ศาลทหารสั่งจำหน่ายคดียื่นคำร้องหมิ่นฯชั่วคราว จนกว่าหมอรักษาอาการดีขึ้น

เมื่อวันที่ 15ต.ค.ที่ผ่านมา ศาลทหารนัดไต่สวนรายงานผลการตรวจอาการทางจิตของประจักษ์ชัย ซึ่งถูกกล่าวหาหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ จากการเขียนเรื่องร้องเรียนถึงนายกฯ ที่ทำเนียบรัฐบาลเมื่อวันที่ 19 ก.พ.ปีนี้ แพทย์สรุปมีอาการทางจิตจริง ศาลจึงสั่งให้จำหน่ายคดีชั่วคราวจนกว่าจะสู้คดีได้และให้ประกันตัวด้วยเงินหนึ่งแสนบาท

การไต่สวนรายงานผลการตรวจอาการทางจิตของประจักษ์ชัย ศาลทหารได้เรียกแพทย์เจ้าของไข้ซึ่งเป็นแพทย์ชำนาญการพิเศษ สถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์ มาให้รายละเอียดในรายงานการตรวจ แพทย์ยืนยันว่าประจักษ์ชัยมีอาการทางจิตจริงและทราบจากการสอบประวัติว่าเป็นมานานถึง16-17ปีแล้ว เมื่อทางแพทย์ได้รับตัวประจักษ์ชัยมาตรวจเพียงการตรวจเบื้องต้นก็สามารถวินิจฉัยได้วามีอาการทางจิต แต่ทางสถาบันกัลยาณ์ฯ ก็ได้มีการตรวจตามกระบวนการ

ในกระบวนการตรวจของสถาบันกัลยาณ์ฯ จะมีคณะกรรมการวินิจฉัย5ฝ่าย คือจิตแพทย์ พยาบาลจิตเวช นักจิตวิทยาคลินิก นักกิจกรรมบำบัดและนักสังคมสงเคราะห์ จะมีตรวจอาการและสัมภาษณ์ประวัติกับญาติ ซึ่งสรุปเป็นรายงานที่ส่งถึงศาล ส่วนการรักษาจะต้องใช้เวลานานเป็นหลายเดือนหรือมากกว่า 1 ปี เนื่องจากไม่ได้รับการรักษามาเป็นเวลานาน และจากการรักษาที่ผ่านมายังไม่ดีขึ้นพอจะขึ้นให้การในศาลได้

นอกจากนี้ทางสถาบันกัลยาณ์ฯได้ประสานให้ประจักษ์ชัยรับการรักษาโรคตับแข็งเนื่องจากทางสถาบันกัลยาณ์ฯไม่สามารถรักษาอาการทางกายได้ โดยประจักษ์ชัยได้รับการรักษาที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์ ซึ่งในการรักษาโรคจิตเภทของประจักษ์ชัยจะลำบากเนื่องจากยารักษาจิตเภทบางชนิดเป็นยาที่ต้องขับออกทางตับทำให้ยากในการจ่ายยารักษา

ภายหลังการไต่สวนศาลได้อ่านรายงานกระบวนพิจารณาว่าศาลเห็นว่าประจักษ์ชัยวิกลจริตอยู่และไม่สามารถต่อสู้คดีได้จึงให้งดการพิจารณาคดีและจำหน่ายคดีชั่วคราว ตามประมวลวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 14 ประกอบพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร มาตรา45 ให้จำเลยรักษาตัวในความดูแลของจิตแพทย์ เมื่อจำเลยหายหรือสู้คดีได้ขอให้สถาบันกัลยาณ์ฯรายงานให้ศาลกรุงเทพทราบโดยเร็ว

