เขื่อนคลองชมพู จระเข้ ทหาร และการห้ามชุมนุมทวงถามถึงความตายของ ‘พิทักษ์ โตนวุธ’

ภายหลังจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญมาตรา 44 ประกาศคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 9/2559 ลงวันที่ 7 มี.ค.59 เรื่องการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ โดยมีสาระสำคัญคือให้กิจการด้านคมนาคม ชลประทาน การป้องกันสาธารณภัย โรงพยาบาล ที่อยู่อาศัย ไม่ต้องรอให้การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมแล้วเสร็จ แต่สามารถจัดหาเอกชนมารับดำเนินการล่วงหน้าได้  เครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำภาคเหนือ ซึ่งเป็นการรวมตัวของเครือข่ายชาวบ้านที่ได้ผลกระทบจากโครงการก่อสร้างเขื่อนในพื้นที่ภาคเหนือ เป็นหนึ่งในหลายๆ เครือข่ายด้านสิ่งแวดล้อมที่ออกแถลงการณ์คัดค้านคำสั่งฉบับนี้ โดยเขื่อนก็เป็นหนึ่งในประเภทกิจการด้านชลประทานที่เกี่ยวข้องกับคำสั่งฉบับดังกล่าว

เครือข่ายอนุรักษ์ลุ่มน้ำคลองชมภู* เป็นหนึ่งในกลุ่มประชาชนที่ร่วมลงชื่อกับเครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำภาคเหนือ โดยเป็นกลุ่มอนุรักษ์ของชาวบ้านในพื้นที่ตำบลชมพู อำเภอเนินมะปราง จังหวัดพิษณุโลก ที่เคลื่อนไหวคัดค้านการก่อสร้างเขื่อนคลองชมพูมากว่าทศวรรษ ท่ามกลางการผลักดันโครงการนี้เป็นช่วงๆ ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา

ภายหลังคำสั่งหัวหน้าคสช.ฉบับนี้เอง ได้ทำให้อุณหภูมิในพื้นที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เมื่อในช่วงเวลาคาบเกี่ยวกันกับการออกคำสั่งดังกล่าว ยังมีการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นโครงการเขื่อนคลองชมพูถึงสองครั้ง โดยมีเจ้าหน้าที่ทหารเป็นเจ้าภาพดำเนินการ เวทีทั้งสองครั้งเกิดขึ้นในค่ายทหาร และยังมีการเรียกตัวชาวบ้านไปพูดคุย พร้อมให้ลงนามในบันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวด้วย

ขณะที่การผลักดันการดำเนินโครงการเขื่อนคลองชมพูดูเหมือนจะกลับมาเข้มข้นอีกครั้ง แต่การต่อสู้คัดค้านโครงการโดยชุมชนกลับไม่สามารถทำได้อย่างเป็นปกติในสถานการณ์ยุครัฐประหาร รายงานนี้สำรวจความเป็นมาของการต่อสู้ของชาวบ้านคลองชมภู ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากโครงการเขื่อน และการคุกคามละเมิดสิทธิโดยเจ้าหน้าที่ทหารภายหลังการรัฐประหาร 2557 เป็นต้นมา

จากโรงโม่หิน ถึงเขื่อนคลองชมพู

พระศิริพุทธโต จากวัดชมภู และนายเชาว์ เย็นฉ่ำ จากเครือข่ายอนุรักษ์ลุ่มน้ำคลองชมภู ร่วมกันเล่าถึงความเป็นมาของเครือข่ายอนุรักษ์ฯ ว่าเกิดจากการรวมตัวกันของชาวบ้านหลายหมู่บ้านบริเวณต้นน้ำคลองชมภู ที่เคยเคลื่อนไหวในประเด็นการคัดค้านโรงโม่หินมาก่อนตั้งแต่ช่วงต้นทศวรรษ 2540 ภายหลังเกิดการลักลอบระเบิดหินของโรงโม่หิน หลายชุมชนได้รับผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมจากการดำเนินการระเบิดและโม่หิน จึงได้มีการรวมตัวเรียกร้องให้ยุติการดำเนินการดังกล่าว และต่อสู้ให้มีการย้ายโรงโม่หินของ 2 บริษัทออกจากพื้นที่นี้ จนในที่สุดก็ได้มีการเพิกถอนใบอนุญาตของโรงโม่หิน แต่ระหว่างการเคลื่อนไหวก็นำไปสู่การลอบสังหารแกนนำของชาวบ้านคนหนึ่ง เมื่อปี 2544 คือนายพิทักษ์ โตนวุธ

