กระบวนการยุติธรรมทางทหารและระบบกฎหมายที่ปิดตาย : เครื่องมือในทางการเมืองของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ

ศุภณัฐ บุญสด

“เพื่อให้สถานการณ์ดังกล่าวกลับเข้าสู่สภาวะปกติโดยเร็ว ประชาชนในชาติเกิดความรัก ความสามัคคี เช่นเดียวกับห้วงที่ผ่านมา ตลอดจนเพื่อเป็นการปฏิรูปโครงสร้างทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และอื่นๆ เพื่อให้เกิดความชอบธรรมกับทั่วทุกฝ่าย คณะรักษาความสงบแห่งชาติ ซึ่งประกอบด้วย กองทัพบก กองบัญชาการกองทัพไทย กองทัพเรือ กองทัพอากาศ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จึงมีความจำเป็นต้องเข้าควบคุมอำนาจในการปกครองประเทศ ตั้งแต่วันที่ 22 เดือนพฤษภาคม พ.ศ.2557 เวลา 16.30 เป็นต้นไป”– ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 1/2557 เรื่อง การควบคุมอำนาจการปกครองประเทศ

  • “ความจำเป็น” ที่ถูกกล่าวอ้างมาเป็นความชอบธรรมของการรัฐประหาร

การรัฐประหารเป็นวิธีการที่บุคคลเข้ามาใช้อำนาจรัฐโดยที่ไม่เป็นตามวิถีทางที่ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากรัฐธรรมนูญที่คณะรัฐประหารยกเลิกดังกล่าวเป็นรัฐธรรมนูญที่ก่อระบอบประชาธิปไตยแล้วด้วย ก็ยังต้องถือว่าการเข้ามาใช้อำนาจรัฐของบุคคลหรือคณะบุคคลดังกล่าวขาดความชอบธรรมทางประชาธิปไตยอีกประการหนึ่งอีกด้วย

เมื่อการปกครองดังกล่าวไม่ได้ตั้งอยู่บนความยินยอมของประชาชน (ผ่านการเลือกตั้ง) แล้ว สิ่งที่บุคคลหรือคณะบุคคลที่ทำรัฐประหารก็มักจะยกข้อกล่าวอ้างลอยๆ ถึงความจำเป็นบางอย่างเพื่อสร้างความชอบธรรมในการเข้ามาใช้อำนาจของตัวเอง แทนความชอบธรรมทางประชาธิปไตย

อย่างในกรณีการรัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)  คณะรัฐประหารที่ประกอบไปด้วยผู้บัญชาการทหารบก ทหารเรือ ทหารอากาศและตำรวจ ได้อ้างถึงความรุนแรงทางการเมือง ความแตกแยกและขาดสามัคคีของคนในชาติ ที่หากปล่อยไว้จะเป็นการทำลายความมั่นคงของชาติและเป็นอันตรายระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขในที่สุด เพื่อให้พ้นจากภยันตรายต่างๆ ที่คุกคามรัฐ คสช. จึงไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ที่จะทำรัฐประหารเพื่อเข้ามาแก้ไขปัญหาเหล่านั้น1 ความจำเป็นที่ถูกกล่าวอ้างเหล่านั้นจึงถูกสร้างขึ้นมาเป็นความชอบธรรมของการรัฐประหารครั้งนี้

