สัมภาษณ์ สุรชัย ตรงงาม “การตีความแบบนี้เป็นการปฏิเสธความยุติธรรมแบบหนึ่ง”(ตอนแรก)

สัมภาษณ์โดย  พันธวิศย์ เทพจันทร์

เกือบ 2 ปีหลังรัฐประหารสิ่งที่เกิดขึ้นในภาคประชาสังคมคือ การใช้อำนาจเพื่อละเมิดสิทธิมนุษยชน ทั้งการเรียกผู้คนที่มีความคิดเห็นต่างทางการเมืองไปปรับทัศนคติ การควบคุม สั่งห้ามมิให้เคลื่อนไหวทางการเมืองของมวลชน รวมถึง “พราก” หลักการสิทธิของประชาชนที่เคยได้แต่เดิมทิ้งไป ด้วยคำสั่งของ คสช. ผ่านการใช้อำนาจตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราว

โดยเฉพาะการจัดการเรื่องสิทธิชุมชนที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมโดยให้เหตุผลเพื่อจัดตั้งเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษตามประกาศ ไม่ว่าจะเป็น การออกคำสั่งที่ 3/2559 เรื่อง การยกเว้นการใช้บังคับกฎหมายว่าด้วยการผังเมืองและกฎหมายว่าด้วยการควบคุมอาคารในพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ รวมถึงคำสั่งที่ 4/2559 เรื่องการยกเว้นการใช้บังคับกฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวมทุกฉบับ ทุกพื้นที่ในประเทศเพื่อประกอบกิจการบางประเภท

โดยทั้งสองคำสั่งขัดกับพระราชบัญญัติการผังเมือง พ.ศ.2518 ในการจัดทำผังเมืองรวมต้องประกาศเผยแพร่ให้ประชาชนรับทราบถึงการวางและจัดทำผังเมืองรวม..ซึ่งทั้งสองคำสั่งมิได้สนใจ “เสียงของประชาชน” และสะท้อนหนักขึ้นจากร่างรัฐธรรมนูญที่จะเปิดให้มีการประชามติด้วยการ “พราก” มาตรา 67 แห่งรัฐธรรมนูญฉบับ ปี   2550  ว่าด้วยสิทธิชุมชนทิ้งไป ซึ่งเป็นมาตราที่ให้อำนาจประชาชนสามารถฟ้องร้องผู้มีอำนาจรัฐหากละเลยการประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ และละเลยต่อการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน

เกือบ 2 ปีหลังการเข้ามาของคณะรัฐประหารและการออกคำสั่งที่คล้ายจะ “พราก” สิทธิชุมชนด้านสิ่งแวดล้อมออกไป รวมถึงร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่มีแนวโน้มไม่สนับสนุนสิทธิด้านสิ่งแวดล้อม

“ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน” คุยกับ “สุรชัย ตรงงาม จาก มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อมเพื่อสะท้อนปัญหาการทำงานด้านสิ่งแวดล้อมหลังการรัฐประหารของ คสช. รวมถึงผลร้ายที่จะเกิดขึ้นหลังจาก คสช.ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ออกคำสั่งที่ 3 และ 4/2559 นั้นเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างไร แล้วร่างรัฐธรรมนูญบับนี้พรากสิทธิชุมชนด้านสิ่งแวดล้อมอย่างไร รวมถึงข้อสงสัยของหลายภาคส่วน แนวทางเคลื่อนไหวของนักสิทธิมนุษยชนด้านสิ่งแวดล้อมมีท่าทีสนับสนุนรัฐประหารอยู่หรือไม่

โปรดอย่ารอคอย…แต่อ่านบทสัมภาษณ์และคลิปชมคลิปสัมภาษณ์เพื่อประกอบการตัดสินใจโดยพลันเพราะนี่ไม่ใช่เรื่องของสิทธิด้านสิ่งแวดล้อมแต่หมายถึงเรากำลังจะถูกพรากสิทธิความเป็นมนุษย์ไป

“เราไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหาร แล้วเราไม่คิดว่าการเข้าไปผนวกรวมหรือร่วม ไปในกลไกที่คณะรัฐประหารตั้งขึ้นไม่ว่าจะเป็นกลไกสภาที่ปรึกษาสนช. หรืออะไรก็ตามแต่ จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืนได้”

 

หลักคิดหรือแนวคิดการทำงานของมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม มีหลักการและวิธีปฏิบัติงานอย่างไรบ้าง

