จากทหารชายแดนถึงเด็กชายชาวลาหู่: ประมวลปากคำพยานคดีพ.ร.บ.คอมฯ โพสต์หมิ่นประมาททหาร

เมื่อวันที่ 2-4 ก.พ.59 ที่ศาลจังหวัดเชียงใหม่ มีการนัดสืบพยานโจทก์และจำเลยในคดีของนายไมตรี จำเริญสุขสกุล ที่ถูกเจ้าหน้าที่ทหารกล่าวหาว่ากระทำความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 โดยการนำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ทำให้เกิดความเสียหายแก่ทหาร

ไมตรี เป็นชาวลาหู่ มีบทบาทในการเป็นผู้ริเริ่มก่อตั้ง “กลุ่มเยาวชนรักษ์ลาหู่” และการเป็นผู้สื่อข่าวพลเมือง เขาถูกกล่าวหาว่าได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กมีเนื้อหาว่าได้มีเจ้าหน้าที่ทหารตบหน้าชาวบ้านหลายคน ซึ่งมีทั้งเด็กและคนแก่ ขณะนั่งผิงไฟอยู่ที่บ้านกองผักปิ้ง อำเภอเชียงดาว ในช่วงคืนวันที่ 31 ธ.ค.57 และยังได้นำคลิปวีดีโอเป็นภาพเหตุการณ์ทหารโต้เถียงกับประชาชนเมื่อวันที่ 1 ม.ค.58 มาเผยแพร่ (ดูรายละเอียดคดี และภูมิหลังจำเลยเพิ่มเติมในรายงานของศูนย์ทนายฯ)

บรรยากาศในการพิจารณาทั้งสามวัน มีผู้ให้ความสนใจหลายกลุ่ม ทั้งเจ้าหน้าที่ทหารฝ่ายกฎหมาย ซึ่งมาช่วยประสานงานให้กับฝ่ายโจทก์, ผู้สังเกตการณ์จากองค์กรสิทธิมนุษยชน, ผู้สื่อข่าวบางสำนัก, เอ็นจีโอด้านชาติพันธุ์, นักวิจัยต่างชาติที่ศึกษากระบวนการยุติธรรมไทย รวมทั้งชาวบ้านจากบ้านกองผักปิ้งกว่า 30 คน ที่เดินทางมาให้กำลังใจในวันที่มีการสืบพยานจำเลย โดยนั่งรออยู่ภายนอกศาล และส่งตัวแทนเข้าฟังในห้องพิจารณา

สำหรับการสืบพยาน ฝ่ายโจทก์ได้นำพยานขึ้นเบิกความต่อศาลจำนวน 6 ปาก ในจำนวนนี้ 5 ปากเป็นเจ้าหน้าที่ทหารในพื้นที่ ส่วนปากสุดท้ายเป็นพนักงานสอบสวน ขณะที่ฝ่ายจำเลย นำพยานขึ้นเบิกความจำนวน 9 ปาก นอกจากตัวจำเลยและผู้ใหญ่บ้านแล้ว ยังมีชาวบ้านที่ระบุว่าถูกทำร้ายในคืนวันที่ 31 ธ.ค.57 และชาวบ้านในพื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์

ข้อต่อสู้ของฝ่ายจำเลยที่สำคัญคือการยืนยันว่ามีเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นจริง และข้อความที่ฝ่ายโจทก์นำมาฟ้องไม่ใช่ของจำเลยทั้งหมด ทั้งพยานหลักฐานที่นำมาฟ้องจำเลยยังไม่ปรากฏพยานหลักฐานอิเลคทรอนิคส์ และตัวจำเลยยังนำเสนอข้อมูลในลักษณะเป็นสื่อพลเมืองและปากเสียงแทนชุมชน ไม่ได้มีเจตนาจะทำให้ทหารเสียหาย

การสืบพยานจึงมีการลงรายละเอียดเหตุการณ์ในช่วงที่เกิดเหตุอย่างค่อนข้างละเอียด บางวันใช้เวลาสืบพยานจนถึงช่วงหัวค่ำ รายงานชิ้นนี้ประมวลปากคำของพยานทั้งโจทก์และจำเลยในคดีนี้ที่น่าสนใจ ก่อนที่ศาลจะนัดฟังคำพิพากษาในวันที 8 มีนาคม นี้

IMG_7493

ชาวบ้านจากบ้านกองผักปิ้ง เดินทางมาให้กำลังใจจำเลยที่ศาลกว่า 30 คน

ปากคำจากเจ้าหน้าที่ทหารที่ชายแดน

สำหรับพยานฝ่ายโจทก์ปากที่สำคัญ คือ จ.ส.อ.มาณพ ปานวิเศษ โดยขณะเกิดเหตุปฏิบัติภารกิจในชุดปฏิบัติการป้องกันชายแดนที่ 2 ภายใต้ศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดชายแดนภาคเหนือ โดยจ.ส.อ.มาณพ อยู่ในเหตุการณ์คดีนี้ทั้งสองวันและมีบทบาทในการเจรจากับชาวบ้าน

