เปิดคำแถลงปิดคดี “ไมตรี” พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ก่อนศาลอ่านคำพิพากษาพรุ่งนี้

วันพรุ่งนี้ (8 มี.ค.59) เวลา 9.00 น. ศาลจังหวัดเชียงใหม่นัดฟังคำพิพากษาคดีของนายไมตรี จำเริญสุขสกุล ที่ถูกเจ้าหน้าที่ทหารแจ้งความในข้อหาตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 โดยการนำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ทำให้เกิดความเสียหายแก่ทหาร

จำเลยถูกกล่าวหาว่าได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กมีเนื้อหาว่าได้มีเจ้าหน้าที่ทหารไปตบหน้าชาวบ้านหลายคน ซึ่งมีทั้งเด็กและคนแก่ ขณะนั่งผิงไฟอยู่ที่บ้านกองผักปิ้ง อำเภอเชียงดาว ในช่วงคืนวันที่ 31 ธ.ค.57 และยังได้นำคลิปวีดีโอเป็นภาพเหตุการณ์ทหารโต้เถียงกับประชาชนเมื่อวันที่ 1 ม.ค.58 มาเผยแพร่ โดยจำเลยได้ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา (อ่านรายละเอียดคดี และภูมิหลังของจำเลย

การสืบพยานโจทก์และจำเลยในคดีนี้เสร็จสิ้นไปในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ข้อต่อสู้ของฝ่ายจำเลยที่สำคัญคือการยืนยันว่ามีเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นจริง และข้อความที่ฝ่ายโจทก์นำมาฟ้องไม่ใช่ของจำเลยทั้งหมด ทั้งพยานหลักฐานที่นำมาฟ้องจำเลยยังไม่ปรากฏพยานหลักฐานอิเลคทรอนิคส์ และตัวจำเลยยังนำเสนอข้อมูลในลักษณะเป็นสื่อพลเมืองและปากเสียงแทนชุมชน ไม่ได้มีเจตนาจะทำให้ทหารเสียหายแต่อย่างใด (อ่านประมวลสรุปการสืบพยานในศาล)

ก่อนศาลจะอ่านคำพิพากษา ทีมทนายความยังได้ยื่นคำแถลงการณ์ปิดคดีต่อศาล โดยแถลงในสามประเด็นหลัก ได้แก่ ในส่วนของข้อเท็จจริง คือประเด็นจำเลยเป็นผู้นำเข้าข้อมูลตามฟ้องลงในระบบคอมพิวเตอร์หรือไม่ และประเด็นข้อมูลดังกล่าวเป็นจริงหรือเท็จ ในส่วนของข้อกฎหมาย คือพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 ไม่ได้มีเจตนารมณ์จะนำมาใช้กับความผิดฐานหมิ่นประมาทแต่อย่างใด  รายงานนี้สรุปเนื้อหาของคำแถลงปิดคดีดังกล่าว ก่อนร่วมกันจับตาว่าศาลจะวินิจฉัยประเด็นเหล่านี้ในคำพิพากษาอย่างไร

IMG_7498

จำเลยเป็นผู้นำข้อมูลตามฟ้องลงในเฟซบุ๊กส่วนตัวหรือไม่?

ประเด็นแรก คำแถลงปิดคดีได้แถลงถึงประเด็นว่าจำเลยเป็นผู้นำข้อความตามฟ้องของโจทก์ลงในเฟซบุ๊กของจำเลยหรือไม่ จากคำเบิกความของพยานโจทก์ปากร้อยเอกพนมศักดิ์ กันแต่ง ซึ่งเป็นผู้นำพยานหลักฐานเข้าแจ้งความดำเนินคดีนี้ ที่เบิกความว่าเมื่อวันที่ 1 ม.ค.58 เวลาประมาณ 16.30 น.ได้รับแจ้งจากผู้บังคับบัญชาว่ามีคลิปวีดีโอถูกแชร์มาจากเฟซบุ๊กของนายไมตรี จำเริญสุขสกุล จึงได้เปิดเข้าไปดู พบว่ามีการระบุข้อความว่าทหารทำร้ายประชาชน โดยมีการตบเด็กและคนแก่ และมีคลิปวีดีโอซึ่งถูกเผยแพร่ในเว็บไซต์ยูทูบประกอบข้อความดังกล่าว ร.อ.พนมศักดิ์จึงได้ถ่ายข้อความที่เผยแพร่ดังกล่าว กับคัดลอกคลิปวีดีโอไปแจ้งความดำเนินคดี