ยุทธศาสตร์หลัก ๆ ของมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อมหรือEnLAWคือ ต้องการใช้กระบวนการทางกฎหมายเสริมความเข้มแข็งให้ชุมชนในการคุ้มครองสิทธิด้านสิ่งแวดล้อมและสิทธิชุมชน วิธีการทำงานคือทำงานร่วมกับชุมชนว่า ชุมชนยังขาดกฎหมายในแง่ไหนก็จะไปค้นคว้านำเสนอพูดคุยแลกเปลี่ยนแล้วก็ได้เรียนรู้ประเด็นจากชุมชนอีกด้วย จากนั้นชุมชนก็ใช้สิทธิในรูปแบบต่าง ๆ ซึ่งสุดท้ายแล้วอาจนำไปสู่การฟ้องร้องคดี เป็นอีกมาตรการหนึ่งที่ควบคุมและสร้างความยุติธรรมด้านสิ่งแวดล้อมขึ้นมา

พูดง่าย ๆ ว่า EnLAWสนับสนุนการใช้สิทธิ นอกจากนี้ถ้ามีเหตุขัดข้องก็นำไปสู่การฟ้องร้องคดี สร้างความยุติธรรมด้านสิ่งแวดล้อม แล้วมุมแบบนี้ก็จะนำไปสู่การเผยแพร่ต่อสาธารณะ เป็นข้อมูลในการรณรงค์ เปลี่ยนแปลงนโยบายทางกฎหมายอื่น ๆ ด้วย นี่คืองานหลักมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม หรือEnLAWครับ

ก่อนที่จะมีการรัฐประหาร แนวคิดของEnLAW มีข้อติดขัดอะไรบ้าง

      กระบวนการทางกฎหมายเองก็ยัง มีปัญหาอยู่ ถ้าไม่พูดถึงข้อจำกัดขององค์กร บุคลากรน้อย ก็ทำอะไรได้ไม่มากเท่าไหร่ แต่ส่วนหนึ่งที่เกิดขึ้นก็เห็นว่าความเข้มแข็งของชุมชนต้องผ่านกลไกต่าง ๆ ซึ่งอาจจะมีบางกฎหมายที่อาจจะเปลี่ยนแปลงไม่เท่าทัน หรือกระบวนการที่ทำก็อาจยังไม่มีกลไกลที่จะสนับสนุนกระบวนการยุติธรรมของชุมชนอย่างแท้จริงเช่น ยังไม่มีวิธีพิจารณาคดีด้านสิ่งแวดล้อมโดยตรง

    แล้วรัฐบาลเองก็เหมือนกันทุกยุคทุกสมัยคือ ประเทศไทยมีรัฐบาล นักการเมือง แต่ไม่มีนักการเมืองที่มีนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง คือ พวกเขาต้องไม่มีแนวคิดและทัศนคติ รวมถึงแผนงานยุทธศาสตร์ที่จะผลักดันประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมเช่น สังคมไทยไม่เคยพบแผนนโยบายของรัฐบาลที่จะสนับสนุนพลังงานทางเลือกและไม่สนับสนุนพลังงานฟอสซิลอีกต่อไป แต่จะพบว่าส่วนใหญ่แล้วจะเป็นการพูดแบบนามธรรมกว้าง ๆ จับต้องไม่ได้ นี่คือปัญหา นโยบายฝ่ายบริหารหรือฝ่ายการเมืองไม่มีทิศทางและยุทธศาสตร์ให้เลือก มันเหมือนกันไปหมด นั่นคือสนับสนุนอุตสาหกรรมและละเลยสิทธิชุมชน ฉะนั้นการออกกฎหมายกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ก็ยังมีข้อจำกัด หรือการบังคับใช้กฎหมายเองก็ยังบังคับใช้กฎหมายไม่จริงจัง นี่คือปัญหาเดิมที่มีอยู่

เมื่อพูดถึงปัญหานี้เป็นไปได้ไหมครับว่า รัฐบาลทุกยุคทุกสมัยมีลักษณะการตอบสนองระบบทุนนิยมมากกว่าการใส่ใจเรื่องภาคประชาสังคม

