คำพิพากษากับคำรับสารภาพจากการซ้อมทรมาน: กรณีคดีระเบิดเวทีชุมนุม กปปส. ที่บิ๊กซี ราชดำริ และจังหวัดตราด

ตามกฎหมายแล้วคำให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนถือว่าเป็นพยานบอกเล่าชนิดหนึ่ง โดยหลักแล้วพยานหลักฐานชนิดนี้ห้ามศาลรับฟังมาลงโทษจำเลย แต่ก็มีข้อยกเว้นสองประการที่กฎหมายเปิดช่องให้ศาลสามารถรับฟังพยานชนิดนี้ได้ อันได้แก่ เมื่อศาลเห็นว่าสภาพของพยานบอกเล่านั้นน่าเชื่อถือว่าจะพิสูจน์ความจริงได้ หรือมีเหตุจำเป็นที่ปรากฎว่าในคดีดังกล่าวไม่มีพยานที่รู้เห็นเกี่ยวกับการกระทำผิดของจำเลยด้วยตัวเอง(ประจักษ์พยาน) แต่กฎหมายยังกำกับการใช้ดุลพินิจของศาลอีกว่าการรับฟังพยานบอกเล่าดังกล่าวโดยลำพังมาลงโทษจำเลยศาลจะต้องกระทำอย่างระมัดระวัง โดยมีพยานหลักฐานอื่นๆมาประกอบสนับสนุนอีกชั้นหนึ่ง

ปัญหามีอยู่ว่าคดีอาวุธสงครามที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมืองก่อนรัฐประหารจำนวนหนึ่งขึ้นสู่การพิจารณาของศาลจำเลยในคดีเหล่านี้ต่างให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวน แต่ปรากฎว่าการให้การรับสารภาพดังกล่าวของจำเลยกระทำไปโดยความไม่สมัครใจ โดยที่ต้องให้การเช่นนั้นไปเพราะความหวาดกลัวที่มาจากการถูกทหารซ้อมทรมานและข่มขู่ให้รับสารภาพตั้งแต่ในชั้นการควบคุมตัวตามกฎอัยการศึก ซึ่งตามกฎหมายแล้วคำให้การดังกล่าวจะถือว่าเป็นพยานหลักฐานที่ได้มาโดยไม่บริสุทธิ์หรือไม่ และศาลสามารถรับฟังคำให้การเช่นนี้มาลงโทษจำเลยหรือไม่

ปัญหาดังกล่าวจะถูกสำรวจต่อไปกับกรณีที่เกิดขึ้นจริงที่ศาลชั้นต้นอันได้แก่ ศาลอาญากรุงเทพใต้และศาลจังหวัดตราดได้มีคำพิพากษาแล้ว ซึ่งเป็นคดีอยู่ในความดูแลของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนจำนวน 2 คดี ได้แก่ คดียิงระเบิด M79 บิ๊กซี ราชดำริ ระหว่างที่มีการชุมนุมของ กปปส. และคดีระเบิดเวทีชุมนุม กปปส.ที่จังหวัดตราด ที่เกิดขึ้นในช่วงต้นปี 2557

  • เหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมืองที่เกี่ยวข้องกับคดี

สองคดีที่จะกล่าวถึงในบทความนี้ เป็นคดีจากเหตุการณ์รุนแรงทางการเมืองต่างๆ จากหลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงที่มีการชุมนุมของกลุ่มคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) อย่างต่อเนื่องในระหว่างช่วงปลายปี 2556 ถึงต้นปี 2557

คดีแรกเหตุยิงระเบิด M79 บิ๊กซี ราชดำริ  เหตุเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2557 เวลาประมาณ 17.00 น. เกิดเหตุระเบิดที่ บิ๊กซี สาขาราชดำริ อันเป็นบริเวณที่ชุมนุมของกลุ่ม กปปส. ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 3 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บ 21 ราย ในจำนวนนี้มีผู้บาดเจ็บสาหัส 9 ราย

