ตร.ส่งสำนวนคดี ‘มหาวิทยาลัยไม่ใช่ค่ายทหาร’ ให้อัยการทหาร นัดฟังคำสั่งคดี 6 ก.ค.

2 มิ.ย.59 ที่ศาลมณฑลทหารบกที่ 33 ค่ายกาวิละ จังหวัดเชียงใหม่ พ.ต.ท.อิทธิรัชต์ แสนปัญญา พนักงานสอบสวนสภ.ช้างเผือก นัดหมายผู้ต้องหาในคดี “มหาวิทยาลัยไม่ใช่ค่ายทหาร” ได้แก่ อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์ อาจารย์คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และสมชาย ปรีชาศิลปกุล อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพื่อส่งตัวผู้ต้องหาและส่งสำนวนคดีให้กับอัยการทหาร

เหตุในคดีนี้เกิดขึ้นเมื่อกลุ่มนักวิชาการจากหลายมหาวิทยาลัยในนาม “เครือข่ายคณาจารย์มหาวิทยาลัย” ได้ร่วมกันแถลงข่าวเรื่อง “มหาวิทยาลัยไม่ใช่ค่ายทหาร” เมื่อวันที่ 31 ต.ค.58  โดยเป็นการแถลงให้ความเห็นต่อคำให้สัมภาษณ์ของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เพื่อยืนยันถึงเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและเสรีภาพทางวิชาการ (ดูแถลงการณ์) ก่อนจะถูกเจ้าหน้าที่ทหารเข้าแจ้งความดำเนินคดีที่สภ.ช้างเผือก ในข้อหาความผิดตามคำสั่งหัวหน้าคสช.ฉบับที่ 3/2558 ข้อ 12 เรื่องการมั่วสุม หรือชุมนุมทางการเมืองที่มีจำนวนตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป

ก่อนหน้านี้ในชั้นสอบสวน ผู้ต้องหาได้ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา และขอให้พนักงานสอบสวนได้สอบพยานบุคคลเพิ่มเติม ซึ่งเป็นนักวิชาการในสาขาต่างๆ อีก 4 คน ก่อนที่พนักงานสอบสวนจะจัดทำสำนวนเสร็จสิ้น โดยมีความเห็นสั่งฟ้องคดี และนัดหมายส่งสำนวนคดีให้อัยการทหารในวันนี้

IMG_7271

ภาพสองผู้ต้องหาคดี “มหาวิทยาลัยไม่ใช่ค่ายทหาร” แถลงข่าวต่อผู้สื่อข่าว เมื่อวันที่ 24 ธ.ค.58

สมชาย ปรีชาศิลปกุล กล่าวว่าทางอัยการทหารเพิ่งได้รับสำนวนคดีในวันนี้ ต้องใช้ระยะเวลาในการพิจารณา จึงได้มีการนัดหมายมาฟังคำสั่งอีกครั้งว่าจะมีการส่งฟ้องคดีหรือไม่ ในวันที่ 6 ก.ค.59 เวลา 9.30 น. นอกจากนั้นสมชายยังระบุว่าอัยการทหารมีการพูดคุยถึงการให้ผู้ต้องหาลงนามในบันทึกข้อตกลงเพื่อให้คดีเลิกแล้วต่อกัน ตามคำสั่งหัวหน้าคสช.ฉบับที่ 3/2558 ในวรรคที่ 2 แต่ทางผู้ต้องหาทั้งสองยืนยันว่าไม่สามารถยอมรับว่าการกระทำตามที่ถูกแจ้งข้อหานั้นเป็นความผิดแต่อย่างใด

สมชายระบุว่าการแถลงข่าวดังกล่าว ไม่ได้เป็นการกระทำผิดกฎหมายแต่อย่างใด หรือแม้แต่ไม่ได้เป็นการขัดคำสั่งหัวหน้าคสช. โดยเป็นการแสดงความเห็นทางวิชาการ ซึ่งไม่ได้มีเนื้อหาปลุกปั่นยั่วยุใดๆ แต่เป็นการแถลงเพื่อให้สังคมเกิดการใช้เหตุผลและปัญญาในการแก้ไขความขัดแย้ง ทางกลุ่มนักวิชาการเองก็ยินดีพูดคุยทำความเข้าใจกับเจ้าหน้าที่รัฐ หรือยินดีแจ้งให้ทราบหากจะมีการจัดกิจกรรมเสวนาวิชาการต่างๆ แต่ยืนยันว่าไม่จำเป็นต้องขออนุญาตจากเจ้าหน้าที่ เพราะเป็นสิทธิเสรีภาพในการแสดงความเห็นทางวิชาการ