  • เมื่อ “ความจำเป็น” ไม่ได้ตั้งอยู่บนความยินยอมของประชาชน

แต่ความจำเป็นที่ไม่ได้ตั้งอยู่บนความยินยอมของประชาชน ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ว่าการเข้ามาใช้อำนาจและบริหารประเทศของ คสช. จะก่อให้เกิดความขัดแย้งกับประชาชนจำนวนหนึ่งที่ไม่เห็นชอบต่อการใช้อำนาจของ คสช. ซึ่งนำไปสู่การชุมนุม การแสดงความคิดเห็น และการกระทำการอื่นๆ เพื่อต่อต้านการรัฐประหารหรือการบริหารประเทศของ คสช. แต่บุคคลใน คสช. ก็จะกล่าวอ้างว่าความจำเป็นดังกล่าวเป็นความรู้สึกพื้นฐานที่ประชาชนให้การยินยอมกับการเข้ามาใช้อำนาจของ คสช. โดยปริยาย และจะไม่ยอมรับว่ามีประชาชนจำนวนหนึ่งไม่เห็นชอบกับการเข้ามาใช้อำนาจของ คสช. รวมถึงอาศัยการใช้วาทกรรมต่างๆ เพื่อผลักให้ประชาชนเหล่านั้นกลายมาเป็นศัตรูของชาติที่บ่อนทำลายความสามัคคีและความมั่นคงของชาติ2

  • การใช้ “กฎหมาย” และ “กระบวนการยุติธรรม” เป็นเครื่องมือในทางการเมือง

เมื่อประชาชนจำนวนหนึ่งที่ไม่เห็นชอบกับการรัฐประหารและการบริหารประเทศของ คสช. ถูกแปลงให้กลายมาเป็นศัตรูของชาติ เป็นต้นตอของภยันตรายต่างๆ ต่อประเทศ จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ คสช. จะต้องใช้อำนาจจัดการกับบุคคลเหล่านี้ด้วย เพราะนอกจากจะเป็นการรักษาเสถียรภาพทางอำนาจของ คสช. แล้ว การกระทำดังกล่าวยังเป็นส่งเสริมความชอบธรรมให้กับการรัฐประหารครั้งนี้ไปในตัว

แต่การที่จะใช้อำนาจหรือกำลังอาวุธของ คสช. เข้าจัดการกับประชาชนเหล่านั้น ในสถานการณ์ปัจจุบันก็ดูจะเป็นเรื่องที่ไม่เป็นที่ยอมรับในระดับสากล คสช. จึงใช้วิธีเปลี่ยนอำนาจต่างๆ ของตัวเองให้ออกมาอยู่ในรูปของกฎหมายเพื่อสร้างความชอบธรรมในการดำเนินการกับประชาชนที่ไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหารและการบริหารงานของ คสช. เพื่อสร้างภาพให้ดูราวกับว่าประเทศไทยยังมีความเป็นนิติรัฐอยู่ และทำให้การจัดการกับบุคคลที่ต่อต้าน คสช. เป็นเรื่องของการดำเนินคดีกับ “ผู้กระทำผิดกฎหมาย” มิใช่เป็นเรื่องการเมืองและการละเมิดสิทธิมนุษยชนจากการใช้อำนาจตามอำเภอใจของ คสช.3

ดังนั้น กระบวนการยุติธรรมทางทหารและรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2557 จึงถูกสร้างขึ้นมาเป็นเครื่องมือทางการเมืองของ คสช. ในการรักษาเสถียรภาพทางอำนาจของตนเอง

  • กระบวนการยุติธรรมทางทหาร : วงจรความยุติธรรมที่อยู่ภายใต้การควบคุมของ คสช. และทหารใต้บังคับบัญชา

“กระบวนการยุติธรรมทางทหาร” หมายถึง กระบวนการนับตั้งแต่ คสช. กำหนดให้การกระทำใดการกระทำหนึ่งมีความผิดตามกฎหมาย เมื่อมีการกระทำความผิดเกิดขึ้นแล้วเจ้าหน้าที่ทหารจะสืบสวนสอบสวนนำตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษ โดยผ่านขั้นตอนการจับกุมผู้กระทำความผิดและตรวจสอบข้อเท็จจริง ไม่ว่าจะเป็นการสอบถามข้อมูลในชั้นกฎหมายความมั่นคง การสอบสวนในชั้นสอบสวน ชั้นอัยการ การฟ้องร้อง การพิจารณาคดีในชั้นศาล ตลอดจนการลงโทษผู้กระทำความผิดตามคำพิพากษา เช่น คุมขังในเรือนจำที่อยู่ในพื้นที่ค่ายทหาร เป็นต้น โดยสรุปกระบวนการที่กล่าวมา คสช. และเจ้าหน้าที่ทหารเข้ามาเป็นผู้ดำเนินการและควบคุมกระบวนการทั้งหมด

