เทศบาลตำบลโพนสูงฟ้องแพ่งขับไล่ชาวบ้าน 40 คดี ยอมรับมีกระบวนการแก้ไขปัญหาแต่ต้องฟ้อง หลังทหารเข้าตรวจสอบพื้นที่

คดีเทศบาลตำบลโพนสูง ร้อยเอ็ด ฟ้องแพ่งขับไล่ชาวบ้าน 40 คดี ให้ออกจากโคกหนองสิม ศาลอนุญาตรวมพิจารณาคดี หลังนัดก่อนไกล่เกลี่ยแล้วไม่มีข้อยุติ เทศบาลยอมรับมีกระบวนการแก้ไขปัญหาแต่ต้องฟ้อง เหตุทหารเข้าตรวจสอบพื้นที่ ชาวบ้านโต้แย้งสิทธิ์ ทำกินมาตลอด ไม่เคยเป็นที่สาธารณะ เผยการแก้ปัญหาไม่คืบหลังรัฐประหาร

22 มี.ค.59 ศาลจังหวัดร้อยเอ็ดนัดพร้อมคู่ความ ในคดีที่เทศบาลตำบลโพนสูง อ.ปทุมรัตต์ จ.ร้อยเอ็ด ยื่นฟ้องแพ่งชาวบ้านดอนดู่ และชาวบ้านโคกทม ต.บัวแดง อ.ปทุมรัตน์ จ.ร้อยเอ็ด รวม 40 คดี ข้อหา บุกรุก ขับไล่ ละเมิด โดยกล่าวหาว่า ชาวบ้านจำนวน 42 ราย บุกรุกที่สาธารณประโยชน์โคกหนองสิม ซึ่งตั้งอยู่ในเขตตำบลโพนสูง ก่อนหน้านี้ พนักงานอัยการจังหวัดร้อยเอ็ด ในฐานะทนายโจทก์ได้ยื่นคำร้องขอรวมการพิจารณาคดีเนื่องจากมูลความทั้งหมดมีความเกี่ยวข้องกัน พยานหลักฐานเป็นชุดเดียวกัน ซึ่งทนายจำเลยไม่คัดค้าน ในวันนี้ ศาลจึงมีคำสั่งอนุญาตให้รวมการพิจารณาคดีทั้ง 40 คดี เข้าด้วยกัน เพื่อความสะดวกในการพิจารณาคดี

นอกจากนี้ เนื่องจากฝ่ายจำเลยให้การต่อสู้ว่า ที่ดินพิพาทดังกล่าวเป็นที่ดินของจำเลยที่ทำกินต่อเนื่องมา ไม่ใช่ที่ดินสาธารณะ จึงเป็นการต่อสู้กรรมสิทธิ์ ทำให้กลายเป็นคดีที่มีทุนทรัพย์ ซึ่งโจทก์จะต้องเสียค่าขึ้นศาล ศาลจึงสั่งให้มีหนังสือถึงเจ้าพนักงานที่ดิน ขอให้จัดทำราคาประเมินที่พิพาทแต่ละแปลงเสนอต่อศาลก่อนวันนัดในวันที่ 31 พ.ค.59 อย่างน้อย 15 วัน และให้ฝ่ายโจทก์มาตรวจสอบ เพื่อจะได้เสียค่าขึ้นศาลให้ครบถ้วนต่อไป

nongsim1

กรณีที่สาธารณะโคกหนองสิมนี้ เคยเป็นข่าวมาครั้งหนึ่งในช่วงต้นปี 2558 เนื่องจากในวันที่ 12 ก.พ.58 กำลังเจ้าหน้าที่ประกอบด้วยจังหวัดทหารบกร้อยเอ็ด กองทัพภาคที่สอง นายอำเภอปทุมรัตน์ นายกเทศมนตรีตำบลโพนสูง เจ้าหน้าที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดร้อยเอ็ด กว่า 60 นาย ได้เข้าตรวจสอบพื้นที่สาธารณะโคกหนองสิม จากนั้น ได้แจ้งให้ชาวบ้านที่มีที่ทำกินอยู่ในที่ดินดังกล่าวทั้ง 42 ครอบครัว ไปลงชื่อแจ้งความประสงค์ที่จะอพยพออกจากพื้นที่ที่เทศบาลตำบลโพนสูง และรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง ภายในวันที่ 13 ก.พ.  หากไม่ปฏิบัติตาม จะเข้ามาทำการอพยพออกเอง พร้อมทั้งจะจับกุมและดำเนินคดีตามกฎหมาย โดยไม่รับฟังความเป็นมาและกระบวนการแก้ไขปัญหาที่ผ่านมาที่ชาวบ้านพยายามชี้แจง พร้อมทั้งแสดงเอกสาร