สมชายยังกล่าวว่าในส่วนตัว ไม่ได้กังวลกับคดีของตนเอง เพราะนักวิชาการยังมีสถานะระดับหนึ่งในสังคม แต่สิ่งที่น่ากังวลประชาชนคนอื่นๆ ที่ถูกกล่าวหาในข้อหาต่างๆ หลังรัฐประหาร เช่น คดีชาวบ้านหลายคดี ซึ่งยังไม่ถูกสังคมสนใจมากนัก หรือคดีที่ไม่น่าจะถือเป็นความผิดใดๆ เช่น คดีที่นักกิจกรรมยืนเฉยๆ ซึ่งล้วนแสดงให้เห็นถึงการถูกปิดกั้นสิทธิเสรีภาพอย่างมากในสังคมไทยขณะนี้

สำหรับบรรยากาศในวันนี้ มีเพื่อนนักวิชาการและนักศึกษามาให้กำลังใจผู้ต้องหาราว 10 คน และมีเจ้าหน้าที่ทหารกว่า 20 นาย ดูแลพื้นที่บริเวณศาลทหาร ซึ่งตั้งอยู่ภายในค่ายกาวิละ เจ้าหน้าที่ได้มีการตั้งเต้นท์ให้ผู้มาให้กำลังใจอยู่ที่ข้างศาลทหาร มีการตรวจคนเข้าออกจากค่ายทหารอย่างเข้มงวด พร้อมกับห้ามถ่ายรูปใดๆ โดยอนุญาตให้เฉพาะผู้ต้องหากับทนายความเข้าไปภายในอาคารศาล อีกทั้ง ยังไม่อนุญาตให้ผู้สื่อข่าวเข้าไปในค่ายกาวิละ

ทั้งนี้ตาม คำสั่งหัวหน้าคสช.ฉบับที่ 3/2558 ข้อ 12 ในวรรคที่ 2 ระบุว่าผู้กระทำความผิดตามวรรคหนึ่งที่สมัครใจเข้ารับการอบรมจากเจ้าพนักงานรักษาความสงบเรียบร้อย เป็นระยะเวลาไม่เกินเจ็ดวันและเจ้าพนักงานรักษาความสงบเรียบร้อยเห็นสมควรปล่อยตัวโดยมีเงื่อนไข หรือไม่มีเงื่อนไข ให้ถือว่าคดีเลิกกัน

 

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

เปิดคำให้การ “อรรถจักร์-สมชาย” ความชอบธรรม 5 ประการของการแถลง “มหาลัยไม่ใช่ค่ายทหาร”

‘จันทจิรา เอี่ยมมยุรา’ เข้าให้การเป็นพยานคดีนักวิชาการแถลงมหาวิทยาลัยไม่ใช่ค่ายทหาร

เปิดคำให้การ ‘สุริชัย หวันแก้ว’ พยานคดีนักวิชาการแถลงมหาวิทยาลัยไม่ใช่ค่ายทหาร

‘ไชยันต์ ไชยพร’ เข้าให้การเป็นพยานคดีแถลง ‘มหาวิทยาลัยไม่ใช่ค่ายทหาร’

เปิดคำให้การ ‘ไทเรล ฮาเบอร์คอร์น’ พยานคดีมหาวิทยาลัยไม่ใช่ค่ายทหาร

ทหารเรียกตัวอาจารย์มช.-นักกิจกรรมเข้าคุยในค่ายกาวิละ หลังทำกิจกรรม ‘ยืนเฉยๆ’ ที่ท่าแพ

3 พ.ค.58 เวลา 9.00 น.ที่ค่ายกาวิละ จังหวัดเชียงใหม่ พลตรีโกศล ประทุมชาติ ผู้บัญชามณฑลทหารบกที่ 33 ได้เชิญให้ รศ.ดร.ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี อาจารย์ประจำภาควิชาสังคมวิทยามานุษยวิทยา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เข้าพบภายในกองบัญชาการมณฑลทหารบกที่ 33 โดยในหนังสือเชิญที่ทำถึงอธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ระบุว่าเป็นการเชิญมาให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์แก่ทางการราชการ และอาศัยอำนาจตามคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 3/2558

