สรุปประเด็นคำถามที่ต่างชาติถามไทยในเวที UPR และสรุปข้อเสนอของศูนย์ทนายและคกก.นิติศาสตร์สากล

บ่ายวันนี้คณะทำงานทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนจะทำการทบทวนสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนของประเทศไทยครั้งที่ 2 ในประเด็นทั้งการขยายอำนาจในการรักษาความสงบเรียบร้อยภายในของทหาร ซ้อมทรมานโดยเจ้าหน้าที่รัฐ บังคับสูญหาย คดี 112 โทษประหาร เสรีภาพในการแสดงออกและชุมนุม การละเว้นไม่ต้องได้รับโทษ ลงประชามติ ฯลฯ

11 พฤษภาคม 2559 เวลา 14.00น.(ตามเวลาประเทศไทย) ที่เจนีวา คณะทำงานทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชน (Universal Periodical Review Working Group) หรือคณะทำงานยูพีอาร์ของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UN Human Rights Council) จะทำการทบทวนสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนของประเทศไทยเป็นครั้งที่สอง ประเทศไทยเป็น 1 ใน 14ประเทศ ที่คณะทำงานยูพีอาร์จะทบทวนสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนในการประชุมครั้งนี้ ซึ่งประเด็นเกี่ยวกับประเทศไทยที่คณะทำงานจะมีการทบทวนในครั้งนี้ ได้แก่ การขยายอำนาจในการรักษาความสงบเรียบร้อยภายในของทหาร การซ้อมทรมานโดยเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงและเจ้าหน้าที่ทหาร คดีหมิ่นประมาทกษัตริย์ (ม.112) การบังคับสูญหาย กฎอัยการศึก เสรีภาพในการแสดงออกและชุมนุม การละเว้นไม่ต้องได้รับโทษ และการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ฯลฯ

ในการทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนรอบที่สองนี้มีบางประเทศที่ส่งคำถามล่วงหน้า โดยประเด็นที่หลายประเทศให้ความสนใจและมีคำถามต่อรัฐบาลไทย ได้แก่ ประเด็นศาลทหาร การซ้อมทรมาน การใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพในการจำกัดสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก การเรียกบุคคลและจับกุมไปควบคุมตัวไว้ในค่ายทหาร

ประเด็นการใช้ศาลทหารดำเนินคดีกับพลเรือน มีการตั้งคำถามรัฐบาลไทยว่าจะมีมาตรการใดหรือแก้ไขกฎหมายเพื่อยุติและป้องกันการใช้ศาลทหารดำเนินคดีกับพลเรือนหรือไม่ รวมถึงการโอนย้ายคดีพลเรือนทั้งหมดที่มีการพิจารณาอยู่ในศาลทหารขณะนี้กลับมาพิจารณาในศาลพลเรือน ซึ่งมีทั้งคำถามทั้งจากประเทศอังกฤษ ไอร์แลนด์เหนือ เบลเยี่ยม และสาธารณรัฐเชค

ประเด็นการซ้อมทรมานจะเป็นการทวงถามกรอบเวลาและความคืบหน้าในการที่จะให้สัตยาบันในอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการป้องกันบุคคลทุกคนจากการหายสาบสูญโดยถูกบังคับ ซึ่งไทยเคยลงนามไปแล้วในปี 2555 และจะให้สัตยาบันต่อพิธีสารเพิ่มเติมอนุสัญญาว่าด้วยการต่อต้านการทรมานและการประติบัติหรือการลงโทษอื่นที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรี ซึ่งมีคำถามจาก 4 ประเทศ ได้แก่ สาธารณรัฐเชค เบลเยี่ยม สวีเดน และสเปน

