ข้อต่อสู้ที่ศาลไม่ได้วินิจฉัย เปิดสำนวนคดีชุมนุม ‘อภิชาต พงษ์สวัสดิ์’

11 ก.พ. 2559 เวลา 09.00 น. ศาลแขวงปทุมวันนัดฟังคำพิพากษาในคดีที่ จ.ส.อ.อภิชาต พงษ์สวัสดิ์ นักกิจกรรมและนักวิชาการด้านกฎหมาย เป็นจำเลยในความผิดฐานฝ่าฝืน พ.ร.บ.กฎอัยการศึก พ.ศ.2457 ประกอบกับประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ฉบับที่ 7/2557 เรื่อง ห้ามชุมนุมทางการเมือง ข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา ม.90, 215 วรรคแรก, 216 และ 368 ฐานมั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป หรือกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดการวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง เมื่อเจ้าพนักงานสั่งผู้ที่มั่วสุมเพื่อกระทำความผิดให้เลิกมั่วสุมแล้วไม่เลิก และทราบคำสั่งของเจ้าพนักงานซึ่งสั่งการตามอำนาจ ที่มีกฎหมายให้ไว้ ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งนั้นโดยไม่มีเหตุหรือข้อแก้ตัวอันสมควร ศาลมีคำสั่งยกฟ้อง เนื่องจากโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องคดี

เวลา 09.40 น. นายเสกสรร ชาญวิธะเสนา ผู้พิพากษาออกนั่งบัลลังก์อ่านคำพิพากษา โดยมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยในคดีว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ ซึ่งศาลเห็นว่าทหารมีอำนาจควบคุมตัวจำเลยตามกฎอัยการศึก 7 วัน ในส่วนพนักงานสอบสวน คำเบิกความของ ร.ต.ท.ชลิต มณีพราว พนักงานสอบสวน ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าคดีนี้อยู่ในอำนาจสอบสวนของกองบังคับการปราบปราม และไม่ปรากฏกฎกระทรวงกำหนดอำนาจหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจในกองบังคับการปราบปรามในการนำสืบของโจทก์

ศาลเห็นว่า กองบังคับการปราบปรามไม่มีอำนาจสอบสวนตามข้อกล่าวหา พนักงานสอบสวนไม่มีอำนาจสอบสวน จึงถือว่าไม่มีการสอบสวนโดยชอบ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องคดี เมื่อโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องคดี ศาลจึงไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยในประเด็นอื่นต่อไป ให้ยกฟ้องในคดีนี้

ด้านอภิชาต พงษ์สวัสดิ์ จำเลย กล่าวว่า เขาถูกควบคุมตัวเป็นเวลา 30 วัน โดยแบ่งเป็นการควบคุมตัวในชั้นกฎอัยการศึก 7 วัน และในชั้นฝากขังอีก 23 วัน ก่อนที่ศาลจะมีคำสั่งไม่อนุญาตให้พนักงานสอบสวนฝากขังต่อ รวมถึงใช้เวลากว่า 2 ปีในการต่อสู้คดีนี้ โดยส่วนตัวรู้สึกดีที่ได้ต่อสู้คดีเพื่อเป็นบรรทัดฐานของสังคม แต่เสียดายที่ศาลไม่ได้วินิจฉัยในประเด็นข้อต่อสู้ของจำเลยให้สังคมได้รับทราบ

“สิ่งที่จำเลยถูกกล่าวหา ข้อต่อสู้ของจำเลยในชั้นศาล ศาลควรวินิจฉัยให้สังคมได้รับทราบ ถือเป็นเรื่องน่าเสียดาย แต่ในรูปคดี ด้วยข้อกฎหมายทำให้ศาลไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยในประเด็นอื่น” อภิชาตกล่าว

ส่วน น.ส.พูนสุข พูนสุขเจริญ ทนายความจำเลย ให้ความเห็นว่า คดีนี้มีประเด็นที่ต้องพิจารณาหลายเรื่อง ประเด็นแรกคือ จำเลยไม่ยอมรับอำนาจที่มาจากการรัฐประหาร และมีสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกตามที่ได้รับความคุ้มครองในกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ข้อ 19 รวมถึงสิทธิในการพิทักษ์รัฐธรรมนูญตาม ม.70 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 ซึ่งหากการแสดงออกดังกล่าวเป็นความผิด สิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูณตาม ม.70 นี้ก็จะไม่มีโอกาสได้ใช้