ในระยะต่อมา ชุมชนต้นน้ำคลองชมภู ยังต้องเผชิญกับโครงการสร้างอ่างเก็บน้ำคลองชมพู ซึ่งก็อยู่ไม่ไกลจากพื้นที่ที่เคยเป็นโรงโม่หินเดิมนัก โครงการอ่างเก็บน้ำคลองชมพูถูกริเริ่มโดยกรมชลประทานตั้งแต่ในช่วงทศวรรษ 2520 ภายหลังพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำรัสเกี่ยวกับการจัดการลุ่มน้ำน่าน เพื่อแก้ไขปัญหาภัยแล้งและน้ำท่วมในพื้นที่เกษตรกรรม แต่พระราชดำรัสนั้นไม่ได้ระบุไปถึงพื้นที่ที่จะดำเนินการ ทางกรมชลประทานจึงได้พิจารณาถึงคลองชมภูที่เป็นคลองขนาดกลางสาขาหนึ่งของแม่น้ำน่าน มีต้นน้ำที่ไหลมาจากอุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวงก่อนออกสู่แม่น้ำน่านที่จังหวัดพิจิตร นำไปสู่การริเริ่มผลักดันโครงการสร้างอ่างเก็บน้ำคลองชมพูขึ้น

IMG_7829

สภาพของคลองชมภู ในบริเวณอุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวง

หากจากขนาดของโครงการ ที่มีความสูงของเขื่อนราว 50 เมตร ความยาวสันเขื่อน 1,100 เมตร จึงมีลักษณะเป็นเขื่อนขนาดกลางมากกว่า แต่ในช่วงนั้นพบว่าพื้นที่มีความผุกร่อนของโพรงน้ำ ยังไม่เหมาะสมในการดำเนินการ โครงการจึงเงียบไป

ต่อมา ราวปี 2547-2548 กรมชลประทานก็เริ่มมีการหาจุดที่เหมาะสมกับโครงการใหม่ และเริ่มมีการว่าจ้างบริษัทรับเหมาเข้ามาทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ของโครงการนี้อีกครั้ง จนมีการกำหนดโครงการในพื้นที่บริเวณเขตอุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวงทั้งหมดราว 3,000 ไร่ และนำไปสู่การจัดทำ EIA แล้วเสร็จในปี 2550 จากนั้นจึงเริ่มมีการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นเรื่อยมา

ในช่วงที่การขยับโครงการเริ่มเข้มข้น ยังสร้างความขัดแย้งให้ชุมชนในพื้นที่ลุ่มน้ำชมภู โดยคนที่ปลายน้ำบางส่วนเห็นด้วยกับโครงการ เนื่องจากมีระบุว่าการสร้างเขื่อนจะทำให้มีน้ำใช้ในการทำการเกษตร  ขณะที่คนต้นน้ำที่จะได้รับผลกระทบในด้านต่างๆ ได้ยืนยันคัดค้านโครงการ  อีกทั้ง ในการจัดเวทีรับฟังความเห็น ชาวบ้านยังระบุว่ามีการนำคนจากอำเภออื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับพื้นที่มาร่วมลงชื่อเป็นมวลชนสนับสนุนด้วย

ต่อมา คณะกรรมการผู้ชำนาญการฯ ได้มีมติให้กรมชลประทานพิจารณาเสนอทางเลือกที่ตั้งโครงการใหม่ ที่ไม่ก่อให้เกิดปัญหาน้ำท่วมพื้นที่อุทยาน แต่หากยืนยันใช้ตำแหน่งที่ตั้งเดิม ให้ดำเนินการขออนุญาตใช้พื้นที่อุทยานจากคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติให้แล้วเสร็จ รวมทั้งให้ปรับปรุงรายงาน EIA อีกครั้ง เนื่องจากรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมยังมีปัญหาในหลายๆ ด้าน ทำให้โครงการชะลอลงไป

จนถึงปี 2556 ในสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร โครงการเขื่อนคลองชมพูกลายเป็นส่วนหนึ่งในแผนงานการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาทของรัฐบาล ทำให้การผลักดันเขื่อนกลับมาเข้มข้นใหม่ โดยมีการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นที่มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม ในช่วงปลายปี 2556 กลุ่มอนุรักษ์ฯ ระบุว่าเวทีในครั้งนั้น ชาวบ้านถูกกีดกันไม่ให้เข้าร่วม หากก็ยังสามารถเปิดเวทีคู่ขนาน เพื่อให้ข้อมูลอีกด้านกับประชาชนได้  แต่การผลักดันเขื่อนคลองชมพูก็หยุดชะงักอีกครั้ง เมื่อเกิดรัฐประหารพฤษภาคม 2557 ขึ้นเสียก่อน

