ศาลกำแพงเพชรนัดสอบคำให้การคดี 112 เหตุแอบอ้างสถาบันฯ 21 ธ.ค.นี้

1 ธ.ค.58 ศาลจังหวัดกำแพงเพชรนัดสมานฉันท์ในคดีระหว่างพนักงานอัยการจังหวัดกำแพงเพชร กับนางอัษฎาภรณ์ และพวก รวม 4 คน ในข้อหาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112, ความผิดในการร่วมกันปลอมเอกสารราชการ และความผิดในการสวมเครื่องแบบหรือประดับเครื่องหมายของเจ้าพนักงานโดยไม่มีสิทธิ

ในคดีนี้ ทางฝ่ายโจทก์ระบุว่าระหว่างวันที่ 8 ส.ค.56 ถึงเดือนมี.ค.58 วันใดไม่ปรากฏชัด จำเลยทั้งสี่ได้ร่วมกันปลอมเอกสารราชการทั้งฉบับ โดยปลอมเอกสารหนังสือราชการของสำนักราชเลขานุการ กองราชเลขานุการในพระองค์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ และได้นำไปอ้างแสดงต่อเจ้าอาวาสวัดไทรงาม จังหวัดกำแพงเพชร พร้อมผู้เสียหายอีกหลายคน และยังมีการกล่าวอ้างว่าสามารถที่จะทูลเชิญสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ มาร่วมในพิธีของวัดได้ โดยมีการกล่าวอ้างแสดงตนว่าเป็นหม่อมหลวง พร้อมเรียกเงินค่าใช้จ่ายต่างๆ จากผู้เสียหาย

ต่อมา จำเลยทั้งสี่ได้ทยอยถูกควบคุมตัวในช่วงเดือนสิงหาคม 2558 และถูกคุมขังในเรือนจำมานับแต่นั้น โดยในชั้นสอบสวนจำเลยทั้งสี่ได้ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา ก่อนที่อัยการจะมีคำสั่งส่งฟ้องคดีต่อศาลจังหวัดกำแพงเพชร เมื่อวันที่ 5 พ.ย.ที่ผ่านมา

ในการนัดสมานฉันท์คดี จำเลยทั้งสี่ได้ยืนยันให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา ศาลจึงได้นัดสอบคำให้การและตรวจพยานหลักฐานพร้อมกัน ในวันที่ 21 ธ.ค.58 เวลา 9.00 น.

ในคดีนี้ ทนายความจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนได้เข้าช่วยเหลือให้คำปรึกษาทางกฎหมายแก่จำเลยที่ 4 คือ นายนพฤทธิ์ (สงวนนามสกุล) อายุ 28 ปี พื้นเพเป็นคนจังหวัดอุบลราชธานี จากการสอบถามข้อเท็จจริง นายนพฤทธิ์ระบุว่าตนทำงานเป็นพนักงานบริษัทแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ และได้รู้จักกับนายวิเศษ (สงวนนามสกุล) ซึ่งเป็นจำเลยที่ 3 ในคดีนี้ ในฐานะรุ่นพี่รุ่นน้องที่มหาวิทยาลัยเดียวกัน และนายวิเศษได้มาชวนไปร่วมทำบุญ โดยอ้างไปเป็นเจ้าภาพร่วม ที่วัดไทรงาม จังหวัดกำแพงเพชร ในช่วงเดือนเมษายน 58

จำเลยที่ 4 ยืนยันว่าไม่เคยรู้จักกับนางอัษฎาภรณ์ (สงวนนามสกุล) จำเลยที่ 1 และนายกิตติภพ (สงวนนามสกุล) จำเลยที่ 2 มาก่อน ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการแอบอ้างในครั้งนี้หรือก่อนหน้านั้น ไม่ทราบเรื่องการไปกล่าวอ้างกับทางวัด ไม่ทราบเรื่องการปลอมแปลงเอกสาร และไม่ได้รับผลประโยชน์ใดๆ ตามที่มีการฟ้องคดี โดยเมื่อถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจไปจับกุมที่บริษัทในวันที่ 21 ส.ค. ก็ไม่ทราบเรื่องนี้มาก่อน และไม่ได้หลบหนีแต่อย่างใด

ทั้งนี้ เมื่อในวันที่ 2 ธ.ค. ทางญาติของจำเลยที่ 4 ได้ยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราว โดยใช้หลักประกันเป็นที่ดินราคาประเมินจำนวน 1.4 ล้านบาท แต่ศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัว โดยระบุว่าจำเลยถูกฟ้องว่ากระทำผิดหลายกรรม แต่ละกรรมมีอัตราโทษสูง ประกอบกับเกรงว่าจำเลยจะหลบหนี

ก่อนหน้านี้ จำเลยที่ 4 ได้เคยยื่นขอปล่อยตัวชั่วคราวมาแล้ว 1 ครั้ง แต่ก็ไม่ได้รับอนุญาตให้ประกันตัว โดยที่ในคำฟ้องคดี พนักงานอัยการไม่ได้คัดค้านการประกันตัวจำเลย แต่ขอให้การปล่อยตัวชั่วคราวอยู่ในดุลยพินิจของศาล

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s