ทนายความกล่าวต่อว่า นักกฎหมายส่วนหนึ่งเชื่อว่ากฎหมายคือคำสั่งของรัฏฐาธิปัติย์ แต่ประเด็นนี้จำเลยต่อสู้ด้วยว่าในขณะที่ คสช. ออกประกาศ คสช. ฉบับที่ 7/2557 นั้นยังไม่เป็นที่แน่นอนว่าคณะรัฐประหารสามารถยึดอำนาจได้สำเร็จแล้วหรือไม่ เนื่องจากยังมีการต่อต้านโดยประชาชน คสช.จึงยังไม่มีอำนาจใดๆในการออกกฎหมาย อีกทั้งการเผยแพร่ประกาศ คสช. ฉบับที่ 7/2557 เป็นการเผยแพร่ผ่านทางโทรทัศน์ แต่ประกาศดังกล่าวเผยแพร่ในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 26 พ.ค. 2557 ซึ่งเป็นเวลาหลังเกิดเหตุในคดีนี้ จึงไม่อาจถือได้ว่าประกาศดังกล่าวมีสถานะเป็นกฎหมายและผลบังคับกับจำเลยย้อนหลังได้

นอกจากนี้ พูนสุขยังเห็นว่า ประกาศ คสช. ฉบับที่ 7/2557 ไม่มีผลบังคับใช้แล้วในปัจจุบัน เนื่องจากมีคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 ที่มีโทษน้อยกว่า และมี พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ.2558 ที่ไม่ได้ห้ามการชุมนุมทางการเมือง ซึ่งในกรณีที่มีกฎหมายบัญญัติในเรื่องเดียวกัน แต่ออกมาภายหลังแล้วมีลักษณะเป็นคุณกับจำเลย คือมีโทษน้อยกว่า หรือไม่มีโทษ ให้พิจารณาตามกฎหมายฉบับที่ออกมาภายหลัง

“ถือว่าน่าเสียดายที่ศาลไม่มีโอกาสสร้างบรรทัดฐานในเชิงเนื้อหา ในเรื่องของการใช้อำนาจของคณะรัฐประหารในการออกกฎหมาย และการการใช้สิทธิเสรีภาพภายใต้สถานการณ์ไม่ปกติ” ทนายความจำเลยกล่าว

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายโจทก์ยังมีสิทธิในการยื่นอุทธรณ์ภายใน 30 วัน หากพนักงานอัยการไม่ยื่นอุทธรณ์ คดีนี้ก็จะถือเป็นที่สิ้นสุด ซึ่งในกรณีเดียวกันนี้ มีคดีของนายวีระยุทธ คงธนาคาร ที่ถูกจับกุมพร้อมกับอภิชาตจากเหตุการณ์เดียวกันและถูกฟ้องที่ศาลแขวงปทุมวันเช่นเดียวกัน แต่ในกรณีของวีระยุทธ จำเลยได้ให้การรับสารภาพ ศาลมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 3 ก.ค. 2557 ลงโทษจำคุก 2 เดือน ปรับ 6,000 บาท แต่ลดโทษลงกึ่งหนึ่ง เหลือโทษจำคุก 1 เดือน ปรับ 3,000 บาท โทษจำคุกรอการลงโทษมีกำหนด 1 ปี

นอกจากนี้ การผ่านเข้าออกศาลแขวงปทุมวันในวันนี้มีความเข้มงวดกว่าปกติ โดยมีการจัดกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งในและนอกเครื่องแบบประมาณ 20 นาย กระจายตัวอยู่ภายนอก โดยเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบจะคอยบันทึกภาพเหตุการณ์และผู้ร่วมสังเกตการณ์คดีที่มาสังเกตการณ์คดี อาทิ ผู้แทนจากสหภาพยุโรป เจ้าหน้าที่สถานทูตจากหลายประเทศ เช่น ฝรั่งเศส เยอรมัน สวีเดน ฟินแลนด์ เดนมาร์ก เนเธอร์แลนด์ และออสเตรเลีย เป็นต้น รวมถึงเจ้าหน้าที่จากองค์กรระหว่างประเทศอย่างคณะกรรมการนักนิติศาสตร์สากล (ICJ) และ Amnesty International รวมทั้งสิ้นประมาณ 30 คน ขณะที่ผู้สื่อข่าวหลายรายไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าสังเกตการณ์ในห้องพิจารณาคดี โดยเจ้าหน้าที่อ้างว่าต้องทำหนังสือขออนุญาตก่อน รวมไปถึงมีการเก็บอุปกรณ์สื่อสารของผู้ร่วมสังเกตการณ์ไว้ ไม่ให้นำเข้าห้องพิจารณาคดีอีกด้วย