จระเข้ ตุ๊กกาย ปลาขยุย ฯลฯ: ความหลากหลายทางชีวภาพที่ลุ่มน้ำชมภู

ข้อคัดค้านหนึ่งที่สำคัญในการไม่เห็นด้วยกับการสร้างเขื่อนของทางเครือข่ายอนุรักษ์ฯ คือการพบว่าในพื้นที่ต้นน้ำชมภูและพื้นที่ทุ่งแสลงหลวง เต็มไปด้วยความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรและความหลากหลายทางชีวภาพ โดยเฉพาะสัตว์และพืชหลายชนิดที่มีลักษณะเฉพาะถิ่นเฉพาะที่ แทบไม่พบในพื้นที่อื่นอีก

กรณีที่มีชื่อเสียงคือการค้นพบจระเข้น้ำจืดสายพันธุ์ไทยแท้ ซึ่งเหลืออยู่ไม่กี่แห่งในประเทศไทย และอยู่ในสถานะเป็นสัตว์ที่ใกล้สูญพันธุ์ เครือข่ายอนุรักษ์ฯ ระบุว่าปัจจุบันจระเข้ในหลายพื้นที่ถูกเพาะพันธุ์โดยมนุษย์ แล้วปล่อยกลับคืนสู่ธรรมชาติมากกว่า ขณะที่ในพื้นที่ทุ่งแสลงหลวง จระเข้ที่มีการค้นพบนั้นเติบโตอยู่ในธรรมชาติ และตามเรื่องเล่าของผู้เฒ่าผู้แก่ในชุมชนนั้น ก็เคยมีการเล่าถึงจระเข้ที่ปรากฏตามวังน้ำต่างๆ ของลุ่มน้ำชมภูมานานแล้ว แต่ก็ยังไม่เคยมีการบันทึกภาพเอาไว้ จนกระทั่งไม่กี่ปีนี้ ได้มีพบและติดตามบันทึกภาพจระเข้เอาไว้ได้หลายตัว (ดูตัวอย่างรายงานข่าวในข่าวสด)

IMG_7895

เสื้อรณรงค์ของเครือข่ายอนุรักษ์ลุ่มน้ำคลองชมภู

เครือข่ายอนุรักษ์ฯ ยังระบุว่าจากการศึกษาของกรมประมงน้ำจืดเมื่อปี 2552 ยังพบปลาเฉพาะถิ่น ที่เป็นปลาหน้าดินขนาดเล็ก ที่ไม่เคยมีการพบที่ไหนในโลก 4 ชนิด จึงได้มีการตรวจสอบทางอนุกรมวิธาน ก่อนตั้งชื่อว่าปลาขยุยสั้นคลองชมพู ปลาขยุยยาวคลองชมพู ปลาขยุยปล้องคลองชมพู และปลารากกล้วยแพะคลองชมพู ซึ่งทั้งหมดยังพบในลุ่มน้ำชมภูแห่งเดียวในขณะนี้ (ดูในรายงานโดยมติชน)

สัตว์พิเศษๆ ในลุ่มน้ำชมภู ยังมีอีกหลายชนิด เช่น ตุ๊กกายปล้องทอง สัตว์เลื้อยคลานคล้ายจิ้งจก แต่ขนาดใหญ่กว่า หรือปลาจำพวกปลาตาบอด อย่างปลาพลวงถ้ำ ปลาค้อถ้ำ อาศัยอยู่ในระบบนิเวศของถ้ำ โดยเป็นสัตว์ไม่มีตา แต่อาศัยประสาทสัมผัสในการดำรงชีวิต รวมไปถึงดอกไม้หิน หรือที่เรียกกันว่า “ศิลาวารี” ก็มีการค้นพบในพื้นที่ของลุ่มน้ำชมภูถึง 4 สายพันธุ์ โดยดอกไม้หินนี้เป็นดัชนีวัดความสะอาดของน้ำได้ เติบโตอยู่ตามโขดหินกลางลำน้ำ

อีกทั้ง ยังมีปูพันธุ์ที่มีลักษณะขายาวคล้ายแมงมุม ซึ่งมีการค้นพบโดยกองทุนสัตว์ป่าโลก (WWF) ต่อมาจึงได้มีการตั้งชื่อปูชนิดที่ค้นพบใหม่นี้ว่า “ปูพิทักษ์ โตนวุธ” เพื่อให้เกียรติแด่นักอนุรักษ์ผู้ถูกลอบสังหารเมื่อหลายสิบปีก่อนหน้านี้ (ดูในรายงานของกลุ่มอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพและสิ่งแวดล้อม)

