สถานการณ์สิทธิมนุษยชนในภาคอีสาน 18 เดือนหลังการรัฐประหาร

หลังการเข้ายึดอำนาจจากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง และเข้าบริหารประเทศด้วยเหตุผลในการ “รักษาความสงบ” ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)  รัฐบาลทหาร และ คสช. ได้ดำเนินมาตรการในทุกด้านด้วยการใช้อำนาจ “ควบคุม” เป็นหลัก ซึ่งแน่นอนว่า ขัดแย้งกับการใช้สิทธิเสรีภาพของประชาชนที่เคยมีมาภายใต้ระบอบประชาธิปไตย และย่อมต้องส่งผลกระทบต่อประชาชนในวงกว้าง ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนได้ติดตามสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในภาวะชะงักงันทางประชาธิปไตย ผ่านการพูดคุยกับผู้ได้รับผลกระทบ รวมทั้งรวบรวมข่าวสารจากที่ปรากฎในสื่อต่างๆ และประมวลเป็นสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในภาคอีสาน ในห้วง 18 เดือนหลังการรัฐประหาร (22 พ.ค. 2557-30 พ.ย. 2558) แม้ว่าสิ่งที่ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน บันทึกได้ จะเป็นเพียงส่วนน้อยของสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง แต่คงพอทำให้เห็นตัวแทนปัญหาของสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในภาคอีสาน และในประเทศไทยได้

การเรียกรายงานตัว “ควบคุม” เพื่อ “ความสงบ”

สิ่งที่ คสช. ทำต่อจากการยึดอำนาจ ก็คือการประกาศกฎอัยการศึกทั่วประเทศ ซึ่งให้อำนาจเจ้าหน้าที่ในการควบคุมตัวบุคคลได้ไม่เกิน 7 วัน โดยไม่จำเป็นต้องมีข้อหา จากนั้น คสช.ก็ทยอยออกคำสั่งเรียกบุคคลมารายงานตัวอย่างเป็นทางการ 472 คน รวมคำสั่ง 37 ฉบับ มีทั้งนักการเมือง นักวิชาการ นักกิจกรรม กลุ่มการเมืองฝ่ายต่างๆ โดยส่วนใหญ่เป็นนักการเมือง ระบุเหตุผลในการเรียกตัวว่า “เพื่อให้มาตรการรักษาความสงบเป็นไปด้วยความเรียบร้อย”

สำหรับภาคอีสานนั้นพบว่า ส่วนใหญ่มีการเรียกบุคคลไปรายงานตัวที่ค่ายทหารแต่ละพื้นที่ โดยไม่มีคำสั่ง คสช. อย่างเป็นทางการ  แต่ใช้วิธีออกหนังสือเรียกจากกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยประจำจังหวัด โทรศัพท์เรียก ควบคุมตัวจากบ้าน จนถึงไปพบที่บ้าน บุคคลที่ถูกเรียกในช่วงแรกๆ ส่วนใหญ่เป็นนักการเมือง สมาชิกกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ (นปช.) หรือคนเสื้อแดงที่เคยมีบทบาทออกมาชุมนุมหรือเคลื่อนไหว ซึ่งหากเป็นคนที่มีบทบาทมากก็จะถูกกักตัวไว้ในค่ายทหารนานหลายวัน และให้เซ็นเงื่อนไขไม่เคลื่อนไหวทางการเมืองอีก ในช่วงแรกนี้พบว่า นักศึกษา อาจารย์มหาวิทยาลัย และประชาชนที่ออกมาจัดกิจกรรมต้านรัฐประหาร ก็ถูกเรียกตัวมาพูดคุยปรับทัศนคติและห้ามไม่ให้เคลื่อนไหวทางการเมืองเช่นกัน

ต่อมาหลังรัฐประหารไม่นานในเดือนมิถุนายน 2557 คสช.ได้ออกคำสั่งที่ 64 /2557 เรื่อง การปราบปรามและหยุดยั้งการบุกรุกทำลายทรัพยากรป่าไม้ ซึ่งเจ้าหน้าที่ใช้เป็นเครื่องมือในการผลักดันชาวบ้านออกจากพื้นที่ป่า ประเดิมด้วย 6 หมู่บ้านในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติดงใหญ่ เมื่อชาวบ้านพยายามต่อรอง ทำให้แกนนำถูกเอาตัวไปปรับทัศนคติที่ค่ายสมเด็จเจ้าพระยา จ.บุรีรัมย์ ทั้งหมด 11 คน