ร.อ.พนมศักดิ์ตอบทนายจำเลยถามค้านในขั้นแรกว่า “การคัดลอกข้อความจากเฟซบุ๊กดังกล่าวเป็นการคัดลอกในลักษณะแคปหน้าจอ ไม่ใช่วิธีการลากเม้าส์คัดลอกข้อความ”  แต่เมื่อทนายจำเลยให้พยานดูเอกสารพิมพ์ออกโดยตรงผ่านเว็บบราวเซอร์จากเว็บเพจ “กูต้องได้ 100 ล้านจากทักษิณแน่ๆ” ร.อ.พนมศักดิ์จึงได้ย้อนเบิกความใหม่ว่า “ในการก๊อปปี้หรือคัดลอกแบบแคปหน้าจอจะมีลักษณะเป็นไปตามเอกสารที่ทนายจำเลยให้ดู โดยจะมีหัวข้อเว็ปไซด์ และ URL (คือตัวระบุแหล่งที่มาของไฟล์ ข้อมูล หรือเว็บไซต์ บนอินเตอร์เนต) อยู่ที่ด้านบน”

ร.อ.พนมศักดิ์ยังเบิกความขัดแย้งกับคำเบิกความตอบโจทก์ถามก่อนหน้านี้ว่า เอกสารตามฟ้องโจทก์สองฉบับ ตนไม่ได้เป็นผู้คัดลอกข้อความจากเฟสบุ๊กที่เปิดอ่าน แล้วนำไปแจ้งความโดยตรง แต่เอกสารที่นำไปใช้แจ้งความเป็นเอกสารที่ทางหน่วยเหนือส่งมาให้นำไปแจ้งความ ซึ่งร.อ.พนมศักดิ์มิได้กล่าวอ้างข้อประเด็นที่หน่วยเหนือหรือบุคคลอื่นเป็นผู้ทำเอกสารตามฟ้องไว้แต่อย่างใดในชั้นพนักงานสอบสวน 

จากคำให้การของ ร.อ.พนมศักดิ์นี้ จะพบว่าพยานโจทก์ปากนี้มิได้เข้าไปดูและคัดลอกข้อความตามเอกสารที่นำมาแจ้งความจากเฟซบุ๊กของจำเลย แต่ได้เข้าไปคัดลอกข้อความจากเว็บเพจชื่อ “กูต้องได้ 100 ล้านจากทักษิณแน่ๆ” ซึ่งมีข้อความเหมือนกับในเอกสารที่นำมาแจ้งความทุกตัวอักษร ตลอดทั้งการเว้นวรรคและย่อหน้า เพียงแต่เอกสารในการแจ้งความมีการตัดเอาหัวด้านบนที่มีชื่อเว็บเพจ ชื่อเรื่อง และ URL ออกไปเท่านั้น

ร.อ.พนมศักดิ์ยังเบิกความว่าคลิปวีดีโอที่คัดลอกมายังมาจากเว็บเพจ “กูต้องได้ 100 ล้านจากทักษิณแน่ๆ”” และชื่อไฟล์ในวีดีโอซึ่งถูกบันทึกไว้ในแผ่นซีดียังชื่อไฟล์ “กูต้องได้ 100 ล้านจากทักษิณแน่ๆ” และสุดท้ายพยานได้ตอบทนายจำเลยถามค้านว่าตามเอกสารที่แจ้งความ ไม่แน่ใจว่าปริ้นมาจากเฟซบุ๊กของจำเลยหรือจากเว็บเพจอื่น เมื่อพยานปากนี้เบิกความว่าจำไม่ได้ว่าเอกสารตามฟ้องปริ้นมาจากเฟซบุ๊กใด แต่กลับจำข้อความในเอกสารได้ทุกตัวอักษร จึงไม่น่าจะรับฟังได้

