ส่องหน่วยทหารและศาลทหารในโครงสร้างทหารบกใหม่

ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.ที่ผ่านมา หากใครติดตามข่าวสารเกี่ยวกับกิจกรรมของหน่วยทหารในพื้นที่ต่างๆ คงจะสังเกตเห็นว่ามีชื่อหน่วยแปลกๆ ที่ไม่เคยมีมาก่อนหน้านี้เกิดขึ้น เช่น ในจังหวัดเชียงราย จะพบว่ามีหน่วย “มณฑลทหารบกที่ 37” ทำหน้าที่ดูแลพื้นที่ จากที่ก่อนหน้านี้หน่วยในพื้นที่เชียงรายจะถูกเรียกว่า “จังหวัดทหารบกเชียงราย” หรือในพื้นที่อีสาน จะพบว่าจาก “จังหวัดทหารบกนครพนม” ได้กลายเป็น “มณฑลทหารบกที่ 210” ไปแล้ว เป็นต้น

หน่วยทหารในหลายพื้นที่ยังได้ทยอยเปลี่ยน “ป้ายชื่อ” เดิม เช่นที่จังหวัดน่าน เมื่อวันที่ 21 ก.ย.58 เจ้าหน้าที่ทหารได้จัดพิธีบวงสรวง ขอขมาเจ้าที่และพระเจ้าสุริยพงษ์ เพื่อขออนุญาตรื้อถอนป้ายของหน่วยจังหวัดทหารบกน่านออก เพื่อติดตั้งป้ายใหม่เป็นมณฑลทหารบกที่ 38

อีกทั้ง ไม่เพียงแต่การปรับหน่วยทหารเท่านั้น การปรับเปลี่ยนครั้งนี้ยังรวมไปถึงการปรับโครงสร้างของศาลทหารในภูมิภาคทั้งหมดด้วย เพื่อให้ล้อไปกับการปรับหน่วยทหารข้างต้น

รายงานชิ้นนี้สรุปการปรับเปลี่ยนโครงสร้างของกองทัพบก ทั้งในส่วนของหน่วยทหารและศาลทหาร โดยสำรวจลำดับการดำเนินการในเรื่องนี้ของรัฐบาล ภายใต้คสช. พิจารณากฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการปรับโครงสร้าง และพิจารณาผลที่เกิดขึ้นจากการปรับเปลี่ยนครั้งนี้เท่าที่พอจะประเมินได้

ที่มาที่ไป

การดำเนินการปรับโครงสร้างกองทัพบก เริ่มต้นภายหลังรัฐประหารราวสองเดือน ในที่ประชุมสภากลาโหม ครั้งที่ 5/2557 วันที่ 24 ก.ค.57 ซึ่งมีพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม เป็นประธานการประชุม ได้มีมติเห็นชอบการแปรสภาพจังหวัดทหารบก (จทบ.) ทุกหน่วยเป็นมณฑลทหารบก (มทบ.) และปรับการบังคับบัญชาเป็นหน่วยที่ขึ้นตรงต่อกองทัพภาคทั้งหมด

ต่อมา ได้มีการเสนอวาระดังกล่าวเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 18 พ.ย.57 และครม.ได้มีมติเห็นชอบ โดยมีการอนุมัติวงเงินจำนวน 359,777,160 บาท เพื่อใช้ในการแปรสภาพและปรับโครงสร้างดังกล่าว (ดูรายงานข่าวในกรุงเทพธุรกิจ)

เมื่อครม.เห็นชอบในหลักการแล้ว ที่ประชุมสภากลาโหม ครั้งที่ 1/2558 วันที่ 28 ม.ค.58 จึงได้ร่วมกันพิจารณาปรับปรุงแก้ไขพระราชกฤษฎีกาและกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับการแปรสภาพดังกล่าว โดยได้กำหนดสาระสำคัญของการแก้ไขกฎหมายแต่ละฉบับ (ดูรายงานข่าวในผู้จัดการ)

จากนั้นในวันที่ 17 มี.ค.58 คณะรัฐมนตรีก็ได้มีมติอนุมัติหลักการของร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องรวมสามฉบับ ตามที่กระทรวงกลาโหมเสนอ และส่งให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาร่างกฎหมายต่อไป