จากนั้น  แกนนำชาวบ้านที่ออกมาเคลื่อนไหวในประเด็นปัญหาของพื้นที่ที่ได้รับความเดือดร้อน ก็ถูกเรียกรายงานตัวเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเมื่อมีการยกเลิกประกาศกฎอัยการศึกในวันที่ 1 เมษายน 2558 หัวหน้า คสช. ก็ออกคำสั่งหัวหน้าคสช. ที่ 3/2558 โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราว พ.ศ. 2557 มาใช้ในการ “รักษาความสงบ” แทน

หากสรุปเป็นตัวเลข คนที่ถูกเรียกรายงานตัวอย่างไม่เป็นทางการในภาคอีสาน หรือเจ้าหน้าที่ไปพบเพื่อห้ามไม่ให้เคลื่อนไหวมีไม่น้อยกว่า 200 คน กว่า 60 คน เป็นคนเสื้อแดง, นปช. หรือประชาชนที่รักประชาธิปไตย เป็นนักศึกษากว่า 35 คน หลักๆ คือ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม และ มหาวิทยาลัยขอนแก่น นักวิชาการไม่ต่ำกว่า 20 คน และแกนนำชาวบ้านอย่างน้อย 50 คน นักกิจกรรม/NGO ไม่น้อยกว่า 10 คน 

รายงานอีสาน1ฝ่ายความมั่นคงไปพบแกนนำชาวบ้านที่บ้าน

คนกลุ่มนี้ส่วนใหญ่จะถูกเจ้าหน้าที่เรียกหรือไปพบมากกว่า 1 ครั้ง บางคนทหารก็จะแวะเวียนไปพบเป็นประจำ หรือต้องไปรายงานตัวที่ค่ายทหารทุกอาทิตย์ เพื่อติดตามความเคลื่อนไหว บางคนทหารจะไปติดตามเมื่อมีสถานการณ์สำคัญ เช่น ครบรอบ 1 ปีรัฐประหาร ส่วนกลุ่มนักศึกษาและอาจารย์พบว่า ถูกติดตามอีกครั้งหลังดาวดินชู 3 นิ้วต่อหน้าพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชาระหว่างการลงพื้นที่จังหวัดขอนแก่นในเดือนพฤศจิกายน 2557

และนอกจากถูกติดตามพฤติกรรมในชีวิตประจำวันแล้ว ยังพบว่า มีการตามสอดส่องการแสดงออกในโลกสื่อออนไลน์ด้วย อาจารย์มหาวิทยาลัยอย่างน้อย 7 คน ถูกเจ้าหน้าที่สั่งให้งดโพสต์เฟซบุ๊ค แกนนำเขื่อนปากมูลถูกสั่งให้ปิดเฟซบุ๊ค และถูกเรียกรายงานตัว จากกรณีโพสต์เฟซบุ๊ควิจารณ์รัฐบาลและโพสต์แถลงการณ์ “หยุดคุกคามเสรีภาพประชาชน ยกเลิกกฎอัยการศึก”   หรือช่วงที่กลุ่มนักศึกษาดาวดินถูกควบคุมตัวในเรือนจำพิเศษกรุงเทพระหว่างวันที่ 27 มิถุนายน ถึง 7 กรกฎาคม 2558 ทหารก็ลงไปตามพื้นที่ต่างๆ สั่งห้ามชาวบ้านโพสต์ให้กำลังใจดาวดิน

การ “ควบคุม” เพื่อ “ความสงบ” แผ่ขยายเข้าไปในรั้วมหาวิทยาลัย ที่ซึ่งคนควรมีเสรีภาพในการคิด พูด ปะทะสังสรรค์ เพื่อความงอกงามของสติปัญญา แต่ปรากฏว่า มหาวิทยาลัยในอีสานอย่างน้อย 2 แห่ง มีทหารขับรถฮัมวี่เข้าไปตรวจตราและถ่ายรูปในมหาวิทยาลัยเกือบทุกวัน ขอรูปถ่ายนักศึกษาและอาจารย์บางคณะ บางกรณีทหารก็เข้าร่วมการอภิปรายกลุ่มในห้องเรียน อาจารย์หลายคนหลีกเลี่ยงการถกเถียงในประเด็นที่ “อ่อนไหว” เพราะไม่อยากถูกทหารจับตามอง ทหารยังได้เชิญผู้บริหารมหาวิทยาลัยประชุมเพื่อให้ช่วยสอดส่อง ป้องปรามนักศึกษา ไม่ให้ต่อต้านการทำงานของรัฐบาล ซึ่งมีบางมหาวิทยาลัยรับลูกทหาร คอยควบคุม สอดส่อง จำกัดเสรีภาพนักศึกษาด้วย