ในส่วนคดีระเบิดเวทีชุมนุม กปปส.ที่จังหวัดตราด เหตุเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2557 กลุ่ม กปปส. จังหวัดตราด ได้จัดการชุมนุมทางการเมืองที่บริเวณตลาดยิ่งเจริญ หมู่ 1 ตำบลแสนตุ้ง อ.เขาสมิง จ.ตราด จนกระทั่งเวลา 21.30 น. ซึ่งเป็นเวลาเกิดเหตุได้มีกลุ่มบุคคลใช้อาวุธสงครามยิงและขว้างระเบิดใส่พื้นที่การชุมนุมดังกล่าว จนเป็นเหตุให้มีประชาชนเสียชีวิตจำนวน 3 รายและบาดเจ็บ 39 ราย

ภายหลังการเกิดเหตุทั้งสอง ยังมีไม่มีความชัดเจนในข้อเท็จจริงเกี่ยวกับรูปแบบการก่อเหตุและผู้ก่อเหตุ รวมถึงพยานหลักฐานต่างๆ ยังมีความคลุมเครือ จึงเป็นเหตุให้ในช่วงเวลาดังกล่าว เจ้าหน้าที่รัฐจึงยังไม่สามารถตามจับกุมผู้ลงมือก่อเหตุมาดำเนินคดีได้

  • สถานการณ์คดีอาวุธสงครามภายหลังรัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557

ภายหลังรัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 โดย คสช. หนึ่งในเหตุผลที่ถูกอ้างมารับรองความชอบธรรมในการทำรัฐประหารคือ การเกิดสถานการณ์ความรุนแรงทางการเมืองที่ทำให้มีผู้เสียชีวิต ได้รับบาดเจ็บและก่อให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินของประชาชนเช่นลักษณะที่กล่าวไปข้างต้น

ดังนั้น คณะรักษาความสงบแห่งชาติจึงได้ให้ความสำคัญกับบรรดาคดีอาวุธสงครามที่เกี่ยวเนื่องกับเหตุการณ์รุนแรงทางการเมืองเป็นคดีนโยบาย โดยมีการประกาศใช้กฎอัยการศึก (ภายหลังมีการยกเลิกกฎอัยการศึกและประกาศใช้คำสั่งหัวหน้าคสช. ฉบับที่ 3/2558 มาใช้แทนในการจัดการกับคดีความมั่นคง) ให้เป็นเครื่องมือสำคัญที่มอบอำนาจให้ทหารซึ่งอยู่ภายใต้บังคับบัญชาของตนเข้าดำเนินการจับกุม ควบคุมตัวและดำเนินการอื่นๆ เพื่อค้นหาบุคคลต้องสงสัยว่าก่อเหตุ

เป็นผลให้ช่วงสามเดือนหลังรัฐประหาร ทหารได้ดำเนินการเร่งรัดตามจับกุมบุคคลที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ก่อเหตุความรุนแรงทางการเมืองต่างๆ ก่อนการรัฐประหารจำนวนหนึ่ง ซึ่งรวมถึงสองคดีข้างต้นด้วย โดยในคดียิงระเบิด M79 บิ๊กซี ราชดำริ มีผู้ถูกจับกุมจำนวนทั้งสิ้นสี่รายและคดีระเบิดเวทีชุมนุม กปปส.ที่จังหวัดตราดมีผู้ถูกจับกุมจำนวนสามราย

  • การซ้อมทรมานโดยเจ้าหน้าที่ทหารในชั้นกฎอัยการศึก

สถานการณ์โดยทั่วไปของทั้งสองคดี บุคคลที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ก่อเหตุความรุนแรงทางการเมืองทั้งสองคดีเกือบทั้งหมด เมื่อถูกทหารเข้าจับกุมแล้ว จะถูกทหารใช้กฎอัยการศึกนำตัวไปควบคุมไว้ในค่ายทหารเพื่อทำการซักถามข้อมูลเป็นระยะเวลาสั้นบ้างยาวบ้างแต่ส่วนใหญ่จะครบ 7 วัน ตามอำนาจที่ให้ไว้ในกฎอัยการศึกและบางรายยังถูกควบคุมตัวยาวนานเกินกว่าอำนาจที่ให้ไว้ตามกฎอัยการศึกอีกด้วย