จนวันที่ 8 ก.ย.58 ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการปรับโครงสร้างของกองทัพบกและศาลทหาร จำนวนสามฉบับ ได้แก่ พระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการและกำหนดหน้าที่ของส่วนราชการกองทัพบกกองทัพไทย กระทรวงกลาโหม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2558, กฎกระทรวงกำหนดหน้าที่และเขตพื้นที่ของมณฑลทหารบก พ.ศ.2558 และ พระราชกฤษฎีกากำหนดเขตอำนาจศาลมณฑลทหาร พ.ศ.2558  กฎหมายทั้งสามฉบับมีผลบังคับใช้ตั้งแต่เมื่อวันที่ 1 ต.ค.58 เป็นต้นมา

กฎหมายปรับโครงสร้างสามฉบับ

1) สำหรับพระราชกฤษฎีกา (พรฎ.) ฉบับแรกนั้น เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมจากพรฎ.แบ่งส่วนราชการและกำหนดหน้าที่ของส่วนราชการกองทัพบกกองทัพไทย กระทรวงกลาโหม ฉบับพ.ศ. 2552 โดยส่วนแรกได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมเรื่องหน้าที่ของกรมกำลังพลทหารบก กรมส่งกำลังบำรุงทหารบก และโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า

อีกส่วนหนึ่งได้มีการแก้ไขมาตรา 31-34 ในพรฎ.ฉบับเดิม ซึ่งกำหนดเรื่องหน้าที่และสายการบังคับบัญชาของกองทัพภาคที่ 1 ถึงภาคที่ 4 โดยกำหนดใหม่ ให้กองทัพภาคแต่ละภาคมีหน่วยมณฑลทหารในบังคับบัญชามากขึ้น

กองทัพภาคที่ 1 ที่เดิมเคยมีมณฑลทหารบกจำนวน 5 หน่วยในบังคับบัญชา มีเพิ่มขึ้นเป็น 9 หน่วย กองทัพภาคที่ 2 จากเดิมมี 4 หน่วย มีเพิ่มขึ้นเป็น 10 หน่วย กองทัพภาคที่ 3 จากเดิมมี 3 หน่วย มีเพิ่มขึ้นเป็น 10 หน่วย และกองทัพภาคที่ 4 จากเดิมมี 2 หน่วย มีเพิ่มขึ้นเป็น 6 หน่วย

พรฎ.ได้ระบุเหตุผลในการปรับปรุงส่วนราชการที่ให้มีมณฑลทหารบกเพิ่มมากขึ้นว่า “เพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพ ในการดำเนินงานด้านการส่งกำลังบำรุง การปฏิบัติทางทหารที่ไม่ใช่สงคราม และเพื่อรองรับภัยคุกคามรูปแบบใหม่ ตลอดจนให้สอดคล้องกับปริมาณงานและความรับผิดชอบของกองทัพภาคที่เพิ่มขึ้น”

2) ส่วนกฎกระทรวงกำหนดหน้าที่และเขตพื้นที่ของมณฑลทหารบก พ.ศ.2558 เป็นการประกาศยกเลิกจังหวัดทหารบกทุกแห่ง พร้อมกำหนดเขตพื้นที่ของมณฑลทหารบกใหม่ให้สอดคล้องกับพรฎ. และยังเพิ่มหน้าที่ของมณฑลทหารบก ให้สามารถช่วยในการดำเนินการคุ้มครองพยานในคดีอาญา โดยระบุว่าเนื่องจากกระทรวงกลาโหมได้ร่วมมือกับกระทรวงยุติธรรมในการให้ความคุ้มครองพยานในคดีอาญา

ตามกฎกระทรวงนี้ มณฑลทหารบกมีหน้าที่ 5 ประการ ได้แก่ (1) บังคับบัญชากำลังประจำถิ่นของกองทัพบก ตามที่กระทรวงกลาโหมกำหนด (2) รักษาความสงบเรียบร้อยในเขตพื้นที่ รวมทั้งการศาลทหาร การคดี การช่วยดำเนินการคุ้มครองพยานในคดีอาญา และการเรือนจำ (3) ดำเนินการสัสดี การเกณฑ์ช่วยราชการทหาร และการระดมสรรพกำลังในเขตพื้นที่ (4) สนับสนุนหน่วยทหารที่อยู่ในเขตพื้นที่ (5) ดำเนินการตามแผนยุทธศาสตร์การต่อสู้เบ็ดเสร็จ เพื่อรักษาความสงบภายใน และการป้องกันประเทศ