  • ข้อมูลคดี

คดีนี้ถือเป็นคดีชุมนุมคดีแรกที่จำเลยต่อสู้คดีและศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา โดยเหตุเกิดขึ้นวันที่ 23 พ.ค. 2557 ที่มีการชุมนุมต่อต้านการรัฐประหารบริเวณหน้าหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร จากคำให้การของอภิชาต จำเลยในคดี เขาออกมาชุมนุมเพื่อแสดงความไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหาร และคิดว่าการรัฐประหารของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยังไม่สำเร็จ เขามีหน้าที่ต้องปกป้องรัฐธรรมนูญ รวมถึงคัดค้านการได้อำนาจมาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย

อภิชาตเดินทางออกจากที่ทำงานไปถึงบริเวณหอศิลป์ฯ ในเวลาประมาณ 18.00 น. โดยไม่ได้นัดหมายกับใคร ก่อนจะชูป้ายกระดาษ A4 ที่มีข้อความว่า “ไม่ยอมรับอำนาจเถื่อน” อีกราวครึ่งชั่วโมถัดมาจะมีเจ้าหน้าที่ทหาร 4-5 นาย เดินมาจากบริเวณสถานีรถไฟฟ้าสนามกีฬาแห่งชาติ ทหารนายหนึ่งที่อภิชาตอ้างว่าทราบภายหลังคือ พ.อ.บุรินทร์ ทองประไพ เข้ามาจับกุมเขาไปยังรถทหารโดยไม่แจ้งข้อกล่าวหาหรือสิทธิของผู้ถูกจับกุม

ทั้งนี้ ทางฝ่ายโจทก์ ร.ท.พีรพันธ์ สรรเสริญ นายทหารสารวัตร กองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์ (พล.ม.2 รอ.) ได้เบิกความต่อศาลว่าตนเป็นผู้จับกุมตัวอภิชาต แต่ไม่ปรากฏภาพของ ร.ท.พีรพันธ์ ในวัตถุพยานแต่อย่างใด

  • คำให้การของพนักงานสอบสวน

ด้าน ร.ต.ท.ชลิต มณีพราว พนักงานสอบสวน กองบังคับการปราบปราม เบิกความต่อศาลว่า วันที่ 24 พ.ค. 2557 มีเจ้าหน้าที่ทหารจำนวนหลายนายควบคุมตัว จ.ส.อ.อภิชาต พงษ์สวัสดิ์ จำเลยคดีนี้ มาส่งมอบให้เขาซึ่งปฏิบัติหน้าที่ร้อยเวรสอบสวน พร้อมนำหนังสือของ พล.ม.2 รอ. ที่ระบุว่าได้ควบคุมตัวจำเลยไว้ตามกฎอัยการศึก เขาจึงรับตัวอภิชาตไว้

พนักงานสอบสวนเบิกความอีกว่า ร.ต.พีรพันธ์ สรรเสริญ (ยศขณะนั้น) นายทหารที่ควบคุมตัวจำเลยมาได้ส่งมอบบันทึกการควบคุมตัวที่ระบุว่า ทหารได้ควบคุมตัวอภิชาตไว้แล้ว 1 วัน ซึ่งตามกฎอัยการศึกให้อำนาจควบคุมตัว 7 วัน เมื่อครบกำหนด 7 วัน ในวันที่ 29 พ.ค. 2557 ร.ต.พีรพันธ์ ได้มาแจ้งความให้ดำเนินคดีกับอภิชาต ในข้อหาฝ่าฝืนประกาศ คสช. ฉบับที่ 7/2557 ลงวันที่ 22 พ.ค. 2557 กระทำการมั่วสุมชุมนุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป กระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง ข้อหาขัดคำสั่งเจ้าพนักงานที่สั่งให้ผู้มั่วสุมเลิกการชุมนุมตามอำนาจหน้าที่แต่ยังคงฝ่าฝืน และข้อหาหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย ตามประมวลกฎหมายอาญา ม.112 จำเลยให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา

ทั้งนี้ ทนายความจำเลยได้ถามค้านเกี่ยวกับอำนาจในการสอบสวนคดีของพนักงานสอบสวน ร.ต.ท.ชลิต ให้การว่า ระเบียบกรมตำรวจว่าด้วยอำนาจการสอบสวน ข้อ 3.1.1.5 ระบุว่า กองบังคับการปราบปรามมีอำนาจในการสอบสวนกรณีที่ประชาชนสนใจ ร.ต.ท.ชลิต เห็นว่าความผิดในคดีนี้ถือเป็นคดีที่ประชาชนสนใจจึงมีอำนาจในการสอบสวน แต่ยอมรับว่าขณะเกิดเหตุอภิชาตไม่ใช่บุคคลที่อยู่ในความสนใจของประชาชน แต่ที่รับคดีนี้เนื่องจากเป็นคดีที่เกี่ยวกับความมั่นคง และมีคำสั่งจากกองบัญชาการสอบสวนกลาง สำนักงานตำรวจแห่งชาติระบุว่า ข้อหาตามที่ได้แจ้งในคดีนี้เป็นคดีที่อยู่ในความสนใจของประชาชน จึงมีอำนาจในการสอบสวน อีกทั้งขณะที่อภิชาตตกเป็นผู้ต้องหาในชั้นสอบสวนมีสื่อมวลชนให้ความสนใจมาทำข่าวหลายฉบับ

นอกจากนี้ ร.ต.ท.ชลิต ยังตอบทนายจำเลยถามค้านอีกว่า การได้อำนาจของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 บุคคลจึงมีสิทธิที่จะต่อต้านอำนาจของ พล.อ.ประยุทธ์ โดยสันติวิธี

จากการถามค้านของทนายความ ได้ความว่า จากการสอบสวน ร.ต.ท.ชลิต พนักงานสอบสวนเห็นว่า การกระทำของอภิชาตเป็นการแสดงความคิดเห็นโดยสงบ ปราศจากอาวุธ ต้องการใช้สิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ ทั้งในวิดีโอที่พนักงานสอบสวนรวบรวมเป็นหลักฐานได้ยินเฉพาะเสียงของอภิชาตที่กล่าวว่า “เขาจับผมเพียงแค่กระดาษแผ่นเดียว” แต่ไม่ปรากฏเหตุการณ์ที่อภิชาตปราศรัยในการชุมนุม หรือสั่งการการผู้ร่วมชุมนุม รวมถึงไม่มีเหตุการณ์ที่เจ้าพนักงานสั่งให้ผู้ชุมนุมเลิกการชุมนุมแต่ผู้ชุมนุมฝ่าฝืนตามที่ ร.ท.พีรพันธ์อ้าง

พนักงานสอบสวนยอมรับว่า ไม่ได้สอบปากคำพยานที่ทำให้ทราบข้อเท็จจริงว่าเจ้าพนักงานสั่งให้เลิกการชุมนุมแล้วผู้ชุมนุมฝ่าฝืนไม่เลิกการชุมนุม

ร.ต.ท.ชลิต ตอบถามค้านของทนายจำเลยอีกว่า เหตุการณ์ในคดีนี้ไม่มีเหตุการณ์รุนแรง ไม่มีการชุมนุมต่อสู้กัน ในคลิปหลักฐานไม่ปรากฏการยั่วยุเจ้าพนักงานเช่นเดียวกับคำให้การในชั้นสอบสวนของ ร.ท.พีรพันธ์

อย่างไรก็ตาม พยานโจทก์ปากพนักงานสอบสวนให้การกลับไปกลับมาในประเด็นเรื่องพฤติการณ์ยั่วยุเจ้าพนักงาน โดย ร.ต.ท.ชลิต ตอบอัยการโจทก์ถามติงว่า ผู้ชุมนุมมีพฤติการณ์ยั่วยุเจ้าพนักงาน โดยอภิชาตมีลักษณะคล้ายเป็นแกนนำถือป้ายชุมนุมให้ผู้ร่วมชุมนุมคนอื่น ๆ ต่อต้าน โดยทำให้ประชาชนซึ่งมีความคิดคล้ายกันเข้ามาชุมนุมมากขึ้น

  • คำให้การจรัญ โฆษณานันท์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง พยานจำเลย

