ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ยกฟ้องคดีพลเมืองโต้กลับฟ้องประยุทธ์และพวกข้อหาล้มล้างการปกครอง

กลุ่มพลเมืองโต้กลับพร้อมยื่นฎีกา ฟ้อง “ประยุทธ์และพวก” ล้มล้างระบอบการปกครอง แม้ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องก็ตาม เผยยังไม่เคยมีคดีที่พลเมืองฟ้องคณะรัฐประหารในข้อหากบฏ เข้าสู่การพิจารณาในชั้นศาลฎีกามาก่อน

วันนี้(18 ก.พ.) ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาตามที่นายพันธ์ศักดิ์ ศรีเทพและพวกในนาม “กลุ่มพลเมืองโต้กลับ” ฟ้อง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา พล.ร.อ. ณรงค์ พิพัฒนาศัย พล.อ.อ. ประจิณ จั่นตอง พล.ต.อ. อดุลย์ แสงสิงแก้ว และพล.อ. ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร ในนามคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช.ในข้อหาร่วมกันล้มล้างหรือเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา 113  และสะสมกำลังพลและอาวุธเพื่อเป็นกบฏ ตามมาตรา 114

โดยศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้นยกฟ้องโดยให้เหตุผลว่า แม้ฝ่ายโจทก์จะยื่นอุทธรณ์ว่า คสช.ออกกฎหมายมาตรา  47  และ 48 ตามรัฐธรรมนูญชั่วคราว พ.ศ.2557 นั้นไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะขัดกับหลักประชาธิปไตย และไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์และความปรารถนาของประชาชน ดังนั้น คสช.จึงไม่สามารถอ้างกฎหมายสองมาตรานี้ยกเว้นความผิดแก่ตัวเองได้นั้น

ศาลอุทธรณ์เห็นว่า มาตรา 48 แห่งรัฐธรรมนูญชั่วคราว พ.ศ. 2557  นั้นประกาศใช้ในรัฐธรรมนูญชั่วคราวฉบับปัจจุบันแล้ว ศาลอุทธรณ์จึงไม่มีอำนาจในการไต่สวน อีกทั้งในมาตรานี้ก็ระบุไว้ชัดเจนว่า บรรดาการกระทำ ทั้งหลายซึ่งได้กระทำเนื่องในการยึดและควบคุมอำนาจการปกครองแผ่นดิน เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ของหัวหน้าและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ รวมทั้งการกระทำของบุคคลที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำดังกล่าวหรือของผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากหัวหน้าหรือคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือของผู้ซึ่งได้รับคำสั่งจากผู้ได้รับมอบหมายจากหัวหน้าหรือคณะรักษาความสงบแห่งชาติ อันได้กระทำไปเพื่อการดังกล่าวข้างต้นนั้น การกระทำดังกล่าวมาทั้งหมดนี้ ไม่ว่าจะเป็นการกระทำเพื่อให้มีผลบังคับในทางรัฐธรรมนูญ ในทางนิติบัญญัติ ในทางบริหาร หรือในทางตุลาการ รวมทั้งการลงโทษและการกระทำอันเป็นการบริหารราชการอย่างอื่น ไม่ว่ากระทำในฐานะตัวการ ผู้สนับสนุน ผู้ใช้ให้กระทำ หรือผู้ถูกใช้ให้กระทำ และไม่ว่ากระทำในวันที่กล่าวนั้นหรือก่อนหรือหลังวันที่กล่าวนั้น หากการกระทำนั้นผิดต่อกฎหมาย ให้ผู้กระทำพ้นจากความผิดและความรับผิดโดยสิ้นเชิงด้วยเหตุนี้ศาลอุทธรณ์จึงมีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้นว่า การกระทำใด ๆ ของ คสช.ย่อมถูกต้องตามกฎหมาย ส่วนข้ออุทธรณ์ของฝ่ายโจทก์ที่ว่า การออกฎหมายในมาตราดังกล่าวไม่เป็นไปตามหลักปฏิบัติของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยนั้น ต้องแยกส่วนกันในการพิจารณา ไม่เกี่ยวข้องกับคำร้องของฝ่ายโจทก์

ด้านนายอานนท์ นำภา ทนายความฝ่ายโจทก์ในคดีนี้กล่าวหลังจากศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาออกมาแล้วว่า แม้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์จะพิพากษายกฟ้องคดีทั้งสองศาล ทำให้ฝ่ายโจทก์ไม่สามารถยื่นฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 220 แต่ตามมาตรา 221 ก็เปิดช่องให้สามารถยื่นฎีกาได้ ถ้าผู้พิพากษาคนใดซึ่งพิจารณาคดีนี้ทำความเห็นแย้งว่า ข้อความที่ตัดสินนั้นเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลสูงสุดและอนุญาตให้ฎีกาก็ให้รับฎีกานั้นไว้พิจารณาต่อไป

“แม้ทั้งสองศาลจะยกฟ้อง แต่ก็ยังมีข้อกฎหมายที่เปิดช่องให้ฎีกาได้ โดยเราจะให้เหตุผลว่า คดีนี้เป็นคดีที่เป็นประโยชน์และมีคุณค่าในสังคม ข้อขัดแย้งควรจะขึ้นสู่ศาลสูงสุด ทั้งนี้ยังไม่เคยมีคดีที่เกี่ยวข้องกับการรัฐประหาร รวมถึงการกระทำใดของคณะรัฐประหารชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เข้าสู่การพิจารณาคดีในชั้นศาลฎีกามาก่อน” ทนายความฝ่ายโจทก์กล่าว

*ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220 ระบุว่า ห้ามมิให้คู่ความฎีกาในคดีที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์

มาตรา 221 ระบุว่า ในคดีซึ่งห้ามฎีกาไว้โดยมาตรา 220 แห่งประมวลกฎหมายนี้ ถ้าผู้พิพากษาคนใดซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาหรือทำความเห็นแย้งในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์พิเคราะห์เห็นว่าข้อความที่ตัดสินนั้นเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลสูงสุดและอนุญาตให้ฎีกา หรืออธิบดีกรมอัยการลงลายมือชื่อรับรองในฎีกาว่ามีเหตุอันควรที่ศาลสูงสุดจะได้วินิจฉัย ก็ให้รับฎีกานั้นไว้พิจารณาต่อไป

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s