ศูนย์ทนายความฯ ได้รับเรื่องร้องเรียนภายหลังจากที่บุคคลเหล่านี้เข้าสู่การควบคุมตัวในชั้นสอบสวนแล้วว่าพวกตนถูกทหารซ้อมทรมาน ทำร้ายร่างกาย ข่มขู่ให้บุคคลเหล่านั้นต้องยอมให้ข้อมูลหรือยอมรับข้อมูลตามที่ทหารกล่าวหาและให้การรับสารภาพว่าเป็นผู้กระทำความผิดกับตำรวจในชั้นสอบสวน

  • คำให้การที่มาจากการข่มขู่ ไม่แจ้งสิทธิและไม่มีทนายความร่วมฟังการสอบในชั้นสอบสวน

โดยเมื่อพ้นจากการถูกควบคุมตัวตามกฎอัยการศึก ผู้ต้องหาทั้งสองคดีจะถูกทหารนำตัวไปส่งมอบกับตำรวจเพื่อดำเนินคดีและทำการสอบสวนต่อไป จากข้อมูลคำเบิกความของจำเลยในชั้นศาล ระบุว่าในคดีระเบิด M79 บิ๊กซี ราชดำริ เมื่อผู้ต้องหาถูกส่งมอบต่อพนักงานสอบสวน พนักงานสอบสวนไม่มีการแจ้งสิทธิและถามผู้ต้องหาว่าต้องการทนายความหรือไม่ รวมถึงไม่มีการสอบคำให้การกับผู้ต้องหา แต่พนักงานสอบสวนได้นำบันทึกการซักถามในชั้นกฎอัยการที่ทหารบันทึกไว้มาพิมพ์เป็นคำให้การและนำมาให้ผู้ต้องหาลงชื่อโดยไม่ให้อ่านหรือไม่มีการอ่านข้อความในเอกสารให้ผู้ต้องหาฟังอย่างใดและที่สำคัญไม่มีทนายความอยู่ร่วมด้วย โดยเหตุที่ผู้ต้องหาต้องจำยอมลงชื่อเนื่องจากกลัวว่าจะถูกทหารทำร้ายร่างกายอีก ซึ่งต่อมาปรากฎว่าคำให้การดังกล่าวมีข้อความว่าผู้ต้องหารับสารภาพว่าเป็นผู้กระทำผิดตามข้อกล่าวหาทั้งหมด

สำหรับคดีระเบิดเวทีชุมนุม กปปส.ที่จังหวัดตราด มีรายละเอียดที่แตกต่างออกไป ในชั้นสอบสวน ผู้ต้องหารายแรกได้รับคำขู่ตั้งแต่ต้นจากพนักงานสอบสวนว่าหากไม่ให้ความร่วมมือจะถูกส่งตัวกลับไปอยู่กับทหารอีก ผู้ต้องหารายที่สองถูกเจ้าหน้าที่ขู่ว่าหากไม่ให้ความร่วมมือกับตำรวจจะไม่ปล่อยภรรยา ผู้ต้องหาจึงต้องให้ความร่วมมือกับพนักงานสวนทุกขั้นตอน รวมถึงลงนามในคำให้การทั้งที่ไม่รู้ว่านั้นคือเอกสารคำให้การรับสารภาพ เนื่องจากพนักงานสอบสวนแจ้งแต่เพียงว่าให้ลงชื่อเป็นพยาน และผู้ต้องหารายที่สามให้การรับสารภาพโดยที่ไม่มีทนายความของตนเองร่วมฟังการสอบสวนด้วย

  • การยกข้อต่อสู้ของโจทก์และจำเลยทั้งสองคดีในประเด็นคำให้การในชั้นสอบสวนไม่อาจรับฟังมาลงโทษได้

เมื่อปรากฎว่าคำให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนของทั้งสองคดีเป็นพยานหลักฐานที่มีความบกพร่อง ซึ่งเป็นประเด็นทางกฎหมายที่จำเลยสามารถหยิบยกมาต่อสู้ในชั้นศาลได้

