10 คดีเด่นในศาลทหารประจำปี 2558 ตอนที่ 1

ปี 2558 นับเป็นขวบปีที่สองแล้วที่พลเรือนจำนวนมากยังคงถูกนำตัวขึ้นศาลทหาร ภายใต้ระบอบการปกครองของคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ความผิดตามมาตรา 112, มาตรา 116 และความผิดตามประกาศหรือคําสั่งคสช. ยังคงถูกนำมาใช้กล่าวหาต่อการเคลื่อนไหว หรือการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ประชาชนที่ไม่ได้กระทำการเกี่ยวข้องกับการเมือง แต่ถูกกล่าวหาด้วยความผิดฐานมีหรือใช้อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน หรือวัตถุระเบิด ก็ถูกนำขึ้นพิจารณาในศาลทหารจำนวนมากเช่นกัน จากสถิติของกรมพระธรรมนูญที่ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนได้รับข้อมูลมา ระบุว่าตั้งแต่ 22 พ.ค.57-30 ก.ย.58 มีคดีของพลเรือนที่ถูกดำเนินคดีในศาลทหารจำนวน 1,408 คดี คิดเป็นจำนวนผู้ต้องหาและจำเลยรวมแล้ว 1,629 คน¹

ในรอบปี 2558 ศูนย์ทนายฯ รับคดีเพิ่มเติมจำนวน 42 คดี รวมเป็นคดีทั้งหมดในความรับผิดชอบจำนวน 69 คดี นับแต่การรัฐประหาร ในโอกาสสิ้นปีนี้ ศูนย์ทนายฯ จึงรวบรวม 10 คดีเด่นในศาลทหาร ซึ่งพอจะเป็นตัวแทนภาพรวมของปัญหากระบวนการยุติธรรมภายใต้การปกครองของคสช. ตั้งแต่การริเริ่มคดีในการกล่าวหาบุคคลว่ากระทำความผิดโดยเจ้าหน้าที่ทหาร การใช้อำนาจในการจับกุมโดยเจ้าหน้าที่ทหาร การเข้าร่วมสอบสวนโดยทหาร การสั่งฟ้องโดยอัยการทหาร การพิพากษาคดีโดยตุลาการศาลทหาร ไปจนถึงการคุมขังในเรือนจำภายในค่ายทหาร ทุกขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรมถูกควบคุมโดยเจ้าหน้าที่ทหาร จนกล่าวได้ว่ากระบวนการยุติธรรมวันนี้มีสภาพกลายเป็น “กระบวนการยุติธรรมลายพราง” คดีเด่นๆ ในรายงานนี้จึงเป็นตัวอย่างส่วนหนึ่งที่จะสะท้อนถึงสภาพกระบวนการนี้ที่สังคมไทยกำลังเผชิญอยู่ในปีที่ผ่านมา

1.คดีผู้ชุมนุมน้อยที่สุด : กรณีพันธ์ศักดิ์ ศรีเทพเดินเท้าเพื่อเข้าให้การเพิ่มเติมที่สถานีตำรวจนครบาลปทุมวัน

วันที่ 14-16 มี.ค.58 พันธ์ศักดิ์ ศรีเทพ กลุ่มพลเมืองโต้กลับได้ทำกิจกรรม “พลเมืองรุกเดิน” โดยเดินจากบ้านพักย่านบางบัวทองไปยังสถานีตำรวจนครบาลปทุมวัน เพื่อเข้าให้การเพิ่มเติมในคดีเลือกตั้งที่รัก(ลัก)ในวันที่ 16 มี.ค.58 ที่สถานีตำรวจนครบาลปทุมวัน โดยในวันที่ 14 มี.ค.58 พันธ์ศักดิ์มีเป้าหมายเดินเท้าจากบางบัวทองมายังสะพานลอยหน้าสำนักพิมพ์ไทยรัฐ แต่ระหว่างทางกลับถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจล้อมจับขึ้นรถตู้และนำตัวมาส่งยังสถานีตำรวจนครบาลปทุมวันโดยไม่ให้เดิน เป็นเหตุให้วันต่อมานายพันธ์ศักดิ์เริ่มต้นเดินอีกครั้งจากหมุดของ “เฌอ” บริเวณซอยรางน้ำ ไปยังมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งทำให้ระหว่างทางมีคนนำดอกมามอบให้กำลังใจในการต่อสู้คดี