3) ในส่วนพรฏ.กำหนดเขตอำนาจศาลมณฑลทหารก็เช่นกัน โดยระบุเหตุผลการแก้ไขว่า “เพื่อให้สอดคล้องกับหน้าที่และเขตพื้นที่ของมณฑลทหารบกที่เปลี่ยนแปลงไป”

พรฏ.ฉบับนี้ได้ยกระดับศาลจังหวัดทหารบก 21 แห่ง ขึ้นเป็นศาลมณฑลทหารบกทั้งหมด โดยไม่มีศาลจังหวัดทหารบกอีกต่อไป และกำหนดให้คดีที่ค้างพิจารณาอยู่ในศาลจังหวัดทหารบกต่างๆ ไปพิจารณาในศาลมณฑลทหารใหม่นั้น พร้อมกับกำหนดเขตอำนาจในศาลในช่วงที่ศาลมณฑลทหารบกบางแห่งยังไม่เปิดทำการ ก็ให้ศาลมณฑลทหารบกอื่นมีอำนาจในการพิจารณาในพื้นที่นั้นๆ แทน

โครงสร้างมทบ.2

โครงสร้างจทบ.2

ภาพแสดงการจัดหน่วยมณฑลทหารบกและจังหวัดทหารบก ก่อนการปรับโครงสร้างวันที่ 1 ต.ค. โดยจังหวัดทหารบกทั้งหมดจะสังกัดอยู่ภายใต้บังคับบัญชาของมณฑลทหารบก (ภาพจากการบริการแพทย์ระดับกองทัพภาค ตอนที่1 การจัดกองทัพภาค สามารถคลิกเพื่อดูภาพใหญ่)

ความเปลี่ยนแปลงของหน่วยทหาร

สายการบังคับบัญชาหน่วยทหารของกองทัพบกก่อนหน้านี้นั้น หน่วยในระดับจังหวัดทหารบกจะขึ้นตรงกับมณฑลทหารบก และมณฑลทหารบกจะขึ้นตรงกับกองทัพภาค (ทภ.) อีกทีหนึ่ง เช่น จังหวัดทหารบกเชียงราย ขึ้นต่อมณฑลทหารบกที่ 33 แล้วมทบ.33 ก็ไปขึ้นต่อกองทัพภาคที่ 3

แต่การปรับเปลี่ยนโครงสร้างนี้ ทำให้จังหวัดทหารบกจำนวน 21 แห่งทั่วประเทศ ถูกยกระดับเป็นมณฑลทหารบก และการบังคับบัญชาหน่วยขึ้นตรงต่อกองทัพภาคทั้งหมด เช่น กรณีจทบ.เชียงราย ได้กลายเป็นมทบ.37 และขึ้นตรงต่อกองทัพภาคที่ 3 โดยไม่ต้องผ่านมทบ.33 เหมือนเดิมอีก

สรุปรวมแล้ว ทั่วประเทศปัจจุบันมีมณฑลทหารบกอยู่ทั้งหมด 35 แห่ง ขึ้นตรงต่อ 4 กองทัพภาค จังหวัดที่มีขนาดใหญ่จะมีมณฑลทหารดูแลทั้งจังหวัดโดยเฉพาะ ส่วนจังหวัดขนาดรองลงมา โดยเฉลี่ยจะมีมณฑลทหารบกหนึ่งหน่วยดูแลพื้นที่ราวสองถึงสามจังหวัด (ดูอินโฟกราฟฟิกแสดงการจัดพื้นที่มทบ.ทั้งประเทศประกอบ)

การปรับโครงสร้างนี้ ยังเป็นการจัดแบ่งพื้นที่จังหวัดที่หน่วยทหารต่างๆ รับผิดชอบดูแลใหม่ เช่น มณฑลทหารบกที่ 23 เคยมีหน่วยที่ขึ้นต่อได้แก่ จังหวัดทหารบกขอนแก่น ดูแลพื้นที่จังหวัดขอนแก่น กาฬสินธุ์ มหาสารคาม และมีจังหวัดทหารบกเลย ดูแลพื้นที่จังหวัดเลย