นอกจากนั้น ยังมีข้อพิรุธโดยหากพยานเข้าไปดูในเฟซบุ๊กของจำเลยและพบข้อความดังกล่าวจริง เหตุใดจึงไม่คัดลอกข้อความดังกล่าวไว้แต่แรกเพื่อนำมาเป็นพยานต่อศาล หรือจะฟังว่าคัดลอกไม่ได้เพราะจำเลยลบไปแล้วก็ไม่น่าจะมีเหตุผล เนื่องจากพยานปากนี้ให้การว่าได้เปิดพบข้อความในเฟซบุ๊กและเซฟไว้ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.58 ก่อนที่จำเลยจะลบข้อความในวันที่ 2 ม.ค.58  ส่วนพยานปากอื่นซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ทหารผู้ใต้บังคับบัญชาของ ร.อ.พนมศักดิ์ ก็เบิกความในทำนองเดียวกันว่าไม่เคยเปิดเฟซบุ๊กของจำเลย แต่ได้ดูจากที่ผู้บังคับบัญชาเปิดให้ดู ซึ่งไม่มีพยานคนใดยืนยันว่าได้ดูคลิปวีดีโอและอ่านข้อความจากเฟซบุ๊กของจำเลย 

พยานโจทก์ปากร้อยตำรวจเอกสงวน มีกลิ่น พนักงานสอบสวน ก็เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่าไม่เคยเข้าไปดูเฟซบุ๊กของจำเลย ไม่เคยยึดเครื่องคอมพิวเตอร์ของจำเลยมาตรวจสอบ ไม่เคยส่งเอกสารตามฟ้องให้ผู้เชี่ยวชาญทางเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ตรวจสอบ 

คำแถลงปิดคดีระบุว่าเนื่องจากพยานปาก ร.อ.พนมศักดิ์ ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านการรวบรวมพยานหลักฐานทางอิเลคทรอนิคส์ จึงน่าจะไม่ทราบว่าเอกสารพิมพ์ออกจากคอมพิวเตอร์นั้นไม่ใช่พยานหลักฐานอิเลคทรอนิคส์  เนื่องจากสามารถดัดแปลงแต่งเติมได้  แต่การที่ไม่สามารถยืนยันแหล่งที่มา วิธีการได้มา หรือว่าใครเป็นผู้จัดทำได้นั้น ก็ยิ่งทำให้คุณค่าในทางการพิสูจน์อยู่ในระดับที่ไม่สามารถรับฟังได้  เมื่อมาถึงชั้นพนักงานสอบสวนก็กลับไม่มีการดำเนินการรวบรวมพยานหลักฐานตามมาตรฐานกระบวนการสอบสวนโดยผู้เชี่ยวชาญที่น่าเชื่อถือใดๆ  โจทก์จึงไม่สามารถนำเอกสารในการแจ้งความ มาเป็นพยานหลักฐานให้จำเลยต้องรับผิดตามฟ้องได้

ส่วนคลิปวีดีโอที่จำเลยเป็นคนถ่ายนั้น ร.อ.พนมศักดิ์ ก็เบิกความว่าคัดลอกมาจากเว็บเพจอื่นซึ่งไม่ใช่เฟซบุ๊กของจำเลย และคลิปดังกล่าวก็ยังเป็นคลิปบันทึกภาพและเสียงจากเหตุการณ์จริง มิใช่ข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอมหรือเท็จแต่ประการใด  ทั้งโจทก์ก็ไม่ได้มีการนำสืบให้ปรากฏได้ว่าเป็นการทำปลอม หรือเป็นการแก้ไขทำให้ภาพและเสียงเปลี่ยนแปลงไปอย่างใด จึงไม่อาจถือได้ว่าเป็นการที่จำเลยนำเข้าซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอมหรือเป็นเท็จสู่ระบบคอมพิวเตอร์

Untitled

ข้อมูลตามฟ้องเป็นจริงหรือเท็จ มีประชาชนถูกทำร้ายร่างกายจริงหรือไม่?