จ.ส.อ.มาณพเบิกความถึงเหตุการณ์เมื่อวันที่ 31 ธ.ค.57 เวลาประมาณ 19.30 น. ว่าตนได้รับแจ้งทางโทรศัพท์จาก ร.ต.ทวี คงยิ้ม ว่ามีเหตุวัยรุ่นสองกลุ่มทะเลาะกัน โดยใช้ความรุนแรงและอาวุธ จึงให้ไปช่วยระงับเหตุที่ร้านค้าหมู่บ้านเมืองนะ เมื่อไปถึงพบว่ากลุ่มวัยรุ่นได้แยกย้ายไปแล้ว พยานได้ติดตามพบกลุ่มวัยรุ่นบ้านเมืองนะ 1 คน ไม่ทราบชื่อสกุล จำชื่อเล่นได้ว่า “นายคาฟ” ซึ่งเป็นชาวไทใหญ่ จากการพูดคุยทำให้ทราบว่ากลุ่มวัยรุ่นอีกกลุ่มมาจากบ้านกองผักปิ้ง จึงเห็นว่าเพื่อไม่ให้เกิดการทะเลาะกันอีก เจ้าหน้าที่ทหารจึงจะนำวัยรุ่นทั้งสองกลุ่มมาทำความเข้าใจกัน

จ.ส.อ.มาณพ พร้อมกับชุดเจ้าหน้าที่ทหาร จึงได้พานายคาฟไปที่หมู่บ้านกองผักปิ้ง และได้พบกลุ่มวัยรุ่นเกาะกลุ่มกันราว 7-8 คน กำลังเตรียมเครื่องมือไปทะเลาะกันอีก เมื่อกลุ่มวัยรุ่นพบเห็นเจ้าหน้าที่ จึงวิ่งหนีไปส่วนหนึ่ง พยานได้ใช้รถจักรยานยนต์ติดตาม แต่ไม่สามารถติดตามได้ทัน จึงย้อนกลับมาที่กลุ่มวัยรุ่นที่ถูกเจ้าหน้าที่ควบคุมตัวไว้ประมาณ 4-5 คน โดยเจ้าหน้าที่แจ้งให้อยู่เฉยๆ

จ.ส.อ.มาณพเบิกความว่าขณะนั้น ได้ยินกลุ่มวัยรุ่นกล่าวหาทหารว่าได้มาทำร้าย โดยตบตีทั้งคนชราและเด็ก ทำให้กลุ่มวัยรุ่นดังกล่าวไม่พอใจ จะวิ่งเข้ามาทำร้ายเจ้าหน้าที่ด้วยการใช้ขวดเหล้า เจ้าหน้าที่จึงบอกให้หยุด จากนั้นได้มีชาวบ้านที่ได้ยินเหตุการณ์ออกมาดู พร้อมผู้นำชุมชน จึงมีการเจรจากันว่าทหารไม่ได้มาทำร้ายใคร แต่มาทำความเข้าใจเรื่องกลุ่มวัยรุ่นไม่ให้ทะเลาะกัน แต่กลุ่มวัยรุ่นก็ยังไม่พอใจ พยานจึงเรียกกำลังพลมายืนให้กลุ่มวัยรุ่นชี้ตัวคนทำร้าย แต่ก็ไม่สามารถจะชี้ตัวได้ ผู้นำชุมชนจึงขอให้ชาวบ้านแยกย้ายกันกลับ และได้ร่วมกันนัดหมายว่าในวันรุ่งขึ้น จะไปพูดคุยกันเรื่องวัยรุ่นทั้งสองกลุ่มไม่ให้ทะเลาะกันอีก ที่บ้านผู้ใหญ่บ้านหมู่ 1 ตำบลเมืองนะ

จ.ส.อ.มาณพเล่าถึงเหตุการณ์ในวันที่ 1 ม.ค.58 ว่าเวลาประมาณ 9.00 น. ได้มีราษฎรจากกองผักปิ้ง ประมาณ 50-60 คน มาที่บ้านผู้ใหญ่บ้าน แต่กลับไม่ได้มีการพูดคุยเรื่องวัยรุ่น โดยมีนายไมตรี จำเลยในคดีนี้ได้มาพูดคุยว่าจะให้เอาเจ้าหน้าที่ที่ได้ทำร้ายเด็กและคนแก่มารับผิดชอบ ทั้งที่จำเลยไม่ได้อยู่ในคืนเกิดเหตุ นายไมตรียังได้คอยถ่ายภาพวีดีโอในการเจรจาเอาไว้

