ทนายยื่นหนังสือถึงสภาทนายขอให้ตรวจสอบการคุกคามทนายโดยเจ้าหน้าที่ สภาทนายรับจะนำเข้าที่ประชุม

เย็นวานนี้คณะทนายความกลุ่มขบวนการประชาธิปไตยใหม่เดินทางเข้ายื่่นหนังสือต่อสภาทนายความฯ ขอให้มีการตรวจสอบการคุกคามทนายความที่ปฏิบัติตามกฎหมายในสองกรณี สภาทนายฯ ความรับเรื่องจะมีการนำเรื่องเข้าที่ประชุมเพื่อหามาตรการในการคุ้มครองการปฏิบัติหน้าที่ของทนายความและจะประสานกับ สตช. เพื่อหารือแนวทางในการปฏิบัติต่อทนายความ

18 ก.พ.2559 เวลา 16.30 น.น.ส.ศิริกาญจน์ เจริญศิริ ทนายความของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน พร้อมคณะ เดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อนายกสภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ ถ.ราชดำเนิน เพื่อขอให้ดำเนินการตรวจสอบการคุกคามทนายความโดยมีการแจ้งความดำเนินคดีจากการปฏิบัติหน้าที่ทนายความทั้งในกรณีของตนเองคือการเป็นทนายความให้กับสมาชิกขบวนการประชาธิปไตยใหม่ซึ่งถูกจับกุมในวันที่ 26มิ.ย.2558 และในกรณีของน.ส.เบญจรัตน์ มีเทียน ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ให้แก่่นายธนกฤต ทองเงินเพิ่ม หนึ่งในผู้ต้องหาคดีหมิ่นสถาบันกษัตริย์จากการถูกล่าวหาว่าร่วมกันวางแผนป่วนกิจกรรม Bike for Dad โดยมีนายสุวิทย์ เชยอุบล อุปนายกฝ่ายปฏิบัติการ และนายสุนทร พยัคฆ์ อุปนายกฝ่ายช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมายเป็นผู้รับหนังสือ แทนนายกสภาทนายความที่ไม่สามารถมาพบได้ในวันนี้

นายกฤษฎางค์ นุตจรัส หนึ่งในคณะทนายความของกลุ่มขบวนการประชาธิปไตยใหม่ได้กล่าวต่อที่ประชุมว่าจากเหตุการณ์เจ้าหน้าที่ตำรวจพยายามค้นรถยนต์ของน.ส.ศิริกาญจน์ ซึ่งจอดอยู่หน้าศาลทหาร ในคืนวันที่ 26 มิ.ย.2558 ภายหลังจากสมาชิกทั้ง 14 คน ของขบวนการประชาธิปไตยใหม่ถูกนำตัวมาฝากขังที่ศาล จนวันถัดมาตำรวจจึงนำหมายค้นมาแสดง ซึ่งน.ส.ศิริกาญจน์เห็นว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบด้วยกฎหมายจึงเข้าแจ้งความที่สน.ชนะสงคราม แต่กลับถูกเจ้าหน้าที่แจ้งความกลับด้วยข้อหาแจ้งความเท็จและขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานเป็นการกลั่นแกล้งอย่างชัดเจน

น.ส.พูนสุข พูนสุขเจริญ ทนายความของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนกล่าวถึงกรณีของน.ส.เบญจรัตน์ มีเทียนซึ่งได้มอบอำนาจให้มายื่นหนังสือถึงสภาทนายความแทนว่า ศูนย์ทนายความฯ เห็นว่าน.ส.เบญจรัตน์ได้ถูกคุกคามจากการปฏิบัติหน้าที่ทนายความด้วยเช่นกันและยังได้เคยยื่นหนังสือถึงสภาทนายความมาครั้งหนึ่งแล้ว โดยครั้งนี้มีข้อมูลเพิ่มเติมอีกคือตอนนี้น.ส.เบญจรัตน์ตกเป็นผู้ต้องหาแล้วโดยได้เข้ารับทราบข้อกล่าวหาที่กองบังคับการปราบปรามเมื่อวันที่ 28ม.ค.ที่ผ่า่นมา น.ส.เบญจรัตน์จึงอยากขอให้มีการตรวจสอบและช่วยเหลือในกรณีนี้ด้วย ตนเห็นว่ากรณีนี้เป็นประเด็นเดียวกันและเห็นว่าทนายความไม่ควรถูกคุกคามจึงมายื่นหนังสือพร้อมกันในครั้งนี้

นายกฤษฎางค์ได้เสนอว่าอยากให้สภาทนายความแสดงท่าทีอย่างชัดเจนต่อรัฐหรือหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องเพื่อคุ้มครองสิทธิของประชาชนและการปฏิบัติหน้าที่ของทนายความ ซึ่งทางกลุ่มได้มีการปรึกษากันแล้วว่า หากทางสภาทนายความเห็นว่าเป็นการปฏิบัติที่ไม่ถูกต้องของรัฐ ซึ่งในกรณีนี้ก็คือเจ้าหน้าที่ตำรวจ จึงอยากทราบว่าเป็นไปได้หรือไม่ถ้าสภาทนายความจะมีการแสดงท่าทีที่ชัดเจนหรือมีการพบปะกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติเพื่อเจรจาว่าจะยุติเรื่องเหล่านี้อย่างไร เพราะคนเดือดร้อนก็คือลูกความไม่ใช่ทนายความ