ในคดีระเบิด M79 บิ๊กซี ราชดำริ เนื่องจากการสอบสวนของพนักงานสอบสวนดำเนินการไปโดยไม่มีการแจ้งสิทธิให้กับผู้ต้องหาและสอบปากคำไปโดยไม่มีทนายความร่วมรับฟังและเป็นคำให้การรับสารภาพที่เกิดจากการถูกข่มขู่โดยทหาร  จำเลยทั้งสี่จึงตั้งประเด็นต่อสู้ว่าคำให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานซึ่งตามกฎหมายแล้วศาลไม่อาจรับฟังได้ โดยพยานหลักฐานที่จำเลยใช้สนับสนุนข้อกล่าวอ้าง คือ คำเบิกความของจำเลยถึงการข่มขู่และซ้อมทรมานระหว่างการสอบสวนที่เกิดขึ้นทั้งในชั้นควบคุมตัวตามกฎอัยการศึกและในชั้นสอบสวน รวมถึงรายงานการประชุมคณะอนุกรรมการด้านสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ครั้งที่ 48/2557 ลงวันที่ 22 กันยายน 2557 ซึ่งเป็นรายงานการตรวจสอบการซ้อมทรมานผู้ถูกควบคุมตัวตามกฎอัยการศึก

ฝ่ายพนักงานอัยการซึ่งเป็นโจทก์ในคดีนี้ได้โต้ตอบข้อกล่าวอ้างของจำเลยอย่างเรียบง่ายว่าในชั้นการควบคุมตัวตามกฎอัยการศึกไม่มีการซ้อมทรมานเกิดขึ้น การสอบปากคำในชั้นสอบสวนกระทำโดยถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ และพนักงานสอบสวนก็มิได้มีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยที่จะเป็นเหตุให้จะต้องกลั่นแกล้งจำโดยแต่ประการใด โดยอาศัยคำเบิกความของนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่จากกองบังคับการปราบปรามที่เข้าร่วมรับฟังการซักถามจำเลยในชั้นกฎอัยการศึก คำเบิกความของพนักงานสอบสวนและเอกสารบันทึกคำให้การในชั้นสอบสวนที่มีข้อความว่าพนักงานสอบสวนได้แจ้งสิทธิให้ผู้ต้องหาทราบ พนักงานสอบสวนไม่ได้กระทำการข่มขู่ผู้ต้องหาและมีทนายความร่วมรับฟัง ซึ่งเอกสารดังกล่าวจำเลยได้ลงรายมือชื่อรับรองอยู่ มาเป็นพยานหลักฐานสนับสนุนข้อต่อสู้ดังกล่าว

สำหรับคดีระเบิดเวทีชุมนุม กปปส.ที่จังหวัดตราด จำเลยทั้งสามได้ยกประเด็นในการต่อสู้คลายคลึงกันกับคดีก่อนหน้านี้ เพียงแต่ว่ามีรายละเอียดสำคัญที่แตกต่างออกไปคือ ในคดีนี้ พนักงานสอบสวนได้ข่มขู่ผู้ต้องหาว่าหากไม่ให้การจะส่งกลับไปอยู่กับทหาร คำให้การของจำเลยในคดีนี้จึงมีพยานหลักฐานที่เกิดขึ้นจากการกระทำโดยมิชอบด้วยกฎหมายของพนักงานสอบสวนโดยตรงซึ่งชัดเจนกว่าคดีข้างต้น ในส่วนพยานหลักฐานที่จำเลยใช้มาสนับสนุนข้อกล่าวอ้างนี้ คือ คำเบิกความของจำเลย การถามค้านพยานโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลที่ถูกจับทหารจับไปไว้ค่ายทหารพร้อมจำเลยซึ่งสามารถให้รายละเอียดในช่วงการถูกควบคุมตัวตามกฎอัยการศึก และรูปถ่ายบาดแผลตามร่างกายของจำเลยที่เกิดขึ้นในระหว่างการถูกควบคุมตัวตามกฎอัยการศึก

เมื่อฝ่ายจำเลยตั้งประเด็นมาเช่นนี้ อัยการจังหวัดตราดซึ่งเป็นโจทก์ในคดีนี้ได้ตั้งประเด็นโต้ตอบจำเลยเพียงประเด็นเดียวคือ การสอบปากคำในชั้นสอบสวนกระทำโดยถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ โดยอาศัยคำเบิกความของพนักงานสอบสวนและทนายความที่ตำรวจติดต่อมาให้ร่วมรับฟังการสอบสวน มาเป็นพยานหลักฐานในการสนับสนุนข้อต่อสู้ของโจทก์