พี่เหน่ง02 crop

นายพันธ์ศักดิ์ ศรีเทพ ตำรวจสภ.บางบัวทองได้ตั้งแถวสกัดและเข้าเจรจาให้นายพันธ์ศักดิ์ขี้นรถไปยังสน.ปทุมวัน หลังจากเดินออกจากบ้านได้ไม่นานนัก ภาพโดย Banrsdr Photo

นายพันธ์ศักดิ์ถูกจับกุมในวันที่ 26 มี.ค.58 ก่อนการจัดกิจกรรมพลเมืองรุกเดิน#2 และถูกดำเนินคดีในความผิดตามประกาศ คสช. ฉบับที่ 7/2557, พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 และข้อหายุยงปลุกปั่นให้เกิดความกระด้างกระเดื่องต่อรัฐ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 จากการเดินในวันที่ 15 มี.ค.58 นับเป็นการจับกุมดำเนินคดีต่อกิจกรรมที่มีผู้ชุมนุมจำนวนน้อยที่สุด คือเพียงหนึ่งคน แต่กลับถูกดำเนินคดีในข้อหาชุมนุมทางการเมืองตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป ตามประกาศคสช.ฉบับที่ 7/2557 รวมถึงข้อหาการสร้างผลกระเทือนต่อความมั่นคงตามมาตรา 116 แม้จะเป็นเพียงการเดินเท้าเพียงคนเดียวไปให้การเพิ่มเติมจากการถูกดำเนินคดีอยู่แล้วก็ตาม

2.คดีที่ฝากขังดึกที่สุด: กระบวนการฝากขังขบวนการประชาธิปไตยใหม่ที่ยาวนานข้ามคืน

วันที่ 26 มิ.ย.58 ถือเป็นค่ำคืนที่ยาวนานสำหรับกลุ่มนักศึกษาและประชาชนขบวนการประชาธิปไตยใหม่ ซึ่งประกอบด้วยนักศึกษากรุงเทพฯ และกลุ่มดาวดินจากขอนแก่น รวม 14 คน หลังจากเวลาประมาณ 17.30 น. ทั้ง 14 คน ถูกควบคุมคุมตัวโดยเจ้าหน้าที่ทหารและเจ้าหน้าที่ตำรวจเกือบร้อยนาย ที่เข้าปิดล้อมสวนเงินมีมา ของมูลนิธิเสฐียรโกเศศ-นาคะประทีป ตามหมายจับศาลทหารจากกรณีการทำกิจกรรมที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยในวันที่ 25 มิ.ย.58 ในฐานความผิดฝ่าฝืนการชุมนุมทางการเมืองตั้งแต่ 5คนขึ้นไป ตามคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 3/58

ทั้งหมดถูกนำตัวไปยังสถานีตำรวจนครบาลพระราชวัง เพื่อทำบันทึกการจับกุม แต่มีปัญหาโต้แย้งข้อเท็จจริง ซึ่งขบวนการประชาธิปไตยใหม่ต้องการให้ระบุในบันทึกจับกุมว่ามีเจ้าหน้าที่ทหารร่วมปฏิบัติการจับกุมด้วย แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ยินยอม จึงยังไม่มีการลงชื่อในบันทึกจับกุมในวันนั้น ต่อมาเจ้าหน้าที่จึงนำตัวทั้งหมดไปฝากขังยังศาลทหารในคืนนั้น โดยระหว่างกระบวนการฝากขัง บุคคลภายนอกไม่สามารถเข้าไปยังศาลทหารเพื่อร่วมกระบวนการดังกล่าวได้ แม้คดีดังกล่าวจะไม่ได้สั่งพิจารณาลับก็ตาม มีเพียงทนายความ เจ้าหน้าที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และรองอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ฝ่ายการนักศึกษาที่สามารถเข้าไปได้