กระบวนการยุติธรรมทางทหารเป็นเครื่องมือทางการเมืองของ คสช. ที่ใช้ในการดำเนินคดีกับบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่ คสช. ทำให้เป็นภัยของชาติ (หรือกล่าวให้ถูกต้องคือต่อ คสช. เอง) เพื่อใช้กระบวนการทางกฎหมายและศาลในการขัดขวาง ข่มขวัญ รวมถึงเป็นการดำเนินคดีเป็นตัวอย่างเพื่อให้บุคคลอื่นๆ เกิดความหวาดกลัวและไม่ออกมาต่อต้านรัฐประหารหรือต่อต้านการบริหารประเทศของ คสช. อีกต่อไป ซึ่งกระบวนการยุติธรรมทางทหารภายใต้ยุค คสช. สามารถจำแนกออกเป็น 4 ขั้น ดังนี้

(1) กฎหมายในรูปแบบคำสั่งหรือประกาศ คสช. 

หลังรัฐประหาร คสช. ได้ออกประกาศและคำสั่งจำนวนหนึ่งมากำหนดให้การฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของ คสช.4 และการใช้สิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนที่สามารถทำได้ปกติในสมัยที่มีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยเพื่อเรียกร้องให้รัฐกระทำอย่างหนึ่งอย่างใด หรือเข้าไปมีส่วนร่วมในการกำหนดชะตากรรมทางการเมืองของรัฐ5 (เช่น สิทธิในการชุมนุม สิทธิในแสดงความคิดเห็น สิทธิในการดำเนินกิจการของพรรคการเมือง เป็นต้น) เป็นความผิดทางอาญาขึ้นมา

ผลลัพธ์ของการออกประกาศหรือคำสั่งมากำหนดให้การกระทำเหล่านี้เป็นความผิดตามกฎหมาย คือ หากปรากฏว่ามีบุคคล หรือกลุ่มบุคคลใดไม่ยอมรับการทำรัฐประหารหรือไม่พอใจต่อการบริหารประเทศของ คสช. ได้ออกมาชุมนุม จัดกิจกรรม แสดงความเห็นผ่านตามช่องทางต่างๆ หรือกระทำการอื่นใดอันเป็นการอารยะขัดขืนต่อคำสั่งของ คสช. การกระทำดังกล่าวย่อมเป็นความผิดตามกฎหมาย และส่งผลต่อเนื่องให้ คสช. และเจ้าหน้าที่ทหารที่อยู่ภายใต้บังคับบัญชาของ คสช. สามารถอ้างมาเป็นเหตุในการเข้าดำเนินการจับกุม และดำเนินคดีกับบุคคลหรือกลุ่มบุคคลเพื่อยุติการดำเนินกิจกรรมได้

(2) กฎอัยการศึกและคำสั่งหัวหน้า คสช. ฉบับที่ 3/2558: เจ้าหน้าที่ทหารมีอำนาจแบบเดียวกับตำรวจ

เดิมที คสช. ได้ออกประกาศ คสช. ฉบับที่ 2/2557 ประกาศกฎอัยการศึกทั่วราชอาณาจักร ซึ่งกฎอัยการศึกเป็นเครื่องมือสำคัญที่มอบอำนาจให้ทหารซึ่งอยู่ภายใต้บังคับบัญชาของ คสช. เข้าดำเนินการจับกุม ควบคุมตัวได้ไม่เกินระยะเวลา 7 วัน ในสถานที่ปิดลับ สอบถามข้อมูลและดำเนินการอื่นๆ กับบุคคลที่เจ้าหน้าที่ทหารเห็นว่าเป็นอริราชศัตรูหรือศัตรูของชาติ อันเป็นขั้นตอนก่อนการดำเนินคดี

ต่อมา เมื่อมีการยกเลิกการประกาศใช้กฎอัยการศึกทั่วราชอาณาจักร และหัวหน้า คสช. ได้ออกคำสั่งหัวหน้า คสช. ฉบับที่ 3/2558 มอบอำนาจในเจ้าหน้าที่ทหาร (พนักงานรักษาความสงบเรียบร้อย) ในทำนองเดียวกับกฎอัยการศึกเพื่อปราบปรามการกระทำที่คุกคามความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงของชาติ

อย่างไรก็ตาม ปรากฏว่าคำสั่งฉบับนี้นอกจากให้อำนาจตามเดิมที่กฎอัยการศึกมอบให้กับเจ้าหน้าที่ทหารสามารถดำเนินการในขั้นตอนก่อนการดำเนินคดีหรือชั้นสอบสวนแล้ว ยังเพิ่มอำนาจให้เจ้าหน้าที่ทหารมีสถานะเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา สามารถเข้าดำเนินการจับกุมและเข้าร่วมสอบสวนกับตำรวจในความผิดฐานฝ่าฝืนประกาศหรือคำสั่ง คสช. หรือหัวหน้า คสช. และความผิดอื่นๆ ที่ระบุไว้ในคำสั่งดังกล่าวอีกด้วย6 ทำให้เจ้าหน้าที่ทหารมีอำนาจแบบเดียวกับตำรวจ เป็นผลให้บุคคลผู้กระทำความผิดตามกฎหมายที่ออกโดย คสช. ยังต้องถูกจับกุม ควบคุมตัว และสอบสวนโดยเจ้าหน้าที่ทหารที่อยู่ภายใต้บังคับบัญชาของ คสช. อีกด้วย

(3) ศาลทหาร 

ภายหลังจากวันที่ 25 พฤษภาคม 2557 เป็นต้นมา บุคคลใดที่กระทำความผิด 4 ประเภท ดังต่อไป (1) ความผิดเกี่ยวกับการหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ (2) ความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงของรัฐ (3) ความผิดเกี่ยวกับอาวุธปืน และ (4) ความผิดเกี่ยวกับการฝ่าฝืนประกาศหรือคำสั่ง คสช. คสช. ได้ออกประกาศจำนวนสามฉบับ7 กำหนดให้บรรดาคดีเหล่านี้อยู่ในอำนาจพิจารณาคดีของศาลทหารทั้งหมด

การประกาศให้บุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่ คสช. เห็นว่าเป็นภัยต่อตนเองต้องอยู่ในการพิจารณาคดีของศาลทหาร ย่อมส่งผลกระทบต่อสิทธิที่จะได้รับการพิจารณาที่เป็นธรรมอย่างร้ายแรง เนื่องจากศาลทหารที่ทำหน้าที่พิจารณาคดีดังกล่าวเป็นองค์กรที่ขาดความอิสระและเป็นกลาง เพราะตามกฎหมายศาลทหารเป็นหน่วยงานที่อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของกองทัพและกระทรวงกลาโหม ซึ่งรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมมีอำนาจแต่งตั้งโยกย้าย บังคับบัญชา หรือสั่งการและให้คุณให้โทษแก่ตุลาการศาลทหารที่เป็นข้าราชการทหาร8 ดังนั้น การพิจารณาคดีและทำคำพิพากษาของตุลาการศาลทหารจึงอาจตกอยู่ภายใต้ระบบการบังคับบัญชาของฝ่ายบริหารได้

ในแง่ความเป็นกลางของตุลาการ เนื่องจากคู่ความที่ต้องขึ้นศาลทหารมีสถานะเป็นคู่กรณีโดยตรงกับ คสช. (ซึ่งเป็นคณะผู้บัญชาการเหล่าทัพ) ดังนั้น การที่ต้องได้รับการพิจารณาคดีจากตุลาการศาลทหาร ซึ่งเป็นข้าราชการทหารที่อยู่ภายใต้บังคับบัญชาของผู้บัญชาการเหล่าทัพ ย่อมมีคำถามถึงปัญหาการพิจารณาคดีที่ไม่อาจสร้างหลักประกันเรื่องความเป็นกลางของตุลาการให้แก่คู่ความอีกฝ่ายได้

(4) เรือนจำชั่วคราวแขวงถนนนครไชยศรี : เรือนจำขังพลเรือนที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ค่ายทหาร มทบ.11