ขณะเดียวกัน วิถีชีวิตของชาวบ้านต้นน้ำชมภูยังดำรงร่วมกับฐานทรัพยากรธรรมชาติมาหลายชั่วอายุคน ชาวบ้านในพื้นที่ส่วนใหญ่ทำอาชีพเกษตรกรรม ทำไร่ทำนา และงานรับจ้างต่างๆ โดยหลายคนมีแหล่งอาหารของครอบครัวและรายได้จากป่า ปกติในแต่ละปีทางอุทยานฯ ได้เปิดให้มีการหาหน่อไม้ราวหนึ่งเดือนกว่า เรียกว่าเป็นฤดูหน่อไม้ ที่ทำรายได้ให้กับชุมชนจำนวนมาก หรือการเก็บผักป่าหรือปลาในลำน้ำมาขายและเป็นอาหารในครัวเรือน ทำให้ชาวบ้านหลายรายมีรายได้จุนเจือครอบครัวโดยไม่ต้องไปหาอาชีพภายนอกชุมชน ป่าจึงเป็นความมั่นคงทางอาหาร และผูกพันกับวิถีชีวิตของคนต้นน้ำ

เครือข่ายอนุรักษ์ฯ ระบุว่าการสร้างเขื่อนจะกระทบต่อวิถีชีวิตชุมชนจำนวนมากบริเวณต้นน้ำ โดยตามโครงการสร้างเขื่อน จะมีชุมชนราวเกือบ 100 หลังคาเรือน ที่อยู่ในพื้นที่ “หน้างาน” ต้องถูกอพยพออกมา ขณะที่หมู่บ้านอื่นๆ โดยรอบเขื่อนก็จะได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพระบบนิเวศและอาชีพในการทำมาหากิน

นอกจากนั้น พื้นที่นี้ยังมีสภาพธรณีที่เป็นหินผุกร่อน และลำน้ำสาขายังมีลักษณะเป็นโป่งเกลือ ถ้ามีการสร้างเขื่อน อาจะทำให้เกลือแพร่กระจายออกมา ทำให้น้ำจืดกลายเป็นน้ำกร่อย ไม่สามารถใช้ในการทำการเกษตร ตามที่มีการกล่าวอ้างถึงประโยชน์ในการสร้างเขื่อน

ความหลากหลายทางชีวภาพ ปัญหาความมั่นคงทางอาหาร และปัญหาความเหมาะสมของพื้นที่เหล่านี้ กลับไม่ถูกประเมินอยู่ในรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่จัดทำตั้งแต่หลายปีก่อนหน้านี้ และยังไม่แน่ชัดว่าถ้ามีการผลักดันโครงการใหม่ จะมีการจัดทำรายงาน EIA ฉบับใหม่หรือไม่

รับฟังความคิดเห็นโครงการใน “ค่ายทหาร”

โทรศัพท์เมื่อวันที่ 17 ก.พ.59 ที่ผ่านมา ได้ทำให้สถานการณ์ที่ตำบลชมภูร้อนลุ่มขึ้นอีกครั้ง เมื่อเจ้าหน้าที่ทหารจากกองพลทหารราบที่ 4 ได้ติดต่อมายังตัวแทนกลุ่มอนุรักษ์ฯ ระบุถึงการเชิญตัวแทนชาวบ้านเข้าร่วมเวทีประชุมเรื่องโครงการก่อสร้างเขื่อนคลองชมพู ภายในค่ายนเรศวรมหาราช จังหวัดพิษณุโลก ในวันที่ 19 ก.พ. โดยกำหนดให้ตัวแทนไปได้ 4 คน และเวทีดังกล่าวมี พล.ต.นพพร เรือนจันทร์ ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 4 เป็นประธานจัดประชุม

เมื่อชาวบ้านกลุ่มอนุรักษ์ฯ ประชุมหารือกัน ก็พบว่าทหารมีการส่งหนังสือเชิญเป็นลายลักษณ์อักษร ไปยังหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด รวมทั้งชุมชนอื่นที่อยู่ปลายหรือท้ายน้ำ แต่กลับใช้วิธีการโทรศัพท์เชิญกลุ่มอนุรักษ์ฯ พร้อมจำกัดจำนวนคน ทำให้ชาวบ้านรู้สึกเหมือนไม่ให้เกียรติต่อกัน และยังมีความสงสัยว่าทำไมถึงมีการจัดเวทีในลักษณะนี้ในค่ายทหาร จะมีเป้าหมายเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับโครงการหรือไม่ จึงมีมติไม่ส่งตัวแทนไปร่วมในการประชุมดังกล่าว