สุดท้ายเมื่อดูจากการตอบโต้ประเด็นระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งสองคดีแล้วก็พบว่าข้อกล่าวอ้างของทั้งสองฝ่ายต่างก็มีพยานหลักฐานมาสนับสนุนข้อกล่าวอ้างของตนจึงเป็นหน้าที่ของศาลที่จะต้องใช้ดุลพินิจชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานเพื่อวินิจฉัยต่อไปว่าข้ออ้างของฝ่ายใดฟังขึ้น และศาลจะรับฟังคำให้การในชั้นสอบสวนดังกล่าวมาลงโทษจำเลยหรือไม่

  • คำพิพากษาของศาลกับการรับฟังคำรับสารภาพจากการซ้อมทรมาน

เนื่องจากสภาพพยานหลักฐานของโจทก์ในคดีระเบิด M79 บิ๊กซี ราชดำริ ไม่มีพยานที่รู้เห็นการกระทำผิดของจำเลย(ประจักษ์พยาน)ที่จะสามารถนำมาลงโทษจำเลยได้ กฎหมายจึงเปิดช่องให้ศาลสามารถรับฟังพยานบอกเล่าได้ ซึ่งในคดีนี้ศาลเลือกที่จะหยิบคำให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนของจำเลยมารับฟัง โดยศาลเห็นว่าคำให้การดังกล่าวเป็นพยานที่ศาลสามารถรับฟังได้ เนื่องจากในชั้นกฎอัยการศึกไม่มีการซ้อมทรมานเกิดขึ้นจึงเชื่อได้ว่าจำเลยให้การด้วยความสมัครใจ ประกอบการสอบคำให้การได้กระทำตามขั้นตอนตามกฎหมายคือ ต่อหน้าทนายความ มีการแจ้งสิทธิครบถ้วน ซึ่งข้อสนับสนุนการใช้ดุลพินิจดังกล่าวของศาล ศาลอ้างว่าพยานหลักฐานที่โจทก์นำมาสนับสนุนข้อต่อสู่อันประกอบไปด้วยนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ของกองปราบฯ ที่เข้าร่วมการซักถามจำเลยทั้งสี่ของทหารในชั้นกฎอัยการศึกและพนักงานสอบสวนในคดีนี้ รวมถึงบันทึกคำให้การจึงมีความน่าเชื่อถือกว่าพยานหลักฐานของจำเลยซึ่งเป็นข้อกล่าวอ้างลอยๆ อีกทั้งรายงานของการประชุมคณะอนุกรรมการด้านสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองไม่ปรากฎข้อมูลการถูกซ้อมทรมานของจำเลยแต่อย่างใด ด้วยเหตุที่กล่าวมา ศาลจึงฟังคำให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนของจำเลย ประกอบกับพยานหลักฐานอื่นๆ ว่ามีเหตุผลหนักแน่นเพียงพอที่พิสูจน์ได้ว่าจำเลยเป็นผู้กระทำความผิด จึงพิพากษาลงโทษจำเลย

แต่สำหรับคดีระเบิดเวทีชุมนุม กปปส.ที่จังหวัดตราด โดยสภาพของพยานหลักฐานของโจทก์ในคดีนี้ไม่มีความแตกต่างจากคดีข้างต้น ไม่มีพยานที่รู้เห็นการกระทำผิดของจำเลย(ประจักษ์พยาน)ที่จะสามารถนำมาลงโทษจำเลยได้ ศาลจึงต้องเลือกเอาพยานบุคคลคือ นายเศก จันทรสาร ซึ่งเบิกความยืนยันว่าจำเลยเป็นคนร้ายที่ร่วมกับพวกไปก่อเหตุ แต่ปรากฎว่านายเศก จันทรสารเป็นผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าได้ร่วมกระทำความผิด ซึ่งฝ่ายโจทก์ได้กันไว้เป็นพยานซัดทอดจำเลยอื่นๆ ซึ่งตามกฎหมายแล้วจะรับฟังคำให้การโดยลำพังมาพิสูจน์ว่าจำเลยกระทำความผิดไม่ได้ แต่จะต้องรับฟังประกอบกับพยานหลักฐานอื่นๆ

