่างไรก็แล้วแต่  อย่างไรก็ตาม หากผู้ไม่เกี่ยวข้องนำเสนอข่าวหรือไปยื่นหนังสือที่บิดเบือนความจริงอาจเข้าข่ายกระทำความผิด

ในขณะที่การแถลงข่าวยังไม่เสร็จสิ้น นายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ ได้รับการติดต่อจากน้องสาว ซึ่งอยู่กับยายที่บ้านว่า ได้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจ 4 นาย จากกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับเทคโนโลยี นำหมายค้นไปที่บ้าน จากนั้น ได้เข้าตรวจค้นบ้านและยึดเครื่องคอมพิวเตอร์พีซีจำนวน 1 เครื่อง และเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้ร่วมกันในบ้านอีก 1 เครื่อง  โดยเจ้าหน้าที่ใช้เวลาเข้าค้นบ้านประมาณ 1 ชั่วโมง และก่อนหน้าที่จะเข้าค้นบ้าน เจ้าหน้าที่ได้เฝ้าอยู่นอกบ้านประมาณครึ่งชั่วโมง โดยแม้นายสิรวิชญ์จะแจ้งเจ้าหน้าที่ว่าให้รอตนและทนายความกลับไปก่อนค่อยดำเนินการ เพราะที่บ้านมีแต่เด็กและคนชรา แต่สุดท้ายเจ้าหน้าที่ก็ตรวจยึดเครื่องคอมพิวเตอร์ไปโดยที่ไม่รอนายสิรวิชญ์กลับมา และเจ้าหน้าที่จะมีความพยายามจะให้ยายของนายสิรวิชญ์ลงชื่อในเอกสาร แต่ยายไม่ยินยอมเซ็น

photo_2016-05-07_18-03-42

นายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ ขณะเดินทางกลับมาถึงบ้าน แต่เจ้าหน้าที่ได้เข้าค้นและยึดคอมพิวเตอร์ไปจากบ้านแล้ว

ในฐานะองค์กรให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายซึ่งได้ให้ความช่วยเหลือในคดีนางสาวพัฒน์นรีโดยตรง ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ขอยืนยันว่าถ้อยคำซึ่งเจ้าหน้าที่ทหารได้กล่าวหาว่าผู้ใช้บัญชีเฟซบุ๊ค “Nuengnuch Chankij” กระทำความผิดนั้นมีลักษณะเป็นการสนทนาเพียงฝ่ายเดียวและเป็นการพูดจาสั้นๆ ไม่กี่ประโยค โดย “Nuengnuch Chankij” นั้น ไม่ได้พิมพ์ข้อความแสดงความคิดเห็นใดที่พาดพิงต่อสถาบันกษัตริย์เลย และจบท้ายการสนทนาด้วยคำว่า “จ้า” ซึ่งทำให้พนักงานสอบสวนกล่าวหาว่าการลงท้ายด้วยถ้อยคำดังกล่าวนั้น เป็นยอมรับและเห็นด้วยกับข้อความของผู้ใช้บัญชีเฟสบุ๊คชื่อ “Burin Intin” ซึ่งพิมพ์ข้อความมาก่อนหน้านี้

ส่วนประเด็นเรื่องการเข้าค้นบ้านของนายสิรวิชญ์นั้น ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนเห็นว่าการเข้าค้นดังกล่าวไม่มีการแจ้งต่อนางสาวพัฒน์นรีมาก่อน ทั้งที่เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถกระทำได้ตลอดเวลา เนื่องจากนางสาวพัฒน์นรีอยู่ระหว่างถูกควบคุมตัวไว้ ซึ่งการเข้าค้นดังกล่าวขัดต่อมาตรา 102 วรรคสอง ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ที่กำหนดว่า การค้นที่อยู่หรือสำนักงานของผู้ต้องหา หรือจำเลยซึ่งถูกควบคุม หรือขังอยู่ให้ทำต่อหน้าผู้นั้น ถ้าผู้นั้นไม่สามารถหรือไม่ติดใจมากำกับ จะตั้งผู้แทนหรือให้พยานมากำกับก็ได้ ถ้าผู้แทนหรือพยานไม่มี ให้ ค้นต่อหน้าบุคคลในครอบครัวหรือต่อหน้าพยานดั่งกล่าวในวรรคก่อน”

นอกจากนี้ยังมีข้อสังเกตว่าการยึดเครื่องคอมพิวเตอร์ดังกล่าวไป 2 เครื่องนั้น แม้เจ้าหน้าที่ตำรวจจะกล่าวอ้างว่าพบข้อความที่ผิดกฎหมายในภายหลังก็ไม่น่าเชื่อถือแต่อย่างใด เนื่องจากการค้นและตรวจยึดคอมพิวเตอร์ดังกล่าวไม่มีการทำสำเนาต่อหน้าผู้ครอบครอง ทำให้การนำพยานหลักฐานจากเครื่องดังกล่าวนั้น ไม่มีน้ำหนักน่าเชื่อถือในการต่อสู้คดีแต่อย่างใด