นอกจากนั้น เจ้าหน้าที่ทหารยังมีการติดต่อเรียก น.ส.รจเรข วัฒนพาณิชย์ เจ้าของร้านหนังสือบุ๊ครีพับลิก และยังเป็นผู้ได้รับรางวัลผู้หญิงกล้าหาญจากรัฐบาลสหรัฐอเมริกา พร้อมกับนักกิจกรรมอีก 1 ราย เข้าพบในเวลาเดียวกันอีกด้วย รวมแล้วมีผู้ถูกเรียกพบจำนวน 3 ราย อ่านเพิ่มเติม

ทหารเรียกนักข่าวไทยรัฐเชียงใหม่คุยในค่าย หลังทำข่าว “ขันแดง” ลงหนังสือพิมพ์

30 มี.ค.59 เจ้าหน้าที่ทหารจากมณฑลทหารบกที่ 33 จังหวัดเชียงใหม่ ได้เรียกตัวผู้สื่อข่าวจากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐเข้าไปพูดคุยทำความเข้าใจภายในค่ายกาวิละ ในประเด็นเรื่องการทำข่าวขันน้ำสีแดง ระบุสถานการณ์มีความละเอียดอ่อน การนำเสนอข่าวอาจสร้างความแตกแยก ด้านผู้สื่อข่าวไทยรัฐยืนยันไม่ได้มีเจตนาจะปลุกปั่นใดๆ เพียงแต่ทำข่าวรณรงค์ประหยัดน้ำในช่วงสงกรานต์

จากกรณีที่เจ้าหน้าที่ทหารมณฑลทหารบกที่ 33 มีการดำเนินคดีกับนางธีรวรรณ เจริญสุข คนเสื้อแดงในจังหวัดเชียงใหม่ ข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 จากกรณีการถ่ายภาพคู่กับขันน้ำสีแดง และภาพโปสเตอร์ “สวัสดีวันสงกรานต์ ปีใหม่ไทย” ซึ่งมีรูปภาพของนายทักษิณ ชินวัตร และน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก่อนที่หนังสือพิมพ์ไทยรัฐจะนำภาพดังกล่าวไปลงในหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์ฉบับวันจันทร์ที่ 28 มี.ค.59 (ดูรายงานข่าวสรุปข้อกล่าวหาในคดี)

IMG_7928

ภาพข่าวและข้อความบรรยายที่ลงในหน้า 1 ของหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 28 มี.ค.59

นายชัยพินธ์ ขัติยะ หัวหน้าศูนย์ข่าวภาคเหนือตอนบนของหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ระบุว่าช่วงบ่ายวันนี้ (30 มี.ค.) ได้รับการติดต่อจากเจ้าหน้าที่ตำรวจให้ไปพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ทหารภายในมณฑลทหารบกที่ 33 หรือค่ายกาวิละ เพื่อทำความเข้าใจในเรื่องการทำข่าวกรณีขันน้ำสีแดง จึงได้เดินทางไปพบกับ พล.ต.โกศล ประทุมชาติ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 33 พร้อมกับเจ้าหน้าที่ทหารอีกหลายนายในค่ายกาวิละ

เจ้าหน้าที่ทหารได้ระบุว่าขณะนี้สถานการณ์ของประเทศมีความละเอียดอ่อน การลงข่าวในลักษณะนี้อาจสร้างความแตกแยกในบ้านเมืองได้ เพราะเป็นการลงข่าวฝ่ายเดียว กลัวว่าอีกฝ่ายก็จะมีปัญหาและสร้างความขัดแย้งกัน ทางเจ้าหน้าที่จึงได้ขอความร่วมมือไม่นำเสนอข่าวในลักษณะนี้อีก