ต่อมา ชาวบ้านได้ทราบว่าจะมีการจัดเวทีเรื่องเขื่อนคลองชมพูอีกครั้งที่ที่ว่าการอำเภอเนินมะปราง ในช่วงวันที่ 10 มี.ค.59  แต่ในวันที่ 7 มี.ค. นายสุริยา หาญไพบูลย์ นายอำเภอเนินมะปราง กลับได้เชิญตัวแทนชาวบ้านจำนวน 4 คน เข้าไปพูดคุยชี้แจงที่อำเภอ ร่วมกับทางฝ่ายปกครอง ทหาร และตำรวจ โดยระบุว่าทางอำเภอกังวลว่าจะมีเหตุปะทะขัดแย้งกันระหว่างประชาชนฝ่ายที่สนับสนุนและต่อต้านโครงการเขื่อน ซึ่งอาจทำให้เกิดความรุนแรงขึ้นได้ จึงเชิญกลุ่มอนุรักษ์ฯ มาพูดคุย

ในการพูดคุยนั้น ไม่ได้มีการเชิญฝ่ายสนับสนุนเขื่อนเข้าร่วมด้วยแต่อย่างใด โดยทางนายอำเภอและเจ้าหน้าที่ทหารได้มีการขอความร่วมมือกับตัวแทนกลุ่ม ให้ไม่นำชาวบ้านจำนวนมากไปชุมนุมเคลื่อนไหวคัดค้านเขื่อน ซึ่งอาจขัดต่อพ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ โดยเฉพาะการไป “ก่อกวน” การจัดเวทีต่างๆ

อีกทั้ง เจ้าหน้าที่ยังให้ตัวแทนชาวบ้านลงนามในบันทึกข้อตกลง (MOU) 2 ฉบับ ฉบับแรกระบุเรื่องกรณีการชุมนุมคัดค้านการรับฟังความคิดเห็นในการสร้างอ่างเก็บน้ำชมพู ในวันที่ 10 มี.ค.59 ซึ่งจัดโดยกองพลทหารราบที่ 4 โดยได้ “ขอความร่วมมือ” กลุ่มแกนนำกลุ่มอนุรักษ์ฯ ให้นำเสนอข้อมูลด้านเหตุและผล อย่างสงบเรียบร้อย และห้ามใช้ความรุนแรงโดยเด็ดขาด โดยหากมีการชุมนุมที่เข้าข่าย พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ ทางเจ้าหน้าที่จะปฏิบัติตามกฎหมาย

กลุ่มอนุรักษ์ชมพู 2

บันทักข้อตกลงฉบับแรกที่เจ้าหน้าที่ให้ตัวแทนเครือข่ายอนุรักษ์ลุ่มน้ำคลองชมภูลงนาม เมื่อวันที่ 7 มี.ค.59

ขณะที่บันทึกข้อตกลงอีกฉบับหนึ่งเป็นกรณีการจัดกิจกรรมรำลึกการลอบสังหารพิทักษ์ โตนวุธ ในเดือนพฤษภาคม ทั้งสองฉบับมีผู้ลงนามคือนายอำเภอเนินมะปราง ผู้กำกับจากสภ.เนินมะปราง เจ้าหน้าที่ทหารชุดปฏิบัติการมวลชนจากมณฑลทหารบกที่ 39 และตัวแทนจากชาวบ้านกลุ่มอนุรักษ์ฯ

“เจ้าหน้าที่ไม่ได้มีการข่มขู่ด้วยคำพูด แต่ก็ข่มขู่โดยใช้กฎหมาย เพื่อปิดกั้น คือชาวบ้านก็อยากจะไปแสดงความคิดเห็นบ้างในเวที แต่กลับถูกใช้มาตราทางกฎหมายมาขู่ เราตาสีตาสา พูดเรื่องกฎหมายเราก็ง่อใช่ไหม” นายเชาว์ ตัวแทนชาวบ้านบอกความรู้สึกของการพูดคุย