จ.ส.อ.มาณพเล่าว่าตนได้ประสานกับเจ้าหน้าที่ทหารม้าที่เข้าระงับเหตุในคืนวันก่อนหน้านี้ ให้มาร่วมเจรจา ขณะที่ชาวบ้านได้บอกว่านายคาฟก็น่าจะจำได้ จึงมีการให้นายคาฟมาชี้ตัวคนทำร้ายชาวบ้าน ให้เจ้าหน้าที่ยืนให้ชี้ตัว แต่ก็ไม่สามารถจะชี้ตัวได้ ผู้นำทั้งสองหมู่บ้านจึงได้พูดคุยให้เรื่องราวจบลง และได้นำวัยรุ่นทั้งสองหมู่บ้านมาทำความเข้าใจ หลังจากนั้นจึงได้แยกย้ายกันกลับ โดยวันนั้นไม่มีเจ้าหน้าที่ทหารได้ยอมรับว่าเป็นผู้ทำร้ายเด็กและคนแก่แต่อย่างใด

จากนั้นในวันเดียวกัน เวลาราว 19.00 น. พยานได้รับแจ้งทางโทรศัพท์จากผู้บังคับบัญชาว่าได้มีการเผยแพร่คลิปที่มีเนื้อหาว่าทหารได้ทำร้ายประชาชน จึงได้มีการสั่งการเรียกกำลังพลที่ไประงับเหตุในคืนวันที่ 31 ธ.ค.57 ทุกนายมาสอบถาม และเจ้าหน้าที่ได้ดูคลิปที่เผยแพร่ดังกล่าว ก็ไม่พบภาพเหตุการณ์ทำร้ายประชาชน และไม่มีใครบอกว่าได้ไปกระทำการดังกล่าว ข้อความและคลิปของจำเลยจึงไม่ตรงกับความเป็นจริง สร้างความเสียหายให้กับทหาร

Untitled

ภาพเหตุการณ์เจรจาระหว่างทหารและชาวบ้านเมื่อวันที่ 1 ธ.ค.58 ที่บ้านผู้ใหญ่บ้านหมู่ 1 ต.เมืองนะ

ปากคำของแม่เฒ่าและสามเด็กชายจากบ้านกองผักปิ้ง

ด้านฝ่ายจำเลย ได้มีการนำพยานชาวบ้านที่ระบุว่าถูกบุคคลทำร้ายในคืนวันที่ 31 ธ.ค.57 ขึ้นเบิกความ จำนวน 5 ปาก ในจำนวนนี้เป็นหญิงชรา ซึ่งต้องใช้ล่ามภาษาลาหู่ในการแปลภาษาขณะเบิกความ และเด็กชายวัย 14-15 ปี อีกสามคน เบิกความในห้องสืบพยานเด็ก โดยมีนักจิตวิทยาช่วยพูดคุย

นางนาคา ยายเฒ่าอายุ 67 ปี เล่าถึงเหตุการณ์คืนนั้นว่าระหว่างอยู่ที่บ้าน รู้สึกหนาว จึงได้ออกมานั่งผิงไฟกับเยาวชนหลายคนบริเวณลานอเนกประสงค์ของหมู่บ้าน โดยมีลูกชายของตนอยู่ด้วย ต่อมา มีรถยนต์สีดำ ขึ้นมาจอดที่ลานอเนกประสงค์ และมีบุคคลลงมาจากรถ จำไม่ได้ว่าลงมากี่คนและแต่งกายอย่างไร แต่มีการถืออาวุธปืนยาวและปืนสั้น โดยขณะนั้นนางนาคานั่งก้มหน้าผิงไฟ ก่อนมีบุคคลเข้ามาตบที่ท้ายทอยของพยาน และตบทุกคนที่นั่งอยู่ในที่ดังกล่าว โดยไม่พูดอะไรก่อน ทำให้พยานกลัวและไม่กล้ามอง

ต่อมา เห็นบุคคลในกลุ่มนั้นเอาปืนยาวมาจ่อที่ตัวลูกชาย นางนาคาได้พยายามเข้าไปจับมือดึงลูกไว้ และลูกชายพอโดนปืนจ่อ ก็พยายามยืนขึ้น นางนาคาได้เข้าจับมือ และบอกให้นั่งลงก่อน หลังจากนั้นก็มีทหารในเครื่องแบบตามมา โดยจำไม่ได้ว่ามีอาวุธหรือไม่ ชายทั้งสองกลุ่มพูดภาษาไทย ทำให้นางนาคาฟังไม่ออกว่าพูดอะไรกัน แต่ใช้เวลาไม่นานก็กลับกันไป

ด้านเด็กชายทั้งสามคน ได้เบิกความเล่าถึงเหตุการณ์เท่าที่จำได้ โดยสรุประบุว่าเย็นวันที่ 31 ธ.ค.57 หลังจากกลุ่มเด็กและวัยรุ่นเล่นฟุตบอลกันเสร็จที่ลานของหมู่บ้าน ก็ได้นั่งผิงไฟร่วมกัน ประมาณ 10 คน ในจำนวนนั้นมียายเฒ่านั่งอยู่ด้วย จากนั้นได้มีรถเชฟโรเล็ตสีดำขับเข้ามาเปิดไฟสูงส่องมาบริเวณที่ผิงไฟ และมีชายหลายคนลงมาจากรถ วิ่งเข้าหากลุ่มชาวบ้าน พร้อมออกคำสั่งให้นั่งลง ก่อนชายคนหนึ่งจะใช้มือตบทุกคน แล้วพูดว่า “พี่มึงอยู่ไหน” ซึ่งไม่มีใครเข้าใจว่าหมายถึงอะไร