เจ้าหน้าที่ทหารยังได้สอบถามถึงผู้ที่ถ่ายภาพข่าวดังกล่าว นายชัยพินธ์ยืนยันว่าตนไม่ได้เป็นผู้ถ่ายรูปเอง และไม่ได้มีผู้สื่อข่าวถ่าย แต่เห็นปรากฏจากในเฟซบุ๊ก ซึ่งไม่ทราบว่าเป็นของผู้ใด แต่มีการแชร์ต่อกัน จึงได้นำไปรายงานในเรื่องการแจกขันแดงเพื่อรณรงค์การประหยัดน้ำในช่วงสงกรานต์ ไม่ได้มีเจตนาจะไปปลุกระดมทางการเมืองใดๆ รวมทั้งข้อความที่ลงในข่าวก็ไม่ได้มีลักษณะปลุกระดม เป็นแต่เพียงการรายงานบรรยากาศเรื่องสงกรานต์ในจังหวัดเชียงใหม่ โดยแม้แต่ขันน้ำสีแดงดังกล่าว ตนก็ไม่เคยเห็นของจริงแต่อย่างใด จึงยืนยันว่าในเรื่องนี้ทั้งตัวผู้ต้องหาและผู้สื่อข่าวไม่ได้มีเจตนาจะไปปลุกปั่นใดๆ

ทางเจ้าหน้าที่ทหารยังได้มีการถ่ายรูปและทำประวัติของนายชัยพินธ์เอาไว้  ก่อนปล่อยตัวกลับ โดยไม่ได้มีการแจ้งข้อกล่าวหาหรือดำเนินคดีใดๆ

แจ้งข้อหาม.116 หญิงถ่ายภาพคู่ขันน้ำสีแดง ก่อนศาลทหารให้ประกันตัว 1 แสนบาท

29 มี.ค.59 ที่ศาลมณฑลทหารบกที่ 33 จังหวัดเชียงใหม่ พ.ต.ท.ประดิษฐ์ ติ๊บมา พนักงานสอบสวนสภ.แม่ปิง ได้นำตัวนางธีรวรรณ เจริญสุข ผู้ต้องหาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 จากกรณีการถ่ายภาพคู่กับขันน้ำสีแดง มาขออำนาจฝากขังต่อศาล โดยศาลอนุญาตให้ฝากขัง และให้ประกันตัวผู้ต้องหาด้วยหลักทรัพย์ 1 แสนบาท พร้อมกำหนดเงื่อนไขห้ามเคลื่อนไหวทางการเมือง

พนักงานสอบสวนระบุเหตุขอฝากขังต่อศาลว่าเนื่องจากคดีนี้เป็นคดีความมั่นคง เกรงว่าผู้ต้องหาจะหลบหนี โดยพนักงานสอบสวนไม่คัดค้านการประกันตัว และศาลได้อนุญาตให้ฝากขังผู้ต้องหาเป็นเวลา 12 วัน ตั้งแต่วันที่ 29 มี.ค.-9 เม.ย. ถ้าพนักงานสอบสวนประสงค์จะขอฝากขังต่อ ให้มายื่นคำร้องอีกครั้ง

ฝ่ายผู้ต้องหาได้ยื่นขอปล่อยตัวชั่วคราวด้วยหลักทรัพย์ 1 แสนบาท และศาลทหารได้อนุญาตให้ประกันตัว โดยกำหนดเงื่อนไขห้ามชุมนุมทางการเมือง อันก่อให้เกิดความไม่สงบในราชอาณาจักร และห้ามแสดงความคิดเห็นด้วยวาจาหรือสิ่งอื่นใด เพื่อให้เกิดความปั่นป่วนหรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชน

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 28 มี.ค.59 นางธีรวรรณ ได้ถูกเจ้าหน้าที่ทหารไปติดตามหาตัวที่บ้านพัก จึงได้นัดหมายขอเข้าพูดคุยทำความเข้าใจกับเจ้าหน้าที่ทหารที่ค่ายกาวิละ โดยมีการสอบถามที่มาที่ไปของขันดังกล่าว พร้อมกับทำประวัติไว้ แล้วจึงปล่อยตัวกลับ โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจติดตามไปถ่ายภาพบริเวณบ้านที่อำเภอสันกำแพงด้วย

แต่ในช่วงเย็น เจ้าหน้าที่ทหารกลับได้มีการเรียกตัวมาที่ค่ายกาวิละอีกครั้ง โดยครั้งนี้มีชุดพนักงานสอบสวนกว่า 10 คน เดินทางมาในที่ประชุมด้วย ก่อนจะมีการแจ้งข้อกล่าวหาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 ภายในค่ายทหาร โดยนางธีรวรรณให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา ก่อนเจ้าหน้าที่จะนำตัวไปลงบันทึกประจำวันที่สถานีตำรวจภูธรแม่ปิง และนัดมาขออำนาจศาลทหารฝากขังในวันนี้