ประเด็นที่สอง คำแถลงปิดคดีระบุว่าถึงแม้ว่าจำเลยจะมิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเฟซบุ๊กที่ลงข้อความที่ทำให้เจ้าหน้าที่ทหารเสียหาย แต่ยังมีข้อเท็จจริงที่เป็นประเด็นสำคัญคือ ประเด็นปัญหาที่ว่าในวันที่ 31 ธ.ค.57 เวลา 20.00 น. มีประชาชนถูกทำร้ายร่างกายจริงหรือไม่ อย่างไร 

ร.อ.พนมศักดิ์ กันแต่ง พยานโจทก์ได้เบิกความว่าเมื่อทราบว่ามีการเผยแพร่ข้อความว่าทหารทำร้ายประชาชน ได้เรียกกำลังพลที่เกี่ยวข้องมาตรวจสอบและสอบถามว่าได้กระทำจริงตามที่ชาวบ้านกล่าวหาหรือไม่ พบว่าไม่มี และได้รายงานสรุปว่าไม่มีการทำร้ายเด็กและคนแก่ที่หมู่บ้านกองผักปิ้ง และสรุปว่าที่ชาวบ้านกองผักปิ้งร้องเรียนว่าถูกทหารทำร้ายร่างกายนั้นเป็นเท็จ  ซึ่งจำเลยเห็นว่าเป็นการสรุปโดยยังมิได้สอบสวนหาความจริงจากทุกฝ่าย ไม่ปรากฏว่ามีการไปตรวจสอบหรือสอบถามประชาชนที่ร้องเรียนว่าถูกทำร้าย หรือประชาชนผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์แต่อย่างใด

ในการฟ้องคดีนี้โจทก์ฟ้องกล่าวหาว่าจำเลยนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลปลอมหรือข้อมูลอันเป็นเท็จ ดังนั้นความเป็นเท็จของข้อมูลจึงเป็นองค์ประกอบสำคัญของฐานความผิดที่โจทก์กล่าวหา  เมื่อจำเลยปฏิเสธ หน้าที่นำสืบจึงต้องตกแก่โจทก์ที่จะต้องพิสูจน์ แต่ในการสืบพยาน โจทก์มีพยานเป็นเจ้าหน้าที่ทหารที่เข้าไปในหมู่บ้านกองผักปิ้งในคืนวันที่ 31 ธ.ค.57 เวลา 20.00 น. มาเป็นพยานเพียงสองคนคือ จ่าสิบเอกมานพ ปานวิเศษ และจ่าสิบเอกอภิฉัตร รับบุญ  

จากคำให้การของพยานปากจ.ส.อ.มานพ ปานวิเศษ จะเห็นได้ว่าพยานมิได้อยู่ในเหตุการณ์ขณะที่เจ้าหน้าที่ทหารนายอื่นเข้าควบคุมตัวกลุ่มวัยรุ่น เพราะได้ขับขี่จักรยานยนต์ออกติดตามวัยรุ่นที่วิ่งหนีไป เมื่อกลับมาก็ได้ยินกลุ่มวัยรุ่นดังกล่าวพูดโวยวายว่า ทหารตบตีวัยรุ่นและทำร้ายคนชราและเด็ก พยานปากนี้จึงไม่ใช่ประจักษ์พยานที่เห็นเหตุการณ์ว่ามีการทำร้ายร่างกายหรือไม่ ส่วนพยานปาก จ.ส.อ.อภิฉัตร รับบุญ ก็ได้เบิกความว่าได้ไปถึงบ้านกองผักปิ้งหลังจากมีเหตุการณ์ที่ชาวบ้านแจ้งว่ามีการตบเด็กและคนชราแล้ว จึงไม่ใช่ประจักษ์พยานที่เห็นเหตุการณ์ว่ามีการทำร้ายร่างกายหรือไม่เช่นกัน

