ทหารติดตามแกนนำชาวบ้านผู้ไร้สิทธิสกลนคร หลังเจรจาไม่ให้เจ้าหน้าที่ตัดยางบ้านจัดระเบียบ

ทหารสกลนครตามถึงบ้านแกนนำเครือข่ายไทบ้านผู้ไร้สิทธิ จ.สกลนคร ฝากผู้ใหญ่บ้านเตือนไม่ให้เคลื่อนไหว  หลังร่วมชาวบ้านเจรจาไม่ให้เจ้าหน้าที่ตัดยางบ้านจัดระเบียบ

31 มี.ค.59 เวลาประมาณ 13.00 น. เจ้าหน้าที่ทหารในเครื่องแบบ 2 นาย พร้อมด้วยผู้ใหญ่บ้าน ม.1 ต.ค้อเขียว อ.วาริชภูมิ จ.สกลนคร เดินทางไปที่บ้านของนางสาวจันทร โพธิจันทร์ แกนนำเครือข่ายไทบ้านผู้ไร้สิทธิ จ.สกลนคร แต่พบพ่อของจันทร วัย 82 ปี อยู่บ้านเพียงผู้เดียว

ทหารได้ถามหาจันทร ผู้เป็นพ่อตอบว่า ไม่อยู่บ้าน ไม่รู้ไปไหน ลูกไม่ได้สั่งไว้ เจ้าหน้าที่จึงขอเบอร์โทรศัพท์ของจันทร ซึ่งพ่อจันทรก็ไม่มีให้อีก บอกว่าไม่เคยใช้โทรศัพท์ ทหารพยายามจะพบตัวจันทรให้ได้ โดยปรึกษากับผู้ใหญ่บ้านว่า จะไปหาที่ไร่มันสำปะหลังของจันทรดีมั้ย แต่ผู้ใหญ่บ้านบอกว่า ไกลไป

จันทรซึ่งกลับมาบ้านหลังจากเจ้าหน้าที่เดินทางกลับไปพร้อมผู้ใหญ่บ้านแล้ว ให้ข้อมูลที่ได้รับคำบอกเล่าจากพ่อว่า “ทหารถามโน่นถามนี่พ่ออยู่กว่าครึ่งชั่วโมง คงพยายามคุยถ่วงเวลาให้นาน เผื่อเรากลับมาบ้านจะได้เจอ แต่สุดท้ายเมื่อเรายังไม่กลับ ทหารก็กลับไปโดยถามชื่อพ่อ และถ่ายรูปไปด้วย และฝากบอกให้เราไปพบผู้ใหญ่บ้าน”

จันทรเล่าว่า เมื่อสอบถามไปที่ผู้ใหญ่บ้านว่า ทหารที่มาจากหน่วยไหน ชื่อ ตำแหน่งอะไร ผู้ใหญ่บ้านก็ไม่มีข้อมูลชัดเจน เพราะทหารไม่ได้แนะนำตัว บอกแต่เพียงเป็นหน่วยพิเศษจากอำเภอวาริชฯ ผู้ใหญ่บ้านพยายามดูป้ายชื่อที่หน้าอก ก็ไม่เห็นชัดเจน

“ทหารฝากผู้ใหญ่บ้านให้เตือนเราว่า ช่วงนี้อย่าเพิ่งทำอะไร ให้ชะลอการเคลื่อนไหวไว้ก่อน” จันทรกล่าว แต่ขณะเดียวกัน ความเคลื่อนไหวของทหารที่ลงมาที่บ้าน และพยายามจะพบตนเองให้ได้ก็สร้างความตกใจและความกังวลให้กับพ่อ ซึ่งสุขภาพไม่ดีอยู่แล้ว ต้องไปพบหมอทุก 2 เดือน

