ชาวบ้านหนองไผ่ล้อมถูกตำรวจจับกุมทำร้าย ซ้ำถูกตั้งข้อหาขัดขวางการปฏิบัติงาน-ดูหมิ่นเจ้าพนักงาน

ตำรวจนอกเครื่องแบบบุกรื้อรั้ว จับกุม และทำร้ายชาวบ้านในพื้นที่พิพาทหนองไผ่ล้อม ต.หนองสาหร่าย สถานที่ก่อสร้างศูนย์ฝึกยุทธวิธีตำรวจกลาง โดยไม่มีหมาย ไม่แสดงตัว และไม่นำตัวไปสถานีตำรวจโดยพลัน ก่อนแจ้งข้อกล่าวหา ดูหมิ่นเจ้าพนักงาน และขัดขวางการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่

4 กุมภาพันธ์ 2559 เวลาประมาณ 17.00 น. กลุ่มชายฉกรรจ์ราว 10 คน บางคนใส่หมวกปีกคลุมหน้าและใส่แว่นดำ เข้ารื้อรั้วบ้าน นางชัชฎาภรณ์ (สงวนนามสกุล) บ้านหนองไผ่ล้อม ต.หนองสาหร่าย อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา สามีชาวเยอรมันจึงโทรศัพท์แจ้งนางชัชฎาภรณ์ ซึ่งอยู่ระหว่างไปรับลูกในตัวอำเภอปากช่อง เมื่อชัชฎาภรณ์กลับถึงบ้านเวลาประมาณ 18.00 น. จึงได้เข้าสอบถามชายกลุ่มดังกล่าวว่าเป็นใคร ใครสั่งให้มารื้อ แต่กลุ่มชายดังกล่าวไม่ตอบคำถาม บอกเพียงว่า ทำตามคำสั่งนาย ชัชฎาภรณ์จึงได้บอกให้หยุด และเกิดการโต้เถียงกันขึ้น ชายคนหนึ่งในกลุ่มได้เข้าใส่กุญแจมือชัชฎาภรณ์และลากออกมาจากบ้าน เมื่อชัชฎาภรณ์ขัดขืน จึงเข้าทำร้าย โดยการทุบตี ตบที่บริเวณใบหน้าและลำตัวหลายครั้ง พร้อมทั้งด่าทอด้วยถ้อยคำหยาบคาย แม้ครอบครัวของเธอและชาวบ้านที่อยู่ในเหตุการณ์จะห้ามปราม จากนั้น ชายกลุ่มนั้นก็ลากตัวชัชฎาภรณ์ขึ้นรถตู้ออกจากหมู่บ้านไป

ชัชฎาภรณ์1

ต่อมา นายภาส  อินทรประพงษ์ ทนายความ ได้รับแจ้งจากชาวบ้านจึงไปติดตามหาชัชฎาภรณ์ และพบว่า กลุ่มชายลึกลับ ได้นำตัวชัชฎาภรณ์ไปที่โรงอาหารของศูนย์ฝึกอบรมยุทธวิธีตำรวจกลาง ต.หนองสาหร่าย จึงเข้าไปสอบถามชายกลุ่มดังกล่าว จนยอมเปิดเผยว่าเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ แต่ไม่บอกสังกัด บอกแต่เพียงว่า ผมไม่จำเป็นต้องตอบคุณ พร้อมทั้งถ่ายรูปชาวบ้านที่ตามไปสังเกตการณ์อยู่ด้วย ขณะที่ชัชฎาภรณ์ให้ข้อมูลกับทนายว่า ระหว่างที่อยู่บนรถตู้ ตำรวจนอกเครื่องแบบกลุ่มนี้ได้ด่าทอเธออย่างหยาบคาย พร้อมทั้งรัดกุญแจมือที่ข้อมือเธอจนแน่น

ชัชฎาภรณ์2ชัชฎาภรณ์3

เวลาประมาณ 19.00 น. พ.ต.ท.พิเชษฐ์ จันทรัตน์ รองผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธร ลำทะเมนชัย จ.นครราชสีมา ช่วยราชการศูนย์ฝึกฯ ได้เดินทางมาถึงโรงอาหารแห่งนั้นในชุดนอกเครื่องแบบ และได้นำตัวชัชฎาภรณ์ไปที่ สภ.หนองสาหร่าย เพื่อให้พนักงานสอบสวนทำบันทึกจับกุมและสอบปากคำ โดยในบันทึกการจับกุมระบุว่า เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมได้รับแจ้งจาก ผู้รับเหมางานก่อสร้างงานของศูนย์ฝึกฯ ว่า เวลา 16.30 น. นางชัชฎาภรณ์ได้ขัดขวางการทำงาน และใช้ก้อนหินขว้างปาใส่รถแบ็คโฮบริเวณหน้าบ้าน เจ้าหน้าที่จึงเข้าระงับเหตุ โดยบอกให้นางชัชฎาภรณ์หยุด แต่ชัชฎาภรณ์ไม่หยุดจึงเข้าจับกุม นางชัชฎาภรณ์ขัดขืนไม่ยอมให้จับกุม พร้อมทั้งต่อว่าว่า ตำรวจทำร้ายประชาชน ทั้งนี้ พนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อหาชัชฎาภรณ์ว่า ดูหมิ่นเจ้าพนักงาน และขัดขวางการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ ชัชฎาภรณ์ให้การปฏิเสธ และไม่ลงลายมือชื่อในบันทึกจับกุม เนื่องจากไม่ใช่ความจริง พร้อมกันนี้ได้ขอประกันตัวด้วยเงินสด 30,000 บาท และได้รับการประกันตัวในเวลา 01.00 น. วันที่ 5 ก.พ.59