ชายคนหนึ่งยังบอกให้ก้มหัวลง ไม่ให้มองหน้า โดยเด็กชายคนหนึ่ง เมื่อถูกตบ หัวยังไปกระแทกกับกำแพง ทำให้เขาร้องไห้ออกมา รวมทั้งยังมีการตบยายที่นั่งอยู่ด้วยกัน หลังจากนั้นเมื่อเด็กเงยหน้าขึ้น ก็มีชาวบ้านทยอยเข้ามาที่เกิดเหตุ เกิดการเจรจาตกลงกัน แต่ก็ไม่ได้เห็นคนที่ตบอยู่ในบริเวณนั้นแล้ว

ใครคือชายนุ่งกางเกงขาสั้นถือปืนเอ็ม 16

ในการถามค้านพยานโจทก์ที่เป็นเจ้าหน้าที่ทหาร ทนายจำเลยยังนำรูปภาพนิ่งที่ถอดออกมาจากคลิปใน คืนวันที่ 31 ธ.ค.57 ที่มีชาวบ้านคนหนึ่งถ่ายไว้ มาสอบถาม

จ.ส.อ.มาณพ ได้ระบุว่าในคืนที่วันที่ 31 ธ.ค.57 ตนไม่ได้แต่งเครื่องแบบขณะไปที่บ้านกองผักปิ้ง โดยนำรถจักรยานยนต์ขึ้นไป ขณะชุดเจ้าหน้าที่ที่ไปด้วยกันนั่งรถเชฟโรเล็ตสีดำไปร่วมกับนายคาฟ แต่จำชื่อเจ้าหน้าที่ไม่ได้ว่ามีใครบ้าง เพราะไม่ใช่หน่วยเดียวกัน โดยพยานพกอาวุธปืนสั้นไปด้วย แต่ไม่ได้นำออกมาจากปอก และไม่ได้มีการนำไปจี้ชาวบ้านตามที่ข้อความระบุ ส่วนเจ้าหน้าที่ทหารคนอื่นๆ ก็มีการพกอาวุธปืนเช่นกัน

ทนายยังให้พยานดูภาพชายใส่กางเกงขาสั้นหรือขาสามส่วนถือปืนเอ็ม 16 ในมือ โดยก่อนที่ทนายจะให้ดูภาพ จ.ส.อ.มาณพ ระบุว่าไม่มีชายถือปืนดังกล่าวในคืนเกิดเหตุ แต่เมื่อได้นำภาพให้ดู จ.ส.อ.มาณพ ระบุว่าไม่ทราบว่าชายดังกล่าวเป็นใคร และยืนยันว่าไม่ใช่เจ้าหน้าที่ทหาร

พยานโจทก์อีกปากหนึ่งคือร.ต.ทวี คงยิ้ม ผู้บังคับหมวดทหารม้าที่ 2 เมื่อทนายความให้ดูภาพถ่ายชายใส่กางเกงขาสั้น ถือปืนเอ็ม 16 ร.ต.ทวีเบิกความว่าจำไม่ได้ว่าเป็นใคร แต่ยืนยันว่าในการปฏิบัติงานชุดของพยานต้องใส่เครื่องแบบ ส่วนชุดของจ.ส.อ.มาณพ ไม่ทราบว่าจะใส่ชุดนอกเครื่องแบบหรือไม่

ขณะที่พยานฝ่ายจำเลยเบิกความคล้ายกันว่าบุคคลที่มากับรถเชฟโรเล็ต มีชายหลายคนที่พกอาวุธปืนสั้น และมีชายที่พกปืนยาวอยู่ด้วย บางคนใส่กางเกงทหาร บางคนใส่กางเกงขาสั้น รวมทั้งมีคนในกลุ่มนั้นใส่เสื้อเกราะกันกระสุนด้วย โดยระหว่างชาวบ้านทยอยกันออกมาดูเหตุการณ์ ได้มีหญิงชาวบ้านคนหนึ่งใช้โทรศัพท์มือถือพยายามถ่ายคลิปวีดีโอไว้ ก่อนชายในกลุ่มนี้จะสังเกตเห็น จึงเข้าไปคว้าโทรศัพท์มาพยายามจะลบคลิปทิ้ง แต่ชาวบ้านก็ไปขอคืนมาได้ก่อนที่จะมีการลบ

ส่วนทหารชุดที่มาตามหลัง อยู่ในเครื่องแบบทหารทั้งหมด โดยมีการนำรถเจ้าหน้าที่ทหารตามมา และมีการพูดคุยกับชายกลุ่มแรก แต่ไม่ได้มีทีท่าจะดำเนินการใดต่อกัน