ส่วนจำเลยมีพยานบุคคลที่อยู่ในเหตุการณ์และถูกทำร้ายโดยการตบศีรษะมาเบิกความรวม 5 คน โดยเบิกความตรงกันว่าในวันที่ 31 ธ.ค.57 เวลา 20.00 น หลังจากที่เด็กวัยรุ่นเล่นฟุตบอลที่ลานกลางหมู่บ้านเสร็จก็นั่งล้อมกองไฟที่ก่ออยู่ข้างสนามด้วยกัน และได้มีรถยนต์กระบะสีดำขับเข้ามาจอดที่ลานหมู่บ้านหันหน้าเข้าหาและเปิดไฟหน้าส่องพวกตน หลังจากนั้นมีผู้ชายประมาณ 4-5 คนพร้อมอาวุธปืน แต่งกายนอกเครื่องแบบ บางคนใส่เกราะกันกระสุน ลงจากรถวิ่งเข้าหากลุ่มของตน บังคับให้นั่งลงและก้มหน้า ซึ่งขณะนั้นมีผู้นั่งอยู่บริเวณนั้น 7 คน หลังจากนั้นมีชายคนหนึ่งในกลุ่มได้เข้าตบศีรษะพวกตนทีละคน โดยผู้ที่ถูกตบศีรษะและชาวบ้านเชื่อว่าคนที่ทำร้ายเป็นทหาร เนื่องจากเห็นว่าชายคนดังกล่าวมาลงมาจากรถคันเดียวกับทหารคนอื่นๆ  ทั้งชายที่มาชุดแรกที่ไม่ได้แต่งเครื่องแบบ ก็พูดคุยกับเจ้าหน้าที่ทหารที่แต่งเครื่องแบบตามเข้ามาในที่เกิดเหตุชุดหลัง ชาวบ้านจึงรู้ว่าชายกลุ่มแรกเป็นทหารเหมือนกัน

คำแถลงปิดคดียังระบุว่าคำเบิกความของพยานโจทก์ปาก จ.ส.อ.มานพ ปานวิเศษ นั้นมีพิรุธอย่างมาก โดยพยานพยายามหลีกเลี่ยงไม่พูดถึงทหารที่เข้าไปในหมู่บ้านกองผักปิ้งว่าเป็นผู้ใดบ้าง และเป็นหน่วยใด  นอกจากนั้นในการตอบทนายจำเลยถามค้าน เมื่อให้พยานดูภาพถ่ายในคืนเกิดเหตุ ปรากฏภาพชายสวมกางเกงสามส่วนถืออาวุธปืนเอ็ม 16 พยานเบิกความต่อศาลว่าชายคนดังกล่าวไม่ใช่เจ้าหน้าที่ทหาร ทั้งที่ชายคนดังกล่าวเดินไปมา และยืนถือปืนเอ็น 16 อยู่ใกล้ๆ กับเจ้าหน้าที่ จึงเป็นไปไม่ได้ที่พยานจะไม่รู้จักและไม่ทราบว่าเป็นใคร แต่น่าจะเป็นไปได้ที่จะเป็นเจ้าหน้าที่ทหารนอกเครื่องแบบที่มาพร้อมกับพยาน แต่พยานหลีกเลี่ยงที่จะชี้ว่าเป็นผู้ใด ซึ่งเป็นพิรุธอย่างยิ่ง

จากการที่ตัวจำเลยและชาวบ้านกองผักปิ้งได้ฟังคำบอกเล่าจากผู้ที่ถูกทำร้าย ได้ดูคลิปวิดีโอในคืนเกิดเหตุ และได้เห็นหัวหน้าหน่วยทหารถอดหมวกขอโทษในวันที่ 1 ม.ค.58 ตลอดจนได้เห็นหนังสือบันทึกที่มีข้อความทำนองขอโทษที่ทหารทำร้ายประชาชนที่ทำที่บ้านผู้ใหญ่บ้านหมู่ 1  ทำให้ชาวบ้านกองผักปิ้งเชื่อโดยบริสุทธิ์ใจว่าผู้ที่ทำร้ายเด็กวัยรุ่นและคนแก่เป็นเจ้าหน้าที่ทหาร