กระบวนการต่อรองของภาคประชาสังคมไม่มีอย่างชัดเจน กระบวนการต่อรองเป็นเรื่องของฝ่ายราชการกับฝ่ายอุตสาหกรรม ทุนอุตสาหกรรม ทุนบริการเสียส่วนใหญ่ ในขณะที่ภาคประชาชนไม่มีส่วนร่วมเท่าไร ถ้าระบบการเมืองแบบประชาธิปไตยที่ทุกฝ่ายต้องเข้าไปต่อรองกัน ผมคิดว่าอำนาจต่อรองของประชาชนไม่มีกลไกอะไรเข้าไปสนับสนุนให้ต่อรองได้มากหนัก ทั้งในระดับท้องถิ่นจนถึงระดับชาติ จึงทำให้พรรคการเมืองไม่จำเป็นต้องใส่ใจในประเด็นเหล่านี้ รวมถึงในทางวิชาการเอง การเรียกร้องในทางสังคมก็ยังเรียกร้องต่อพรรคการเมืองหรือกลุ่มทางการเมืองในประเด็นเหล่านี้น้อยเกินไป

หลังรัฐบาลคสช. การทำงานของมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อมเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง

แนวคิดหลักยังไม่ได้เปลี่ยนไป ยังคงสนับสนุนความเข้มแข็งของชุมชนผ่านกระบวนการทางกฎหมายเพียงแต่ว่า จะจำกัดตัวเองพอสมควรคือ  EnLAWไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหาร แล้วไม่คิดว่าการเข้าไปผนวกรวมหรือร่วมไปในกลไกที่คณะรัฐประหารตั้งขึ้นไม่ว่าจะเป็นกลไกสภาที่ปรึกษาสนช. หรืออะไรก็ตามแต่จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืนได้ แต่ว่าประเด็นการเรียกร้องรัฐบาลที่มาจากรัฐประหารก็เหมือนการเรียกร้องจากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งคือ ประชาชนต้องมีสิทธิที่จะเข้าไปเรียกร้องหลักประกัน สิทธิในการใช้ทรัพยากรของชาติ สิทธิของชุมชนดั้งเดิมเพียง แต่ก็พบความแตกต่างระหว่างรัฐบาลทหารกับรัฐบาลพลเรือนว่า ในรัฐบาลของทหารจะเน้นเรื่องความมั่นคงมากไป คำนึงถึงความมั่นคงจนละเลยหรือเพิกเฉย ไม่สนใจหรือให้ความสำคัญน้อยกับเรื่องของสิทธิการมีส่วนร่วมของประชาชน

อย่างที่บอกว่า การแก้ไขปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมจะไม่บรรลุผลหรอกถ้าเกิดว่าชุมชนไม่มีสิทธิในการรวมตัวรวมกลุ่มไม่มีสิทธิเสรีภาพ แสดงความคิดเห็นหรือเสรีภาพในการชุมนุมหรือเสรีภาพอื่น ๆ ในการแสดงออกถึงความไม่พึงพอใจหรือแสดงออกถึงประสงค์เจตจำนงของการพัฒนาในพื้นที่ของชุมชนของเขาเองได้ ซึ่งเขาอาจจะไม่เห็นด้วยกับการพัฒนาโรงไฟฟ้าถ่านหิน โรงไฟฟ้าขยะหรืออุตสาหกรรมใด ๆ  ในพื้นที่เขา เพราะต้องการให้พื้นที่ของเขาเป็นแหล่งอาหาร หรือ เกษตรกรรม ซึ่งตรงนี้ประชาชนต้องมีสิทธิตรงนี้

แล้วรัฐบาลทหารก็จะออกกฎหมายจำนวนมากที่มาจำกัดสิทธิเสรีภาพ รวมถึงมีปฏิบัติการที่ลักลั่น คือไม่มีเกณฑ์ในการทำงานอย่างชัดเจนก็ทำให้มีปัญหาในการทำงานทุกระดับตั้งแต่ กฎหมายกำจัดเสรีภาพจนเกินสมควร ในระดับปฏิบัติการก็มีความลักลั่นไม่มีหลักเกณฑ์ในการปฏิบัติว่าแค่ไหนอย่างไรที่สามารถทำได้ ซึ่งในทางกฎหมายมีนัยยะสำคัญมาก ถ้าคุณถือตัวเองเป็นรัฐาธิปัตย์ต้องบอกได้ว่าแค่ไหนที่ทำไม่ได้ แค่ไหนทำได้ ไม่ใช่ว่าวันนี้ทำได้วันพรุ่งนี้ทำไม่ได้ ถ้าหากสิ่งที่คุณตีความและคุณยืนยันว่าอยากจะใช้อำนาจแบบนี้ คุณต้องเปิดโอกาสให้เขาใช้สิทธิในการตรวจสอบกระบวนการยุติธรรมได้ด้วยซึ่งตรงนี้ก็จะเป็นปัญหา โดยพบว่า มาตรา 44 มีการออกคำสั่งโดยอาศัยรัฐธรรมนูญมาตรานี้จำนวนมากซึ่งมาตรานี้ก็พูดเหมือนกับว่ามีข้อสันนิษฐานอยู่แล้วว่าชอบด้วยกฎหมายชอบด้วยรัฐธรรมนูญทั้งหมด พูดง่าย ๆ ว่าออกอะไรก็ชอบไม่ต้องไปตรวจสอบ ซึ่งตรงนี้ผมคิดว่าขัดต่อหลักมาก ๆ และทำให้กระบวนการการออกกฎหมาย การออกคำสั่งหรือกฎเกณฑ์ที่มีผลกระทบต่อประชาชนด้านสิ่งแวดล้อมนั้นไม่สามารถตรวจสอบได้ทั้งก่อนและหลังออกกฎหมายซึ่งตรงนี้เป็นปัญหามาก