ทั้งนี้ ชัชฎาภรณ์ในสภาพที่ข้อมือมีรอยเขียว ตาช้ำ ได้แจ้งความดำเนินคดีกับ ร.ต.ท.กันตพจน์ รอดโฉม ตำรวจที่ทำร้ายร่างกาย ในข้อหาปฎิบัติหน้าที่โดยมิชอบ, กักขังหน่วงเหนี่ยว, กระทำอนาจาร, ทำร้ายร่างกาย และทำให้เสียทรัพย์ และได้เดินทางไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลปากช่องนานาเพื่อเป็นหลักฐานในการถูกทำร้าย โดยพนักงานสอบสวน สภ.หนองสาหร่าย ได้นัดสอบปากคำเพิ่มเติมทั้งสองคดีในวันที่ 7 ก.พ.นี้

ทนายภาสให้ความเห็นว่า กรณีนี้ เจ้าหน้าที่บุกเข้าจับกุมชาวบ้านโดยไม่แสดงตัวว่าเป็นเจ้าหน้าที่ และไม่แจ้งข้อกล่าวหา รวมถึงมีการทำร้ายร่างกาย และควบคุมตัวไปในสถานที่ที่ไม่ใช่สถานีตำรวจ ถือเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และเข้าข่ายละเมิดสิทธิมนุษยชน  ทั้งนี้ ในระหว่างทางจากโรงอาหารของศูนย์ฝึกฯ มาที่ สภ.หนองสาหร่าย พ.ต.ท.พิเชษฐ์ พยายามไกล่เกลี่ยให้ชัชฎาภรณ์เลิกราไม่เอาความที่ถูกทำร้ายร่างกาย แต่ชัชฎาภรณ์เห็นว่า เธอถูกทำร้ายเกินกว่าเหตุจึงไม่อาจยอมความได้

ทนายภาส ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า เดิมทีพื้นที่บ้านหนองไผ่ล้อมเป็นที่ดินราชพัสดุ มีชาวบ้านประมาณ 80 ครัวเรือน อาศัยอยู่มานานหลายสิบปี ต่อมา ปี 2555 กรมธนารักษ์ได้อนุญาตให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ใช้ที่ดิน 1,919 ไร่ เพื่อนำมาจัดสร้างศูนย์ฝึกยุทธวิธีตำรวจกลาง โดยมีเงื่อนไขให้ สตช. จัดทำแผนอพยพชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในที่ดินดังกล่าว ให้มีที่อยู่อาศัยและทำกินได้ต่อไปโดยไม่เดือดร้อน แต่ สตช. ไม่ได้ทำตามเงื่อนไข ทั้งยังห้ามชาวบ้านเข้าทำกิน ทำให้ชาวบ้านสูญเสียที่ทำกิน อาชีพ และรายได้ อีกทั้งชาวบ้านยังได้รับความเดือดร้อนจากการฝึกของตำรวจที่เข้ามาใช้สถานที่ฝึกซ้อม เช่น ยิงแก๊สน้ำตา ยิงปืน ซึ่งบ้างครั้งก็มีลูกกระสุนตกใส่หลังคาบ้าน และชาวบ้านต้องสัมผัสกับแก๊ซน้ำตา ที่ผ่านมา ชาวบ้านได้ยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมถึงหน่วยงานต่างๆ ขอให้จัดสรรที่ทำกินให้ชาวบ้านอย่างเหมาะสม แต่ยังไม่มีการดำเนินการแก้ไขปัญหาใดๆ

ต่อมา สตช. ได้เข้าทำการปรับพื้นที่พิพาทดังกล่าวนี้ เพื่อก่อสร้างอาคารต่างๆ และผลักดันให้ชาวบ้านย้ายออกจากพื้นที่ โดยบอกว่าจะสร้างบ้านให้ครอบครัวละ 1 หลัง ขนาด 3 ม. x 4 ม. ในที่ดิน 70 ตร.ว. รวมเนื้อที่ทั้งหมด 50 ไร่ แต่ชาวบ้านกว่า 10 ครอบครัว ที่ยินยอมย้ายออกจากพื้นที่แล้ว กลับยังไม่มีบ้านให้เข้าอาศัย ทำให้ชัชฎาภรณ์ และชาวบ้านอีกหลายครอบครัวเกิดความรู้สึกไม่เชื่อมั่น ประกอบกับบ้านและที่ดินขนาดดังกล่าวเล็กเกินกว่าจะอยู่อาศัยและทำการเกษตรได้ จึงไม่ขอย้ายออก เพราะไม่รู้จะไปอยู่ที่ไหน ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ มีชาวบ้าน 3-4 ครอบครัว ถูกเจ้าหน้าที่เข้ารื้อบ้าน ขุดต้นไม้ แต่ไม่มีใครกล้าแจ้งความดำเนินคดี เนื่องจากมีการข่มขู่คุกคามจากเจ้าหน้าที่

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s