ซึ่งผลจากคำสั่งศาลทำให้ประจักษ์ชัยยังต้องถูกควบคุมตัวระหว่างการรักษาที่สถาบันกัลยาณ์ฯ ทนายความจึงได้ดำเนินการยื่นคำร้องให้ศาลออกหมายปล่อยตัวประจักษ์ชัยเพื่อให้กลับมาอยู่ในความดูแลและพักฟื้นกับครอบครัวระหว่างการรักษาและจำหน่ายคดีชั่วคราวนี้

เมื่อวันที่ 16ต.ค. ศาลนัดไต่สวนคำร้องขอออกหมายปล่อย และมีคำสั่งยกคำร้องโดยศาลอ้างว่าคดีนี้ศาลมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีชั่วคราว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 14 ไม่ใช่การจำหน่ายคดีเด็ดขาด จึงยังอยู่ในอำนาจของศาลและอยู่ระหว่างการพิจารณา หากจำเลยหายป่วยแล้วศาลสามารถยกคดีขึ้นมาพิจารณาต่อได้ ศาลมีอำนาจให้ควบคุมตัวจำเลยไว้ก่อนจึงจะไม่มีคำสั่งให้ปล่อยตัว

อย่างไรก็ตาม ทนายความจำเลยได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลส่งตัวจำเลยให้ผู้เต็มใจรับเป็นผู้ดูแล ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 14 ศาลได้ถามแม่และน้องสาวของประจักษ์ชัยว่าพร้อมและความยินดีพร้อมรับดูแลหรือไม่ทั้งสองไม่ปฏิเสธศาลจึงให้น้องสาวดูแลซึ่งมีบ้านพักอยู่ที่สมุทรปราการ แต่ต้องยื่นหลักประกันต่อศาลโดยอ้างว่าศาลพร้อมจะปล่อยตัวประจักษ์ชัยแต่คดีนี้มีอัตราโทษสูง โดยศาลเรียกหลักประกันที่ 100,000 บาท ทางครอบครัวจึงได้ใช้สลากออมสินที่กู้ยืมมาเป็นหลักทรัพย์ในการประกันตัว

หลังศาลให้ประกันครอบครัวของประจักษ์ชัยจึงเดินทางจากศาลทหารไปที่เรือนจำพิเศษธนบุรีเพื่อรอรับแต่ประจักษ์ชัยกลับไม่ได้รับการปล่อยตัว เนื่องจากหมายปล่อยตัวถูกส่งจากศาลทหารไปที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพจึงต้องรอการประสานงานกลับมาที่เรือนจำพิเศษธนบุรีในวันรุ่งขึ้น ประจักษ์ชัยจึงได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำพิเศษธนบุรีในเช้าของวันที่ 17 ต.ค.

คดีนี้เริ่มขึ้นจากเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2558 ประมาณ 10.00น. จากคำบอกเล่าของประจักษ์ชัย เขาเดินทางไปที่ทำเนียบรัฐบาลเพียงคนเดียว เพื่อร้องเรียนขอความเป็นธรรมต่อพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี โดยติดต่อตำรวจที่ป้อมยามหน้าประตูทำเนียบ ตำรวจให้เขาข้ามถนนไปร้องเรียนที่ศูนย์ร้องเรียนในสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน(กพ.) ทหารที่อยู่หน้าทางเข้าได้ยื่นกระดาษให้ 1 แผ่นพร้อมปากกา เขาได้เขียนข้อความร้องเรียนของเขาลงไปในกระดาษแผ่นนั้น เมื่อเจ้าหน้าที่ได้อ่านข้อความ ตำรวจ 10 กว่านายกรูเข้าล้อมตัวเขาและนำตัวไป สน.ดุสิต

เมื่อถึงที่หมายประจักษ์ชัยถูกพาขึ้น “ห้องสายสืบ” ราว 20 นาที แล้วเจ้าหน้าที่ก็ปล่อยตัวไป เขาจึงไปเที่ยวงานตรุษจีนที่ลาดพร้าวแล้วจึงเดินทางไปทำงานต่อที่ย่านบางบอนตอนเวลาประมาณทุ่มสองทุ่ม แต่ในขณะเดินทางด้วยรถสองแถวเข้าที่ทำงานแถววัดหัวกระบือก็มีตำรวจมาดักรอจับและเรียกให้ลงจากรถแล้วควบคุมตัวไปที่กองบังคับการตำรวจนครบาล 1

