ศาลทหารสั่งรอพิจารณา 2 คดีกิจกรรมการเมือง จนกว่าจะมีคำวินิจฉัยเขตอำนาจศาล

วันนี้ศาลทหารนัดสอบคำให้การในคดีทำกิจกรรมทางการเมือง 2คดี ได้แก่คดีของพันธิ์ศักดิ์ ศรีเทพจากการทำกิจกรรม “พลเมืองรุกเดิน” เมื่อวันที่ 15 มี.ค.58 และคดีของนัชชชา กองอุดม ซึ่งถูกจับกุมเมื่อวันที่ 22พ.ค.58 วันเดียวกับที่มีกิจกรรมรำลึก 1 ปีการรัฐประหาร โดยทั้ง2คนได้เดินเท้ามาที่ศาลทหารพร้อมกันจาก มธ.ท่าพระจันทร์ ทั้งสองคดีนี้ทนายได้ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาล และศาลทหารมีคำสั่งให้รอการพิจารณาคดีจนกว่าจะมีคำวินิจฉัยทั้ง2คดี

5 พ.ย. 2558 เวลา 08.30 น. ศาลทหารกรุงเทพนัดสอบคำให้การคดีหมายเลขดำที่ 175 ก./2558 ศาลทหารกรุงเทพ คดีของพันธ์ศักดิ์ ศรีเทพ (พ่อน้องเฌอ) กลุ่มพลเมืองโต้กลับ Resistant Citizen ซึ่งถูกดำเนินคดีในความผิดตาม ประกาศ คสช. ฉบับที่ 7/2557, พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 และ ข้อหายุยงปลุกปั่นให้เกิดความกระด้างกระเดื่องต่อรัฐ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 จากการทำกิจกรรม “พลเมืองรุกเดิน” เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2558 ที่ผ่านมา

ก่อนเริ่มพิจารณา พันธ์ศักดิ์ ศรีเทพได้ยื่นใบแต่งทนายความเข้าต่อสู้คดี จากนั้นทนายความได้ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่าคดีนี้ไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีของศาลทหารกรุงเทพ พันธ์ศักดิ์จึงยืนยันไม่ให้การจนกว่าจะมีความเห็นวินิจฉัยชี้ขาดเขตอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
คำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่ทนายความของพันธ์ศักดิ์ยื่นต่อศาลทหาร สรุปประเด็นได้ดังนี้

1.ขณะที่เกิดเหตุจนกระทั่งถูกฟ้องเป็นจำเลยในคดีนี้ พันธ์ศักดิ์มีสถานะเป็นพลเรือนและไม่ได้รับราชการทหารแต่อย่างใด จึงมิได้เป็นบุคคลที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลทหารตามพระราชบัญญัติพระธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ.2498 มาตรา 16

2. ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติไม่มีสถานะเป็นกฎหมายและไม่สามารถบังคับใช้ได้

3. ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติฉบับที่ 37/2557 เรื่อง ความผิดที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีของศาลทหารมีเนื้อหาเกินขอบเขตของกฎหมายที่เป็นฐานในการประกาศให้อำนาจ ไม่สามารถใช้บังคับได้

4. ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 37/2557 เรื่อง ความผิดที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีของศาลทหารขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย(ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 มาตรา 4 ประกอบกับกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ข้อ 14 (1)และ (5) อันทำให้ประกาศฉบับดังกล่าวไม่มีผลใช้บังคับเป็นกฎหมาย

5. ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 37/2557 เรื่อง ความผิดที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีของศาลทหาร ซึ่งเป็นกฎหมายลำดับรองย่อมสิ้นผลไปโดยปริยาย เนื่องจากพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พุทธศักราช 2475 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ให้อำนาจประกาศถูกยกเลิก

ตุลาการศาลทหารรับคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลไว้พิจารณา และสั่งให้อัยการโจทก์ทำคำชี้แจงยื่นต่อศาลภายใน 15 วัน และสั่งให้รอการพิจารณาคดีไว้ชั่วคราว พร้อมทั้งจะจัดทำความเห็นส่งไปให้ศาลที่จำเลยอ้างว่าอยู่ในเขตอำนาจ คือ ศาลแขวงดุสิต

ก่อนหน้านี้วันที่ 4 พ.ย. 2558 พันธิ์ศักดิ์ทำกิจกรรม “พลเมืองรุกเดิน#2 เมื่อเผด็จการใช้ศาลทหารตัดสินพลเมือง” เพื่อย้ำเตือนว่าบ้านนี้ เมืองนี้มีความไม่เป็นธรรมอย่างไร เวลา 08.30 น. พันธ์ศักดิ์ ศรีเทพ เดินเท้าออกจากบ้านที่อำเภอบางบัวทอง จ.นนทบุรี เพื่อมุ่งหน้าสู่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยมีเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบประมาณ 14 นาย ใช้มอเตอร์ไซต์ขับติดตาม บันทึกทั้งภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหว บางช่วงระยะทางมีเจ้าหน้าที่ทหารในเครื่องแบบสังกัด ปตอ.พัน.6 จำนวน 8 นาย มาดักรอถ่ายภาพ และมีเจ้าหน้าที่ตำรวจในเครื่องแบบคอยอำนวยความสะดวกเป็นระยะ ตลอดเส้นทางที่นายพันธ์ศักดิ์เดิน