สหรัฐอเมริกาขอเรียกร้องในประเด็นเสรีภาพการแสดงออก คือให้รัฐบาลไทยยกเลิกข้อห้ามที่เกินกว่าเหตุในการแสดงออกถึงสิทธิพลเมืองและรับประกันถึงกระบวนการทางการเมืองที่เปิดกว้างและครอบคลุม ซึ่งยินยอมให้ทุกภาคส่วนของสังคมไทยมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น และยังมีคำถามว่าไทยมีขั้นตอนอย่างไรในการรับรองว่าเสรีภาพในการแสดงออกและการชุมนุมโดยสงบจะได้รับการเคารพในช่วงก่อนมีการลงประชามติในร่างรัฐธรรมนูญในเดือนสิงหาคมนี้ และมีมาตรการเพิ่มเติมอย่างไรที่รัฐบาลจะดำเนินการให้ประชาชนทั่วไปสามารถอภิปรายหารือถึงคุณสมบัติของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ซึ่งในประเด็นการลงประชามตินี้ยังมีคำถามจากเนเธอแลนด์ด้วยเช่นกัน

นอกจากนั้นสาธารณรัฐเชคยังมีคำถามถึงรัฐบาลไทยว่าจะมีการทบทวนกฎหมายเพื่อรับประกันการเคารพสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกและเสรีภาพในการชุมนุมภายใต้ ICCPR หรือไม่ และมีสิ่งปกป้องใดที่จะรับรองความปลอดภัยได้ว่าการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลและผู้มีอำนาจอย่างเปิดเผย และจะไม่ถูกดำเนินคดีหรือคุกคามหรือไม่

ประเด็นการควบคมุตัวบุคคลที่ คสช. เรียกว่า “การปรับทัศนติ” ก็ถูกตั้งคำถามถึงรายละเอียดของกระบวนการ การตรวจสอบและการปฏิบัตินั้นสอดคล้องกับพันธกรณีด้านสิทธิมนุษยชนหรือไม่ จากสาธารณรัฐเชค อังกฤษ ไอร์แลนด์เหนือ และสวิสเซอร์แลนด์ ถามถึงรายละเอียดเกี่ยวกับสิ่งที่เรียกว่า ค่ายปรับทัศนคติ และหลักสูตรปรับทัศนคติ และการปฏิบัติตามพันธกรณีด้านสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศของไทย นอกจากนั้นเนเธอแลนด์ยังมีคำถามถึงจำนวนของพลเรือนที่ถูกเรียกตัวเข้าค่ายทหารหรือถูกเจ้าหน้าที่ทหารไปเยี่ยมบ้านตั้งแต่หลังการรัฐประหารครั้งนี้อีกด้วย

ประเทศนอร์เวย์มีคำถามถึงประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 หรือกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ว่าด้วยเรื่องการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพว่าจะมีการพิจารณายกเลิกหรือไม่ และถ้าไม่ รัฐบาลจะให้การรับประกันหลักการเรื่องความเสมอภาคของบุคคลทั้งปวงในการพิจารณาของศาล สิทธิในการพิจารณาคดีที่เป็นธรรมและเป็นสาธารณะ และสิทธิต่อการประกันตัว ตามที่กำหนดไว้ในกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) หรือไม่ และนับจากนี้ประเทศไทยจะไม่พิจารณาคดีดังกล่าวในศาลทหารใช่หรือไม่ และประเทศเยอรมันยังแสดงความกังวลถึงการบังคับใช้กฎหมายมาตรานี้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งได้จำกัดสิทธิในการแสดงออกและแสดงความคิดเห็น และทวงถามถึงการดำเนินการของไทยต่อข้อเสนอแนะที่ได้รับใน UPR รอบแรกในปี 2011 ว่าด้วยเสรีภาพในการแสดงออกและการพิจารณาคดีที่โปร่งใสต่อสาธารณะอย่างไรบ้าง

นอกจากนั้นออสเตรเลีย ยังมีคำถามถึงกระบวนการคัดกรองใดหรือไม่ที่จะยืนยันได้ว่าการพิจารณาคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ นั้นสอดคล้องกับพันธกรณีสากลต่อสิทธิมนุษยชนของไทย และได้มีการพิจารณาเพื่อตั้งหรือเสริมสร้างขั้นตอนคัดกรองระหว่างหน่วยงาน เพื่อยืนยันว่าสิทธิพื้นฐานต่อการแสดงออกและแสดงความคิดเห็นจะได้รับการคุ้มครองหรือไม่