เมื่อทหารถอดหมวกขอโทษ

เหตุการณ์สำคัญอีกเรื่องหนึ่ง ขณะชาวบ้านมีการเจรจากับทหาร ในวันที่ 1 ม.ค.58 ได้มีสถานการณ์ที่ร.ต.ทวี คงยิ้ม ผู้บังคับหมวดทหารม้าที่ 2 ได้ถอดหมวกและเอ่ยปากขอโทษชาวบ้าน ซึ่งการกระทำนี้ถูกให้ความหมายต่างกันระหว่างพยานโจทก์และพยานจำเลย

จ.ส.อ.มาณพ เบิกความถึงเหตุการณ์นี้ว่าเหตุที่ร.ต.ทวีได้ถอดหมวกและขอโทษชาวบ้าน เป็นการขอโทษเรื่องที่ชาวบ้านและผู้นำต้องเสียเวลาทำมาหากิน แต่การขอโทษ ไม่ได้เกิดจากการที่มีใครไปชี้ว่าร.ต.ทวีได้ตบเด็กหรือคนแก่ หรือไม่ได้มีเจ้าหน้าที่ยอมรับเรื่องการทำร้ายดังกล่าว

ด้าน ร.ต.ทวี คงยิ้ม เอง ระบุว่าระหว่างการเจรจากับชาวบ้าน ผู้นำชุมชนได้บอกกับตนว่าเนื่องจากมีชาวบ้านมารวมตัวกันเยอะ เพื่อให้สบายใจและเป็นประเพณีของเขา ก็อยากให้ขอโทษชาวบ้าน ชาวบ้านจึงจะยอมแยกย้ายกัน ร.ต.ทวีจึงได้ถอดหมวกและขอโทษชาวบ้าน แต่ไม่ได้เป็นการยอมรับผิดในเรื่องกรณีการกล่าวหาว่ามีทหารไปตบเด็กและคนแก่

ขณะที่ชาวบ้านเบิกความคล้ายกันว่าเมื่อเห็นทางหัวหน้าชุดของทหารได้ถอดหมวกขอโทษ ทำให้ชาวบ้านยิ่งมั่นใจว่าเป็นเจ้าหน้าที่ทหารทำร้าย แต่ชาวบ้านก็ยังต้องการให้คนที่ทำผิดมาขอโทษโดยตรงมากกว่า แต่พยานหลายปากก็ยอมรับว่าการขอโทษดังกล่าว ไม่ได้เป็นการระบุว่าใครเป็นผู้กระทำ และในวันนั้นก็ไม่สามารถชี้ตัวได้ว่าใครเป็นผู้ทำร้ายชาวบ้าน รวมทั้งไม่มีการไปแจ้งความดำเนินคดีกับผู้ทำร้ายชาวบ้าน

IMG_7503

นางนาคา วัย 67 ปี  หนึ่งในผู้ที่ระบุว่าถูกบุคคลตบที่ท้ายทอยในคืนวันที่ 31 ธ.ค.57

เปิดบันทึกข้อตกลง ทหารยอมรับทำร้ายประชาชน?

ข้อเท็จจริงอีกประเด็นหนึ่งจากการสืบพยาน คือทหารและผู้นำชุมชนบ้านกองผักปิ้ง ได้มีการจัดทำเอกสารบันทึกข้อตกลงไว้ในบันทึกการประชุมกรรมการหมู่บ้าน ภายหลังการเจรจาที่บ้านผู้ใหญ่บ้านเมื่อวันที่ 1 ม.ค.58 โดยมีข้อความระบุส่วนหนึ่งว่า “เจ้าหน้าที่ทหารบ้านนะเหนือได้มาทำร้ายประชาชนที่บ้านกองผักปิ้ง เลยมีข้อตกลงกันว่า จะไม่เกิดเหตุการณ์แบบนี้อีก” เอกสารนี้ถูกลงชื่อโดยทั้งร.ต.ทวี คงยิ้ม, จ.ส.อ.มาณพ ปานวิเศษ, ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 1 และผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน โดยทนายจำเลยได้ยื่นเอกสารนี้เป็นพยานหลักฐานต่อศาล

จ.ส.อ.มาณพ เบิกความยอมรับว่าได้ลงชื่อในเอกสารนี้จริง เหตุที่ทำเอกสารดังกล่าวไว้เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายสบายใจ ไม่ได้คิดว่าเหตุการณ์จะมาถึงขั้นนี้ จ.ส.อ.มาณพระบุว่าไม่ได้อ่านก่อนลงนาม เพราะมีการบอกกันว่าจัดทำเพื่อให้เหตุการณ์ทุกอย่างเสร็จสิ้นลง พยานจึงได้ลงชื่อ