ปิดกั้นการชุมนุม/เวทีสาธารณะแม้แต่ “ค่ายเด็ก”

คสช. อาศัยอำนาจตามกฎอัยการศึกออกประกาศคสช.ฉบับที่ 7/2557 เรื่องห้ามชุมนุมทางการเมือง ตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป โดยเจ้าหน้าที่บังคับใช้ประกาศฉบับดังกล่าวโดยตีความอย่างกว้างขวาง มีผลให้เกิดการปิดกั้นเวทีสาธารณะที่เป็นการให้ข้อมูลเกี่ยวกับทรัพยากร หรือถกเถียงในประเด็นสิทธิและประชาธิปไตย โดยพบว่า เจ้าหน้าที่พยายามปิดกั้นเวทีหรือกิจกรรมอย่างน้อย 14 ครั้ง ซึ่งรวมถึงค่ายเยาวชนฮักบ้านเจ้าของที่โครงการคนรุ่นใหม่เพื่อการเปลี่ยนแปลงสังคมจัดให้กับเยาวชนที่บ้านนาหนองบง จ.เลย มีเวทีหรือกิจกรรมที่ถูกให้ยกเลิกอย่างน้อย 15 กิจกรรม เช่น การประชุมของเครือข่ายป่าไม้ที่ดินอีสานเพื่อกำหนดยุทธศาสตร์ในการแก้ไขปัญหาที่เกิดจากคำสั่ง คสช. ที่ 64/2557 แผนแม่บทป่าไม้ฯ ซึ่งเจ้าหน้าที่ขู่แกนนำว่า หากไม่เปลี่ยนกิจกรรมเป็นงานวัฒนธรรมจะควบคุมตัวแกนนำไว้ รวมทั้งกิจกรรมที่กลุ่มดาวดินชูป้ายผ้าคัดค้านโครงการพัฒนาของรัฐ ที่ถูกยึดป้ายผ้า และจับกุมดำเนินคดีนักศึกษา 7 คน ทั้งนี้ ในระยะหลังเจ้าหน้าที่ใช้คำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 3/2558[1] หรือ มาตรา 44 และ พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะที่ผ่านในรัฐบาลนี้ ในการปิดกั้นการชุมนุมและการจัดกิจกรรมสาธารณะ

รายงานอีสาน2เจ้าหน้าที่พยายามปิดกั้นกิจกรรมของนักศึกษาและชาวบ้าน (ที่มาภาพ: เพจ ดาวดิน สังกัดพรรคสามัญชน)

พลเรือนขึ้นสู่ศาลทหาร ความผิดที่ต้องห้ามอุทธรณ์

ผลจากประกาศ คสช.ฉบับที่ 37/2557, 38/2557 และ 50/2557 ทำให้มีพลเรือนที่ถูกกล่าวหาว่าทำความผิดบางประเภท ได้แก่ ความผิดต่อพระมหากษัตริย์ฯ และความผิดต่อความมั่นคงของรัฐ ภายในราชอาณาจักร ตามประมวลกฎหมายอาญา ความผิดตาม พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ และความผิดตามประกาศหรือคำสั่ง คสช. ต้องขึ้นสู่การพิจารณาคดีของศาลทหาร

จากข้อมูลของกรมพระธรรมนูญพบว่าตั้งแต่ 22 พฤษภาคม 2557- 30 กันยายน 2558 มีพลเรือนที่ตกเป็นผู้ต้องหาและจำเลยต้องถูกดำเนินคดีในศาลมณฑลทหารต่างๆ ในภาคอีสานรวม 445 คน ส่วนใหญ่ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดตาม พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ (ดูเพิ่มเติม เปิดสถิติการดำเนินคดีพลเรือนในศาลทหาร)

