สืบพยานทหาร กรณี “วรเจตน์” ไม่มารายงานตัวตามคำสั่ง คสช. พยานรับให้ภรรยาวรเจตน์แจ้งเหตุแทน แต่ไม่มีลายมือชื่อในเอกสารรับรายงานตัว

19261644963_c9e6e1ef87_b

ภาพจากเฟสบุ๊กแฟนเพจศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ในนัดสืบพยานครั้งที่ 2 

 

วันที่ 29 มีนาคม 2559 ศาลทหารกรุงเทพนัดสืบพยานโจทก์ปากที่สาม คดีที่วรเจตน์ ภาคีรัตน์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และสมาชิกกลุ่มนิติราษฎร์ ไม่มารายงานตัวตามประกาศ คสช. โดยสืบพยานนัดนี้เลื่อนมาจากวันที่ 28 ตุลาคม 2557 เนื่องจากครั้งนั้นทนายจำเลยได้ยื่นคัดค้านเพราะอัยการเพิ่งยื่นเอกสารคำให้การของพยานในวันที่จะสืบพยาน

ก่อนเริ่มสืบพยาน ศาลได้ยกคำร้องคัดค้านของทนายจำเลยในครั้งก่อน โดยระบุว่า กฎหมายไม่ได้ระบุว่าพยานหลักฐานต้องนำผ่านกระบวนการยื่นหลักฐานก่อน

อัยการเริ่มนำสืบพยานโจทก์ โดยพยานในนัดนี้คือ ร.ท. เอกชัย บุญประเทืองวงศ์ นายทหารคนสนิทของรองแม่ทัพภาคที่ 1 สังกัดกองทัพภาคที่ 1 ได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่เป็นเจ้าหน้าที่รับรายงานตัวผู้ถูกเรียกมารายงานตัวตามประกาศ คสช. ที่หอประชุมกองทัพบก เทเวศร์ โดยทำหน้าที่ตั้งแต่ 22 พฤษภาคม 2557 ตลอดมาจนจบภารกิจ นายวรเจตน์ ภาคีรัตน์ เป็นผู้ที่มีชื่ออยู่ในรายชื่อบุคคลที่ถูกเรียกมารายงานตัวตามคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 5/2557 ลงวันที่ 24 พฤษภาคม 2557 และ 57/2557 ลงวันที่ 9 มิถุนายน 2557 แต่ในวันที่กำหนดตามคำสั่งทั้งสองฉบับ นายวรเจตน์ไม่ได้มารายงานตัว ดังปรากฏในเอกสารแบบฟอร์มรายงานตัวว่าไม่มีลงลายมือชื่อ อย่างไรก็ตาม นางพัชรินทร์ ภาคีรัตน์ ภรรยาของนายวรเจตน์ ได้เข้าพบเจ้าหน้าที่แทนเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2557 โดยระบุว่านายวรเจตน์ไปต่างประเทศ ยังติดต่อไม่ได้ ร.ท. เอกชัยจึงได้ขอทำสำเนาบัตรประชาชนของนางพัชรินทร์ เขียนไว้ว่าติดต่อสามีไม่ได้ และให้ลงลายมือชื่อ ทั้งนี้นางพัชรินทร์ไม่ได้มีหลักฐานมาแสดงว่านายวรเจตน์ไปต่างประเทศจริง ต่อมาในวันที่ 16 มิถุนายน 2557 นายวรเจตน์ได้เข้ารายงานตัวที่หอประชุมกองทัพบก เทเวศร์

พยานตอบทนายจำเลยว่า รับราชการเป็นทหารมาตั้งแต่ปี 2540 ทราบว่าก่อนวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ประเทศไทยอยู่ในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หลังจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติเข้ายึดอำนาจ พยานทราบว่าคือการรัฐประหาร แต่ไม่ทราบว่านับเป็นความผิดฐานกบฏ

พยานอ้างคำสั่ง คสช. ฉบับที่ 22/2557 มอบอำนาจผู้บัญชาการกองกำลังให้แต่งตั้งพยานเพื่อทำหน้าที่รับรายงานตัวดังกล่าว แต่ไม่ทราบกระบวนการแต่งตั้งนอกเหนือจากนั้น พยานไม่ทราบวัตถุประสงค์ของการเรียกรายงานตัว เพียงปฏิบัติตามคำสั่ง และถือว่าคำสั่ง คสช. เป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย

