ศาลตราดยกฟ้องจำเลยทั้ง3ข้อหาร่วมกันฆ่าฯ แต่จำคุกจำเลยที่1 5ปี ข้อหามีอาวุธ คดียิงเวที กปปส.ตราดปี 57

26 ม.ค.2559 ศาลจังหวัดตราดนัดฟังคำพิพากษาคดีเหตุใช้อาวุธสงครามยิงและระเบิดใส่เวทีการชุมนุมของ กปปส. ที่จังหวัดตราด เมื่อวันที่ 22 ก.พ. 2557โดยในคดีนี้มีจำเลย 3 คน ศาลพิพากษายกฟ้องข้อหาร่วมกันฆ่าและพยายามฆ่าจำเลยที่ 1 แต่ให้จำคุกข้อหาครอบครองอาวุธเป็นเวลา 5 ปี ส่วนจำเลยที่ 2 และ 3 ศาลยกฟ้องทุกข้อหา ศาลอ้างเหตุยกฟ้องข้อหาร่วมกันฆ่าเนื่องจากพยานหลักฐานโจทก์ไม่หนักแน่นพอจึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยแก่จำเลยทั้งสาม แต่ไม่รับฟังประเด็นซ้อมทรมานเนื่องจากเห็นว่าไม่มีพยานหลักฐานยืนยัน ศาลมีคำสั่งให้ควบคุมตัวจำเลยที่ 2และ 3ในระหว่างรออัยการพิจารณาว่าจะอุทธรณ์คดีหรือไม่

คำพิพากษาของศาลสรุปได้ว่า ตามคำฟ้องของพนักงานอัยการจังหวัดตราดซึ่งเป็นโจทก์ระบุว่าเมื่อวันที่ 22 ก.พ.2557 เวลากลางคืนหลังเที่ยงคืน จำเลยทั้งสามได้แก่ นายวัชระ กระจ่างกลาง จำเลยที่ 1 นายสมศักดิ์ พูลสวัสดิ์ จำเลยที่ 2 และนายสมศักดิ์ สุนันท์ จำเลยที่ 3 ได้ร่วมกันพาอาวุธไปบริเวณจัดชุมนุมทางการเมืองของกลุ่มคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) จังหวัดตราด ที่บริเวณตลาดยิ่งเจริญ หมู่ 1 ตำบลแสนตุ้ง อ.เขาสมิง จ.ตราด และใช้อาวุธปืนยิงใส่เป็นจำนวนหลายนัดและขว้างระเบิด 2ลูกใส่พื้นที่การชุมนุมดังกล่าว ทำให้มีผู้เสียชีวิต 3 รายได้แก่ ด.ญ.ฬิฬาวัลย์ พรหมชัย นางพิศตะวัน อุ่นใจ และด.ญ.ณัฏฐ์ชยา รอสูงเนิน และผู้บาดเจ็บสาหัสอีกรวม 9ราย

โจทก์จึงฟ้องจำเลยทั้ง 3 ในข้อหาร่วมกันฆ่าและพยายามฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อน, ร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนโดยไม่ได้รับอนุญาต, ร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนที่นายทะะเบียนออกใบอนุญาตให้ไม่ได้, พาอาวุธไปในที่สาธารณะ, ร่วมกันใช้อาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนที่นายทะะเบียนออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ในการทำความผิดฐานฆ่าและพยายามฆ่าผู้อื่นและร่วมกันยิงปืนในที่สาธารณะ

ในคดีมีประเด็นที่จะต้องพิจารณาใน 3 ประเด็น ประเด็นแรก จำเลยทั้ง 3 เป็นพวกเดียวกับที่ก่อเหตุหรือไม่ เนื่องจากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 22 ก.พ.2557 เกิดขึ้นในเวลากลางคืนและผู้ก่อเหตุมีการปิดบังใบหน้า ประกอบกับคดีนี้เป็นคดีอุกฉกรรจ์ การนำสืบพยานของโจทก์ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าจำเลยเป็นผู้ก่อเหตุจริง แต่พยานคนสำคัญของโจทก์มีเพียงนายเศก จันทสาร เพียงคนเดียวและพยานปากนี้ยังเป็นผู้ร่วมก่อเหตุด้วย จึงมีสถานะเป็นพยานซัดทอด ศาลจึงต้องรับฟังพยานอย่างระมัดระวัง จะรับฟังโดยลำพังมาลงโทษจำเลยมิได้ ต้องนำสืบพยานหลักฐานอย่างอื่นมาประกอบด้วย