สาเหตุที่ทหารมาพบจันทรในครั้งนี้ คาดว่าสืบเนื่องมาจากกรณีที่เจ้าหน้าที่ป่าไม้ สนธิกำลัง ทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครอง ราว 200 นาย เข้าตัดยางพาราที่บ้านจัดระเบียบ ต.หลุบเลา อ.ภูพาน เมื่อวันที่ 29 มี.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งจันทรได้ร่วมกับชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบเข้าเจรจากับเจ้าหน้าที่ให้ชะลอการตัดยางไว้ก่อน ตามที่สำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีมีหนังสือมาที่ผู้ว่าราชการจังหวัดสกลนคร เมื่อ 10 พ.ย.58

junthorn1

ที่มาภาพ สำนักข่าวปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน

การเจรจาในวันนั้นไม่เป็นผล เจ้าหน้าที่ป่าไม้อ้างว่า เข้าตัดยางตามคำสั่งศาล เนื่องจากเป็นแปลงที่คดีถึงที่สุดแล้ว แม้จันทรและชาวบ้านจะโต้แย้งว่า ศาลมีคำพิพากษาให้ชาวบ้านออกจากที่ดินซึ่งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าดงชมภูพาน และป่าดงกระเฌอ แต่ศาลไม่ได้ระบุว่า ให้ตัดยาง หรือให้ตัดเมื่อไหร่

“ไม่ใช่ว่าชาวบ้านไม่เคารพศาล หรือละเมิดอำนาจศาล แต่เราก็เข้าใจว่าเมื่อป่าไม้ไปฟ้อง ศาลก็พิจารณาพิพากษาไปตามกฎหมายที่มีอยู่ เมื่อพิพากษาให้ชาวบ้านออก พื้นที่ก็ตกอยู่ในความดูแลของสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ซึ่งเป็นหน่วยงานรัฐ เราก็ขอความเป็นธรรมจากรัฐให้ช่วยแก้ไขปัญหาที่ทำกินให้ เพราะคนที่ถูกศาลตัดสินให้ออกก็เป็นชาวบ้านยากไร้ ไม่มีที่ทำกิน เมื่อไม่สามารถเข้าทำกิน ไม่สามารถไปกรีดยางได้ ก็ขาดรายได้ ชาวบ้านในนามเครือข่ายไทบ้านผู้ไร้สิทธิ จ.สกลนคร จึงไปยื่นหนังสือกับสำนักนายกรัฐมนตรี เมื่อ 3 พ.ย.58 สำนักนายกฯ ก็เห็นปัญหาจึงได้มีหนังสือมาถึงผู้ว่าฯ เมื่อวันที่ 10 พ.ย.58 ให้ชะลอการดำเนินการตัดโค่นต้นยางพาราในพื้นที่ออกไป และให้มีการประชุมระหว่างจังหวัดกับเครือข่ายไทบ้านผู้ไร้สิทธิ จ.สกลนคร เพื่อหาทางแก้ไขปัญหา ชาวบ้านไปที่สำนักงานทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 59 ที่ผ่านมา หัวหน้าก็ยังบอกว่า จะยังไม่ดำเนินการใดๆ จะรอการประชุมก่อน แต่พอวันที่ 29 มี.ค. เจ้าหน้าที่ก็ยกกำลังมาตัดยาง โดยไม่ฟังหรือรับรู้การดำเนินการในระดับนโยบาย” แกนนำเครือข่ายไทบ้านผู้ไร้สิทธิอธิบาย “แถมขู่ว่าถ้าขัดขืน เท่ากับขัดคำสั่งศาล กรณีแบบนี้อุ้มได้เลย”

“คำพูดบอกว่าจะไม่ตัดๆ แต่การกระทำอีกอย่าง แล้วชาวบ้านที่ยากไร้หาเช้ากินค่ำจะอยู่กันยังไง พ่อกับแม่พี่เป็นคนปลูกยางมากับมือ แกได้แต่นั่งเหม่อ ข้าวปลาไม่ยอมกิน” เสียงที่สะท้อนความรู้สึกของผู้ได้รับผลกระทบ เมื่อการเจรจาไม่เป็นผล ยางถูกตัดไป 4 แปลง รวมเนื้อที่เกือบ 100 ไร่ เจ้าของยางที่ปลูกมากับมือน้ำตาคลอ สุดท้ายแกนนำที่ร่วมกับชาวบ้านเจรจากับเจ้าหน้าที่ถูกทหารติดตามถึงบ้าน เตือนไม่ให้เคลื่อนไหวใดๆ ท่ามกลางความกระตือรือล้นสร้างผลงานของเจ้าหน้าที่