ที่เขาถูกถ่ายภาพทำประวัติพิมพ์ลายนิ้วมือและสอบสวนและเขาได้ให้การว่าเป็นคนทำในการสอบสวน สารวัตรสอบสวนยศพันตำรวจตรี พูดว่า “ไม่เกิน 2 เดือนยกฟ้อง” และตำรวจได้ถามว่า “ได้ความคิดนี้มาจากไหน” แต่ ประจักษ์ชัยเพียงแค่บอกว่า “เพราะกระดาษแผ่นเดียว” ระหว่างการสอบสวนเขาไม่มีทนายความร่วมฟังการสอบสวนจนเวลาประมาณ 23.00น. เขาถูกส่งตัวไปขังที่สน.ดุสิต เบ็ดเสร็จในวันเดียวเขาถูกจับถึงสองครั้ง

ประจักษ์ชัยเล่าว่าเคยมาร้องเรียนแบบนี้ตั้งแต่ปี 2537 รวมแล้วน่าจะเกิน 10 ครั้ง แต่ทุกครั้งก็จะร้องเรียนปากเปล่าไม่เคยเขียนลงกระดาษมีครั้งนี้ที่เขียน ที่ผ่านมาไม่เคยถูกจับดำเนินคดี ที่ทำแบบนี้เพราะอยากพบนายกรัฐมนตรีเพื่อขอความเป็นธรรม เขาเห็นว่า “สมบัติทุกอย่างเป็นของประชาชน” เขาไม่เคยทำความผิดอาญา และไม่มีสีทั้งเหลืองทั้งแดง

แม่ซึ่งเป็นผู้ดูแลประจักษ์ชัยมาตลอดเล่าว่าตอนประจักษ์ชัยอายุ 18-19 ปี แสดงออกถึงอาการทางจิตและเสพยาเสพติดทำให้อาการของโรคหนักขึ้น จึงส่งตัวตรวจที่โรงพยาบาลศรีสะเกษด้วย แต่ว่าทางโรงพยาบาลได้ขอยาจากทางโรงพยาบาลจิตเวชในจังหวัดอุบลราชธานี แต่ประจักษ์ชัยกินยาได้เพียงครั้งเดียวแล้วก็ไม่ได้กินอีกเลย

น้องสาวของประจักษ์ชัยเล่าว่าตั้งแต่เธอเริ่มรู้ความ พี่ชายก็มีอาการทางจิตแล้วตั้งแต่ในวัยเด็กแต่เริ่มสงบขึ้นเมื่อตอนอายุ 20 ปลายๆ อาการที่เธอเคยเห็นมีทั้ง ตะโกนเสียงดังด้วยคำที่ไม่มีความหมาย หัวเราะหรือพูดคนเดียว แต่ปกติไม่เคยทำร้ายใครและสามารถทำงานได้ก่อนถูกจับก็เป็นช่างเจียร์ในโรงงานแห่งหนึ่งย่านบางขุนเทียนและคำนวนเลขได้เพราะเคยเรียนจนถึงชั้นประถม6

นอกจากอาการทางจิตแล้วประจักษ์ชัยยังมีอาการท้องบวมจากโรคตับแข็งจากการดื่มสุราและตับอักเสบเป็นมา 3 ปีแล้ว แต่เรื่องนี้เจ้าตัวไม่ยอมรับว่าติดเหล้าแค่ “กินเหล้าขาวเยอะ”