“เพื่อประโยชน์ในด้านการรักษาความปลอดภัยและความเหมาะสมในการคุมขังและการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังในคดีความมั่นคงของรัฐและคดีอื่นอื่นที่เกี่ยวเนื่อง ซึ่งเป็นผู้ต้องขังประเภทมีเหตุพิเศษ ที่ไม่ควรจะรวมคุมขังอยู่กับผู้ต้องขังอื่น จึงสมควรกำหนดสถานที่คุมขังไว้สำหรับผู้ต้องขังประเภทดังกล่าว”9

ข้อความข้างต้นเป็นเหตุผลที่ใช้จัดตั้งเรือนจำชั่วคราวแขวงถนนนครไชยศรีในพื้นที่ของมณฑลทหารบกที่ 11 บนถนนพระราม 5 กรุงเทพฯ โดยพลเอกไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรมและสมาชิก คสช. เป็นผู้ลงนามในคำสั่งกระทรวงยุติธรรมที่ 314/2558 ลงวันที่ 8 กันยายน 2558

ถึงแม้เรือนจำแห่งนี้จะอยู่ภายใต้สังกัดของเรือนจำพิเศษกรุงเทพตามคำสั่งฉบับนี้ แต่เนื่องจากสถานที่ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ค่ายทหาร ดังนั้น ผู้ต้องขังในคดีความมั่นคงต่างๆ นอกจากจะต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของเจ้าหน้าที่กรมราชทัณฑ์แล้ว ยังต้องตกอยู่ภายใต้การควบคุมของเจ้าหน้าที่ทหารในค่ายทหาร พัน.ร.มทบ.11 อีกด้วย เป็นเหตุให้กระทบต่อสิทธิในการที่จะรับการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรม โดยเฉพาะสิทธิในการพบและปรึกษาทนายความเป็นการลับ เพราะในระหว่างการปรึกษาคดีและสอบถามข้อมูลทางคดีจากผู้ถูกควบคุมตัว เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในการว่าความช่วยแก้ต่างในชั้นศาลของทนายความจะต้องมีเจ้าหน้าที่ทหารร่วมรับฟังทุกครั้ง ซึ่งคำถามต่างๆ ที่จะถูกใช้ในการสอบถามดังกล่าวจะต้องถูกกลั่นกรองโดยเจ้าหน้าที่ทหารก่อน หากเจ้าหน้าที่ทหารเห็นว่าเป็นคำถามที่กระทบต่อความมั่นคง เจ้าหน้าที่ทหารจะมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ทนายความถามคำถามดังกล่าว10 ซึ่งต่างจากเรือนจำราชทัณฑ์ปกติที่จะมีการจัดห้องให้ผู้ถูกควบคุมตัว และทนายความได้ปรึกษากันเป็นส่วนตัวโดยไม่มีเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์มาร่วมรับฟังและคัดกรองคำถามเช่นนี้

จากสี่ขั้นดังกล่าว ความหมายอย่างกระชับและเข้าใจง่ายที่สุดของ “กระบวนการยุติธรรมทางทหาร” มีความหมายถึงการกำหนดให้การกระทำบางอย่างที่ไม่เป็นความผิดทางกฎหมายให้เป็นความผิด และผนวกรวมการกระทำที่เป็นความผิดตามกฎหมายปกติเข้ามาอยู่ภายใต้พิจารณาคดีของทหาร รวมถึงการจับกุมผู้กระทำความผิด การสอบสวน การฟ้องร้อง และการพิจารณาในชั้นศาล ตลอดจนการนำตัวบุคคลไปคุมขังในเรือนจำที่อยู่ในพื้นที่ค่ายทหาร ล้วนแต่เป็นกระบวนที่อยู่ภายใต้การควบคุมของ คสช. และเจ้าหน้าที่ทหารที่อยู่ใต้บังคับบัญชาของ คสช. ทั้งสิ้น ซึ่งแสดงให้เห็นว่า คสช. เพียงองค์กรเดียวมีอำนาจทั้งบัญญัติกฎหมาย บังคับใช้กฎหมาย และตัดสินคดี รวมถึงสามารถควบคุมผลลัพธ์ภายในกระบวนการยุติธรรมทางทหารไว้อย่างเบ็ดเสร็จ ด้วยเหตุดังกล่าวส่งผลให้การแสวงหาความยุติธรรมของประชาชนในกระบวนการเช่นนี้ย่อมเป็นไปไม่ได้

  • รัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557: กฎหมายสูงสุดที่ก่อตั้งระบบกฎหมายที่ปิดตาย

แม้ว่าการใช้อำนาจตามคำสั่งหรือประกาศ คสช. ของเจ้าหน้าที่หรือตัวกฎหมายของ คสช. จะพบปัญหาความไม่ชอบด้วยกฎหมายหลายกรณี และประชาชนที่ถูกลิดรอนสิทธิเสรีภาพจากกระบวนการยุติธรรมทางทหารต่างพยายามจะปลดตัวเองออกจากวงจรดังกล่าวผ่านช่องทาง (1) อาศัยอำนาจศาลปกครองหรือศาลยุติธรรมในการเข้ามาตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่ทหารตามคำสั่งหรือประกาศ คสช. และ (2) อาศัยอำนาจศาลรัฐธรรมนูญเข้ามาตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของคำสั่งหรือประกาศ คสช. ซึ่งถือว่าเป็นกลไกในระบบกฎหมายปกติที่ประชาชนจะสามารถใช้เพื่อป้องกันตัวเองจากการใช้อำนาจตามอำเภอใจของผู้ปกครองได้

ภายหลังรัฐประหาร 2 เดือน มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 ขึ้นมาแทนรัฐธรรมนูญเดิมที่ถูกยกเลิกไป ปรากฏว่าในรัฐธรรมนูญดังกล่าวได้มีบทบัญญัติรับรองสิทธิเสรีภาพที่ประชาชนชาวไทยเคยได้รับการคุ้มครองตามประเพณีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยและตามพันธกรณีระหว่างประเทศขึ้นมาอีก เป็นผลให้ประชาชนสามารถอาศัยพื้นที่สิทธิเสรีภาพที่ได้รับรองตามรัฐธรรมนูญดังกล่าว เข้ามาโต้แย้งการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่ทหารและ คสช. ได้

ทั้งนี้ กลับกลายเป็นว่าในด้านหนึ่งรัฐธรรมนูญดังกล่าวจะได้รับรองสิทธิเสรีภาพให้ประชาชน แต่ในอีกด้านหนึ่งรัฐธรรมนูญดังกล่าวก็ถือว่าเป็นเครื่องมือทางการเมืองของ คสช. ที่ใช้ก่อตั้งระบบกฎหมายที่ปิดตาย ซึ่งมีผลทำให้บรรดาสิทธิเสรีภาพต่างๆ ที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้รับรองไว้อย่างสวยหรูทั้งหมดไม่สามารถใช้บังคับได้ทันที เพราะได้รับรองให้การใช้อำนาจของคสช. ไม่สามารถถูกโต้แย้งความชอบด้วยกฎหมายโดยองค์กรของรัฐอื่นๆ ได้เลย ส่งผลให้ คสช. ไม่ต้องรับผิดทางกฎหมายใดๆ จากการใช้อำนาจ โดยรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2557 ได้ก่อตั้งระบบกฎหมายที่ปิดตายอยู่ 2 ขั้น ดังต่อไปนี้

ขั้นที่ 1 การใช้อำนาจกระทบสิทธิของประชาชนโดยเจ้าหน้าที่รัฐที่อาศัยฐานอำนาจจากคำสั่ง ประกาศ คสช. หรือคำสั่งหัวหน้า คสช. นั้น มาตรา 44 และมาตรา 47 ของรัฐธรรมนูญดังกล่าวกำหนดให้ชอบด้วยกฎหมาย ชอบด้วยรัฐธรรมนูญและเป็นที่สุดเสมอ ซึ่งเป็นผลให้ศาลปกครอง หรือศาลยุติธรรมไม่สามารถตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของการใช้อำนาจดังกล่าวของเจ้าหน้าที่รัฐได้เลย ไม่ว่าจากข้อเท็จจริงจะปรากฏว่าการใช้อำนาจดังกล่าวจะมีเหตุแห่งความไม่ชอบด้วยกฎหมายหลายประการก็ตาม