พร้อมกันนี้ ทหารยังได้เข้าไปนำตัวพระที่วัดโคกหนองสิม 2 รูป เป็นพระที่จำพรรษาอยู่ที่วัด 1 รูป และพระจากวัดอื่นที่มาเยี่ยม 1 รูป ออกไปจากวัด พร้อมทั้งขู่ว่าห้ามกลับเข้ามาอีก หากพบว่าได้หลบเข้ามาที่วัดนี้อีก จะจับสึกโดยทันที

อย่างไรก็ตาม ชาวบ้านที่ถูกขับไล่ก็ยังยืนยันทำกินอยู่ที่เดิม ขณะที่มีทหารในเครื่องแบบ 2-3 นาย เข้ามาสังเกตการณ์อยู่ที่หมู่บ้านใกล้เคียงได้ 2-3 วัน ก็กลับออกไป จากนั้น ชาวบ้านผู้เดือดร้อนได้ไปยื่นหนังสือร้องเรียนต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมกับขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (พีมูฟ) จนกระทั่งสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีมีหนังสือถึงกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร และจังหวัดร้อยเอ็ด ขอความร่วมมือชะลอการดำเนินการใดๆ ที่ทำให้เกิดความเดือดร้อนต่อประชาชน และให้ประชาชนสามารถใช้ประโยชน์ในที่ดินไปพลางก่อน จนกว่ากระบวนการแก้ไขปัญหาจะมีผลเป็นที่ยุติ แต่แล้วต้นเดือนพฤศจิกายน 2558 เทศบาลตำบลโพนสูงก็ยื่นฟ้องแพ่งชาวบ้าน 42 ราย อย่างเงียบๆ

ย้อนกลับไปจุดเริ่มต้นของปัญหา ชาวบ้านในพื้นที่ให้ข้อมูลว่า ในปี 2519  เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดร้อยเอ็ดสาขาเกษตรวิสัย ร่วมกับสภาตำบลโพนสูง ได้เข้าสำรวจและรังวัดปักแนวเขตที่สาธารณประโยชน์ “โคกหนองสิม”  ซ้อนทับที่ดินทำกินของราษฎร เนื้อที่กว่า 200 ไร่ ชาวบ้านได้เรียกร้องให้มีการแก้ไขปัญหาดังกล่าวเรื่อยมา กระทั่งในปี 2550 จังหวัดร้อยเอ็ดมีหนังสือให้สำนักงานที่ดินจังหวัดร้อยเอ็ด ส่วนแยกปทุมรัตต์ ชะลอการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงแปลงโคกหนองสิม ในส่วนที่มีการคัดค้านไว้ก่อน ต่อมา คณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาที่สาธารณประโยชน์ ที่ดินเอกชนปล่อยทิ้งร้าง และเหมืองแร่  มีมติในปี 2552 ให้คณะทำงานทำการพิสูจน์สิทธิ์ราษฎรที่ได้รับผลกระทบ และในเดือนกุมภาพันธ์ 2557 คณะทำงานแก้ไขปัญหาได้ยื่นหลักฐานในการตรวจสอบสิทธิของชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบ ให้แก่คณะกรรมการแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐ (กบร.) แล้ว โดยเรื่องยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของ กบร.

นายธันวา ลาอินทร์ หนึ่งในจำเลยที่ถูกฟ้องขับไล่ เล่าถึงกระบวนการแก้ไขปัญหาระหว่างรัฐกับชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบว่า มาหยุดชะงักลงหลังรัฐประหาร ล่าสุด ในการประชุมคณะกรรมการแก้ไขปัญหาที่ดินของจังหวัดร้อยเอ็ดเมื่อเดือนมกราคม 2559 นี้ ก็พบว่า ยังไม่มีความคืบหน้าใดๆ ปัญหาเรื่องที่ตั้งของที่สาธารณะที่ไม่ชัดเจน เนื่องจากเดิมในการขึ้นทะเบียนหวงห้ามเป็นที่สาธารณประโยชน์โคกหนองสิมระบุว่า ตั้งอยู่หมู่ที่ 12 ต.น้ำอ้อม อ.เกษตรวิสัย ปัจจุบันเป็น ม.6 ต.บ้านฝาง อ.เกษตรวิสัย ซึ่งก็ไม่ใช่ที่ตั้งของดินพิพาทนี้ ก็ยังไม่มีความกระจ่าง จนรองผู้ว่าราชการจังหวัดต้องมอบหมายให้นายอำเภอปทุมรัตต์ไปหาข้อมูลมาชี้แจง “ที่ดินยังไม่ชัดเจนทั้งเรื่องที่ตั้ง ทั้งกระบวนการออก นสล.ก็ไม่ชอบ เพราะไม่ได้ประกาศให้ชาวบ้านตรวจสอบและคัดค้านเลย แต่ชาวบ้านก็ถูกฟ้อง จะขับไล่ชาวบ้านออก แล้วให้ไปซื้อข้าวกินอย่างนั้นหรือ”