หลังปรับโครงสร้างนี้ ทำให้มณฑลทหารบกที่ 23 เหลือพื้นที่ในการดูแลคือจังหวัดขอนแก่น และกาฬสินธุ์ ส่วนจังหวัดทหารบกเลยได้กลายเป็นมณฑลทหารบกที่ 28 ดูแลพื้นที่จังหวัดเลย และหนองบัวลำภู ส่วนจังหวัดมหาสารคามถูกจัดเข้าไปอยู่ในการดูแลของมณฑลทหารบกที่ 26 พร้อมกับจังหวัดบุรีรัมย์

ในส่วนของผู้บังคับบัญชาหน่วยแต่ละหน่วย ยังคงอยู่ในอัตรายศ “พลตรี” เช่นเดิม โดยก่อนหน้านี้ทั้งหน่วยจังหวัดทหารบกและมณฑลทหารบก อัตราผู้บังคับบัญชาหน่วยสูงสุดอยู่ในระดับพลตรีอยู่แล้ว จึงไม่ได้มีความเปลี่ยนแปลงในเรื่องระดับยศของผู้บังคับหน่วยแต่อย่างใด

กล่าวได้ว่าจุดสำคัญของการปรับเปลี่ยนโครงสร้างครั้งนี้ คือการลดลำดับชั้นการบังคับบัญชาลง ทำให้กองทัพภาคสามารถสั่งการไปที่หน่วยทหารทุกพื้นที่ได้โดยตรง ไม่จำเป็นต้องผ่านลำดับชั้นหลายระดับแบบโครงสร้างเดิม รวมทั้งยังเป็นการจัดการพื้นที่จังหวัดต่างๆ ให้อยู่ในความดูแลของแต่ละมณฑลทหารอย่างทั่วถึงมากขึ้น

Military-Court-Jurisdiction

ภาพอินโฟกราฟฟิกแสดงการจัดแบ่งพื้นที่รับผิดชอบของมณฑลทหารบกทั่วประเทศหลังปรับโครงสร้างในปัจจุบัน (สามารถคลิกเพื่อดูภาพใหญ่)

อำนาจศาลทหาร

เดิมนั้นศาลทหารแยกออกเป็น ศาลทหารกรุงเทพ ซึ่งมีอำนาจพิจารณาคดีอาญาได้ทุกบทกฎหมาย ในภาวะปกติสามารถพิจารณาคดีที่มีจำเลยเป็นทหารได้โดยไม่จำกัดยศของจำเลย

ส่วนในต่างจังหวัด ศาลทหารแยกออกเป็นสองประเภท หนึ่ง คือ “ศาลจังหวัดทหาร” เป็นศาลทหารที่มีอำนาจพิพากษาคดีน้อยกว่าศาลทหารชั้นต้นประเภทอื่นๆ โดยไม่สามารถพิจารณาคดีที่จำเลยเป็นนายทหารชั้นสัญญาบัตรขึ้นไปได้  สอง คือ “ศาลมณฑลทหาร” มีอำนาจในการพิจารณาพิพากษาคดีมากกว่าศาลจังหวัดทหาร คือพิจารณาคดีที่จำเลยเป็นนายทหารชั้นสัญญาบัตรได้ แต่ไม่สามารถพิจารณาคดีที่จำเลยเป็นชั้นนายพล หรือเทียบเท่าได้ (ดูรายงานชะตากรรมพลเรือนในศาลทหารต่างจังหวัด)

ศาลจังหวัดทหารที่ถูกยกระดับเป็นศาลมณฑลทหารทั้งหมด จึงมีอำนาจพิจารณาคดีมากขึ้น คือสามารถพิจารณาคดีที่มีจำเลยเป็นทหารชั้นสัญญาบัตรได้ และเขตอำนาจศาลในแต่ละพื้นที่ ยังถูกปรับให้ล้อไปกับการปรับพื้นที่ของมณฑลทหารบกแต่ละแห่งด้วย

สรุปโดยภาพรวมแล้ว ตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตอำนาจศาลทหารใหม่ ทำให้มีศาลมณฑลทหารทั้งหมด 34 ศาล แต่มีศาลมณฑลทหาร 5 แห่ง ที่ยังไม่เปิดทำการ (ได้แก่ ศาล มทบ.26, 28, 29, 210 และ 38) จึงมีศาลมณฑลทหารเปิดทำการ 29 ศาล

