นักวิชาการให้การเป็นพยานคดีส่องโกงราชภักดิ์ ย้ำ คสช.​ ต้องปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศ

25 มี.ค. 2559 อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้การเป็นพยานผู้ต้องหาคดีส่องโกงราชภักดิ์ว่า ผู้ต้องหาทั้ง 11 ไม่มีความผิดตามที่กล่าวหา เนื่องจากรัฐธรรมนูญรับรองเสรีภาพในการแสดงความเห็น และประเทศไทยต้องปฏิบัติตามพันธกรณีระหว่างประเทศตามที่ได้ลงนามไว้รวมถึงคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 กำหนดลักษณะความผิดกว้างเกินไป ขัดต่อหลักความจำเป็นตามหลักความได้สัดส่วน

ผศ.ดร.จันทจิรา เอี่ยมมยุรา  เข้าให้การต่อพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจรถไฟธนบุรี ในฐานะพยานผู้ต้องหาในคดีที่ผู้ร่วมกิจกรรม ‘นั่งรถไฟไปอุทยานราชภักดิ์ ส่องแสงหากลโกง’ ถูกกล่าวหาว่าฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 ที่ห้ามมั่วสุม หรือชุมนุมทางการเมือง ณ ที่ใด ๆ ที่มีจำนวนตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป

อาจารย์คณะนิติศาสตร์ ให้การเป็นหนังสือต่อพนักงานสอบสวนว่า  ในทางวิชาการเห็นว่าผู้ถูกกล่าวหามิได้กระทำความผิดตามที่ถูกกล่าวหาแต่ประการใด เนื่องจากรัฐธรรมนูญไทยทุกฉบับได้รับรองและให้ความคุ้มครองแก่สิทธิเสรีภาพของประชาชนมาโดยตลอดอย่างต่อเนื่องไม่ขาดสาย ทั้งโดยบัญญัติไว้โดยตรงในรัฐธรรมนูญ และโดยปริยายตามพันธะกรณีระหว่างประเทศที่ประเทศไทยลงนามผูกพันแล้ว

ผศ.ดร.จันทจิรา ขยายาความว่า  เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของบุคคลตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญมีที่มาจากหลักสิทธิมนุษยชน ดังปรากฏอยู่ในปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนขององค์การสหประชาชาติ (Universal Declaration of Human Rights : UDHR) ข้อ 19 ที่ว่า

“ทุกคนมีสิทธิในอิสรภาพแห่งความเห็นและการแสดงออก ทั้งนี้ สิทธินี้รวมถึงอิสรภาพที่จะถือเอาความเห็นโดยปราศจากการแทรกแซง และที่จะแสวงหา รับ และส่งข้อมูลข่าวสารและข้อคิดผ่านสื่อใด และโดยไม่คำนึงถึงพรมแดน”

นอกจากนี้ ยังปรากฏอยู่ในกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (International Covenant on Civil and Political Rights : ICCPR) ที่ประเทศไทยได้ลงนามผูกพันเป็นภาคีในพันธกรณีเหล่านี้ด้วย ซึ่งในข้อบทที่ 19 เช่นเดียวกัน ระบุข้อความว่า

“1. บุคคลทุกคนมีสิทธิที่จะมีความคิดเห็นโดยปราศจากการแทรกแซง
2. บุคคลทุกคนมีสิทธิในเสรีภาพแห่งการแสดงออก  สิทธินี้รวมถึงเสรีภาพที่จะแสวงหา รับ และเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารและความคิดทุกประเภท โดยไม่คำนึงถึงพรมแดน ทั้งนี้ ไม่ว่าด้วยวาจา เป็นลายลักษณ์อักษร หรือการตีพิมพ์ในรูปของศิลปะ หรือโดยอาศัยสื่อประการอื่นตามที่ตนเลือก
3. การใช้สิทธิตามที่บัญญัติในวรรค 2 ของข้อนี้ ต้องมีหน้าที่และความรับผิดชอบพิเศษควบคู่ไปด้วย การใช้สิทธิดังกล่าวอาจมีข้อจำกัดในบางเรื่อง แต่ทั้งนี้ ข้อจำกัดนั้นต้องบัญญัติไว้ในกฎหมาย และเฉพาะเท่าที่จำเป็นต่อกรณีต่อไปนี้
(ก) การเคารพในสิทธิหรือชื่อเสียงของบุคคลอื่น

(ข) การรักษาความมั่นคงของชาติ หรือความสงบเรียบร้อย หรือการสาธารณสุข หรือศีลธรรม ของประชาชน”

