วันพรุ่งนี้ นัดพิจารณาคดีครั้งแรก คดีสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ฟ้องขอเพิกถอนคำสั่งลงโทษไล่ออกจากราชการ

ศาลปกครองกลางกำหนดให้วันที่ 1 มีนาคม 2559 เป็นวันนั่งพิจารณาคดีครั้งแรกของคดีหมายเลขดำที่ บ. 408/2558 อันเป็นคดีที่นายสมศักดิ์ เจียมธีรสกุลเป็นผู้ฟ้องคดี ฟ้องมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1และคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา (ก.พ.อ.) เป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 เพื่อขอเพิกถอนคำสั่งลงโทษไล่ออกจากราชการ โดยกำหนดนัดพิจารณาดังกล่าวเริ่มเวลา 13.30 น.ของวันดังกล่าว ณ ศาลปกครองกลาง ชั้น 3 ห้องพิจารณาคดีที่ 8 รายละเอียดปรากฎตามภาพหมายแจ้งกำหนดวัน

scan-page-001

 

ความเป็นมาของคดีก่อนวันนัดนั่งพิจารณาครั้งแรกในวันที่ 1 มีนาคม 2559

คดีนี้ ศาลปกครองกลางมีคำสั่งรับฟ้องในวันที่ 24 กันยายน 2558 โดยรายละเอียดเกี่ยวกับเหตุแห่งคดีและคำฟ้อง อ่านเพิ่มได้ที่นี่

ต่อมาในวันที่ 8 ธันวาคม 2558 ศาลปกครองกลางได้ส่งคำให้การของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และคำให้การคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา (ก.พ.อ.) มาให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดี โดยในคำให้การดังกล่าวของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองได้โต้แย้งคำฟ้องของผู้ฟ้องคดีมาในประเด็นต่างๆ ดังนี้

 

คำให้การผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1

ประเด็นที 1 แม้ว่าผู้ฟ้องคดีจะได้ยื่นคำร้องขอลาเพื่อเพิ่มพูนความรู้แล้วก็ตาม แต่เมื่อมหาวิทยาลัยยังไม่มีคำสั่งอนุญาตให้ลา ผู้ฟ้องจึงยังต้องปฏิบัติราชการและเมื่อผู้บังคับบัญชามีคำสั่งให้ผู้ฟ้องกลับมาปฏิบัติราชการแล้ว ผู้ฟ้องไม่ปฏิบัติตามคำสั่งจึงต้องถือว่า จงใจไม่ปฏิบัติหน้าที่และจงใจไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา จึงต้องถูกลงโทษตามข้อ 55 (6) แห่งข้อบังคับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ว่าด้วยการดำเนินการทางวินัย การอุทธรณ์ และการร้องทุกข์ พ.ศ. 2551

ประเด็นที่ 2 ในการมีคำสั่งลงโทษไล่ออกจากราชการ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ได้มีการตั้งคณะกรรมการสวนวินัยตรวจสอบข้อเท็จจริงต่างๆ มีความเห็นว่าผู้ฟ้องกระทำความผิดวินัยร้ายแรง โดยไม่มีเหตุอันควรลดโทษ และเมื่อผู้ถูกฟ้องที่ 1 ได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงและมีคำสั่งลงโทษตามข้อ 55  ของข้อบังคับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ว่าด้วยการดำเนินการทางวินัย การอุทธรณ์ และการร้องทุกข์ พ.ศ. 2551 จึงเป็นการใช้ดุลพินิจโดยชอบด้วยกฏหมาย

 

คำให้การผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2

ประเด็นที่ 1 กระบวนการพิจารณาอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องที่ 2 ชอบด้วยกฎหมายแล้ว