อีกทั้ง ทางอำเภอยังอ้างความกังวลต่อเหตุการณ์ความวุ่นวายระหว่างฝ่ายสนับสนุนและฝ่ายคัดค้านเขื่อน เห็นควรส่งเรื่องให้เจ้าหน้าที่ทหารเป็นผู้เข้ามาดูแลเวทีแทน ทำให้เวทีรับฟังความคิดเห็นในวันที่ 10 มี.ค.ถูกย้ายไปจัดในค่ายนเรศวรมหาราชเหมือนเช่นครั้งแรก  หลังจากนั้น ชาวบ้านได้พยายามยื่นหนังสือร้องเรียนขอให้มีการทบทวนกระบวนการรับฟังความคิดเห็น โดยเห็นว่าเวทีนี้เป็นการดำเนินการอย่างเร่งรีบ ปิดกั้นการมีส่วนร่วม และมีการจัดขึ้นอย่างมีเป้าหมายในการสร้างความชอบธรรมต่อการสร้างเขื่อน

เวทีครั้งนี้ยังไม่ได้มีการส่งหนังสือเชิญชาวบ้านกลุ่มอนุรักษ์ฯ ในตอนแรก แต่เมื่อชาวบ้านไปยื่นหนังสือคัดค้านในวันที่ 9 มี.ค. จึงได้มีการออกหนังสือเชิญตัวแทนกลุ่มอนุรักษ์ฯ เข้าร่วมในช่วงบ่ายวันนั้นเลย แต่ทางกลุ่มอนุรักษ์ฯ ยังคงมีมติปฏิเสธการเข้าร่วมเวทีดังกล่าวเช่นเดิม

1

การประชุมรับฟังความคิดเห็นในค่ายนเรศวรมหาราช จ.พิษณุโลก วันที่ 10 มี.ค.59 (ภาพจากสำนักข่าวคนชายขอบ)

กลุ่มอนุรักษ์ฯ ยังคาดว่าจะมีการจัดเวทีขึ้นอีกในช่วงต่อไป เนื่องจากมีการเร่งรีบผลักดันเขื่อนคลองชมพูอีกครั้ง โดยชาวบ้านระบุว่าถ้ามีเวทีครั้งต่อไปต้องการให้เกิดขึ้นในพื้นที่ โดยเปิดโอกาสให้คนที่อยู่ต้นน้ำได้มีโอกาสแสดงความคิดเห็น และได้ชี้แจงถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นโดยตรง

บังคับเซ็น MOU ห้ามชุมนุม “15 ปี การลอบสังหารพิทักษ์ โตนวุธ”

พิทักษ์ โตนวุธ หรือ “โจ” เป็นชื่อนักกิจกรรมคนหนึ่ง เป็นอดีตประธานชมรมอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยรามคำแหง ผู้ลงไปทำงานกับชาวบ้านลุ่มน้ำชมภูเพื่อต่อสู้คัดค้านโรงโม่หิน เขาได้รับตำแหน่งเป็นที่ปรึกษาของเครือข่ายอนุรักษ์ฯ และระหว่างการเคลื่อนไหว ได้ถูกคนร้ายลอบยิงเสียชีวิตที่ปากทางเข้าหมู่บ้านชมภู เมื่อวันที่ 17 พ.ค.2544

ผ่านไปหลายสิบปี แทบไม่มีความคืบหน้าในการดำเนินการกับผู้ลอบสังหารพิทักษ์ โตนวุธ แม้มีการดำเนินคดีกับคนขับรถจักรยานยนต์ให้มือปืนและคนจัดหามือปืน แต่ศาลก็พิพากษายกฟ้องไป ขณะที่แม้ตำรวจจะออกหมายจับมือปืนมาหลายปีแล้ว แต่ก็ยังไม่สามารถติดตามจับกุมมาดำเนินคดีได้

2

อนุสาวรีย์ของพิทักษ์ โตนวุธ (ภาพจากสำนักข่าวคนชายขอบ)

เชาว์ เย็นฉ่ำ ระบุว่าพิทักษ์ มีบทบาทในการเข้ามาให้ความรู้ด้านกฎหมาย ให้คำแนะนำกับชาวบ้าน ขณะเริ่มต้นต่อสู้คัดค้านเรื่องโรงโม่หิน และชาวบ้านก็รักเขามาก เพราะพิทักษ์ลงไปทำงานเคียงข้างชุมชน รวมทั้งภรรยาของพิทักษ์ก็เป็นคนคลองชมภู ชาวบ้านจึงไม่ต้องการให้มือสังหารหรือคนสั่งการลอยนวลไปแบบนี้