ปกติแล้วศาลทหารจะเปิดทำการเพียงเวลา 16.30 น. แต่ในวันดังกล่าว ศาลทหารกลับเปิดรอรับคำร้องขอฝากขังของพนักงานสอบสวนจนถึงเวลาประมาณ 22.00 น. และกว่ากระบวนการขอฝากขังและคัดค้านการฝากขังทั้งหมดจะเสร็จสิ้น ก็เป็นเวลาประมาณ 00.30 น.แล้ว นับเป็นเวลาทำการฝากขังดึกที่สุดอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนในศาลใด และเป็นการพิสูจน์ความเป็นอิสระและเป็นกลางของศาลทหารได้เป็นอย่างดี

court-2

ภาพจำลองเหตุการณ์ฝากขังกลุ่ม NDM ที่ศาลทหารในคืนวันที่ 26 มิ.ย.2558

นอกจากนี้ ภายหลังการฝากขังเสร็จสิ้นแล้ว เจ้าหน้าที่ตำรวจนำโดยพล.ต.ท.ชยพล ฉัตรชัยเดช ได้ขอเข้าตรวจค้นรถของนางสาวศิริกาญจน์ เจริญศิริ ทนายความ เพื่อขอตรวจค้นโทรศัพท์มือถือของผู้ต้องหาทั้ง 14 ราย แต่เนื่องจากทนายความเห็นว่าพนักงานสอบสวนได้อยู่ร่วมกับผู้ต้องหามาตั้งแต่เวลา 17.00 น.จนถึง 00.30 น.โดยมิได้ขอตรวจยึดโทรศัพท์มือถือจากผู้ต้องหาและไม่สามารถตอบได้ว่าต้องการสิ่งใดในโทรศัพท์มือถือ จึงไม่อนุญาตให้ทำการตรวจค้น เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ทำการยึดรถและผนึกรถด้วยกระดาษ A 4 ทำให้เจ้าหน้าที่จากศูนย์ฯ ต้องนอนเฝ้ารถคันดังกล่าวบริเวณหน้าศาลทหารตลอดทั้งคืน

3.คดีระเบิดหน้าศาลอาญา : จำเลยอย่างน้อย 4 ราย ร้องเรียนการถูกซ้อมทรมาน

สืบเนื่องจากเหตุระเบิดศาลอาญาในตอนค่ำของวันที่ 7 มี.ค.58 โดยคดีนี้มีผู้ต้องหาทั้งหมด 14 ราย ผู้ต้องหา 4 ราย ในความรับผิดชอบศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ได้ร้องเรียนว่าถูกซ้อมทรมานระหว่างการสอบสวน ได้แก่ นายสรรเสริญ ศรีอุ่นเรือน² นายชาญวิทย์ จริยานุกูล นายนรพัฒน์ เหลือผล และนายวิชัย อยู่สุข โดยรูปแบบการซ้อมทรมาน เช่น การชกต่อย การกระทืบบริเวณศีรษะ ทรวงอก หลัง และข่มขู่ว่าจะทำร้าย เพื่อให้ได้ซึ่งข้อมูลจากผู้ต้องหากลุ่มดังกล่าว นอกจากนี้ผู้ต้องหาบางรายยังโดนช็อตด้วยไฟฟ้า โดยเฉพาะของนายสรรเสริญที่ระบุว่าตนเองโดนช็อตที่ต้นขาถึง 30-40 ครั้ง และปรากฏร่องรอยดังกล่าวบริเวณผิวหนัง ระหว่างการควบคุมตัวตามกฎอัยการศึก ทางศูนย์ทนายฯ ได้ทำหนังสือถึงพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบสำนวนคดี ขอให้รวบรวมพยานหลักฐานเกี่ยวกับการซ้อมทรมานกรณีนายสรรเสริญ แต่ภายหลังได้รับหนังสือตอบจากกองบัญชาการตำรวจนครบาลว่า บาดแผลของนายสรรเสริญสันนิษฐานว่าเกิดจาก “การกระทบหรือล้มไปกระทบกับสิ่งของไม่มีคม แต่ไม่อาจยืนยันได้ว่าบาดแผลดังกล่าวเกิดจากสาเหตุใด” แม้ว่าในรายงานตรวจสอบของพนักงานสอบสวนนั้น จะปรากฏบันทึกการตรวจร่างกายผู้ต้องหาโดยแพทย์จากโรงพยาบาลตำรวจและทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ จะระบุว่าพบรอยแผลไฟไหม้ก็ตาม