ประเด็นที่ 2 ข้อกล่าวอ้างเรื่องการถูกขมขู่ทั้งทางตรงและทางอ้อมจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่เป็นเหตุให้ผู้ฟ้องคดีต้องลี้ภัยและไม่อาจมาปฏิบัติราชการได้ เป็นข้ออ้างที่ผู้ถูกฟ้องคดีคาดการณืไปเองและไม่มีพยานหลักฐานสนับสนุน ดังนั้น การใช้ดุลพินิจในออกคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และการใช้ดุลพินิจในการพิจารณาอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2

ต่อมาในวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2559 ศาลปกครองกลางได้ส่งหมายแจ้งมายังผู้ฟ้องคดีว่าได้กำหนดวันสิ้นสุดการแสวงหาข้อเท็จจริงของคดีนี้เป็นวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2559 ซึ่งเมื่อผู้ฟ้องคดีได้รับหมายแจ้งดังกล่าว ผู้ฟ้องคดีจึงได้จัดทำคำคัดค้านคำให้การของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองและชี้แจ้งข้อเท็จจริงเพิ่มเติมต่อศาลในวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2559 โดยมีประเด็นดังต่อไปนี้

 

คำคัดค้านคำให้การของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองและชี้แจ้งข้อเท็จจริงเพิ่มเติม

ประเด็นที่ 1 ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 มีเหตุสภาพร้ายแรงอันทำให้การพิจารณาไม่เป็นกลาง

ประเด็นที่ 2 คำสั่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่ 356/2558 เรื่องลงโทษออกจากราชการ เป็นการใช้ดุลพินิจต่อหลักความพอสมควรแก่เหตุ

ประเด็นที่ 3 ข้อเท็จจริงที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 อ้างมาเป็นเหตุในออกคำสั่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่ 356/2558 เรื่องลงโทษออกจากราชการ มีความบกพร่อง

ประเด็นที่ 4 ผู้ถูกฟ้องคดีที่ / ใช้ดุลพินิจไม่ชอบด้วยกฎหมายในพิจาณาอุทธรณ์คำสั่งที่ ศธ. 0592(3)1.9/6266

 

วันนัดนั่งพิจารณาคดีครั้งแรกและนัดฟังคำพิพากษา

วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2559 ศาลปกครองกลางได้แจ้งต่อผู้ฟ้องคดีว่าคดีนี้ ศาลได้กำหนดวัดนั่งพิจารณาคดีครั้งแรก ให้วันที่ 1 มีนาคม 2559 เวลา 13.30 น. ที่ศาลปกครองกลางชั้น 3 ห้องพิจารณาคดี 8 และนัดฟังคำพิพากษาในคดีนี้ ในวันที่ 8 มีนาคม 2559 เวลา 9.30 น. ที่ศาลปกครองกลาง ชั้น 3 ห้องพิจารณาคดี 8

ซึ่งนอกจากการแจ้งกำหนดนัดดังกล่าวแล้ว ศาลยังได้สรุปข้อเท็จจริงในคดีของตุลาการเจ้าของสำนวนมาพร้อมหมายนี้ด้วย ซึ่งการสรุปข้อเท็จจริงดังกล่าวศาลอ้างว่าได้พิจารณา ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องและคำให้การแล้ว ศาลเห็นว่าเพียงพอที่จะพิจารณาพิพากษาคดีได้แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตามขั้นตอนในการแสวงหาข้อเท็จจริงตามระเบียบของที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2543 ครบทุกขั้นตอน

ทางผู้ฟ้องคดีจึงเห็นว่า การสรุปข้อเท็จจริงในคดีของศาลดังกล่าว เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีโดยมิชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากเป็นการสรุปข้อเท็จจริงโดยไม่ได้นำเอาข้อเท็จจริงจากคำคัดค้านคำให้การผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองของผู้ฟ้องคดีมารวมสรุปไว้ด้วย ผู้ฟ้องคดีจึงได้ยื่นคำร้องขอเพิกถอนกระบวนการพิจารณาที่มิชอบด้วยกฎหมายดังกล่าว เพื่อรักษาประโยชน์แห่งยุติธรรมของผู้ฟ้องคดี

Advertisements
By Thai Lawyers for Human Rights Posted in News Update

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s