วันเดียวกันนี้(5พ.ย.) ศาลทหารกรุงเทพยังมีนัดสอบคำให้การ คดีที่นัชชชา กองอุดม นักศึกษาที่เคลื่อนไหวรณรงค์ประชาธิปไตยในช่วงหลังรัฐประหาร ถูกเจ้าหน้าที่จับกุมเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2558 ขณะไปสังเกตการณ์กิจกรรมรำลึก 1 ปีรัฐประหารที่หอศิลปวัฒนธรรมฯ ในความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 3/2558

เมื่อเริ่มการพิจารณาคดีทนายความได้ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่าคดีนี้ ไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทหารกรุงเทพ โดยอ้างเหตุผลคล้ายคลึงกันกับคดีของพันธ์ศักดิ์ คือ

1. ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติไม่มีสถานะเป็นกฎหมายและไม่สามารถบังคับใช้ได้

2. ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 37/2557 ซึ่งเป็นกฎหมายลำดับรองย่อมสิ้นผลไปโดยปริยาย เนื่องจากพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พุทธศักรราช ๒๕๔๗ ซึ่งเป็นกฎหมายที่ให้อำนาจประกาศฉบับดังกล่าวถูกยกเลิกไปแล้วก่อนเกิดเหตุที่นัชชาจะถูกจับ

3. นัชชามีสถานะเป็นพลเรือนและไม่ได้รับราชการทหาร จึงมิได้เป็นบุคคลที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลทหารตามพระราชบัญญัติพระธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. 2498 มาตรา 16

ตุลาการศาลทหารได้รับคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่ทนายของนัชชายื่นไว้พิจารณา และสั่งให้อัยการโจทก์ทำคำชี้แจงยื่นต่อศาลภายใน 15 วัน และมีคำสั่งให้รอการพิจารณาไว้ชั่วคราว พร้อมทั้งจะจัดทำความเห็นส่งไปให้ศาลที่ทนายของนัชชาอ้างว่าอยู่ในเขตอำนาจ คือ ศาลแขวงปทุมวันด้านนัชชายืนยันจะไม่ให้การจนกว่าจะมีความเห็นวินิจฉัยชี้ขาดเขตอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

กระบวนการภายหลังจากนี้ จะเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนดไว้ใน พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542 มาตรา 10 ในกรณีต่างๆดังนี้

1. ถ้าหากศาลทหารกรุงเทพเห็นว่าคดีทั้งสองนี้อยู่ในเขตอำนาจของศาลตน และศาลที่พันธ์ศักดิ์และนัชชาอ้างว่ามีอำนาจพิจารณาก็เห็นพ้องกับศาลทหารกรุงเทพ ก็ให้แจ้งความเห็นไปยังศาลทหารกรุงเทพเพื่อมีคำสั่งให้ดำเนินกระบวนพิจารณาคดีต่อไป

2. ถ้าหากศาลทหารกรุงเทพมีความเห็นว่าคดีดังกล่าวนี้อยู่ในเขตอำนาจของศาลที่พันธ์ศักดิ์และนัชชาอ้างถึง และศาลที่พันธ์ศักดิ์และนัชชาอ้างก็มีความเห็นพ้องกับศาลทหารกรุงเทพ ก็ให้แจ้งความเห็นไปยังศาลทหารกรุงเทพเพื่อให้มีคำสั่งโอนคดีไปศาลที่พันธ์ศักดิ์และนัชชาอ้าง หรือสั่งจำหน่ายคดีเพื่อให้คู่ความ (โจทก์) นำคดีไปฟ้องที่ศาลที่มีเขตอำนาจ ทั้งนี้ ตามที่ศาลเห็นสมควรโดยคำนึงถึงประโยชน์แห่งความยุติธรรม

3. ถ้าศาลทหารกรุงเทพและศาลที่พันธ์ศักดิ์และนัชชาอ้างว่ามีอำนาจพิจารณา มีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในดคีดังกล่าว ศาลทหารกรุงเทพก็จะต้องส่งเรื่องไปให้คณะกรรมการพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดให้เสร็จภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับเรื่อง แต่ถ้ามีเหตุจำเป็นให้คณะกรรมการลงมติให้ขยายเวลาออกไปได้ไม่เกินสามสิบวัน

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s