ข้อมูลจากการรวบรวมของศูนย์ทนายฯ พบว่า มีผู้ถูกดำเนินคดีจากการใช้สิทธิเสรีภาพในการชุมนุมและแสดงความคิดเห็น แต่ขัดคำสั่งหัวหน้า คสช.อย่างน้อย 7 คน คือ นักศึกษากลุ่มดาวดินที่จัดกิจกรรมเนื่องในโอกาสครบรอบ 1 ปี รัฐประหาร มีคนถูกแจ้งความดำเนินคดีในความผิดต่อพระมหากษัตริย์ฯ หรือ มาตรา 112 จากการแสดงความเห็นผ่านโลกออนไลน์ อย่างน้อย 2 คน และการแสดงความเห็นในช่องทางอื่น อย่างน้อย 2 คน

ในคดีอาวุธปืน และความผิดที่เกี่ยวเนื่อง พบว่า มีผู้ตกเป็นจำเลยในคดีขอนแก่นโมเดล รวม 26 คน ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดฐานร่วมกันตระเตรียมการก่อการร้าย เป็นซ่องโจร ครอบครองอาวุธ ยุทธภัณฑ์ ฯลฯ โดยที่หลายคนเป็นผู้เฒ่าอายุมากกว่า 60 ปี และส่วนใหญ่ไม่ได้มีพฤติการณ์อย่างที่ถูกกล่าวหา บางคนให้ข้อมูลว่า ถูกชวนมาประชุมเรื่องการเกษตร ไม่ได้ตระเตรียมที่จะก่อการร้ายแต่อย่างใด

นอกเหนือจากคดีดังกล่าวแล้ว จึงน่าจะเป็นคดีครอบครองอาวุธที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเมือง ซึ่งพบว่า ส่วนหนึ่งคือชาวบ้านที่ครอบครองปืนแก๊ปสำหรับยิงนก หนู เป็นอาหาร และส่วนใหญ่ไม่สามารถเข้าถึงทนายความ คนเหล่านี้จะต้องถูกดำเนินคดีหรือถูกดำเนินคดีแล้วในศาลทหาร ซึ่งโดยโครงสร้างแล้วขาดความเป็นอิสระและเป็นกลาง การพิจารณาคดีโดยตุลาการซึ่งองค์คณะจบกฎหมายเพียงท่านเดียว และขาดความเชี่ยวชาญในการพิจารณาคดีพลเรือน อีกทั้ง หากเป็นคดีซึ่งเกิดระหว่างการประกาศกฎอัยการศึกระหว่างวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 – 31 มีนาคม 2558 จะไม่สามารถอุทธรณ์ฎีกาได้ ทำให้คนเหล่านี้ขาดซึ่งหลักประกันในการที่จะได้รับการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรม

นอกจากนี้ มีผู้ถูกดำเนินคดีในความผิด ม.112 ที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดจากการแสดงความเห็นก่อนรัฐประหาร แต่ถูกดำเนินคดีหลังรัฐประหาร อย่างน้อย 2 ราย ซึ่งคดีเหล่านี้จะพิจารณาคดีในศาลยุติธรรม

ทวงคืนผืนป่า ความสุขของใคร

รัฐบาลทหารโดย คสช. ผลักดันนโยบายทวงคืนผืนป่า โดยออกเป็นคำสั่ง คสช. ที่ 64 /2557 และแผนแม่บทป่าไม้ฯ ตั้งเป้ายึดคืนพื้นที่ป่ากว่า 27 ล้านไร่ ทำให้ปัญหาป่าไม้และที่ดินที่เป็นข้อพิพาทระหว่างรัฐกับประชาชน และจากข้อมูลของขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (พีมูฟ) สมัชชาคนจน และคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ รวมทั้งข้อมูลที่ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนเก็บรวบรวม พบว่า ในภาคอีสานมีพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากการคำสั่ง คสช. ที่ 64/57 และแผนแม่บทป่าไม้ฯ ไม่น้อยกว่า 30 พื้นที่ ใน 14 จังหวัด มีผู้ถูกดำเนินคดีกว่า 100 ราย ศาลชั้นต้นตัดสินจำคุกแล้ว กว่า 15 รายตัวเลขนี้เป็นเพียงพื้นที่ที่ชาวบ้านมีการรวมตัวกันเรียกร้องให้มีการแก้ปัญหา แต่ความเป็นจริงเจ้าหน้าที่มักเลือกที่จะดำเนินการกับชาวบ้านแบบกระจัดกระจาย เป็นกลุ่มเล็กๆ เพื่อไม่ให้ชาวบ้านมีอำนาจต่อรอง นอกเหนือไปจากการใช้กฎอัยการศึก และ มาตรา 44 เพื่อปิดกั้นสิทธิในการรวมตัว ประชุมปรึกษาหารือ หรือเคลื่อนไหวเรียกร้องให้แก้ปัญหาดังที่กล่าวมา