ต่อมาในวันเดียวกัน ได้ย้อนอ่านดู ก็พบว่าในเอกสารไม่เป็นความจริง และไม่เป็นธรรมกับทหาร เพราะไม่ได้มีการทำร้าย จึงได้ปรึกษากับผู้บังคับบัญชา และเห็นควรให้จัดทำเอกสารฉบับใหม่ ให้ผู้เกี่ยวข้องเซ็นอีกครั้ง ทั้งสี่คนที่ลงนามในเอกสารฉบับแรกได้ลงนามในเอกสารใหม่ทั้งหมด ซึ่งระบุว่าที่ชาวบ้านเข้าใจว่าทหารได้ทำร้ายนั้น เป็นการเข้าใจผิดและไม่เป็นความจริง เอกสารฉบับใหม่ได้นำไปเก็บที่หน่วยทหาร แต่ไม่ได้ส่งให้พนักงานสอบสวน เพราะไม่คิดว่าจะมีการนำเอกสารฉบับแรกมาส่งต่อศาล

ด้านร.ต.ทวี คงยิ้ม ที่ร่วมลงนามในบันทึกดังกล่าวด้วย ระบุว่าทางผู้นำชุมชนได้แนะนำให้ทำหนังสือสัญญากันเอาไว้ เพื่อให้เรื่องทั้งหมดเรียบร้อย แต่จำไม่ได้ว่าใครเป็นคนเขียน โดยร.ต.ทวีได้ดูเอกสารก่อนที่จะเซ็น แต่เนื่องจากขณะนั้นเหตุการณ์ยังวุ่นวาย จึงยังไม่ค่อยเข้าใจเนื้อหา และได้ลงลายมือชื่อไป แต่พอได้กลับมาดูอีกทีพบว่าเนื้อหาผิดพลาด จึงได้ร่วมกันจัดทำหนังสือสัญญาใหม่ แต่ตนจำข้อความในเอกสารใหม่ไม่ได้

ส่วนตัวจำเลยและชาวบ้านที่ขึ้นเป็นพยานจำเลยอีกปากหนึ่ง ยังเบิกความต่อศาลตรงกันว่า ภายหลังจากกลับจากบ้านผู้ใหญ่บ้านในวันที่ 1 ม.ค.58 ผู้นำชุมชนได้นำสำเนาเอกสารข้อตกลงที่เจ้าหน้าที่ทหารลงชื่อ และมีข้อความว่าทหารได้ทำร้ายประชาชนมาให้ชาวบ้านดู ทำให้ยิ่งเข้าใจว่าผู้ที่ทำร้ายเด็กและคนแก่เป็นเจ้าหน้าที่

ขณะที่นายอมรเทพ ปุกคำ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 1 ซึ่งร่วมลงนามในเอกสารดังกล่าวด้วย เบิกความว่าเอกสารข้อตกลงดังกล่าว มีลูกชายของผู้นำชุมชนบ้านกองผักปิ้งเป็นผู้ร่าง โดยก่อนเซ็นชื่อ ได้มีการอ่านข้อความในบันทึกให้ผู้ลงชื่อฟังทุกคนแล้ว และไม่มีใครคัดค้าน แต่ในวันที่ 3 ม.ค.58 จ.ส.อ.มาณพได้มาโต้แย้งเอกสารดังกล่าวว่าไม่ถูกต้อง พร้อมได้มีการทำเอกสารใหม่มาให้เซ็นชื่อ เพื่อแก้ไขให้ตรงตามข้อเท็จจริง แต่เอกสารดังกล่าวไม่ได้จัดทำต่อหน้ากัน และผู้ที่ลงนามทั้งหมดก็ไม่ได้ลงนามพร้อมกัน

ต่อมา ฝ่ายโจทก์ไดนำบันทึกฉบับใหม่ดังกล่าวมายื่นต่อศาลในภายหลัง ศาลได้นำเข้าไว้ในสำนวน แต่ไม่นับเป็นพยานหลักฐานในคดีนี้

ไม่ปรากฏพยานหลักฐานอิเล็กทรอนิกส์

ในส่วนของการแจ้งความดำเนินคดีนั้น พยานโจทก์ปากสำคัญที่ดำเนินการ คือร.ต.พนมศักดิ์ กันแต่ง ขณะเกิดเหตุ รับราชการเป็นผู้บังคับกองร้อยทหารม้าที่ 2 หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารม้าที่ 5 อยู่ที่ฐานปฏิบัติการบ้านอรุโณทัย

ร.ต.พนมศักดิ์ เบิกความถึงเหตุการณ์เมื่อวันที่ 1 ม.ค.58 เวลาประมาณ 16.30 น. ได้รับแจ้งจากผู้บังคับบัญชาว่ามีการแชร์เฟซบุ๊กที่มีข้อความพร้อมกับคลิปวีดีโอระบุเนื้อหาว่าทหารได้ทำร้ายประชาชน ทางทหารจึงได้มีเรียกกำลังพลที่เกี่ยวข้องในพื้นที่มาตรวจสอบ แต่ก็พบว่าไม่มีผู้ใดกระทำการดังกล่าว ต่อมาจึงได้มีการนำข้อความ พร้อมกับคลิปวีดีโอ ไปแจ้งความที่สภ.นาหวาย โดยเป็นคำสั่งดำเนินการของผู้บังคับบัญชาระดับแม่ทัพภาค