ดังนั้นหากนับเฉพาะศาลมณฑลทหารที่เปิดทำการ รวมกับศาลทหารกรุงเทพ ทำให้ปัจจุบันมีศาลทหารชั้นต้นทั่วประเทศจำนวนทั้งหมด 30 ศาล

อย่างไรก็ตาม ในสถานการณ์ปัจจุบันหลังรัฐประหาร ศาลทหารทั้งหมดยังถูกใช้พิจารณาคดีพลเรือนเช่นเดียวกัน ไม่ได้มีความเปลี่ยนแปลงในเรื่องนี้ และลำดับการบังคับบัญชายังอยู่ภายใต้กระทรวงกลาโหม โครงสร้างของศาลทหารจึงไม่ได้มีความเป็นอิสระในการพิจารณาคดีแต่อย่างใด (ดูรายงานหนึ่งปีหลังรัฐประหารของศูนย์ทนายฯ ภายใต้หัวข้อ “ยุติธรรมลายพราง”)

การปรับโครงสร้างกองทัพกับอนาคตสังคมไทย

นอกจากการปรับเปลี่ยนโครงสร้างดังที่กล่าวไปแล้ว ไม่นานมานี้ ที่ประชุมสภากลาโหม วันที่ 24 มิ.ย.58 ได้มีการพิจาณาแผนแม่บทการปฏิรูปการบริหารจัดการปรับปรุงโครงสร้างกระทรวงกลาโหม 2558-2567 ระยะเวลา 10 ปี เพื่อให้สอดรับกับยุทธศาสตร์ป้องกันประเทศ สถานการณ์ในภูมิภาค สถานการณ์ระหว่างประเทศ (ดูรายงานข่าวในไทยรัฐ)

การดำเนินการสำคัญหนึ่งในแผนแม่บทนี้ คือการปรับโครงสร้าง ปรับโอนแปรสภาพ ยุบเลิก ปรับมาตรฐานและเพิ่มความสมบูรณ์เพื่อเพิ่มขีดความสามารถกองทัพให้ทัดเทียมในภูมิภาค โดยพล.อ.ประวิตร วงศ์สุวรรณ ให้นโยบายว่าในปี 2558 ให้มุ่งเน้นเสริมสร้างความพร้อมรบทุกด้าน และดำรงขีดความสามารถของกองทัพให้สามารถปฏิบัติภารกิจในการป้องกันประเทศ และการสนับสนุนนโยบายรัฐบาล รวมถึงคสช. ในการรักษาความสงบเรียบร้อย

การผลักดันการปรับโครงสร้างกองทัพบก ภายใต้การนำของ พล.อ.ประวิตร ครั้งนี้ จึงดูเหมือนจะเป็นส่วนหนึ่งของความพยายาม “กระชับอำนาจ” ของกองทัพ โดยการปรับลำดับการบังคับบัญชา และปรับการจัดการ “พื้นที่” ต่างๆ ให้ครอบคลุมขึ้น

หลังรัฐประหาร 2557 ที่ผ่านมา เห็นได้ชัดเจนว่าหน่วยทหารและค่ายทหารที่ประจำอยู่ในภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศ มีบทบาทเป็นกำลังสำคัญในการปฏิบัติการควบคุมประชาชนที่เป็น “กลุ่มเป้าหมาย” ทั้งการควบคุมตัวมาไว้ในค่าย, การเรียกมารายงานตัว, การใช้หน่วยทหารต่างๆ ติดตามและจับตา เป็นต้น โครงสร้างของกองทัพที่จัดวางให้มีค่ายและหน่วยทหารกระจัดกระจายอยู่ในทุก “พื้นที่” ได้ส่งผลต่อการจัดการ “ผู้คน” ภายในสังคมของตนเอง อย่างกว้างขวางไปด้วย

รวมทั้ง น่าจับตาต่อไปว่าการปรับโครงสร้างของกองทัพ จะเป็นส่วนหนึ่งของการพยายามจัดวางและสถาปนาอำนาจของทหารเหนืออำนาจพลเรือน และสังคมในระยะยาวต่อไปหรือไม่

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s