1

ภาพจากไทยรัฐออนไลน์

ตามบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหาระบุว่าเมื่อวันที่ 26 มี.ค.59 เวลาประมาณ 14.00 น.เศษ ผู้ต้องหาได้ถือขันน้ำสีแดงและถือภาพโปสเตอร์สวัสดีวันสงกรานต์ ปีใหม่ไทย ซึ่งมีรูปภาพนายทักษิณ ชินวัตร และนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้นักข่าวหนังสือพิมพ์ไทยรัฐถ่ายรูป ซึ่งต่อมาหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ฉบับวันจันทร์ที่ 28 มี.ค.59 ได้นำรูปถ่ายดังกล่าวไปลงที่ภาพปกหน้า 1 คอลัมน์สงกรานต์ม๋วนใจ๋ และได้เขียนบรรยายภาพว่า “สงกรานต์ม๋วนใจ๋ ชาวบ้านในจ.เชียงใหม่ ยิ้มปลื้มอวดขันน้ำสีแดง ที่เขียนคำอวยพร “สวัสดีสงกรานต์ปีใหม่ไทย 2559” จากนายทักษิณ ชินวัตร และน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ซึ่งมีแจกไปตามชุมชนต่างๆ ให้ชาวบ้านใช้สาดน้ำเล่นสงกรานต์ ที่จะมีการจัดงานประหยัดน้ำเล่นสงกรานต์ หรือปี๋ใหม่เมืองเจียงใหม่”

และในหน้า 14 คอลัมน์ชื่อ เชียงใหม่คึก “แม้ว-ปู แจกขันน้ำแดง ผู้สื่อข่าวรายงานจากจ.เชียงใหม่ว่าในช่วงใกล้เทศกาลสงกรานต์ที่จะมีการจัดงานประหยัดน้ำเล่นสงกรานต์ พบว่าชาวเชียงใหม่ต่างเฮฮาคึกคักเนื่องจากพบว่าตามชุมชนหลายแหล่งได้รับแจ้งขันน้ำสีแดง พร้อมภาพถ่ายของนายทักษิณ ชินวัตร และน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี อยู่ในท่ายกมือไหว้พร้อมคำอวยพรและข้อความใต้ภาพว่า”สวัสดีวันสงกรานต์ปีใหม่ไทย 2559 สงกรานต์ปีนี้ผมรู้สึกคิดถึงพี่น้องเป็นพิเศษ อยากมาช่วยท่านแก้ปัญหา แต่วันนี้ขอส่งกำลังใจมาก่อน รักและคิดถึง”

บันทึกแจ้งข้อหาระบุว่าพฤติการณ์ดังกล่าวเป็นความผิดฐานกระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวิธีใดๆ อันมิใช่เป็นการกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือไม่ใช่เพื่อแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต เพื่อให้เกิดความปั่นป่วน หรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชน ถึงขนาดที่จะก่อความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร  ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 ซึ่งระบุโทษจำคุกไว้ไม่เกิน 7 ปี

สำหรับนางธีรวรรณ อายุ 54 ปี เคยร่วมเป็นมวลชนเคลื่อนไหวกับกลุ่มคนเสื้อแดงในจังหวัดเชียงใหม่ เธอระบุว่าในวันเกิดเหตุ (26 มี.ค.) นั้น เธอได้ไปงานบุญที่วัดแห่งหนึ่งในอำเภอสารภี และได้พบขันดังกล่าวพร้อมกับโปสเตอร์อยู่ในบริเวณงานของวัด ด้วยความนิยมในอดีตสองนายกรัฐมนตรีอยู่แล้ว จึงได้นำมาถ่ายภาพร่วมกันกับเพื่อนๆ และมีการแชร์ต่อกันลงในเฟซบุ๊ก แต่ไม่ทราบว่ามีผู้สื่อข่าวมาถ่ายรูปไปลงหนังสือพิมพ์ด้วย โดยผู้สื่อข่าวดังกล่าวก็ไม่ได้มีแจ้งว่าจะนำไปลงข่าว หรือมีการมาขอสัมภาษณ์แต่อย่างใด

ทั้งนี้ ข้อความที่ติดบนขันน้ำสีแดง ระบุว่า “แม้สถานการณ์จะร้อน ขอให้พี่น้องได้รับความเย็นผ่านขันใบนี้ด้วยครับ รักและห่วงใย สุขสันต์วันสงกรานต์”