ร.ต.พนมศักดิ์เบิกความว่าเหตุที่ทราบว่าข้อความดังกล่าวมาจากเฟซบุ๊กของจำเลย เกิดจากการตรวจสอบของ “หน่วยเหนือ” ที่ทราบจากแหล่งข่าวในพื้นที่ จึงมีการแจ้งให้ตรวจสอบเฟซบุ๊กนี้ เมื่อได้เข้าดู ก็พบว่าเฟซบุ๊กดังกล่าวระบุว่าจำเลยเป็นเจ้าของ โดยมีรูปของจำเลย แม้ไม่ได้ใช้ชื่อจริงของจำเลย ในวันที่ 2 ม.ค.58 เมื่อพยานได้เข้าดูเฟซบุ๊กดังกล่าวอีกครั้ง ก็พบว่าข้อความดังกล่าวถูกลบออกไปแล้ว

ร.ต.พนมศักดิ์ยังเบิกความตอบทนายจำเลยว่า ในการตรวจสอบข้อเท็จจริงของเหตุวันที่ 31 ธ.ค.57 ไม่มีเจ้าหน้าที่ตำรวจ ชาวบ้าน หรือบุคคลอื่นอยู่ร่วมด้วย เป็นการตรวจสอบในกำลังพลของทหาร และยอมรับว่าเอกสารตามฟ้องที่นำส่งพนักงานสอบสวน ไม่ได้มีการระบุ URL ที่มาไว้ที่หัวเอกสาร โดยขณะพยานตรวจสอบข้อความในเฟซบุ๊ก มีพันตรีจักรพันธ์ พุฒสุวรรณ ดูอยู่ร่วมกัน และเป็นผู้ทำการคัดลอกข้อความดังกล่าวเป็นไฟล์ไว้ แต่พันตรีจักรพันธ์ไม่ได้ลงลายมือชื่อไว้ และไม่ได้มาเป็นพยานในคดีนี้

ส่วนเอกสารที่นำมาฟ้องมาจากหน่วยเหนือส่งไฟล์มา พยานไม่ได้เป็นผู้จัดเก็บเอง แต่แน่ใจว่าเป็นข้อความเดียวกับที่ดูจากเฟซบุ๊ก ทนายยังให้พยานดูเอกสารที่พิมพ์จากหน้าเพจ “กูต้องได้ 100 ล้านจากทักษิณแน่ๆ” ซึ่งตรงกับข้อความตามฟ้อง โดยพยานยอมรับว่า URL ของหน้าเพจนี้กับของจำเลยก็ไม่ตรงกัน

ทางฝ่ายพนักงานสอบสวนในคดีนี้ คือ ร.ต.อ.สงวน มีกลิ่น ก็เบิกความตอบทนายจำเลยว่าได้เคยสอบถามไปยังกระทรวงไอซีทีเรื่องข้อมูลคอมพิวเตอร์ ได้มีการระบุว่าการจะทราบว่าจำเลยได้นำข้อความลงจริงหรือไม่ ต้องมีการยึดเครื่องมาเพื่อค้นหาหมายเลขไอดี จึงจะตรวจสอบได้ แต่คดีนี้ไม่ได้มีการตรวจยึดเครื่องคอมพิวเตอร์ จึงไม่ได้มีการส่งไปตรวจสอบกับทางไอซีที และพนักงานสอบสวนยังไม่ได้ประสานความร่วมมือกับกองบังคับการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.) และเอกสารตามฟ้องก็ไม่เคยผ่านตาผู้เชี่ยวชาญทางคอมพิวเตอร์

IMG_7498

ไมตรี จำเริญสุขสกุล จำเลยในคดีนี้

เจตนาในการโพสต์ของจำเลย

ขณะที่นายไมตรี จำเลยในคดีนี้ เบิกความยอมรับว่าเขาได้โพสต์ข้อความบางส่วนตามฟ้องจริง แต่ไม่ใช่ทั้งหมด โดยเขานำข้อความลงเฟซบุ๊กส่วนตัวสองครั้ง คือในคืนวันที่ 31 ธ.ค.57 และวันที่ 1 ม.ค.58

ไมตรีระบุว่าในคืนวันที่ 31 ธ.ค.57 เขาได้เดินไปดูที่เหตุการณ์ชาวบ้านเจรจากับทหารอยู่พักหนึ่งด้วย เนื่องจากได้ยินเสียงดังและเห็นรถทหารขึ้นมา พร้อมได้ยินชาวบ้านบอกว่ามีคนมาตบหน้าเด็กและคนแก่ โดยชาวบ้านเข้าใจว่าทหารเป็นผู้ตบ เมื่อไมตรีเดินกลับมาที่โบสถ์ และได้มีชาวบ้านนำคลิปวีดีโอที่ถ่ายไว้ขณะเกิดเหตุชุลมุนหลังมีการทำร้ายมาให้ดู พบว่ามีภาพของชายถืออาวุธปืนสั้น นำออกมาจากซอง และชายใส่กางเกงขาสั้นถืออาวุธปืนยาว