ทั้งนี้ยังมีคำถามถึงการนำพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ 2550 มาใช้เป็นเครื่องมือในการจำกัดเสรีภาพในการแสดงออกและการนำมาใช้กับคดีหมิ่นประมาทจากสวีเดน และอังกฤษและไอร์แลนด์เหนืออีกด้วย

สหรัฐอเมริกายังแสดงความกังวลต่อคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติฉบับที่ 13/2559 ในเรื่องการขยายขอบเขตอำนาจการดูแลความสงบเรียบร้อยภายในของกองทัพ โดยเรียกร้องให้รัฐบาลไทยเพิกถอนคำสั่งและจำกัดการใช้อำนาจการรักษาความสงบเรียบร้อยภายในเหล่านี้ไว้กับหน่วยงานของพลเรือนที่เหมาะสม ทั้งตั้งคำถามว่ามาตรการใดที่ไทยนำมาใช้เพื่อป้องกันการใช้อำนาจที่มีการขยายขอบเขตเหล่านี้โดยมิชอบ และรับรองว่าไทยจะเคารพพันธกรณีด้านสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ และยังมีคำถามจากสเปนเรื่องการป้องกันและลงโทษต่อเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่ตามอำเภอใจ จากการที่คำสั่งฉบับนี้อนุญาตให้เจ้าหน้าที่ป้องกันและปราบปรามสามารถจับกุมบุคคลโดยปราศจากคำสั่งศาลและเจ้าหน้าที่เหล่านี้ยังได้รับเอกสิทธิ์คุ้มครองจากการถูกดำเนินคดีหากปฏิบัติตามคำสั่งฉบับนี้

ในการทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนรอบที่สองนี้ ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนร่วมกับคณะกรรมการนิติศาสตร์สากลหรือ ไอซีเจ ยังได้ยื่นข้อเสนอสำหรับการทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในประเทศไทยถึงคณะทำงานฯ เมื่อวันที่ 21 ก.ย.2558 ประเด็นที่ให้ความสำคัญ เช่น เสรีภาพการแสดงออก ซ้อมทรมาน ปัญหาในกระบวนการยุติธรรมทั้งความเป็นอิสระและการใช้ศาลทหารพิจารณาคดีพลเรือน ภายหลังการรัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พ.ค.2557 โดยใช้อำนาจตามกฏอัยการศึกและ มาตรา 44 รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2557 (ชั่วคราว) และการใช้ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และมาตรา 116 ข้อเสนอที่ทั้งสององค์กรเห็นว่ารัฐบาลไทยควรปฏิบัติตามสรุปได้ดังนี้

รัฐบาลไทยยกเลิกหรือแก้ไข รัฐธรรมนูญพ.ศ.2557 ฉบับชั่วคราว โดยเฉพาะมาตรา 44 ที่ให้อิสระแก่หัวหน้า คสช. ในการออกคำสั่งใดๆ และถือว่าคำสั่งที่ออกมาชอบด้วยกฎหมาย และมาตรา 47 ที่ให้คำสั่งและประกาศที่ประกาศใช้ตั้งแต่หลังการรัฐประหารชอบด้วยกฎหมายทั้งหมด และมาตรา 48 ที่ให้การกระทำทั้งหมดของ คสช. รวมถึงการกระทำของบุคคลที่เกี่ยวเนื่องกับ คสช. แม้ว่าการกระทำนั้นจะผิดกฎหมาย ให้พ้นจากความผิดและความรับผิดโดยสิ้นเชิง ซึ่งได้ให้อำนาจอย่างกว้างขวางและไม่สามารถตรวจสอบได้และแก้ไขหรือยกเลิกกฎหมาย คำสั่งและประกาศของ คสช. และที่เป็นกรณีเร่งด่วนคือ คำสั่งหัวหน้า คสช.ฉบับที่ 3/2558 ซึ่งออกด้วยม.44 และที่เป็นการขัดขวางสิทธิมนุษยชนซึ่งรวมถึงเสรีภาพการแสดงออกและการชุมนุม