ตั้งแต่หลังการรัฐประหาร ศูนย์ทนายฯ ได้รับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการซ้อมทรมานระหว่างการถูกควบคุมตัวทั้งหมด 19 ราย ซึ่งข้อร้องเรียนระบุว่ามีการซ้อมทรมานเกิดขึ้นระหว่างการควบคุมตัวเจ็ดวันภายใต้กฎอัยการศึก หรือคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่3/58 ซึ่งไม่มีบุคคลภายนอกเข้าไปตรวจสอบได้ และเมื่อมีการซ้อมทรมานเกิดขึ้น ก็ไม่สามารถเข้าถึงพยานหลักฐาน รวมถึงเมื่อเกิดข้อร้องเรียนขึ้นแล้ว ยังมีปัญหาในการสอบสวนที่ขาดความเป็นอิสระและเป็นกลาง คดีระเบิดหน้าศาลอาญาจึงเป็นอีกคดีหนึ่งซึ่งมีผู้ต้องหาร้องเรียนปัญหาการซ้อมทรมานจำนวนมากในคดีเดียวกัน

sansern

ภาพรอยบาดแผลตามร่างกายของสรรเสริญ ศรีอุ่นเรือน

ความยุติธรรมที่ล่าช้าคือความไม่ยุติธรรม

นอกจากศูนย์ทนายฯ จะได้รับเรื่องร้องเรียนว่ามีการซ้อมทรมานจำเลยระหว่างการสอบสวนในคดีระเบิดศาลอาญาแล้ว คดีนี้ยังเป็นอีกคดีหนึ่งที่กระบวนการยุติธรรมเกิดความล่าช้าอย่างมาก โดยศาลทหารได้นัดสอบคำให้การจำเลยทั้งหมดครั้งแรก เมื่อวันที่ 9 พ.ย.58 ซึ่งห่างจากวันที่อัยการได้ส่งฟ้องตั้งแต่ 5 มิ.ย.58 เป็นเวลา 5 เดือน คดีนี้ยังเกิดปัญหาฝ่ายโจทก์ฟ้องซ้อนกับจำเลยในคดีบางราย ทำให้การสอบคำให้การต้องเลื่อนออกไปเป็นวันที่ 19 ม.ค.2559 ซึ่งทำให้จำเลยในคดีซึ่งยังคงถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำ³ ต้องรอกระบวนการดังกล่าวมาเป็นเวลาอย่างน้อย 7 เดือน โดยยังไม่ได้เริ่มพิจารณาคดี นอกจากนั้นคดีของพลเรือนที่ขึ้นสู่ศาลทหารและมีการสืบพยานตั้งแต่ภายหลังการรัฐประหารเป็นต้นมา ประสบปัญหาความล่าช้าในการนัดสืบพยานหลายคดี เนื่องจากศาลทหารไม่มีการกำหนดวันนัดสืบพยานทั้งหมดในคดีไว้ตั้งแต่วันนัดพร้อม แต่จะเป็นการนัดหลังสืบพยานเสร็จเป็นครั้งๆ ไป แต่ละนัดห่างกันกว่าเดือน และมักจะสืบพยานกันเพียงครึ่งวันเช้าหรือบ่ายเท่านั้น หลายครั้งพยานบางปากต้องมาให้การในศาลถึง 2-3 วัน ทำให้กระบวนการพิจารณาคดียืดเยื้อยาวนาน