แต่เจ้าหน้าที่ทหารไม่นำผู้กระทำการมาขอโทษคนแก่ที่ถูกทำร้าย ชาวบ้านกองผักปิ้งที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมจึงได้มอบหมายให้จำเลยนำคลิปวีดิโอเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโพสต์ไว้ในเฟซบุ๊กของจำเลย ซึ่งจำเลยในฐานะเป็นผู้ทำงานเพื่อชุมชนผู้มีเชื้อสายลาหู่ ในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารและเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชุมชน ผ่านทางเฟซบุ๊กของจำเลยอยู่แล้ว จำเลยจึงได้ลงข้อความและคลิปวีดีโอเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงโดยสุจริต เพื่อความชอบธรรม และปกป้องสิทธิของชาวบ้านกองผักปิ้งที่ควรจะได้รับ และไม่มีเจตนาที่จะทำให้เจ้าหน้าที่ทหารเสียหายแต่อย่างใด 

brn_com_2550

พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ไม่ได้มีเจตนารมณ์จะใช้กับความผิดฐานหมิ่นประมาท

ประเด็นที่สาม  คำแถลงปิดคดีระบุถึงประเด็นข้อกฎหมาย โดยเห็นว่าโจทก์ไม่สามารถนำพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 มาฟ้องในคดีนี้ได้ เพราะข้อความหรือคลิปวีดีโอที่โจทก์อ้างว่ามีการนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์มิใช่ข้อมูลคอมพิวเตอร์ ตามนิยามคำว่า “ข้อมูลคอมพิวเตอร์” ของมาตรา 3 ของพ.ร.บ.ฉบับนี้  และการใช้กฎหมายนี้ในคดีนี้ยังไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์และเหตุผลในการประกาศใช้พ.ร.บ.ฉบับนี้ ด้วยมาตรา 14 มิได้มุ่งเจตนาลงโทษผู้กระทำความผิดฐานหมิ่นประมาท ในประเด็นนี้ศาลจังหวัดภูเก็ตได้เคยมีคำวินิจฉัยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2161/2557 คดีหมายเลขแดงที่ 6564/2558 ในคดีระหว่าง พนักงานอัยการจังหวัดภูเก็ต กับบริษัท บิ๊ก ไอซ์แลนด์ มีเดีย จำกัด กับพวกรวม 3 คน 

ศาลจังหวัดภูเก็ตได้วินิจฉัยข้อกฎหมายไว้ส่วนหนึ่งว่า “..และเจตนารมณ์ของกฎหมาย มาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัตินี้มิได้มุ่งเจตนาลงโทษผู้กระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา ซึ่งความผิดฐานหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณามีบัญญัติไว้เป็นการเฉพาะแล้วในประมวลกฎหมายอาญา ดังนั้น การกระทำของจำเลยทั้งสามจึงไม่เป็นความผิดพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พิพากษาให้ยกฟ้อง” (ดูเพิ่มเติมคำพิพากษาคดีภูเก็ตหวาน เผยแพร่โดยศูนย์ข้อมูลกฎหมายและคดีเสรีภาพ)

ดังนี้แล้ว เมื่อข้อความหรือคลิปวิดีโอเฉพาะส่วนที่จำเลยรับว่าได้โพสต์ลงในเฟซบุ๊กของจำเลยนั้นไม่ปรากฏว่ามีข้อความใดที่เป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอมหรือข้อมูลอันเป็นเท็จ  จำเลยโพสต์ข้อความโดยสุจริตเพื่อประโยชน์ในการรับรู้ข่าวสารของสาธารณะ และเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมให้แก่ชาวบ้านผู้ด้อยโอกาสในสังคม ทั้งเจตนารมณ์ของกฎหมายที่โจทก์นำมาฟ้องจำเลย ก็มิได้มุ่งจะบัญญัติให้ซ้ำซ้อนกับบทบัญญัติอันมีโทษทางอาญาที่มีอยู่เดิม จำเลยจึงเห็นว่าโจทก์ไม่สามารถนำกฎหมายดังกล่าวมาฟ้องจำเลยได้ และจำเลยไม่มีความผิดตามฟ้องโจทก์         

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

จับตา 2-4 ก.พ. ศาลเชียงใหม่นัดสืบพยานคดีพ.ร.บ.คอมฯ เหตุโพสต์กรณี‘ทหารตบหน้าชาวบ้าน’

จากทหารชายแดนถึงเด็กชายชาวลาหู่: ประมวลปากคำพยานคดีพ.ร.บ.คอมฯ โพสต์หมิ่นประมาททหาร

#เรามีไมตรี: เมื่อเพื่อนพี่น้องเขียนถึงจำเลยคดีพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s