ด้านพยานจำเลย จรัญ โฆษณานันท์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง เบิกความว่า ประกาศกฎอัยการศึกที่ใช้ทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ประกาศดังกล่าวเป็นพระราชอำนาจ ต้องมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ส่วนประกาศกฎอัยการศึกบางพื้นที่เป็นอำนาจของผู้บัญชาการทหารที่สามารถออกประกาศได้โดยไม่ต้องมีพระบรมราชโองการ และจะมีผลต่อเมื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งกฎอัยการศึกประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 26 พ.ค. 2557

อาจารย์คณะนิติศาสตร์ ม.รามคำแหง ให้การว่า การยึดอำนาจโดยการทำรัฐประหารตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1153-1154/2495 วินิจฉัยว่า การล้มล้างอำนาจเพื่อยึดอำนาจโดยใช้กำลังในเบื้องต้นอาจจะไม่ชอบด้วยกฎหมาย จนกว่าประชาชนจะได้ยอมรับนับถือ ซึ่งพยานจำเลยเห็นว่า จะสำเร็จต่อเมื่อมีการยอมรับและไม่มีการต่อต้านรัฐประหาร

ทั้งนี้ มีนักทฤษฎีกฎหมายเห็นว่าการจะเป็นรัฏฐาธิปัตย์ได้ บุคคลที่อยู่ในประเทศนั้น ๆ ที่ถูกยึดอำนาจจะต้องเชื่อฟัง และปฏิบัติตามคำสั่งของผู้ที่ยึดอำนาจอย่างสม่ำเสมอ แต่นักทฤษฎีกฎหมายบางสำนักก็ไม่เห็นด้วยกับแนวคิดดังกล่าว

นอกจากนี้ ในประเทศไทยมีความคิดจะล้มล้างการปกครองโดยการยึดอำนาจแต่ไม่สำเร็จหลายครั้ง และเคยมีคำพิพากษาศาลฎีกา เข้าใจว่าปี 2536 ที่ตรวจสอบการใช้อำนาจในกรณียึดอำนาจโดยมิชอบด้วยกฎหมาย รวมถึงเคยมีคำพิพากษาศาลแขวงดุสิตวินิจฉัยเกี่ยวกับการออกประกาศให้ไปรายงานตัวของ คสช. ที่ออกประกาศให้บุคคลไปรายงานตัวแต่ไม่ได้กำหนดอัตราโทษไว้ เพิ่งออกประกาศกำหนดอัตราโทษภายหลัง ศาลวินิจฉัยว่า ประกาศ คสช. ฉบับที่กำหนดอัตราโทษไม่มีผลย้อนหลังไปลงโทษตามประกาศในฉบับแรก

นายจรัญ เห็นว่า ถ้าอำนาจรัฐที่ได้มาไม่ชอบด้วยกฎหมาย ประชาชนก็มีสิทธิปฏิเสธไม่เชื่อฟังอำนาจรัฐ และอาจมีสิทธิต่อต้านด้วยการวิพากษ์วิจารณ์ แสดงความไม่เห็นด้วย หรืออาจจะชุมนุมต่อต้าน ดื้อแพ่งต่อกฎระเบียบที่ออกมาจากอำนาจรัฐที่มิชอบโดยสันติวิธี ซึ่งต่อให้มีประกาศ คสช. ใช้แล้ว แต่ประชาชนยังคงมีสิทธิในการแสดงออกที่ไม่เห็นด้วยกับ คสช.

พยานจำเลยมีความเห็นว่าไม่น่าจะมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา ม.68 ในเรื่องการป้องกันสิทธิ แม้จะมีการรัฐประหารโดยยึดอำนาจ ไม่มีรัฐธรรมนูญบังคับใช้แล้ว ประชาชนก็ยังมีสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญชั่วคราว พ.ศ.2557 ข้อ 19

ทั้งนี้ ภายหลังการรัฐประหาร จรัญคิดว่า องค์กรที่มีการตรวจสอบการใช้อำนาจที่ดีที่สุด คือ ศาลยุติธรรม ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของหลักนิติธรรม

นอกจากนี้ จรัญยังเห็นว่า ม.47 รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ.2557 ขัดแย้งกับ ม.35 ในรัฐธรรมนูญฉบับเดียวกัน ซึ่ง ม.47 เป็นบทบัญญัติที่ขัดต่อหลักนิติธรรม เนื่องจากไม่เปิดโอกาสให้มีการตรวจสอบจากองค์กรใด ๆ แม้เจตนารมณ์ของหัวหน้า คสช. จะประกาศนโยบายให้มีการตรวจสอบได้ และรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ.2557 ยังมีความขัดแย้งกับประกาศ คสช. ฉบับที่ 7/2557 ในเรื่องการเคารพปกป้องสิทธิมนุษยชนตามพันธะกรณีระหว่างประเทศ ประกาศ คสช. จึงไม่น่าจะใช้บังคับได้