4.ใช้กฎหมายความมั่นคงมาดำเนินคดีต่อการวิจารณ์ตัวบุคคล: คดีโพสต์ประยุทธ์โอนเงิน

ตลอดปีที่ผ่านมาเกิดการใช้ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 ซึ่งบัญญัติอยู่ในหมวดความมั่นคง มาใช้ในการลิดรอนสิทธิเสรีภาพการแสดงออก โดยเฉพาะจากการวิพากษ์วิจารณ์ คสช.หลายกรณี และหนึ่งในกรณีที่ได้รับความสนใจอย่างมาก คือ เมื่อต้นเดือนกรกฎาคมของปีนี้ นางรินดา พรศิริพิทักษ์ได้ถูกจับกุมและดำเนินคดีด้วยข้อหาปลุกปั่นยุยง ตามมาตรา 116 และนำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ตามมาตรา 14 พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ จากการโพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กกล่าวหาพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชาและภรรยา ว่ามีการโอนเงินออกนอกประเทศเป็นจำนวนมาก ซึ่งรินดายอมรับว่าได้โพสต์ข้อความดังกล่าวจริง แต่เห็นว่าเป็นการวิพากษ์วิจารณ์ตามปกติ ซึ่งนายกรัฐมนตรีคนที่ผ่านมาๆ ก็เกิดกรณีลักษณะนี้มาก่อน

วันที่ 21 ธ.ค.58 ศาลทหารกรุงเทพมีความเห็นว่าคดีของรินดาไม่เข้าองค์ประกอบตามมาตรา 116 เป็นเพียงคดีหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 328 และความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ศาลจึงจะทำความเห็นส่งให้ศาลอาญาพิจารณาขอบเขตอำนาจศาล และนัดมาฟังความเห็นและคำสั่งศาลต่อไป ทั้งนี้หากศาลอาญามีความเห็นตรงกับศาลทหาร จะส่งผลให้คดีไม่อยู่ในเขตอำนาจพิพากษาของศาลทหาร

ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนเห็นว่ามาตรา 116 ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองหนึ่ง ในกรณีที่บุคคลอาจกระทำความผิดที่เข้าข่ายหมิ่นประมาทผู้มีอำนาจในรัฐบาลหรือคสช.แทนที่เจ้าหน้าที่จะดำเนินคดีในฐานความผิดดังกล่าว แต่เจ้าหน้าที่ทหารกลับนำมาตรา 116 มาใช้ในการกล่าวหา เพื่อให้คดีดังกล่าวขึ้นสู่การพิจารณาของศาลทหาร อาทิเช่น คดีพลเมืองรุกเดินของพันศักดิ์ ศรีเทพ คดีชญาภา ซึ่งโพสต์ข้อความเกี่ยวกับการปฏิวัติซ้อน หรือล่าสุดกรณีการโพสต์เกี่ยวแผนผังการทุจริตอุทยานราชภักดิ์ รวมถึงคดีนี้ซึ่งศาลทหารเองมีความเห็นแล้วว่าเป็นเพียงคดีหมิ่นประมาทฯ ซึ่งหากศาลทหารมีความเห็นในแนวทางดังกล่าวก็สามารถไม่รับฟ้องคดีประเภทดังกล่าวในอนาคตตั้งแต่ต้น

5.โทษจำคุกหนักที่สุดในประวัติศาตร์ : คดีมาตรา 112 ของ ‘พงษ์ศักดิ์’ จำคุก 60 ปี

วันที่ 7 สิงหาคม 58 อาจนับเป็นวันที่ “โหดร้าย” ที่สุดในรอบปีนี้ เมื่อศาลทหารได้ทำ “สถิติ” ใหม่ถึงสองครั้งในวันเดียวกัน คือการพิพากษาคดีมาตรา 112 ด้วยโทษจำคุกสูงที่สุดอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์