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ชาวบ้านเครือข่ายอนุรักษ์ลุ่มน้ำคลองชมภู ยังคงใช้วันที่ 17 พ.ค.ของทุกปี ในการติดตามความคืบหน้ากรณีการลอบสังหารพิทักษ์ โตนวุธ และจัดกิจกรรมต่างๆ เพื่อรำลึกการเสียชีวิตของนักต่อสู้เพื่อสิ่งแวดล้อมท่านนี้ โดยที่ผ่านมามีทั้งการเดินทางไปติดตามความคืบหน้าที่ศาลากลางจังหวัด มีการจัดเวทีเสวนา และการจัดกิจกรรมทางวัฒนธรรมต่างๆ ในพื้นที่อย่างต่อเนื่องทุกปี

แต่สิ่งที่เคยทำได้อย่างเป็นปกติก็กลายเป็นเรื่อง “ไม่ปกติ” หลังการรัฐประหาร โดยเมื่อปีที่แล้ว (2558) ตั้งแต่ก่อนวันที่ 17 พ.ค. ได้มีเจ้าหน้าที่ทหารจากกองทัพภาคที่ 3 เดินทางเข้ามาที่วัดชมภู มีการให้ผู้ใหญ่บ้านประกาศเสียงตามสายเรียกชาวบ้านมาประชุมเรื่องการไปยื่นหนังสือติดตามความคืบหน้าการลอบสังหารพิทักษ์ โตนวุธ และยื่นเรื่องร้องเรียนอื่นๆ กับทางจังหวัด ทหารได้พูดคุย “ขอความร่วมมือ” ไม่ให้ชาวบ้านเดินทางไปยื่นหนังสือ โดยระบุว่าจะเข้าข่ายเป็นการชุมนุม และบ้านเมืองต้องการความสงบเรียบร้อยในช่วงของคสช. ไม่อยากให้มีเหตุการณ์กระทบความมั่นคง

เมื่อชาวบ้านยังยืนยันจะเดินทางไป เพราะเป็นสิ่งที่ดำเนินการมาทุกปี และไม่เคยมีปัญหาอะไร เจ้าหน้าที่ทหารก็ต่อรองโดยอนุญาตให้ชาวบ้านส่งตัวแทนไปได้เพียง 7 คน อีกทั้งยังให้เดินทางไปกับรถเจ้าหน้าที่ทหาร และยังห้ามจัดงานรำลึกใดๆ ในพื้นที่ แม้ตัวแทน 7 คน จะสามารถเดินทางไปยื่นหนังสือที่ศาลกลางจังหวัดได้ แต่ก็ถูกทหารตามประกบรับส่ง ไม่ให้ทำอะไรนอกจากยื่นหนังสือและร่วมประชุมกับทางจังหวัด โดยไม่สามารถจัดกิจกรรมอื่นๆ ได้

ในปีนี้ (2559) การห้ามปรามกิจกรรมยังเกิดขึ้นอีกครั้ง โดยในการเข้าพูดคุยกับทหาร ตำรวจ และเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ที่อำเภอเมื่อวันที่ 7 มี.ค.59 ทางเจ้าหน้าที่ได้หยิบยกเรื่องการทำกิจกรรมวันที่ 17 พ.ค.ขึ้นมาพูดคุยกับตัวแทนชาวบ้านอีกครั้ง โดยอ้างว่าการเดินทางรวมตัวไปยื่นหนังสือจำนวนมากโดยไม่ขออนุญาตจะขัดต่อ พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ ก่อนที่จะให้ตัวแทนชาวบ้านลงนามในบันทึกข้อตกลงที่เจ้าหน้าที่จัดทำมา แยกออกจากบันทึกข้อตกลงเรื่องเวทีรับฟังความคิดเห็นเรื่องเขื่อนเป็นอีกฉบับหนึ่ง

บันทึกระบุว่ากรณีการชุมนุมติดตามความคืบหน้าคดีฆ่านายพิทักษ์ โตนวุธ ซึ่งครบรอบวันที่เสียชีวิต วันที่ 17 พ.ค.ของทุกปี จากการพูดคุยทำความเข้าใจ ได้ “ขอความร่วมมือ” ให้งดการนำราษฎรไปคัดค้านที่บริเวณศาลากลางจังหวัดพิษณุโลก หากมีการชุมนุมที่เข้าข่าย พรบ.การชุมนุมสาธารณะ ทางเจ้าหน้าที่จะปฏิบัติตามกฎหมาย โดยขอให้เฉพาะแกนนำไปยื่นหนังสือกับทางจังหวัดเท่านั้น

การห้ามปรามดังกล่าว ทำให้ทางกลุ่มอนุรักษ์ฯ ยังไม่แน่ใจว่าจะดำเนินการหรือมีกิจกรรมอะไรได้หรือไม่ในเดือนพฤษภาคมที่จะมาถึงนี้…พฤษภาที่จะครบรอบ 15 ปี เหตุการณ์ลอบสังหารพิทักษ์ โตนวุธ