  • คำให้การ ดร.สามชาย ศรีสันต์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ สถาบันวิทยาลัยพัฒนศาสตร์ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พยานจำเลย

ด้าน ดร.สามชาย ศรีสันต์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ สถาบันวิทยาลัยพัฒนศาสตร์ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เบิกความว่า ตนเองไม่ได้อยู่ในที่เกิดเหตุ แต่ทราบภายหลังว่าอภิชาตถูกควบคุมตัว จึงได้โทรศัพท์ติดต่อตามหาจำเลยแต่ไม่สามารถติดต่อได้

ระหว่างที่อภิชาตถูกควบคุมตัว สถาบันวิทยาลัยพัฒนศาสตร์ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้มีหนังสือรับรองสถานะของอภิชาตว่ายังเป็นนักศึกษาอยู่ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ผู้ควบคุมตัวปล่อยตัวอภิชาต เนื่องจากเขาเสนอรายงานวิจัยแล้วผ่านการประเมินแต่ต้องมีการแก้ไข จึงมีเหตุจำเป็นที่ต้องปล่อยผู้ถูกควบคุมตัวมาแก้ไขให้ครบถ้วนก่อน

ดร.สามชาย เห็นว่า การกระทำของอภิชาตไม่เป็นความผิด เพราะบุคคลทุกคนมีสิทธิที่จะคัดค้านความไม่ชอบด้วยกฎหมายของการทำรัฐประหารอันเป็นการทำลายระบบรัฐธรรมนูญนิยม และต้องถือเป็นหน้าที่อย่างหนึ่งด้วยว่า ประชาชนทุกคนจะต้องต่อต้านการรัฐประหาร โดยเฉพาะในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จะมีการสั่งสอนเสมอมาว่าต้องรักษาไว้ซึ่งรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีค่าบังคับสูงสุด นอกจากนี้จะต้องมีการปฏิญาณตนว่าจะพิทักษ์ไว้ซึ่งรัฐธรรมนูญด้วย

  • คำให้การ น.ส.วรลักษณ์ ศรีใย เพื่อนร่วมงานของอภิชาต

ขณะที่ น.ส.วรลักษณ์ ศรีใย นักวิชาการปฏิรูปกฎหมายชำนาญการพิเศษ เพื่อนร่วมงานของอภิชาต เบิกความว่า ในวันที่เกิดเหตุเธอจะเดินทางไปบริเวณหน้าหอศิลป์ฯ เพื่อแสดงออกในเชิงสัญลักษณ์ต่อต้านการรัฐประหาร โดยเจออภิชาตหน้าลิฟต์จึงเดินทางไปพร้อมกัน และไปถึงหอศิลป์ฯ ประมาณ 18.00 น. เมื่อไปถึงพบคนยืนอยู่บริเวณชานชาลาของสถานีรถไฟฟ้า บรรยากาศขณะนั้นยังสงบเรียบร้อย แต่มีกลุ่มคนบางกลุ่มกำลังชูป้ายบ้างก็ตะโกน จากนั้นประมาณ 5 นาทีได้แยกย้ายกับอภิชาต และเดินทางกลับในเวลาประมาณ 18.30 น. ซึ่งเป็นเวลาก่อนที่อภิชาตจะถูกจับกุม

น.ส.วรลักษณ์ ยืนยันว่า ขณะอยู่บริเวณหน้าหอศิลป์ ไม่ได้ยินเสียงของเจ้าหน้าที่ทหารหรือตำรวจสั่งให้ยกเลิกการชุมนุม

นอกจากนี้ เธอยังมีความเห็นว่า การกระทำของอภิชาตไม่เข้าองค์ประกอบความผิดในเรื่องการมั่วสุมหรือชุมนุมทางการเมืองที่มีจำนวนตั้งแต่ 5 คนขึ้นไปตามประกาศ คสช. ที่ 7/2557 เนื่องจากบุคคลที่เข้าไปอยู่บริเณหน้าหอศิลป์ต่างคนต่างมากันโดยมิได้นัดหมาย และไม่ได้ก่อให้เกิดความวุ่นวาย

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s