ประธาน AI ยัน กลุ่มส่องโกงราชภักดิ์ไม่ผิด มี รธน. และกฎหมายระหว่างประเทศคุ้มครองเสรีภาพในการแสดงออกและการชุมนุม

23 มี.ค. 2559 ประธานแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย (Amnesty International Thailand) ให้การเป็นพยานผู้ต้องหาคดีส่องโกงราชภักดิ์ว่า ผู้ต้องหาทั้ง 11 คนไม่มีความผิด เนื่องจากกิจกรรมดังกล่าวถือเป็นการใช้เสรีภาพในการแสดงออกและชุมนุมอย่างสงบได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 และพันธกรณีระหว่างประเทศ

นายชำนาญ จันทร์เรือง ประธานแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย เข้าให้การต่อพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจรถไฟธนบุรี ในฐานะพยานผู้ต้องหาในคดีที่ผู้ร่วมกิจกรรม ‘นั่งรถไฟไปอุทยานราชภักดิ์ ส่องแสงหากลโกง’ ถูกกล่าวหาว่าฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 ที่ห้ามมั่วสุม หรือชุมนุมทางการเมือง ณ ที่ใด ๆ ที่มีจำนวนตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป

ประธานแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ให้การว่า การกระทำของผู้ต้องหาทั้ง 11 คน ที่เดินทางด้วยรถไฟไปยังอุทยานราชภักดิ์ไม่เป็นความผิด เนื่องจากรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 ที่บังคับใช้อยู่ในปัจจุบัน มาตรา 4 ได้รับรองและให้ความคุ้มครองสิทิเสรีภาพ และความเสมอภาค บรรดาที่ชนชาวไทยเคยได้รับการคุ้มครองตามประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และตามพันธกรณีระหว่างประเทศที่ประเทศไทยได้ให้คำรับรอง และผูกพันที่จะปฏิบัติตามพันธกรณีเหล่านั้นไว้แล้ว

ชำนาญ อธิบายอีกว่า เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการแสดงออกที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ มีที่มาจากหลักสิทธิมนุษยชน ซึ่งปรากฏอยู่ในปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (UDHR) ข้อ 19 และกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ข้อ 19 รวมถึงปฏิญญาอาเซียนว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (ASEAN Human Rights Declaration) ข้อ 22 และ 23

นอกจากนี้ ประเด็นเรื่องเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบ ยังปรากฏอยู่ใน UDHR ข้อ 20 และ ICCPR ข้อ 21 และ 24 ซึ่งกรณีการชุมนุมโดยสงบที่สามารถเทียบเคียงกับคดีนี้ได้ คือกรณีที่มีการดำเนินคดีต่อผู้นำสหภาพแรงงานไทรอัมพ์และคนงานประมาณ 300 คน ที่ชุมนุมประท้วงอย่างสงบที่หน้ารัฐสภาและทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 27 ส.ค. 2552 เพื่อเรียกร้องให้ช่วยเหลือคนงาน 2,000 คนที่ถูกปลดโดยโรงงานไทรอัมพ์ อินเตอร์เนชั่นแนล

ในการชุมนุมดังกล่าว ตำรวจได้ใช้เครื่องขยายเสียงระดับไกล ทำให้เกิดเสียงดังและเจ็บหูเพื่อสลายการชุมนุม อัยการได้แจ้งข้อหาใช้กำลังประทุษร้าย ขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย หรือระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง ต่อผู้นำสหภาพแรงงานตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 215 และ 216

ศาลอาญามีคำพิพากษายกฟ้องในคดีสหภาพแรงงานไทรอัมพ์ โดยมีข้อสังเกตว่า แม้จะมีผู้ประท้วงกว่า 300 คน ปิดถนน แต่ไม่เป็นการรบกวนต่อสภาพการจราจรโดยรวม ผู้ชุมนุมได้รวมตัวเรียกร้องผู้นำรัฐบาลให้ออกมาพบปะกับพวกเขา และเพื่อให้ความช่วยเหลือกรณีที่มีการปลดคนงานของบริษัทไทรอัมพ์ อินเตอร์เนชั่นแนล การกระทำของผู้ประท้วงไม่ได้มีความประสงค์ที่เป็นการใช้กำลังประทุษร้าย หรือก่อให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง แสดงให้เห็นว่า ศาลไทยได้ยอมรับสิทธิเสรีภาพในการชุมนุมอย่างสงบ

ชำนาญยังอ้างถึงความเห็นของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ที่เห็นว่ากรณีของผู้ต้องหาคดีส่องโกงราชภักดิ์เป็นการถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานอย่างร้ายแรง จึงได้ออกปฏิบัติการด่วน เรียกร้องให้สมาชิกและผู้สนับสนุนกว่า 7 ล้านคนทั่วโลกส่งจดหมายถึงนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย ไม่ให้จับกุมและยกเลิกข้อกล่าวหาต่อนักกิจกรรมทั้ง 11 คน ที่กำลังเข้ารับการไต่สวนในศาลทหาร ทั้งยังเรียกร้องทางการให้ดำเนินการสอบสวนโดยพลัน ไม่ลำเอียง เป็นอิสระ และเกิดประสิทธิผลต่อกรณีลักพาตัวและการปฏิบัติอย่างโหดร้ายต่อนายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ และเรียกร้องทางการอนุญาตให้มีการใช้สิทธิที่จะมีเสรีภาพในการชุมนุมและการแสดงออกอย่างสงบ รวมถึงการกด ‘ไลค์’ หรือการแชร์ข้อมูลออนไลน์

ประธานแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ย้ำว่า เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของบุคคล และเสรีภาพในการชุมนุมอย่างสงบ ที่รัฐธรรมนูญและพันธกรณีระหว่างประเทศรับรองและคุ้มครองย่อมมีผลบังคับผูกพันสถาบันของรัฐโดยตรงทุกองค์กร ตั้งแต่รัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล รวมถึงองค์กรตามรัฐธรรมนูญ และหน่วยงานต่าง ๆ ของรัฐ ทั้งในระดับชาติและระดับท้องถิ่นในการตรากฎหมาย การบังคับใช้กฎหมาย และการตีความกฎหมายทั้งปวงให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ และพันธกรณีระหว่างประเทศที่ไทยจำเป็นต้องปฏิบัติตามที่ได้ลงนามผูกพันไว้ ตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ มาตรา 4 ว่า “ประเพณีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขและตามพันธกรณีระหว่างประเทศ”

ทั้งนี้ พยานผู้ต้องหาอีกคน คือ ผศ.ดร.จันทจิรา เอี่ยมมยุรา อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จะเข้าให้การต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจรถไฟธนบุรี ในวันที่ 25 มี.ค. 2559

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s