กลุ่มอนุรักษ์ชมพู

บันทักข้อตกลงฉบับที่สองที่เจ้าหน้าที่ให้ตัวแทนเครือข่ายอนุรักษ์ลุ่มน้ำคลองชมภูลงนาม เมื่อวันที่ 7 มี.ค.59

สู่คำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 9/2559

เครือข่ายอนุรักษ์ฯ ยังให้ข้อมูลด้วยว่าในเวทีรับฟังความคิดเห็นในค่ายทหาร เมื่อวันที่ 19 ก.พ.59 ผู้เข้าร่วมบางส่วนยังได้มีการเสนอในเวที ให้ทางทหารใช้อำนาจตามมาตรา 44 เพื่อผลักดันโครงการสร้างเขื่อนให้รวดเร็วยิ่งขึ้น  และเมื่อถึงต้นเดือนมี.ค.ก็มีการประกาศใช้คำสั่งหัวหน้าคสช.ฉบับที่ 9/2559 ซึ่งข้อมูลจากสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ระบุว่าจะมีโครงการที่ได้รับประโยชน์จากคำสั่งนี้ แยกเป็นโครงการด้านคมนาคม 20 โครงการ โครงการทางหลวง 36 โครงการ ท่าอากาศยาน 2 โครงการ ท่าเทียบเรือ 2 โครงการ เขื่อนและอ่างเก็บน้ำ 8 โครงการ โรงพยาบาลรัฐ 5 โครงการ โรงไฟฟ้า 4 โครงการ และสิ่งก่อสร้างในทะเลอีก 4 โครงการ (ดูในรายงานข่าวโดยสำนักข่าวสิ่งแวดล้อม)

แม้จะยังไม่ได้มีการเปิดเผยรายละเอียดทั้งหมดว่าโครงการต่างๆ เหล่านี้ หมายถึงโครงการใดบ้าง อยู่ในพื้นที่ใดบ้าง โดยโครงการเขื่อนและอ่างเก็บน้ำ 8 โครงการนั้น ก็ยังไม่ทราบแน่ชัดว่ามีเขื่อนใดบ้าง ที่อยู่ในข่ายจะถูกเร่งรัดให้เกิดขึ้น แต่ทางกลุ่มอนุรักษ์ฯ กังวลว่าโครงการสร้างเขื่อนคลองชมพูน่าจะเป็นหนึ่งในโครงการดังกล่าว เพราะถูกจ้องผลักดันให้เกิดโครงการมาตลอดในหลายรัฐบาล และมีสถานการณ์การจัดประชุมเวทีในค่ายทหารเกิดขึ้นแล้วสองครั้ง

แต่ภายใต้อำนาจพิเศษที่กลายเป็นเครื่องมือช่วยเร่งรัดโครงการในยุครัฐประหารนี้ เครื่องมือของชุมชนที่เคยใช้ในการต่อสู้คัดค้านเขื่อนโดยปกติ ทั้งเสรีภาพในการแสดงออก และเสรีภาพในการชุมนุม กลับถูกปิดกั้นอย่างไม่เคยมีมาก่อน

“ตอนนี้ เห็นว่าแทบไม่มีเสรีภาพให้กับประชาชน ชาวบ้านต้องการแสดงออกถึงความเดือดร้อน ถึงปัญหา หรือทวงถามหาความจริง ก็ยังไม่สามารถทำได้ ทั้งที่เราไม่ได้ไปละเมิดกฎหมายอะไร” เชาว์ เย็นฉ่ำ หนึ่งในตัวแทนชาวบ้านกล่าว

 

0000000

*เครือข่ายอนุรักษ์ลุ่มน้ำชมภูให้ข้อมูลว่าเดิมชื่อ “ชมภู” นั้น ใช้ “ภ” เพื่อสื่อถึงภูเขา เพราะพื้นที่ชุมชนมีภูเขาล้อมรอบ ทั้งภูเขาหินปูนและหินทราย แต่ในยุคหนึ่งมีการเปลี่ยนชื่อตำบลให้เป็น “ชมพู” ทำให้เกิดความสับสน โดยที่ในหมู่บ้าน วัด หรือโรงเรียนนั้นยังใช้ “ชมภู” อยู่ ในรายงานนี้จึงจะใช้ “ชมภู” เมื่อกล่าวถึงกลุ่มอนุรักษ์และชื่อเรียกในพื้นที่ และใช้ “ชมพู” เมื่อกล่าวถึงชื่อตำบลและชื่อเขื่อน

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s