แล้วมูลนิธินี้ได้รับผลกระทบโดยตรงบ้างหรือไม่ เช่นถูกข่มขู่หรือมีทหารเข้ามาปิดล้อมไหมครับ

ประเด็นถึงขั้นข่มขู่อาจจะไม่มี แต่ว่าในการลงไปในพื้นที่ก็มีทหารมานั่งฟังซึ่งตรงนี้ก็เป็นเรื่องปกติของหลายพื้นที่อยู่แล้ว พูดง่าย ๆ ว่า ทหารก็อยากจะสนใจรู้ว่าชาวบ้านมาพูดคุยเรื่องอะไรเขาก็จะมาเข้าร่วม มาบันทึกเสียงเป็นปกติ ซึ่งคำว่าปกติในความหมายนี้ไม่ได้หมายความว่าดีนะครับ แต่เป็นปกติของทหารที่มีลักษณะของความกดดัน การใช้สิทธิของชุมชนไปในตัว ทำให้ชุมชนไม่สามารถพูดในสิ่งที่อยากจะพูดได้เต็มที่ซึ่งก็เป็นปัญหาอย่างหนึ่ง แต่ในส่วนตัวของมูลนิธิเองยังไม่เคยโดนถึงขั้นนั้น

ในเมื่อรัฐบาลทหารให้เหตุผลในการเข้ามาดูแลชุมชนว่าเพื่อความมั่นคง การมาคุมชาวบ้านในการประชุมนั้นเป็นเหตุผลความมั่นคงอย่างไรทหารถึงต้องเข้ามาดูแลด้วย

       ก็ไม่รู้ว่าเขาตีความอย่างไร แต่หลักของผมมีแค่นี้ว่า การจำกัดสิทธิต้องตีความให้แคบและรบกวนสิทธิของประชาชนน้อยที่สุดเมื่อเทียบกับผลประโยชน์ที่คุณคิดว่าจะได้รับ เช่น คุณกลัวว่าจะเกิดผลกระทบต่อความมั่นคง คุณต้องตอบให้ได้ว่าแค่ไหนอย่างไร ไม่ใช่ว่าทุกอย่างมีผลกระทบไปหมด อย่างที่ผมบอกว่า อย่างนั้นคือความไม่มีหลักเกณฑ์ถ้าคุณมีความกว้างขวาง คุณไม่มีสิทธิ ลองนึกภาพวงกลมวงหนึ่งเป็นวงกลุ่มของสิทธิ ถ้าในรัฐของเสรีประชาธิปไตยวงของเสรีภาพก็อาจจะใหญ่มาก การจำกัดสิทธิก็อาจจะแค่ 1 ใน 8 แต่ถ้าคุณมีความกว้าง อะไรก็มั่นคงไปหมดก็เท่ากับว่า วงกลมเสรีภาพแดงไปเกือบหมดเลยเปิดช่องไว้แค่นิดเดียวก็เหมือนกับว่าแทบจะไม่มีสิทธิ ซึ่งการไม่มีเกณฑ์ทำให้มีปัญหาแบบนี้

“การใช้อำนาจโดยอิงตาม มาตรา 44 ที่ผ่านมาศาลปกครองก็มีแนวโน้มที่จะไม่รับฟ้อง เพราะว่า มาตรา 44 เขียนว่า ชอบด้วยกฎหมายตามรัฐธรรมนูญ แต่ผมคิดว่าไม่ถูก ผมคิดว่า การตีความแบบนี้เป็นการตีความที่ปฏิเสธความยุติธรรมแบบหนึ่ง”