รายงานข่าวก่อนหน้านี้

ทักแชท 112 แล้วไม่ห้ามเป็นพฤติการณ์ร้ายแรง ไม่อนุญาตประกันตัวแม่จ่านิว

 

ทักแชท 112 แล้วไม่ห้ามเป็นพฤติการณ์ร้ายแรง ไม่อนุญาตประกันตัวแม่จ่านิว

6 พ.ค. 2559 ทหารกล่าวหามารดาจ่านิวต่อพนักงานสอบสวน ปอท. ผิดฐานหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมฯ ก่อนมารดาจ่านิวจะเข้าพบพนักงานสอบสวนเพื่อรับทราบข้อกล่าวหา แต่ไม่อนุญาตประกันตัวชั้นสอบสวน อ้างความผิดร้ายแรงเกรงจะหลบหนี

พนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) ได้ขออนุมัติหมายจับมารดา ‘จ่านิว’ นักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่ออกมาเคลื่อนไหวทำกิจกรรมเรียกร้องประชาธิปไตย และจำเลยในคดีส่องโกงราชภักดิ์ ที่ศาลทหารกรุงเทพ ในข้อหาร่วมกันกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112

เวลา 16.00 น. มารดาจ่านิวพร้อมทนายความเข้าพบพนักงานสอบสวน ปอท. ที่ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ โดยวานนี้ คือวันที่ 5 พ.ค. 2559 ร.ท.ชวิน ชยาวิวัฒนาวงศ์ ได้มากล่าวหาแม่จ่านิวต่อพนักงานสอบสวน ปอท.

พ.ต.ท.สัณห์เพ็ช หนูทอง พนักงานสอบสวน แจ้งข้อกล่าวหาว่า มารดาจ่านิวกระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 (3)

พนักงานสอบสวนบรรยายพฤติกรรมที่กระทำความผิดว่า นายบุรินทร์ซึ่งถูกแจ้งข้อกล่าวหาตามมาตรา 112 ไปก่อนหน้านี้ได้ลงข้อความผ่านเฟซบุ๊กที่มีเนื้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ แต่มารดาจ่านิวไม่ได้ห้ามปราม ตำหนิ หรือต่อว่าให้หยุดการกระทำดังกล่าว จึงถือว่ามีส่วนร่วมกับนายบุรินทร์ในการโพสต์ข้อความที่มีเนื้อหาหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ และร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใดๆ อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร

หลังรับทราบข้อกล่าวหาทนายความได้ยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราว โดยใช้หลักประกันเงินสด 5 แสนบาท พนักงานสอบสวนได้ปรึกษากับผู้บังคับบัญชาแล้ว มีความเห็นว่าไม่อนุญาตให้ประกันตัวในชั้นสอบสวน เนื่องจากเป็นคดีสำคัญ และมีอัตราโทษสูง เกรงว่าหากได้รับการประกันตัว ผู้ต้องหาอาจหลบหนี หรือไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน

ทั้งนี้ มารดาจ่านิวจะถูกควบคุมตัวที่ สน.ทุ่งสองห้อง เพื่อรอพนักงานสอบสวนนำตัวไปขออนุญาตฝากขังต่อศาลทหารกรุงเทพในวันอาทิตย์ที่ 8 พ.ค. 2559 เวลา 9.00 น.

นายธีรพันธุ์ พันธุ์คีรี ทนายความที่เข้าร่วมการสอบสวนของมารดาจ่านิวให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนก่อนเข้าพบพนักงานสอบสวนว่า ที่มาวันนี้เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ มามอบตัวเพื่อรับทราบข้อกล่าวหา แม่ยืนยันว่าไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดแต่อย่างใด

ด้านนายอานนท์ นำภา ทนายความ ให้สัมภาษณ์ว่า ก่อนมีหมายจับครั้งนี้ไม่เคยมีหมายเรียกและไม่มีการประสานมาก่อนหน้า พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าวันนี้เป็นวันหยุด และทุกคนก็เพิ่งทราบเมื่อเช้านี้ วันนี้จึงเตรียมเงินจากการระดมมาเพื่อขอประกันตัวในชั้นสอบสวน แต่ถ้าไม่ให้ประกันตัวเพราะเกรงว่าจะหลบหนี เขาก็มาเอง หากยังไม่ให้ประกันตัวก็จะต้องไปที่ศาลทหาร ส่วนจ่านิวอยู่ต่างจังหวัด กำลังเดินทางกลับ วันนี้จึงมีเพียงยายและน้องสาวมาดูแลมารดาจ่านิวเท่านั้น