พยานขอไม่ออกความเห็นเรื่องข้อจำกัดของการเรียกรายงานตัวผ่านสื่อโทรทัศน์ซึ่งผู้ที่ไม่เปิดดูก็จะไม่ได้รับทราบ และไม่ทราบว่าต้องมีการส่งหนังสือคำสั่งรายงานตัวไปยังที่อยู่ของผู้ถูกเรียกหรือไม่ พยานไม่มีหลักฐานมาแสดงว่าวันที่ 24 พฤษภาคม 2557 ซึ่งเป็นกำหนดนัดให้ผู้ที่มีรายชื่อตามคำสั่ง คสช. ที่ 5/2557 มารายงานตัว และวันที่ 10 มิถุนายน 2557 ซึ่งกำหนดนัดให้ผู้มีรายชื่อตามคำสั่ง คสช. ที่ 57/2557 มารายงานตัวนั้น พยานอยู่ในที่เกิดเหตุที่เป็นสถานที่รับรายงานตัว

ในเอกสารหมาย จ. 4 ที่เป็นรายชื่อบุคคลที่คสช.เรียกรายงานตัว ไม่ปรากฏลายมือชื่อของพยานอยู่ในการรับรายงานตัว เมื่อมีผู้ถูกเรียกมารายงานตัว พยานจะให้ลงลายมือชื่อในเอกสาร กรณีผู้ถูกเรียกไม่มาและมีผู้มาแจ้งเหตุขัดข้อง พยานจะให้ลงลายมือชื่อแทน แต่เอกสารแบบฟอร์มที่นำมาแสดงนั้นไม่ปรากฏว่ามีลายมือชื่อของบุคคลใดเลย ทั้งที่พยานเบิกความว่าวันที่ 10 มิถุนายน 2557 นางพัชรินทร์ได้เดินทางมาแจ้งเหตุขัดข้องแทนสามีแล้ว พยานได้เบิกความไปก่อนหน้านี้แล้วว่าได้ให้นางพัชรินทร์ลงลายมือชื่อบนเอกสารสำเนาบัตรประชาชน แต่ไม่ได้บอกว่าได้ให้ลงชื่อในเอกสารอื่นใด นอกจากนี้ในวันดังกล่าวบุคคลทั้ง 35 คนที่มีรายชื่ออยู่ในหมายจ. 4 ไม่ได้มารายงานตัว แต่พยานไม่ทราบว่ามีการดำเนินคดีกับบุคคลอื่นด้วยหรือไม่

พยานเบิกความต่อว่าในประกาศ คสช. ที่ 41/2557 ได้เปิดโอกาสให้บุคคลที่ไม่อาจมารายงานตัวสามารถแจ้งเหตุขัดข้องได้ และพยานยอมรับว่าอาการป่วยถือเป็นเหตุขัดข้อง ซึ่งพยานทราบว่ามีใบรับรองแพทย์ว่านายวรเจตน์มีอาการป่วย แต่จำไม่ได้ว่าเป็นตัวนายวรเจตน์เองหรือภรรยาที่นำมาแสดง ทั้งนี้พยานยอมรับประกาศของ คสช. เป็นกฎหมายที่ใช้บังคับปฏิบัติทั่วไปโดยไม่เจาะจงบุคคลใด

ในส่วนของ พ.อ.ทรงวิทย์ หนุนภักดี พยานไม่รู้จักเป็นการส่วนตัว และไม่ทราบว่านายวรเจตน์ได้เข้าติดต่อรายงานตัวกับพ.อ.ทรงวิทย์ด้วยหรือไม่

วันที่ 16 มิถุนายน 2557 นายวรเจตน์ได้มารายงานตัวกับพยาน โดยลงชื่อในแบบฟอร์มรายงานตัวเพิ่มเติม จากนั้นมีเจ้าหน้าที่อีกชุดมานำตัวนายวรเจตน์ไป โดยพยานมีหน้าที่เพียงรับรายงานตัว ไม่ทราบว่าเจ้าหน้าที่นำตัวนายวรเจตน์ไปที่ไหนหรือทำอะไร แต่ทราบว่าต้องมีการทำเงื่อนไขในการปล่อยตัวตามที่ คสช. ประกาศ

เนื่องจากกระบวนการสืบพยานวันนี้มีเวลาจำกัด แต่ทนายจำเลยยังต้องการซักถามพยานต่อ จึงได้ขอให้ศาลยกไปสืบพยานต่อในนัดหน้า ศาลจึงนัดสืบพยานปากนี้ต่อในวันที่ 20 มิถุนายน 2559

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s