ต้นเดือนธันวาคม 2558 กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมแถลงว่า จากนโยบายการทวงคืนผืนป่า รัฐบาลสามารถทวงคืนผืนป่าทั้งประเทศได้แล้วเกือบ 3 แสนไร่ ตัดต้นยางพาราไปแล้วกว่า 20,000 ไร่ และย้ำว่า เน้นการดำเนินการกับนายทุน แต่ข้อเท็จจริงกลับพบแต่ชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบ ต้องสูญเสียที่ดินทำกิน เช่น ชาวบ้าน 6 หมู่บ้าน ที่ถูกอพยพออกจากป่าสงวนแห่งชาติดงใหญ่ จ.บุรีรัมย์ และชาวบ้าน 7 หมู่บ้าน ในเขตอุทยานแห่งชาติตาดโตน จ.ชัยภูมิ หลายครอบครัวต้องเข้าไปทำงานก่อสร้างที่กรุงเทพมหานคร  จำนวนมากต้องอาศัยอยู่กับญาติและหาเช่าพื้นที่เพื่อทำการเกษตรต่อไป  และบางส่วนกลายเป็นแรงงานรับจ้าง หาของป่า หรือรับของมาขายในหมู่บ้าน โดยอาศัยตามเพิงพักที่ปลูกอยู่ในที่ดินของเพื่อนบ้าน

รายงานอีสาน4ชาวบ้านถูกไล่ออกจากป่าไม่มีที่อยู่ ต้องอาศัยเพิงพักในสวนยาง (ที่มาภาพ: Voice from Thais)

จึงเป็นการยากที่จะประมาณได้ว่า จนถึงปัจจุบันมีชาวบ้านที่ไร้ที่ทำกินจากปฏิบัติการทวงคืนผืนป่าเป็นจำนวนเท่าใด ซึ่งคณะกรรมการประสานงานองค์กรเอกชนพัฒนาชนบท หรือ กป.อพช. อีสาน ชี้ว่า หากยังไม่มีการทบทวนหรือยกเลิกแผนแม่บทป่าไม้ฯ ฉบับนี้ ชาวบ้านในภาคอีสานจะถูกบังคับให้อพยพออกจากพื้นที่ป่าทั้งหมด 352 พื้นที่ รวม 2,300 หมู่บ้าน

อย่างไรก็ตาม นโยบายทวงคืนผืนป่าของรัฐบาลซึ่งจากการรัฐประหารนั้นมองชาวบ้านเป็นเพียงผู้บุกรุก และใช้วิธีการ “ควบคุม” และ “ปราบปราม” อันนำไปสู่การละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐาน คือ สิทธิในการมีที่อยู่ที่ทำกิน และมีความเป็นอยู่ที่มีมาตรฐานเพียงพอของประชาชนจำนวนมาก ในที่สุดก็ปรากฏชัดว่า เป็นเพียงการแย่งชิงทรัพยากรจากประชาชนไปให้นายทุน เพราะในขณะที่ยึดที่ทำกินของประชาชนกลับมาเป็นป่า รัฐบาลทหารก็สวนทางด้วยการใช้ มาตรา 44 เพิกถอนพื้นที่ป่ามาเป็นที่ราชพัสดุเพื่อเตรียมให้เอกชนเช่าในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ รวมทั้งผลักดันกฎหมายที่เปิดให้นายทุนสัมปทานทำเหมืองในพื้นที่ป่าได้

กระบวนการพัฒนาที่ประชาชนไม่มีส่วนร่วม

นอกเหนือจากที่กล่าวมาแล้ว อำนาจเบ็ดเสร็จตามกฎอัยการศึก และ มาตรา 44 ภายใต้รัฐบาลทหารยังถูกใช้เพื่อควบคุมการเคลื่อนไหวของชาวบ้านในการคัดค้านหรือตรวจสอบโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่อชุมชน อย่างน้อยมี 15 พื้นที่ในภาคอีสานที่ได้รับผลกระทบ เช่น กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดที่คัดค้านเหมืองทองคำ จ.เลย นอกจากแกนนำจะถูกเรียกรายงานตัว ห้ามไม่ให้เคลื่อนไหวแล้ว กิจกรรมในพื้นที่ เช่น การประชุม รณรงค์ ยังถูกปิดกั้น หรือชาวบ้านที่คัดค้านเขื่อนวังสะพุง จ.ชัยภูมิ ถูกสั่งห้ามไม่ให้ประท้วง