ในช่วงเช้าวันนั้น ศาลทหารกรุงเทพฯ พิพากษาจำคุก ‘พงษ์ศักดิ์’ จากกรณีถูกกล่าวหาว่าโพสต์เฟซบุ๊กเข้าข่ายความผิดมาตรา 112 ในชื่อ ‘samparr’ จำนวน 6 ข้อความ โดยให้จำคุกกรรมละ 10 ปี รวมจำคุก 60 ปี แต่เนื่องจากให้การรับสารภาพ จึงลดโทษจำคุกเหลือ 30 ปี ขณะเดียวกันในช่วงบ่าย ศาลทหารเชียงใหม่ได้พิพากษาจำคุก ‘ศศิวิมล’ ซึ่งถูกกล่าวหาว่าโพสต์เฟซบุ๊กเข้าข่ายความผิดมาตรา 112 ในชื่อ ‘รุ่งนภา คำภิชัย’ จำนวน 7 ข้อความ ศาลให้จำคุกกรรมละ 8 ปี รวมจำคุก 56 ปี ให้การรับสารภาพ จึงเหลือจำคุก 28 ปี

ทั้งสองกรณีชี้ให้เห็นการเพิ่มอัตราโทษอย่างหนักหน่วงของศาลทหารในคดีมาตรา 112 จากเดิมในศาลยุติธรรม อัตราโทษต่อกรรมโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 5 ปี แต่ในศาลทหารอัตราโทษถูกทำให้เพิ่มสูงขึ้นไปที่กรรมละ 8-10 ปี อีกทั้งการฟ้องร้องคดียังมีลักษณะของการนับจำนวนกรรมจากข้อความบนเฟซบุ๊กเป็นรายข้อความ ทำให้ผู้ต้องหาถูกกล่าวหาด้วยจำนวนหลายกรรมอย่างไม่เคยมีมาก่อน และนำไปสู่การทำให้ความผิดจากการ “แสดงความคิดเห็น” มีโทษที่หนักหน่วงจนน่าตกใจ ในปีหน้านี้ ยังมีคดีที่น่าจับตาว่าจะมีการพิพากษาด้วยโทษที่สูงอีกคดีหนึ่ง ได้แก่ คดีของ ‘อัญชัน’ ในศาลทหารกรุงเทพฯ ซึ่งถูกกล่าวหาจำนวนถึง 29 กรรม จากกรณีอัพโหลดและเผยแพร่คลิปของ ‘บรรพต’ ขึ้นบนเว็บไซต์ยูทูป

 

เรื่องที่เกี่ยวข้อง : 10 คดีเด่นในศาลทหารประจำปี 2558 ตอนที่ 2

1 เปิดสถิติการดำเนินคดีพลเรือนในศาลทหาร
2 สรรเสริญได้เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับการคดีนี้และประวัติชีวิตตน โดยย่อไว้ ที่ “เบื้องหลัง ‘สรรเสริญ ศรีอุ่นเรือน’ ไม่รับสารภาพ คดีระเบิดหน้าศาล
3 มีเพียงธัชพรรณ ปกครอง ที่ศาลทหารอนุญาตให้ประกันตัวด้วยหลักทรัพย์ 500,000 บาท ไปเมื่อวันที่ 30 เมษายน เนื่องจากขณะนั้นเธอกำลังตั้งครรภ์อยู่เป็นเวลา 7 เดือนแล้ว และยังเป็นโรคธาลัสซีเมียอีกด้วย
4 ศาลทหารชี้คดีรินดาโพสประยุทธ์โอนหมื่นล้านไม่เข้าม.116 แต่เป็นคดีหมิ่นประมาทฯ

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s