ผศ.ดร.จันทจิรา ชี้ว่า  พันธะกรณีในข้อบทที่ 19 นี้ ประเทศไทยไม่เคยตั้งข้อสงวนไว้ และไม่อาจหลีกเลี่ยงไม่ปฏิบัติตามพันธะกรณีในข้อบทที่ 19 ดังกล่าวได้ แม้โดยอ้างเหตุผลตามข้อบทที่ 4 วรรค 1 ว่าประเทศตกอยู่ในภาวะฉุกเฉินสาธารณะซึ่งคุกคามความอยู่รอดของชาติ และได้มีการประกาศภาระนั้นอย่างเป็นทางการแล้วก็ตาม

ในประเด็นนี้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนขององค์การสหประชาชาติ (United Nations Human Rights Committee) ได้ลงมติไว้ในความเห็นทั่วไปหมายเลข 34 ว่าด้วยข้อบทที่ 19 เสรีภาพในความเห็นและการแสดงออกซึ่งความเห็น (Freedoms of opinion and expression) ว่าการที่รัฐตั้งข้อสงวนสิทธิ (reservation) ต่อข้อบทที่ 19 วรรค 1 ถือว่าไม่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการมีกติการะหว่างประเทศฉบับนี้ เนื่องจากไม่เคยมีความจำเป็นใดที่จะต้องแก้ไขเปลี่ยนแปลงหรือถอดสิทธิเสรีภาพนั้นแม้ขณะอยู่ในภาวะฉุกเฉิน

อาจารย์คณะนิติศาสตร์ อธิบายว่า  แม้ศาลรัฐธรรมนูญก็เคยพิจารณานำเอาหลักการในพันธกรณีระหว่างประเทศมาพิจารณาประกอบกับตัวบทรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยคดีโดยตรง ชี้ให้เห็นว่าบรรดาสถาบัน หน่วยงานและองค์กรของรัฐไทยทั้งปวงจะต้องเคารพและปฏิบัติตามพันธกรณีระหว่างประเทศว่าด้วยเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นที่ผูกพันประเทศไทยในการใช้อำนาจและการปฏิบัติหน้าที่ของตนนอกเหนือจากบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ

ผศ.ดร.จันทจิรา เห็นว่า คําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 3/2558 ข้อ 12 วรรคแรก ที่กำหนดว่า “ผู้ใดมั่วสุมหรือชุมนุมทางการเมือง ณ ที่ใด ๆ ที่มีจํานวนตั้งแต่ห้าคนขึ้นไป ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ เว้นแต่เป็นการชุมนุม ที่ได้รับอนุญาตจากหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติหรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย” มีวัตถุประสงค์เพื่อจำกัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการชุมนุมของบุคคล

ผศ.ดร.จันทจิรา ชี้ว่า การกำหนดฐานความผิดตามคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 มีลักษณะทั้ง ‘กว้างเกินไป’ กล่าวคือคำว่าการ “ชุมนุมทางการเมือง” ไม่มีความหมายที่แน่นอนชัดเจนเพียงพอที่จะทำให้บุคคลสามารถเข้าใจและกำหนดพฤติกรรมของตนเองได้ว่าการชุมนุมอย่างไรเป็นการชุมนุมทางการเมืองซึ่งเป็นความผิดและจะได้รับโทษ

นอกจากนี้ ยังมีลักษณะเป็น ‘การทั่วไปเกินไป’ เพราะเหตุว่าเพียงการชุมนุมกัน ณ ที่ใดๆ ที่มีจำนวนตั้งแต่ 5 คนขึ้นไปก็เป็นความผิดตามคำสั่งฉบับนี้ทันที ซึ่งข้อเท็จจริงทุกวันมีผู้คนชุมนุมกันทั้งในที่ส่วนบุคคล (private place) และที่สาธารณะ (public place) เกินกว่าห้าคนเสมอๆ  จึงเห็นว่ามาตรการที่ข้อ 12 ของคำสั่งฯ กําหนดขึ้นเพื่อจํากัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการชุมนุมนั้น ไม่มีความเชื่อมโยงอย่างมีเหตุมีผลกับวัตถุประสงค์ที่รัฐธรรมนูญและพันธกรณีระหว่างประเทศมุ่งคุ้มครอง

อาจารย์คณะนิติศาสตร์ ย้ำว่า  การที่ประเทศอยู่ภายใต้สถานการณ์ฉุกเฉินหรือใช้กฎหมายเพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ ไม่เป็นเหตุให้รัฐได้รับยกเว้นหรือตั้งข้อสงวนหรือหลีกเลี่ยงไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติข้อบทที่ 19 ของพันธกรณีระหว่างประเทศ (ICCPR)

ทั้งนี้ พนักงานสอบสวนจะรวบรวมคำให้การของพยานผู้ต้องหาเพื่อทำสำนวนส่งพนักงานอัยการทหารภายในวันที่ 25 เม.ย. 2559 เพื่อให้อัยการทหารมีคำสั่งว่าจะฟ้องคดีหรือไม่ต่อไป

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s