nongsim3

ที่มาภาพ: นักข่าวพลเมือง

กลุ่มแม่บ้านที่มาตามศาลนัด ทั้งคนที่ตกเป็นจำเลยเอง และเป็นคนในครอบครัวของจำเลยร่วมกันให้ข้อมูลว่า ตั้งแต่จำความได้ก็เห็นพ่อแม่ทำกินในที่ดินดังกล่าวมาตลอด ช่วงฝนก็ทำนา หน้าแล้งก็ปลูกปอ แต่ละคนก็ผ่านการหาบปอ ขนข้าวที่เก็บเกี่ยวเสร็จแล้วจากที่ดินผืนนี้ ไม่เคยเห็นว่าเป็นที่สาธารณประโยชน์ที่ทุกคนมาใช้ร่วมกันตอนไหน รอบที่ดินแปลงนี้ก็เป็นที่มีโฉนดแล้วทั้งนั้น หลายๆ คนที่ดินที่ถูกฟ้องเป็นที่ดินหัวไร่ปลายนาที่อยู่ติดกับที่ดินที่มีโฉนดอีกแปลงหนึ่ง หากถูกเทศบาลยึดที่ดินไป บางคนก็อาจจะยังเหลือที่ดินแปลงอื่นให้ทำนาอีก แต่จะพอกินหรือไม่ ในเมื่อทุกวันนี้ก็แทบไม่พอกินแล้ว “พระที่ถูกทหารไล่ไป ท่านก็ไม่กล้ากลับมา เพราะทหารขู่ไว้ว่า ถ้ากลับมาจะจับ ทุกวันนี้วัดก็มีแต่พระพุทธรูปใหญ่ ไม่มีพระสงฆ์ แต่พวกแม่ก็ยังพากันไปสวดมนต์ตอนเย็นทุกวัน ไม่ยังงั้น วัดก็จะถูกทิ้งร้าง ทรุดโทรมไป”

ในส่วนของคดีความที่เทศบาลตำบลโพนสูงเป็นโจทก์ยื่นฟ้องแพ่งนั้น ถนอมศักดิ์ ระวาดชัย ทนายความจากศูนย์ศึกษาและพัฒนานักกฎหมายเพื่อสิทธิมนุษยชน 1 ในทนายจำเลย เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 29 ก.พ. 59 ศาลจังหวัดร้อยเอ็ดนัดคู่ความมาไกล่เกลี่ย แต่ไม่สามารถตกลงกันได้ เนื่องจากเทศบาลตำบลโพนสูงอ้างว่า จำเป็นต้องฟ้อง แม้จะมีกระบวนการแก้ไขปัญหาอยู่แล้ว เพราะมีคนร้องเรียนไปที่ทหาร ทหารจึงเข้ามาตรวจสอบพื้นที่ ถ้าไม่ฟ้องเทศบาลก็จะมีความผิดที่ปล่อยให้มีการบุกรุกที่ดินของรัฐ ส่วนชาวบ้านก็ยืนยันว่า การออก นสล. ไม่ชอบ ที่ดินพิพาทนี้เป็นที่ทำกินมาตั้งแต่พ่อแม่ ไม่ใช่ที่ดินสาธารณะ เมื่อเป็นเช่นนี้ ศาลจึงนัดพร้อมอีกในครั้งนี้ ซึ่งอัยการฝ่ายโจทก์ได้ยื่นคำร้องขอรวมการพิจารณาคดี และศาลมีคำสั่งอนุญาต เพื่อความสะดวกในการพิจารณาคดี

“กระบวนการต่อไปจะเป็นการตรวจสอบประเมินราคาที่ดินพิพาท เพื่อเสียค่าขึ้นศาล จากนั้นศาลจึงจะนัดกำหนดประเด็นข้อพิพาท และนัดสืบพยานต่อไป” ทนายความชี้แจง

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s