หยุดการดำเนินคดีพลเรือนในศาลทหาร และให้โอนคดีทั้งหมดของพลเรือนไปยังศาลยุติธรรม และสั่งให้มีการพิจารณาคดีที่ศาลทหารพิพากษาพลเรือนว่ากระทำความผิดใหม่ในศาลพลเรือน และแก้ไขกฎอัยการศึกและธรรมนูญศาลทหารไม่ให้ให้มีการดำเนินคดีกับพลเรือนในศาลทหาร

แก้ไขมาตรา 112 ของประมวลกฎหมายอาญา (ข้อหาหมิ่นประมาทกษัตริย์) เพื่อให้สอดคล้องกับพันธกรณีระหว่างประเทศด้านกฎหมายของประเทศไทย ภายหลังการรัฐประหารมีการใช้กฎหมายมาตรานี้ดำเนินคดีกับบุคคลเพิ่มขึ้นอย่างมาก และศาลพิพากษาโทษจำคุกยังมีระยะเวลานานมากขึ้น และไม่นำมาตรา 116 ของประมวลกฎหมายอาญา (ข้อหาปลุกปั่นยุยง) ซึ่งเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงมาใช้ในการดำเนินคดีกับการใช้สิทธิมนุษยชน รวมถึงเสรีภาพการแสดงออกและการชุมนุม จากที่มีการใช้ข้อกฎหมายนี้มาใช้ดำเนินคดีกับการแสดงความคิดเห็นวิจารณ์รัฐบาลทหาร ซึ่งมีอย่างน้อย 26 คนถูกจับกุมและบางคนถูกตั้งข้อหาและดำเนินคดี

การจับกุมและคุมขังเจ้าหน้าที่ต้องยึดถือตามกฎหมายและมาตรฐานระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิมนุษยชน รวมถึงต้องนำผู้ต้องขังทุกคนไปปรากฏต่อหน้าผู้พิพากษาโดยพลัน พร้อมทั้งให้สิทธิที่จะโต้แย้งเรื่องความชอบด้วยกฎหมาย

คดีที่มีการกล่าวหาเรื่องบังคับสูญหายและซ้อมทรมานต้องมีการดำเนินการสืบสวนทันที เป็นกลางและมีประสิทธิภาพ และต้องมีการเยียวยาและชดเชยค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายและครอบครัว และต้องมีการดำเนินการเพื่อนำตัวผู้กระทำความผิดมาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

ในประเด็นกลไกสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ ให้รัฐบาลไทยให้สัตยาบันและดำเนินการตามสนธิสัญญาสิทธิมนุายชนระหว่างประเทศทั้งหลายที่ประเทศไทยยังไม่ได้เป็นภาคีรวมถึงอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการสูญหายโดยถูกบังคับ (ICPPED) ที่ประเทศไทยให้สัญญาว่าจะเป็นภาคีซึ่งได้ลงนามไว้เมื่อมกราคม 2555 และแก้ไขกฎหมายในประเทศให้สอดคล้องกับพันธกรณี และปฏิบัติตามคำมั่นสัญญาที่ประเทศไทยให้ในยูพีอาร์รอบแรก โดยตอบรับคำเยี่ยมเยือนจากผู้รายงานพิเศษเรื่องทรมาน (SRT) และ คณะทำงานเรื่องการสูญหายโดยถูกบังคับและไม่สมัครใจ (WGEID)

 

สามารถติดตามการถ่ายทอดสดการประชุมได้ที่เว็บไซต์ http://webtv.un.org/live-now/watch/25th-session-of-universal-periodic-review/4473498400001 นอกจากนี้ที่ประเทศไทยยังมีการจัดฉายการประชุมพร้อมวงเสวนาที่ ในงาน Make Human Rights a Reality for All : สิทธิมนุษยชนไทยในสายตาโลก โดยจัดที่ BLACK BOX Cafe & Bar Ploenchit ถนนเพลินจิต(ใกล้สถานีรถไฟฟ้าเพลินจิต)
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
คำถามเกี่ยวกับประเทศไทยจากประเทศต่างๆ 1 2 3
Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s