ถึงแม้จำเลยทั้งสามจะรับสารภาพในชั้นสอบสวน แต่โจทก์ก็ยังมีหน้าที่นำสืบและนำพยานหลักฐานมายืนยันให้สิ้นสงสัยว่าจำเลยทั้ง 3 คนเป็นผู้ร่วมก่อเหตุ แต่บรรดาของกลางที่เป็นอาวุธและสิ่งของอื่นๆในคดีนี้ที่เจ้าหน้าที่ทหารเป็นผู้นำเข้าทำการตรวจยึดไม่ปรากฏความเชื่อมโยงว่าเป็นของกลางที่ใช้ก่อเหตุ ประกอบกับโจทก์ไม่ได้นำพยานทหารที่ทำการตรวจยึดของกลางมาสืบเพื่อให้เห็นความเชื่อมโยงของของกลางต่างๆ ที่ยึดมาด้วย และการตรวจพิสูจน์สาร DNA พบสารDNAของจำเลยทั้งสามบนของกลางที่เป็นสิ่งของอื่นๆ แต่ไม่พบบนอาวุธของกลาง พยานหลักฐานต่างๆที่นำสืบประกอบจึงไม่สามารถรับฟังได้

ด้วยเหตุผลดังกล่าว เมื่อโจทก์ไม่สามารถนำสืบให้สิ้นสงสัยว่าจำเลยทั้ง 3 คนเป็นเป็นพวกเดียวกับที่ก่อเหตุ จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยทั้ง 3 คน ศาลจึงยกฟ้องจำเลยทั้งสามในข้อหาร่วมกันฆ่าและพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน

ประเด็นที่ต่อมา การที่เจ้าหน้าที่ตรวจพบอาวุธของกลางในสวนของนายณรงค์ กระจ่างกลาง ซึ่งเป็นสวนที่จำเลยที่ 1 นายวัชระ กระจ่างกลาง ทำงานรับจ้างอยู่เป็นประจำ ประกอบกับกล่าวอ้างลอยๆของจำเลยที่ 1ว่า ตนไม่มีความเกี่ยวข้องกับอาวุธของกลางที่ตรวจพบโดยไม่มีพยานหลักฐานยืนยัน จึงรับฟังไม่ได้ ประกอบกับเห็นว่าจำเลยที่ 1 มีส่วนเกี่ยวข้องกับการครอบครองอาวุธดังกล่าวโดยรับฟังจากพยานโจทก์ คือ นายวิเชียร ใยบัว ซึ่งเป็นบุคคลที่ทำงานรวมกับจำเลยที่ 1 อยู่ในสวนของนายณรงค์ กระจ่างกลาง

ศาลจึงเห็นว่าจำเลยที่ 1 มีความผิดตามข้อหาครอบครองอาวุธที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ได้

ประเด็นสุดท้าย ผู้เสียหาย 7 ราย ได้ฟ้องละเมิดเรียกค่าสินไหมทดแทนเนื่องจากความเสียหายที่เกิดจากเหตุเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2557 โดยได้ยื่นคำร้องให้บังคับจำเลยในคดีนี้ให้จ่ายค่าสินไหมทดแทน แต่เนื่องจากคดีนี้ศาลได้ยกฟ้องจำเลยในข้อหาร่วมกันฆ่าและพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนแล้ว จึงเป็นผลให้จำเลยทั้ง 3 คน ไม่ต้องรับผิดจากคดีละเมิด

ส่วนในประเด็นที่จำเลยทั้งสามให้การว่าพวกตนถูกซ้อมทรมานในการสอบสวนระหว่างถูกควบคุมตัวตามกฎอัยการศึก ศาลเห็นว่าเป็นเพียงการกล่าวอ้างของจำเลยเท่านั้น ไม่มีพยานหลักฐานยืนยันว่าเกิดเหตุดังกล่าว จึงรับฟังไม่ได้

คดีนี้ ศาลจึงตัดสินจำคุก 5 ปี นายวัชระ กระจ่างกลาง จำเลยที่ 1 ในข้อหาครอบครองอาวุธที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ได้ ส่วนจำเลยที่ 2 สมศักดิ์ พูลสวัสดิ์ และจำเลยที่ 3 สมศักดิ์ สุนันท์ ศาลพิพากษายกฟ้องทุกข้อกล่าวหา แต่ศาลได้มีคำสั่งให้ควบคุมตัวในเรือนจำระหว่างรออัยการพิจารณายื่นหรือไม่ยื่นอุทธรณ์ ส่วนอาวุธของกลางให้ยึดไว้ และยกคำร้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าสินไหมทดแทนของผู้เสียหายทั้ง 7 คนที่ได้ยื่นคำร้องต่อศาล

 

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

คดีระเบิดที่ชุมนุม กปปส.ตราด ศาลนัดพิพากษาพรุ่งนี้

ศาลตราดสืบจำเลย เผยระหว่างถูกคุมตัวตามกฎอัยการศึกถูกซ้อม ขู่ฆ่าให้รับสารภาพ

ศาลตราดนัดสืบพยานคดีระเบิดเวที กปปส.ตราดชุดสุดท้าย พิพากษา 26 มกรา 59

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s