junthorn2

ที่มาภาพ สำนักข่าวปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน

กรณีชาวบ้านจัดระเบียบถูกดำเนินคดีบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติป่าดงชมภูพาน และป่าดงกระเฌอนี้ มีที่มาจากเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2555 เจ้าหน้าที่ป่าไม้ได้ประกาศให้ชาวบ้านที่ทำกินอยู่ในบริเวณนั้นมาลงชื่อยืนยันการครอบครองที่ดิน โดยชี้แจงว่าจะออกเอกสารสิทธิให้ ชาวบ้านจึงมาลงชื่อโดยหวังว่า จะได้มีสิทธิทำกินโดยถูกต้องตามกฎหมายในที่ดินที่ทำกินมาตั้งแต่ก่อนการประกาศเขตป่าสงวนฯ แต่แล้วเจ้าหน้าที่ได้นำเอกสารที่ได้จากชาวบ้านเข้าแจ้งความดำเนินคดี ชาวบ้านได้เข้าร่วมเครือข่ายไทบ้านผู้ไร้สิทธิ จ.สกลนคร ร้องขอความเป็นธรรมไปยังหน่วยงานต่างๆ คดีจึงถูกชะลอไว้

หลังรัฐประหาร และการประกาศนโยบายทวงคืนผืนป่า เจ้าหน้าที่ป่าไม้และนายอำเภอภูพานได้เร่งรัดคดี ทำให้ในที่สุดในเดือนตุลาคม 2557 อัยการได้ส่งฟ้องจำเลย 34 ราย รวม 35 คดี เดือนมกราคม 2558 ศาลจังหวัดสกลนครอ่านคำพิพากษา จำเลย 4 ราย ที่ให้การรับสารภาพ โดยให้จำคุก 1-2 ปี ในจำนวนนี้ 2 ราย เป็นสามี-ภรรยากัน

เดือนเมษายน-สิงหาคม 2558 ศาลนัดสืบพยานในคดีที่จำเลยให้การปฏิเสธ ก่อนเริ่มสืบพยาน ศาลได้แนะนำให้จำเลยรับสารภาพ โดยศาลจะพิจารณาให้รอลงอาญา ทำให้จำเลยทยอยตัดสินใจรับสารภาพ เนื่องจากไม่มีค่าใช้จ่ายในการเดินทางมาศาล อีกทั้งไม่ต้องการติดคุก ศาลจึงมีคำพิพากษารอลงอาญา 18 ราย โดยมีโทษปรับ 2,500 – 22,500 บาท, จำคุก 2 – 4 ปี จำนวน 6 ราย, จำเลย 4 ราย ที่ยืนยันปฏิเสธ ศาลพิพากษายกฟ้อง 3 ราย อีก 1 ราย ศาลพิพากษาจำคุก 5 ปี 3 เดือน

ผลของคำพิพากษา นอกจากทำให้บางครอบครัวต้องสูญเสียกำลังหลักในการหารายได้เข้าครอบครัวแล้ว คำสั่งให้จำเลยทุกคนและบริวารออกจากพื้นที่พิพาท ทำให้หลายคนสูญเสียที่ทำกินที่มีอยู่ทั้งหมด โดยไม่มีหนทางทำมาหากินต่อไปในอนาคต อาศัยเพียงรายได้จากลูกหลานที่เข้าไปทำงานในเมือง เพราะจำนวนมากย่างเข้าสู่วัยชรา นอกจากนี้ ค่าปรับในจำนวนหลักหมื่น ก็ส่งผลให้หลายครอบครัวมีหนี้สินตามมา

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s