โดยในเบื้องต้น ศาลเลือกที่จะหยิบคำให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนของจำเลยมาพิจารณาประกอบการรับฟังเป็นอันดับแรก แต่ปรากฎว่าศาลใช้ดุลพินิจชั่งน้ำหนักข้อต่อสู่ของโจทก์และจำเลยแล้ว ปรากฎว่าศาลเชื่อข้อกล่าวอ้างและพยานหลักฐานของจำเลยโดยศาลเห็นว่าคำให้การดังกล่าวจำเลยให้การโดยมิได้เกิดจากความสมัครใจ ซึ่งตามกฎหมายศาลไม่อาจนำมารับฟังได้  และเมื่อค้นหาพยานหลักฐานอื่นๆ ของโจทก์ต่อไปก็ไม่สามารถนำมาประกอบให้สิ้นข้อสงสัยว่าจำเลยเป็นคำร้ายก่อเหตุหรือไม่ ศาลจึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลย จึงพิพากษายกฟ้องจำเลย

มาถึงจุดนี้จะเห็นได้จุดเปลี่ยนสำคัญของทั้งสองคดีที่ทำให้ผลแห่งคดีแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง คือ ศาลรับฟังคำให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนที่ต้องสงสัยว่าได้มาโดยการกระทำการฝ่าฝืนกฎหมายของเจ้าหน้าที่รัฐมาเป็นพยานในการพิสูจน์ความผิดของจำเลยหรือไม่ ซึ่งข้อสังเกตที่สำคัญที่ต้องตั้งประกอบในการพิจารณาประเด็นนี้ คือ การที่ศาลใช้ดุลพินิจรับฟังคำให้การดังกล่าว ด้านหนึ่งศาลอาจจะเล็งเห็นว่าสามารถตอบโจทก์การนำผู้กระทำความผิดมาลงโทษเพื่ออำนวยความยุติธรรมและรักษาความสงบเรียบร้อยให้กับสังคมได้ซึ่งเป็นคุณค่าสำคัญที่กระบวนการยุติธรรมทางอาญามุ่งคุ้มครอง แต่ในอีกด้านหนึ่งการกระทำดังกล่าวของศาลก็ส่งผลกระทบต่อมาตรฐานกระบวนการยุติธรรมโดยรวมเช่นกัน เนื่องจากมันได้ทำลายคุณค่าบ้างประการที่กระบวนการยุติธรรมทางอาญามุ่งคุ้มครองด้วยเช่นกัน อันได้แก่ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และสิทธิของผู้ถูกกล่าวหา ซึ่งศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนมีความเห็นเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าว ดังต่อไปนี้

  • ความเห็นทางกฎหมายของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน

ในเบื้องต้นศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนเห็นด้วยกับคำพิพากษาของคดีระเบิดเวทีชุมนุม กปปส.ที่จังหวัดตราด เนื่องจากกระบวนการยุติธรรมทางอาญาในระบอบประชาธิปไตยนอกจากมีหน้าที่ในการให้ความยุติธรรมแล้ว ยังมีหน้าที่ในการคุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และสิทธิของผู้ถูกกล่าวหาอันเป็นคุณค่าพื้นฐานของรัฐจากการใช้อำนาจหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐในทางที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายในการสอบสวนและแสวงหาพยานหลักฐานด้วย โดยร่องรอยของหลักดังกล่าวกระจายอยู่ตามบทบัญญัติในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา(ป.วิ.อ.) มาตรา 134/1, 226 และ 226/1