 

หลังจากพูดคุยกับสุรชัย ตรงงามในประเด็นเรื่องข้อจำกัดของรัฐบาลทหารที่ส่งผลให้การขับเคลื่อนประเด็นเรื่องกฎหมายสิ่งแวดล้อมและขั้นตอนตามหลักกระบวนการยุติธรรม รวมถึงข้อจำกัดในการเรียกร้องเรื่องสิทธิชุมชนของภาคประชาสังคม กลไกสำคัญอย่างหนึ่งที่ให้อำนาจรัฐบาลทหารก็คือ มาตรา 44 ตามรัฐธรรมนูญ ปี  2557  ฉบับชั่วคราว มาตรานี้มีปัญหาต่อเรื่องสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นมาตราที่ให้ คสช.ประกาศคำสั่งใด ๆ ก็ได้โดยกระทบต่อหลักสิทธิมนุษยชนโดยตรง และเป็นการใช้อำนาจที่ไม่มีหน่วยงานใดสามารถตรวจสอบได้แม้แต่ประชาชนในฐานะ.…….ผู้เสียภาษี

Screen Shot 2016-03-26 at 12.38.50 PM.png

มาตรา. 44แห่งรัฐธรรมนูญ ปี 2557  ฉบับชั่วคราวนั้น ไม่มีประโยชน์ ชาวบ้านไปประชุมก็ขัดพ.ร.บ.ชุมนุม ซึ่งมองเห็นว่าชาวบ้านเสียประโยชน์ แล้วใครจะได้ประโยชน์จาก มาตรา 44

ผมคิดว่าเป็นการตอบสนองนโยบายของรัฐเกี่ยวกับกรณีการออกแผนโรดแมพการจัดการขยะก็จะนำมาซึ่งการออกประกาศของกระทรวงทรัพยากรฯ ยกเว้นการทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมของโรงไฟฟ้าขยะ แล้วต่อมาก็จะพบว่า ในการออกคำสั่งที่ 4/2559 เพื่อยกเว้นการทำผังเมือง เพื่อให้อุตสาหกรรมบางประเภท เช่นโรงไฟฟ้าสามารถอยู่ในเขตพื้นที่ห้ามการใช้ประโยชน์อุตสาหกรรมได้

พูดง่าย ๆ ถ้ามองเฉพาะโรงไฟฟ้าขยะก็จะพบว่า ปัจจุบันเมื่อดูคำสั่งอันหนึ่งกับประกาศตัวหนึ่งมันก็คือ คุณสามารถสร้างโรงไฟฟ้าขยะขนาดใหญ่เพียงใดก็ได้ ในพื้นที่ไหนก็ได้ โดยไม่ต้องจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมเพื่ออำนวยต่อแผนนโยบาย เมื่อถามต่อว่าแผนนโยบายต่อใครก็ต้องไปตรวจสอบกันซึ่งผมคิดว่า มันไม่มีการตรวจสอบเหมือนเดิมคือ รัฐบาลก็มักจะไม่มีแนวนโยบายที่ชัดเจนเกี่ยวกับเรื่องการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมอยู่แล้ว

เมื่อรัฐบาลยังมีทิศทางแบบนี้อยู่ แล้วมูลนิธินิติธรรมเพื่อสิ่งแวดล้อมจะให้ความช่วยเหลือทางด้านกฎหมายอย่างไร

หลักการลงพื้นที่เราก็พยายามที่จะถอดสรุปองค์ความรู้เกี่ยวกับเรื่อง พ.ร.บ.ชุมนุม หรือคำสั่ง 3/2558 เกี่ยวกับการใช้สิทธิชุมชนอยู่แล้วซึ่งก็ค่อนข้างยากมาก ๆ เพราะไม่มีเกณฑ์จริงจัง อาจมีเจ้าหน้าที่ทหารมาเยี่ยมถึงบ้านก็ได้หรืออาจมีการมาพูดคุยกัน ซึ่งก็เป็นความยากแบบหนึ่ง แต่อย่างไรก็ดีเราก็มีความพยายามที่จะเข้าไปให้ข้อมูลเพื่อการใช้สิทธิของเขา