นายกฤษฏางค์กล่าวต่ออีกว่าอยากให้สภาทนายความบรรจุเรื่องการคุกคามทนายความเข้าเป้นวาระในการประชุมใหญ่ของสภาทนายความที่จะมีขึ้นในเดือนเมษายนที่จะถึงนี้ด้วย เพื่อที่จะดูว่ามีทนายความคนอื่นๆ อีกหรือไม่ที่ถูกคุกคามอีก เพราะนอกจากสองกรรีนี้แล้วยังทราบมาว่ามีกรณีทนายความในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้หรือกรณีล่าสุด นายชูชาติ กันภัยที่เป็นทนายความให้กับนายอาเดม คาราดัก(ชื่อจริงคือนายบิลาล โมฮำเหม็ด) ได้ให้สัมภาษณ์ว่าลูกความของตนถูกซ้อมทรมาน แต่พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล ได้ให้ข่าวต่อสื่อมวลชนในเวลาต่อมาว่าให้พนักงานสอบสวนตรวจสอบดูแล้วว่าจะดำเนินคดีด้วยข้อหาใดบ้าง ซึ่งหากว่าเห็นสมควรนำเรื่องนี้เข้าที่ประชุมว่าทนายความทั่วประเทศเห็นว่าอย่างไร และต้องมีมาตรการอย่างไร

นายสุนทร พยัคฆ์ กล่าวว่ากรณีการค้นรถของน.ส.ศิริกาญจน์การมาขอค้นตอนตีหนึ่งและไม่มีการแจ้งเหตุขัดข้องเขาเห็นว่าเป็นการปฏิบัติโดยมิชอบ เพราะฉะนั้นยอมสามารถดำเนินการทางกฎหมายได้อยู่แล้วและเหตุก็ชัดเจนว่าเขาไปขอหมายศาลก็ต้องไปดูว่าตำรวจให้เหตุผลอะไรในการขอหมายศาล แต่ตอนที่มาขอค้นรถกลับไม่มีการแจ้งเหตุผล ซึ่งในเรื่องนี้ก็มีคำพิพากษาศาลฎีกา

นายโอฬาร กุลวิจิตร ประธานสภาทนายความภาค 9(ภาคใต้) กล่าวว่าที่ผ่านมาเรื่องทนายความถูกคุกคามก็พอมีอยู่บ้างในพื้นที่ภาคใต้ แต่ในกรณีนี้เห็นว่าเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในภาวะที่ไม่ปกติ ไม่มีรัฐธรรมนูญที่วางเรื่องสิทธิมนุษยชน ศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ ในตอนนี้เห็นว่าที่ทางสภาทนายความพอจะทำได้คือการมีหนังสือถึง สตช. เพื่อให้ดูแลเรื่องนี้และทำอย่างตรงไปตรงมา

นายดุสิต พรหมสิทธิ์ ตัวแทนของสภาทนายความจังหวัดอุดรธานี กล่าวว่าเมื่อมีการร้องขอให้สภาทนายความช่วยเหลือแล้วจะตรวจสอบข้อเท็จจริง และนอกจากนั้นในกรณีในจังหวัดภาคอีสานที่มีทนายความที่ถูกคุกคามจากการปฏิบัติหน้าที่เหมือนกัน ซึ่งประเด็นนี้เราจะเอาเข้าที่ประชุมด้วย เพื่อหารือกันว่าจะมีมาตรการอย่างไร

นายสุวิทย์ เชยอุบล กล่าวว่าจะนำเรื่องนี้เข้าที่ประชุม แต่ในความเห็นของตนอาจจะมีการตั้งคณะทำงานขึ้นมาและประสานกับทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติเพื่อพูดคุยหาแนวทางในการปฏิบัติต่อทนายความจะต้องเป็นอย่างไร แต่รอเข้าที่ประชุมแล้วให้ที่ประชุมสรุป หากมีความคืบหน้าจะแจ้งให้ทราบ

นายกฤษฎางค์กล่าวว่าถ้าสภาทนายให้เป็นวาระเร่งด่วนได้ก็จะเป็นประโยชน์ต่อคนอื่นๆ แล้วหลังจากนี้ทางกลุ่มก็จะยังคงเดินหน้าในการดำเนินการทางกฎหมายตามมาตรา 157 ต่อ แต่ที่นำเรื่องมาสู่สภาทนายความเพราะต้องการทำให้มีกติกาที่คุ้มครองสมาชิกสภาทนายความทุกคนไม่ใช่เฉพาะแต่พวกเรา และทางกลุ่มยินดีจะเข้าให้ข้อมูลต่อผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติหากสภาทนายความจะมีการเข้าพบ

 

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

คดีกล่าวหาทนาย NDM แจ้งความเท็จ อธิบายไม่ได้ว่าแจ้งความเท็จตรงไหน รอสอบผู้กล่าวหาเพิ่ม

ทนายคดี 14  NDM ได้หมายเรียกรับทราบข้อหาไม่ปฏิบัติตามคำสั่งเจ้าพนักงานและแจ้งความเท็จ

ทนายของผู้ต้องหาเตรียมป่วน Bike for Dad รับทราบข้อกล่าวหาที่กองปราบฯ ยันตนแค่ทำตามหน้าที่ทนาย

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s