ข้อเท็จจริงในคดีเมื่อปรากฎต่อศาลว่าเจ้าหน้าที่รัฐจงใจใช้อำนาจในทางฝ่าฝืนกฎหมายอย่างร้ายแรงเพื่อให้ได้มาซึ่งพยานหลักฐาน เช่น เจ้าหน้าที่ทหารกระทำการซ้อมทรมานซึ่งเป็นการกระทำที่ละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และข่มขู่ผู้ถูกควบคุมตัวตามฎอัยการศึกเพื่อให้ยอมให้การรับสารภาพกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ คำให้การรับสารภาพที่เกิดจากการข่มขู่ของพนักงานสอบสวน หรือคำให้การที่พนักงานสอบสวนสอบไปโดยไม่มีการแจ้งสิทธิและไม่มีทนายความร่วมรับฟัง เป็นต้น ตามกฎหมายจะต้องถือว่าคำให้การรับสารภาพดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานที่ได้มาโดยไม่บริสุทธิ์และห้ามศาลรับฟัง และถึงแม้ว่าตาม ป.วิ.อ. มาตรา 226/1 จะมีข้อยกเว้นให้ศาลรับฟังได้หากเป็นประโยชน์ต่อการอำนวยความยุติธรรมมากกว่าส่งผลเสียต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชน แต่ต้องตระหนักว่าการอ้างความยุติธรรมมารับฟังพยานหลักฐานที่ได้มาโดยไม่บริสุทธิ์ ย่อมส่งผลเสียในการทำลายคุณค่าพื้นฐานของรัฐและมีผลไปสนับสนุนวัฒนธรรมให้เจ้าหน้าที่รัฐนิยมใช้วิธีการที่ฝ่าฝืนกฎหมายหรือผิดกฎหมายมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะส่งผลเสียต่อกระบวนการยุติธรรมทางอาญาโดยรวมทั้งหมด ทำให้ประชาชนขาดความศรัทธาในศาลและคำพิพากษา และสุดท้ายความยุติธรรมในคดีดังกล่าวก็จะไม่สามารถรักษาความสงบเรียบร้อยของสังคมอันเป็นภารกิจพื้นฐานของกระบวนการยุติธรรมได้

เพื่อเป็นการป้องปรามยับยั้งไม่ให้เจ้าหน้าที่รัฐใช้อำนาจในทางที่ฝ่าฝืนกฎหมายเพื่อแสวงหาพยานหลักฐาน ศาลจึงต้องตัดพยานหลักฐานเหล่านั้นและไม่รับฟังมาลงโทษจำเลยเสีย เพื่อจะก่อให้เกิดประโยชน์ในภาพรวมของกระบวรการยุติธรรมทางอาญาของประเทศต่อไป

ปัญหาสำคัญที่ต้องพิจารณาเป็นลำดับสุดท้าย คือ ข้อกล่าวอ้างของจำเลยที่อ้างว่าเกิดการซ้อมทรมานในชั้นกฎอัยการศึก หรือแม้กระทั้งการสอบสวนของพนักงานสอบสวนเป็นไปโดยมิชอบด้วยกฎหมาย โดยสภาพแล้วการซ้อมทรมานในชั้นกฎอัยการศึกเป็นการกระทำในสถานที่ลับและเมื่อพ้นจากการถูกควบคุมตัวตามระยะเวลา 7 วันแล้ว บาดแผลของผู้ถูกควบคุมตัวมักสูญหายไปตามกาลเวลา รวมทั้งในการสอบสวน บุคคลที่เป็นผู้ยึดกุมพยานเอกสารต่างๆมีเพียงพนักงานสอบสวนฝ่ายเดียวเท่านั้น ทำให้โดยธรรมชาติของสภาพปัญหาที่ผ่านมาจึงเป็นการยากที่จำเลยจะหาพยานหลักฐานมาสนับสนุนข้อกล่าวของตน

ดังนั้น ในการใช้ดุลพินิจของศาลเพื่อชั่งวัดน้ำหนักพยานหลักฐานของโจทก์และจำเลยเพื่อวินิจฉัยชี้ขาดว่าคำให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนได้มาโดยไม่บริสุทธิ์หรือไม่ ขอให้ศาลตระหนักถึงสภาพปัญหาสำคัญดังกล่าวประกอบในการใช้ดุลพินิจด้วยเพื่อประโยชน์ในการรักษาคุณค่าต่างๆ ที่กระบวนการยุติธรรมทางอาญามุ่งคุ้มครองต่อไป

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s