อย่างที่ 2 ผมคิดว่าหลาย ๆ เรื่องถ้ามีคำสั่งหรือกฎเกณฑ์ใด ๆ ที่ออกมาแล้วมีผลกระทบต่อการใช้สิทธิด้านสิ่งแวดล้อม ผลกระทบต่อหลักประกันในการอยู่ในสิ่งแวดล้อมดีของประชาชนก็เข้าไปสนับสนุนเขาอยู่แล้วเช่น การยกเว้นโรงไฟฟ้าขยะไม่ต้องทำ EIA  นั้นก็สนับสนุนชุมชนต่าง ๆ โดยการยื่นฟ้องศาลปกครองไปเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งก็รวมถึงคำสั่งที่ 3/2559 และคำสั่งที่ 4/2559 ก็อยู่ระหว่างการที่ชาวบ้านเรียกร้องให้เพิกถอนหรือปรับปรุงต่าง ๆ ซึ่งเราก็กำลังพิจารณาอยู่ว่าอาจจะใช้สิทธิฟ้องร้องต่อศาล

แม้ว่ารัฐธรรมนูญ ปี  2557 ฉบับชั่วคราว มาตรา 44 บอกว่าชอบด้วยกฎหมายรัฐธรรมนูญ ผมก็คิดว่า กระบวนการยุติธรรมต้องตอบแบบนี้ว่า เราจะยินยอมให้มีกฎหมายใดใดที่ไม่สามารถตรวจสอบด้วยกระบวนการยุติธรรมไหม ซึ่งผมก็อยากรู้เหมือนกันว่า ประเทศไทยจะยอมรับเรื่องแบบนี้ได้หรือเปล่า

การพูดคุยกับ “สุรชัย ตรงงาม” ทำให้เห็นถึงปัญหาเกี่ยวกับการใช้อำนาจตาม มาตรา44 ในรัฐธรรมนูญที่ใช้อยู่ในปัจจุบันของรัฐบาลโดย คสช.นั้น มีผลสำคัญในด้านลบต่อการขับเคลื่อนเรื่องสิทธิชุมชนและประเด็นการเรียกร้องเพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ความสำคัญเรื่องสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างมาก การออกกฎหมายและคำสั่งต่าง ๆ ของรัฐบาลทหารด้วยเหตุผลเรื่องความมั่นคงทำให้ประเด็นเรื่องสิ่งแวดล้อมถูกละเลยมากขึ้น

แต่ที่น่ากลัวไปกว่านั้นหากเกิดข้อพิพาทระหว่างโรงงานอุตสาหกรรมที่เกิดขั้นตามนโยบายของภาครัฐไปกระทบประชาชนในพื้นที่ แล้วประกาศคำสั่งของ คสช.ล้วนมีแนวโน้มที่สนับสนุนภาคอุตสาหกรรมมากกว่าจะส่งผลต่อการต่อสู่คดีในกระบวนการยุติธรรมอย่างไร “สุรชัย ตรงงาม” จะมาชี้ถึงความน่ากลัวในอนาคตหากกระบวนการยุติธรรมยังให้ความชอบธรรมกับมาตรา 44 แบบนี้ต่อไป

Screen Shot 2016-03-26 at 12.39.39 PM.png

ประเด็นที่เคยต่อสู้กัน ในกรณีมาตรา 44 นี้ แล้วคาบเกี่ยวกันอยู่ในช่วงรัฐบาลประหารแล้วศาลปกครองให้เป็นผลประโยชน์ต่อโจทย์ไหม

ตรงนี้ก็เป็นปัญหาบางอัน เช่นคำสั่งที่ 4/2558 เรื่อง การใช้บังคับผังเมืองซึ่งหมายความว่า เขายกเว้นกฎกระทรวงบังคับใช้ผังเมืองรวมที่ประกาศในพื้นที่ต่าง ๆ แตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ เช่นจังหวัดฉะเชิงเทราประกาศไปแล้ว ซึ่งก็มีพื้นที่เขตอนุรักษ์ที่ห้ามก่อสร้างโรงงานทุกประเภทแต่เมื่อมีกฎหมายนี้แล้วก็ปรากฏว่า สามารถสร้างโรงไฟฟ้าขยะขึ้นมาในพื้นที่ตำบลเกาะขนุน เราก็ร่วมกับชุมชนในการฟ้องร้องต่อศาลปกครอง แล้วมีประเด็นหนึ่งที่สำคัญคือ เรื่องการอนุญาตขัดต่อผังเมือง ก็ปรากฏว่าในชั้นไต่สวน ทั้งทางสำนักงานกำกับกิจการพลังงานซึ่งเป็นคนออกใบอนุญาตโรงไฟฟ้ากับทางบริษัทเจ้าของกิจการ ก็ยื่นคำให้การคำคัดค้านมาในทำนองเดียวกันทั้งคู่ว่า ข้อต่อสู้ของเราเกี่ยวกับเรื่องผังเมืองมันไม่เป็นประเด็นแล้วเพราะว่าคำสั่งที่ 4/2559 ได้ยกเลิก การบังคับใช้ผังเมืองรวมในพื้นที่ที่เราฟ้องไปแล้ว ทั้ง ๆ ที่คำสั่งที่ 4/2559 ไม่ได้มีผล ณ วันที่ฟ้อง