ขั้นที่ 2 รัฐธรรมนูญฉบับนี้สร้างกลไกในการขัดขวางการใช้สิทธิของประชาชนในตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของคำสั่งหรือประกาศ คสช. อยู่สองระดับ

ระดับแรก รัฐธรรมนูญฉบับนี้จำกัดให้องค์กรที่ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของคำสั่ง หรือประกาศ คสช. ที่บังคับใช้ในคดีต่อศาลรัฐธรรมนูญได้เฉพาะที่ประชุมใหญ่ของศาลฎีกา และที่ประชุมใหญ่ของศาลปกครองสูงสุดเท่านั้น11 โดยไม่เปิดช่องทางให้ประชาชนสามารถยื่นเรื่องได้โดยตรง รวมถึงหากเป็นคดีที่อยู่ในเขตอำนาจศาลทหาร ไม่ปรากฏว่ารัฐธรรมนูญได้กำหนดให้มีช่องทางที่จะยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญได้

ระดับที่สอง ถึงแม้ว่าประชาชนจะสามารถหาช่องทางที่มีอยู่อย่างจำกัดตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้จนสามารถยื่นเรื่องถึงศาลรัฐธรรมนูญให้ตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญคำสั่งหรือประกาศ คสช. ได้สำเร็จ แต่ในขั้นสุดท้าย มาตรา 44 และมาตรา 47 ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็ได้เข้ามารับรองคำสั่งหรือประกาศ คสช. ที่ไม่ว่าจะมีเนื้อหาอย่างไรให้ถือว่าชอบด้วยกฎหมาย ชอบด้วยรัฐธรรมนูญและเป็นที่สุดเสมอ เป็นผลให้ศาลรัฐธรรมนูญไม่สามารถเข้ามาตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของบรรดาคำสั่งหรือประกาศ คสช. ได้เลย แม้ว่าในทางความเป็นจริงแล้วคำสั่งหรือประกาศดังกล่าวจะมีเนื้อหาละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชนก็ตาม

ดังนั้น ระบบกฎหมายที่ปิดตายโดยรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2557 (ชั่วคราว) ที่ คสช. ร่างขึ้นมาเองนี้จึงทำให้บรรดาคำสั่งหรือประกาศและคำสั่งหัวหน้า คสช. รวมถึงการปฏิบัติตามประกาศหรือคำสั่งดังกล่าวของเจ้าหน้าที่รัฐหลุดพ้นจากการตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายทุกรูปแบบ และประชาชนไม่สามารถเรียกร้องความรับผิดจากการปฏิบัติตามคำสั่งหรือประกาศดังกล่าวของเจ้าหน้าที่รัฐได้

  • ความสอดคล้องกันระหว่างเครื่องมือทางการเมืองที่ชื่อว่า “กระบวนการยุติธรรมทางทหาร” กับ “ระบบกฎหมายที่ปิดตาย”

ภายหลังรัฐประหาร กระบวนการยุติธรรมทางทหารมีส่วนสำคัญอย่างมากในการเข้ามาเปลี่ยนแปลงภาพลักษณ์ของการใช้อำนาจตามอำเภอใจของ คสช. ในการละเมิดสิทธิมนุษยชนกับประชาชนที่ไม่ยอมรับการทำรัฐประหารหรือไม่พอใจต่อการบริหารประเทศของ คสช. ให้มีภาพลักษณ์ของรัฐที่บังคับใช้กฎหมายกับผู้กระทำความผิดทางอาญา และสอดคล้องกับหลักการปกครองโดยกฎหมายหรือนิติรัฐอันเป็นการสร้างความชอบธรรมให้กับการรัฐประหารและ คสช. แต่เมื่อพิจารณาลงไปทางเนื้อหาของกระบวนการยุติธรรมทางทหารแต่ละขั้นตอนจะพบเห็นความพิกลพิการในทางหลักการ รวมถึงปัญหาเรื่องความชอบด้วยกฎหมายหลายประการที่ประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากกระบวนการยุติธรรมทางทหารสามารถใช้เป็นเหตุในการโต้แย้งให้ตนหลุดพ้นจากวงจรที่ถูกควบคุมอย่างเบ็ดเสร็จโดย คสช. ได้