เมื่อได้ดูคลิป ชาวบ้านก็ขอให้ใมตรีนำมาเผยแพร่ทางเฟซบุ๊ก เพราะชาวบ้านรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมและถูกละเมิดสิทธิ จึงต้องการให้นำตัวผู้กระทำมากล่าวขอโทษ แต่คืนนั้นเขาไม่ได้นำคลิปที่ชาวบ้านถ่ายลง แต่ได้นำภาพนิ่งลง 2-3 ภาพ โดยเขียนระบุว่าชาวบ้านกำลังนั่งผิงไฟเพื่อต้อนรับปีใหม่ จู่ๆ ก็โดนทำร้ายร่างกาย พร้อมบอกว่าคนที่ถูกทำร้ายมีผู้หญิงแก่อายุ 50-60 ปี และมีเด็กที่ถูกทำร้ายด้วย แต่เขาก็ยังไม่ปักใจเชื่อว่าเป็นทหาร จึงไม่ได้มีการเขียนข้อความที่ระบุว่าเป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่ทหาร

ในเช้าวันที่ 1 ม.ค.58 ไมตรีไม่ได้ตั้งใจจะไปร่วมเจรจาที่บ้านผู้ใหญ่บ้านด้วย แต่ได้มีชาวบ้านมาขอให้ช่วยถ่ายวีดีโอและบันทึกเรื่องราวไว้ เพราะในชุมชนต่างรู้กันว่าพยานเป็นคนทำสื่อ เป็นผู้บันทึกกิจกรรมในชุมชน โดยชาวบ้านเคยขอให้พยานเผยแพร่เรื่องราวในเฟซบุ๊กเป็นปกติอยู่แล้ว

ไมตรีเบิกความว่าเหตุการณ์หลังจากนั้น ทั้งการยืนยันของชาวบ้านว่าบุคคลที่ทำร้ายมากับเจ้าหน้าที่ทหาร ภาพชายที่ถือปืนในที่เกิดเหตุ การยอมรับของเด็กไทใหญ่ว่าในคืนวันที 31 ธ.ค.57 ได้ไปกับทหาร การถอดหมวกขอโทษของหัวหน้าชุด และการได้เห็นเอกสารข้อตกลงที่ทหารและผู้ใหญ่บ้านลงนามร่วมกัน สิ่งเหล่านี้ช่วยตอกย้ำกับชาวบ้านว่าคนที่ทำร้ายเป็นทหารจริง โดยแม้จะมีการขอโทษและทำข้อตกลง แต่ชาวบ้านหลายคนก็ยังไม่ยอม เพราะการเซ็นเอกสาร ชาวบ้านที่ถูกทำร้ายไม่ได้อยู่ด้วย และยังต้องการให้มีการขอโทษต่อคนแก่อยู่ จึงมีการขอให้พยานเผยแพร่คลิปที่ถ่ายไว้ขณะเจรจาในคืนวันที่ 1 ม.ค.58

จนวันที่ 2 ม.ค.ผู้นำชุมชนได้ติดต่อมา และสอบถามว่าไปลงคลิปทำไม เจ้าหน้าที่ทหารรู้สึกไม่พอใจกับคลิป พยานจึงได้ตัดสินใจลบคลิปและข้อความทั้งสองออก แต่ปรากฏว่าจากการตรวจสอบพบว่ามีเพจทางการเมืองนำข้อความและคลิปไปโพสต์ต่อแล้ว โดยนำข้อความไปตัดต่อ ทำให้เหมือนว่าเป็นการลงในวันเดียวกัน ทั้งที่เรื่องราวเป็นคนละวันกัน และยังมีการเพิ่มเติมเนื้อหาในส่วนหัวและส่วนท้าย ที่มีการระบุให้ทหารมารับผิดชอบ ไมตรีระบุถึงเพจที่ชื่อ “กูต้องได้ 100 จากทักษิณแน่ๆ” ซึ่งเขาไม่ทราบว่าผู้ใดเป็นคนทำ แต่เห็นว่าปัจจุบันยังสามารถเปิดดูหน้าเพจดังกล่าวได้อยู่

ขณะเดียวกัน ฝ่ายจำเลยยังมีการพยายามนำสืบเรื่องเจตนารมณ์ของมาตรา 14 ของพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ว่าไม่ได้ใช้กับความผิดฐานหมิ่นประมาท แต่ในประเด็นนี้ศาลระบุว่าศาลสามารถวินิจฉัยเองได้ และขอให้ทนายเขียนระบุมาในคำแถลงปิดคดี รวมทั้งสามารถแนบเอกสารต่างๆ มาให้ศาลพิจารณาได้ในคำแถลงปิดคดี

เมื่อเสร็จสิ้นการสืบพยาน ทางทนายจำเลยได้แถลงขออนุญาตยื่นแถลงการณ์ปิดคดีภายใน 15 วัน และศาลได้กำหนดวันฟังคำพิพากษาในวันที่ 8 มีนาคม 2559 เวลา 9.00 น.

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s