จะเห็นว่ากฎหมายนี้ไม่ได้มีผลเฉพาะวันที่ประกาศออกไปแต่มีผลต่อกฎหมายอื่น ๆ ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายไปแล้ว ซึ่งก็ต้องดูคำสั่งของศาลปกครองระยอง ว่า จะชี้มูลในเรื่องนี้อย่างไร

(คดีอยู่ในความรับผิดชอบของศาลปกครองระยอง- ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน)

ถ้าศาลปกครองพิพากษาให้คำสั่งที่ 4/2559 สามารถยกเลิกกฎกระทรวงบังคับใช้ผังเมืองรวมเดิม แม้ในช่วงพิพาทยังเป็นช่วงที่มีกฎกระทรวงนี้บังคับใช้อยู่ แบบนี้จะเป็นบรรทัดฐานที่น่ากลัวหรือไม่

ก็เป็นแนวโน้มที่น่าเป็นห่วงมากเพราะในทางกฎหมายมันตีความไปได้ เรียกว่าที่มีการฟ้องร้องเกี่ยวกับผังเมืองที่ผ่านมาก็ปลดล็อคกันตั้งแต่ที่ผิดกฎหมายกันมาในอดีตด้วยก็สามารถถูกกฎหมายได้ตามคำสั่งที่ 4/2559  ซึ่งอันนี้ไม่ได้หมายความว่ากฎหมายมีผลย้อนหลัง แต่หมายความว่า ผลการยกเลิกนี้ทำให้สิ่งที่เคยเป็นสิ่งต้องห้ามกลายเป็นสิ่งที่ไม่ห้ามแล้ว เพราะว่ามีการออกคำสั่งยกเลิกการบังคับใช้กฎหมายไป

มันซับซ้อนในทางกฎหมายเล็กน้อยคือ เหมือนเราไปฟ้องยกเลิกกฎหมายอันนึงว่าไม่ชอบ พอมาตอนนี้สิ่งที่เราเห็นว่า ไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้นไม่มีอยู่แล้ว ก็อาจจะทำให้สิ่งที่เราขอเพิกถอนนั้นไม่จำเป็นอีกต่อไป ซึ่งสิ่งที่ทำผิดก็ทำผิดไปแล้วนะแต่เราไม่ได้ไปเรียกค่าเสียหาย แต่ถ้าอะไรที่เสียหายก็จ่ายค่าเสียหายไปเพราะว่าเสียหายไปแล้วแต่ว่าจะเพิกถอนไหม ก็อาจจะไม่จำเป็นแล้วเพราะว่าไม่มีให้เพิกถอนแล้ว ในทางกฎหมายมันซับซ้อนแบบนั้น

ถ้าศาลปกครองสร้างบรรทัดฐานแบบนี้ก็จะน่ากลัวต่อกระบวนการยุติธรรมในอนาคตหรือไม่

ใช่โดยเฉพาะคำสั่งของคสช. จะมีผลต่อเนื่อง คือมันเป็นลักษณะของการออกกฎหมายแบบหนึ่งตราบใดที่ยังไม่มีการยกเลิกกฎหมายก็ยังมีผลเรื่อยไป ซึ่งอันนี้ก็เป็นปัญหา อย่างที่ผมเคยเสนอ เรื่องรัฐธรรมนูญว่า ร่างรัฐธรรมนูญที่เขียนต้องมาพูดกันเรื่องแบบนี้ด้วยว่าเมื่อกลับเข้าสู่ภาวะปกติของรัฐบาลพลเรือน ควรจะมาทบทวนคำสั่งประกาศที่ออกมาในภาวะไม่ปกติหรือออกมาในรัฐบาลทหารนี้อย่างไรได้บ้างมันต้องมีไม่ใช่ทำเฉย ๆ นิ่ง ๆ กันไปแบบนี้ไม่ได้