ในช่วงรอยต่อดังกล่าวนี้ รัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 ถูกนำมาใช้รับรองความชอบด้วยกฎหมายของกระบวนการยุติธรรมทางทหารและทำให้ทั้งกระบวนการหลุดพ้นจากการตรวจสอบ เพื่อเป็นหลักประกันสำคัญว่าประชาชนที่ถูกดำเนินการโดยวงจรกระบวนการยุติธรรมภายใต้การควบคุมของ คสช. จะไม่สามารถหลุดพ้นออกจากวงจรนี้ไปได้ โดยการทำงานที่สอดประสานกันของเครื่องมือทางการเมืองทั้งสองได้สร้างระบบที่ปราศจากช่องโหว่ให้กับ คสช. ในการจัดการกับประชาชนที่ไม่ยอมรับการทำรัฐประหาร หรือไม่พอใจต่อการบริหารประเทศของ คสช. เป็นการรักษาเสถียรภาพทางอำนาจที่ปราศจากความชอบธรรมของตนให้มั่นคงต่อไป

อ้างอิงจากถ้อยคำในประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 1/2557  เรื่อง การควบคุมอำนาจการปกครองประเทศ , ประกาศแต่งตั้งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ และคำปรารภในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2557

2 แนวหน้า. (2558). “14 นศ.ดื้อดึงไม่ขอประกันตัว สะท้อนมีคนชักใยหวังยั่วยุสุมไฟวิกฤติ”. (ออนไลน์). สืบค้นจาก : http://www.naewna.com/creative/166999

3 การสร้างภาพให้การดำเนินการกับประชาชนกลุ่มผู้เห็นต่างมิใช่เรื่องของการละเมิดสิทธิมนุษยชน แต่เป็นเรื่องการบังคับใช้กฎหมายกับผู้กระทำความผิดทางอาญา มักจะปรากฏผ่านการสัมภาษณ์ของบุคคลในคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ได้แก่ พลเอกประยุทธ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช.ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนถึงกรณีเจ้าหน้าที่ทหารอุ้มหายนายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ หรือ จ่านิว กลุ่มนักศึกษาประชาธิปไตยใหม่ ซึ่งปรากฎตาม คมชัดลึก. 2559. “’บิ๊กตู่’แจงอุ้ม’จ่านิว’จับโจรใช้ทุกรูปแบบ”. (ออนไลน์). สืบค้นจาก : http://www.komchadluek.net/detail/20160121/220974.html

ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 39/2557, ฉบับที่  40/2557 และฉบับที่ 41/2557

ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่7/2557, ฉบับที่ 49/2557, ฉบับที่ 57/2557, ฉบับที่ 97/2557 และคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 3/2558  ข้อ 12

6 ข้อ 3, ข้อ 4, ข้อ 6 และข้อ 8 แห่งคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 3/2558 เรื่อง การรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงของชาติ

7 ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 37/2557, ฉบับที่ 38/2557 และฉบับที่ 50/2557

มาตรา 5, มาตรา 10, มาตรา 27 แห่งพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ.2498

9 คำสั่งกระทรวงยุติธรรมที่ 314/2558 เรื่อง กำหนดอาณาเขตเรือนจำชั่วคราว

10  โครงการอินเตอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (ilaw). 2558“บรรยากาศ “แดนสนธยา”ในเรือนจำชั่วคราว มทบ11 จากสายตาทนายที่เข้าเยี่ยม”. (ออนไลน่). สืบคนจาก : http://ilaw.or.th/node/3934

11  มาตรา 5 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s