ในหลายๆ พื้นที่ชาวบ้านถูกจับตามอง และติดตามความเคลื่อนไหวตลอดเวลา การจัดกิจกรรมแม้แต่งานบุญก็ต้องขออนุญาต เวทีให้ความรู้เพื่อให้ชาวบ้านมีข้อมูลตัดสินใจในการประชาคมถูกยกเลิก ป้ายคัดค้านถูกสั่งให้ปลดลง

นอกจากนี้ ในการจัดเวทีระหว่างบริษัทกับชาวบ้านเพื่อรับฟังความเห็น ทหารก็มักมาเป็นประธานหรือเข้าร่วมประชุม แล้วไม่ให้ชาวบ้านได้แสดงความเห็นหรือซักถามอย่างละเอียด เช่น กรณีโรงไฟฟ้าถ่านหินที่บำเหน็จณรงค์ จ.ชัยภูมิ ซึ่งชาวบ้านถูกห้ามใส่เสื้อคัดค้านเข้าประชุมด้วย หรือโครงการโปแตช อุดรฯ มีการจัดเวทีประชาคมในค่ายทหาร

หลัง พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะ มีผลบังคับใช้เมื่อเดือนสิงหาคม 2558 ยิ่งทำให้เจ้าหน้าที่มีเครื่องมือในการควบคุมชาวบ้านมากขึ้น ทั้งตำรวจและทหารอ้าง พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ เพื่อไม่ให้ชาวบ้านรวมตัวกัน แสดงความเห็น หรือชูป้ายคัดค้าน โดยที่บางกรณีไม่เข้าข่ายการชุมนุม เช่น การจัดกิจกรรมเปิดเขตรักษาพันธุ์ปลาของชาวบ้านปากมูน ทั้งนี้มีกรณีที่ตำรวจใช้ พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ ดำเนินคดีแล้วอย่างน้อย 14 คน จากการชุมนุมเรียกร้องกรณีให้ชะลอคำสั่งย้ายที่ตั้งบริษัทขนส่งสาธารณะ หรือ บขส.จังหวัดขอนแก่น และกรณีให้แก้ไขปัญหาให้แก่ผู้ค้าลอตเตอรี่รายย่อยในจังหวัดเลย

รายงานอีสาน3

ทหารคุมเข้ม เวทีรับฟังความเห็น (ที่มาภาพ: เพจ ศูนย์สื่อชุมชุนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม จ.อุดรธานี)

ขณะที่เจ้าหน้าที่ใช้กฎหมายพิเศษควบคุมการเคลื่อนไหวของชาวบ้าน แต่กลับไม่ได้ใช้ควบคุมการดำเนินการของกลุ่มทุน ซ้ำยังเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุน เช่น ทหารกดดันให้กลุ่มคนรักษ์บ้านเกิด จ.เลย ยินยอมเปิดทางให้บริษัทขนแร่ออกจากเหมือง โดยพูดถึงการขนแร่โดยใช้อำนาจตามกฎอัยการศึก หรือกรณีที่ทหาร-ตำรวจได้นำกำลังอำนวยความสะดวกให้บริษัทขนย้ายอุปกรณ์ขุดเจาะปิโตรเลียม และเผาทดสอบก๊าซ ที่หลุมเจาะใกล้บ้านนามูล จ.ขอนแก่น

ภายใต้สภาวการณ์เช่นนี้ ทำให้ชาวบ้านไม่มีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจ ตรวจสอบ และเรียกร้องมาตรการป้องกันผลกระทบที่จะเกิดจากโครงการพัฒนาต่างๆ ผลที่ตามมาก็คือ โครงการขนาดใหญ่ต่างผุดขึ้นในรัฐบาลนี้ และเดินหน้าไปอย่างรวดเร็วกว่าในภาวะปกติ ไม่ว่าจะเป็นเหมืองโปแตชและโรงไฟฟ้าถ่านหินที่บำเหน็จณรงค์ จ.ชัยภูมิ  โรงไฟฟ้าพลังงานขยะที่หนองคาย รวมทั้ง โครงการพัฒนาของรัฐเอง เช่น เขื่อนโป่งขุนเพชร และเขตเศรษฐกิจพิเศษที่หนองคาย มุกดาหาร และนครพนม เป็นต้นโดยไม่มีมาตรการรองรับหรือป้องกันผลกระทบที่จะเกิดกับประชาชนอย่างเพียงพอ แน่นอนว่า จะมีประชาชนอีกจำนวนมหาศาลที่ได้รับความเดือดร้อนจากการถูกละเมิดสิทธิในการมีชีวิตอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดีและมีมาตรฐาน

โดยเฉพาะเขตเศรษฐกิจพิเศษ ซึ่งเห็นได้ชัดเจนว่ารัฐบาลทหารใช้อำนาจพิเศษในการข้ามขั้นตอนกระบวนการปกติ โดยอาศัยอำนาจ มาตรา 44 ออกคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 17/2558 เพิกถอนสภาพที่ดินต่างๆ ให้ตกเป็นที่ราชพัสดุ เพื่อให้หน่วยงานรัฐหรือเอกชนเช่า ระยะเวลาไม่น้อยกว่า 50 ปี ทำให้ประชาชนที่อยู่ในที่ดินของรัฐ โดยที่ยังมีปัญหาเรื่องเอกสารสิทธิ ต้องถูกขับไล่ออกจากที่ดิน โดยปราศจากมาตรการรองรับ อีกทั้งยังถูกดำเนินคดี ในภาคอีสานมีชาวบ้านถูกดำเนินคดีแล้วอย่างน้อย 14 ราย เนื่องจากถูกกล่าวหาว่าบุกรุกที่สาธารณะโคกภูกระแต จ.นครพนม ซึ่งเป็นพื้นที่หนึ่งที่จะถูกนำมาใช้ประโยชน์ในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ

ยิ่งไปกว่านั้น รัฐบาลทหารยังพยายามผลักดันกฎหมายหลายฉบับในช่วงเวลาที่ประเทศไม่เป็นประชาธิปไตย และการมีส่วนร่วมของประชาชนถูกจำกัด กฎหมายเหล่านั้นให้อำนาจรัฐบาลในการจัดการทรัพยากร อีกทั้งอำนวยความสะดวกให้กลุ่มทุน โดยลดกระบวนการมีส่วนร่วมและตรวจสอบจากประชาชน เช่น พ.ร.บ.แร่  พ.ร.บ. เขตเศรษฐกิจพิเศษ ซึ่งความหมายว่า ในอนาคตแม้กฎหมายพิเศษจะถูกยกเลิกไป ประชาชนก็จะยังไม่มีสิทธิที่จะมีส่วนร่วมในการใช้ทรัพยากร และกำหนดอนาคตความเป็นอยู่ของตนเอง

เมื่อพิจารณาสถานการณ์สิทธิมนุษยชนหลังการรัฐประหารดังที่กล่าวมา ซึ่งประชาชนจำนวนมากถูกละเมิดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การรวมกลุ่ม และการชุมนุมเรียกร้องในประเด็นปัญหาของตน จนส่งผลกระทบต่อเสรีภาพในการดำเนินชีวิต สิทธิในกระบวนการยุติธรรม ตลอดจนถึงสิทธิในการมีชีวิตอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดีนั้น ล้วนเป็นผลมาจากการใช้กฎหมายที่ให้อำนาจเจ้าหน้าที่อย่างเด็ดขาดโดยขาดกระบวนการตรวจสอบ และการรับผิดต่อการใช้อำนาจ การใช้กฎหมายเพื่อจำกัดสิทธิของผู้เห็นต่าง และคนชั้นล่าง โดยไม่คำนึงถึงหลักนิติรัฐ และปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน รวมทั้งการใช้กฎหมายเพื่อความมั่นคงของรัฐบาลจากการรัฐประหาร หรือเพื่อความมั่นคงของชาติที่ไม่ได้นับรวม “ประชาชน” ไว้ด้วยอย่างที่กล่าวอ้าง ซึ่งการกระทำดังกล่าวไม่อาจนำไปสู่การแก้ไขปัญหาของประเทศในระยะยาวและยั่งยืน

[1] หลังการยกเลิกประกาศใช้กฎอัยการศึกทั่วราชอาณาจักร คสช.ได้ประกาศใช้คำสั่งหัวหน้าคสช.ฉบับที่ 3/2558 เรื่องการรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่งคงแห่งชาติเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2558 แทนที่การใช้กฎอัยการศึก

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s