ต้องย้อนคำถามนี้ไปให้ศาลปกครองเลยหรือเปล่า

โยนให้ถูกศาลนะครับ ผมคิดว่าไม่ใช่แค่ศาลอย่างเดียวเท่านั้น นักกฎหมาย สภาทนายความทุกฝ่ายก็ต้องช่วยกันตอบว่า ผู้คนในสังคมจะอยู่ในบ้านเมืองแบบนี้จริง ๆ หรือ ก็เอาสิ เมื่อในที่สุดแล้วไม่สามารถตรวจสอบอะไรได้แล้ว ก็จะอยู่แบบนี้จริง ๆ ไหม จะได้ตอบคำถามให้ชัดเจน แต่ในแง่หนึ่งก็ไม่ย่อท้อนะครับ ผมคิดว่าการฟ้องก็เป็นการตั้งคำถามต่อกระบวนการยุติธรรมในสังคมไทยแบบหนึ่ง

ถ้าศาลปกครองอ้างมาตรา 44 แห่งรัฐธรรมนูญ ปี 2557  ฉบับชั่วคราว ก็แพ้คดีตลอด

คดีที่รัฐบาลใช้อำนาจโดยอิงตาม มาตรา 44 ที่ผ่านมาศาลปกครองมีแนวโน้มที่จะไม่รับฟ้องคดีแบบนี้เพราะว่ามาตรา 44 เขียนว่าชอบด้วยกฎหมายตามรัฐธรรมนูญ แต่ผมคิดว่าไม่ถูกต้องนัก การตีความแบบนี้เป็นการตีความที่ปฏิเสธความยุติธรรมแบบหนึ่งซึ่งการใช้อำนาจตามมาตรา 44 เองโดยเงื่อนไขกลไกตามมาตรา 44 ต้องถูกตรวจสอบก่อนด้วยซ้ำไปว่า คุณใช้เพื่อประโยชน์ในการปฏิรูปไหม เพื่อสร้างความสมานฉันท์ไหม หรือเพื่อไปแก้ไขปัญหาอะไรที่เขียนไว้เป็นเงื่อนไขในการใช้มาตรา 44 มิเช่นนั้นก็เท่ากับว่า สังคมไทยสนับสนุนให้ผู้ใช้อำนาจมาตรา 44 ใช้อำนาจจนไม่มีขอบเขตกว้างขวางจนประชาชนไม่มีสิทธิเสรีภาพเลย ซึ่งผมคิดว่าเป็นไปไม่ได้มันไม่ควรเป็นแบบนั้นในรัฐที่เราอ้างกันว่าเป็นนิติรัฐ หรือรัฐที่รัฐเองต้องเคารพต่อกฎหมาย

การพูดคุยกับ “สุรชัย ตรงงาม” ทำให้เห็นถึงเห็นปัญหาก้อนโตที่ดำรงอยู่ในสังคมไทย เป็นปัญหาใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจของรัฐบาลทหารซึ่งไม่มีอำนาจใดสามารถตรวจสอบได้เลย ราวกับรัฐบาลนี้จะใช้อำนาจที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญที่ใช้อยู่ฉบับปัจจุบันนี้อย่างไรก็ได้ ทำลายหลักการนิติรัฐและระบบตรวจสอบไปจนหมดสิ้น

แม้มาตรา 44 จะอยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับ “ชั่วคราว” ราวกับรัฐบาลนี้จะอยู่เพียงชั่วคราวเพื่อทำให้เกิดประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ตามคำกล่าวอ้าง และรอคณะกรรมธิการร่างรัฐธรรมนูญเขียนรัฐธรรมนูญฉบับที่จะใช้ถาวร โดยจะเปิดให้มีการลงประชามติก่อน แต่…เมื่อดูจากร่างรัฐธรรมนูญที่เนื้อหากำลังเผยแพร่อยู่ในปัจจุบันนี้ “สุรชัย ตรงงาม” จะมาชี้ให้เห็นถึงจุดบกพร่อง ช่องโหว่ด้านสิ่งแวดล้อมและสิทธิชุมชนว่าว่า หากร่างรัฐธรรมนูญนี้ถูกประกาศใช้ จะเกิด “หายนะ” ต่อสิ่งที่เรียกว่า สิทธิชุมชนอย่างไร หากเรายังเชื่อมั่นอยู่ว่า ประชาชนคือ “เจ้าของประเทศ” ติดตามได้ในตอนหน้า…

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s