ซึ่งในการสอบสวนของพนักงานสอบสวนก็ได้มีการสอบสวนในประเด็นอาการทางจิตของประจักษ์ชัยแล้วโดยมีการสอบสวนพยานซึ่งเป็นคนในครอบครัวของประจักษ์ชัยถึงประเด็นนี้

ระหว่างที่ประจักษ์ชัยถูกคุมขังในเรือนจำเมื่อการฝากขังมาถึงผัดที่4 ทนายความได้ยื่นคำร้องคัดค้านฝากขังของพนักงานสอบสวนต่อศาลทหารโดยให้เหตุผลเกี่ยวกับอาการป่วยไข้ของประจักษ์ชัยซึ่งมีทั้งโรคตับที่อาการขอโรคปรากฎให้เห็นทั้งท้องบวมจากน้ำคั่งในท้องและมีเนื้องอกที่สะดือ ตัวเหลืองตาเหลือง

นอกจากนั้นยังมีอาการทางจิต ซึ่งจำเป็นต้องตรวจรักษาประจักษ์ชัย หากยังควบคุมตัวต่อจะกระทบสิทธิในการเข้าถึงการรักษาพยาบาลอาการป่วยทางกายและทางจิตของประจักษ์ชัยได้ ซึ่งศาลไม่อนุญาตให้ปล่อยตัว เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วทางครอบครัวของประจักษ์ชัยเองก็ไม่สามารถจะยื่นหลักทรัพย์เพื่อประกันตัวเขาออกมาได้เนื่องจากมีฐานะยากจน เขาจึงอยู่ในเรือนจำมาตลอด

ในระหว่างที่การสอบสวนของตำรวจยังไม่เสร็จสิ้นทนายความได้ดำเนินการยื่นคำร้องต่อพนักงานสอบสวนให้มีการรวบรวมพยานหลักฐานเกี่ยวกับอาการป่วยทางจิตและให้พนักงานสอบสวนทำการส่งตัวประจักษ์ชัยได้รับการตรวจความผิดปกติทางจิต ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 14 แต่พนักงานสอบสวนอ้างว่าตนเองไม่มีอำนาจให้ยื่นคำร้องต่อศาล และทนายความก็ได้ยื่นถึงผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพแต่ก็ได้รับคำตอบแบบเดียวกัน

เมื่อเป็นดังนี้เมื่อวันที่ 29 พ.ค. ภายหลังอัยการทหารสั่งฟ้องคดีของประจักษ์ชัยและคดีเข้าสู่การพิจารณาคดีของศาลทหาร ทนายความจึงดำเนินการยื่นคำร้องถึงศาลทหารเรื่อง ขอให้ส่งตัวประจักษ์ชัยตรวจรักษาอาการทางจิตตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 14 โดยให้เหตุผลว่าจากการที่ทนายได้เข้าพบประจักษ์ชัยและข้อเท็จจริงจากญาติพบว่าประจักษ์ชัยมีอาการทางจิตที่สามารถเห็นจากอาการภายนอกได้และ ญาติได้ให้ข้อมูลว่าเขามีอาการตั้งแต่ช่วงวัยรุ่น ซึ่งศาลได้พิจารณาส่งตัวประจักษ์ชัยตรวจที่สถาบันกัลยาณ์ฯ และได้รับการตรวจครั้งแรกเมื่อ 6 ก.ค. ซึ่งนำมาสู่การไต่สวนรายงานในครั้งนี้

หลังจากที่ประจักษ์ชัยได้รับการปล่อยตัวแล้วระหว่างนี้เขายังต้องอยู่ในการดูแลของญาติให้ได้รับการรักษาอาการทางจิตไปพร้อมโรคตับแข็ง และแพทย์ของสถาบันกัลยาณ์ฯ จะต้องรายงานผลทุก 180 วัน ต่อศาลตั้งแต่วันที่รับตัวรักษาจนกว่าประจักษ์ชัยมีอาการทางจิตดีขึ้นจนสามารถต่อสู้คดีได้ ศาลทหารจึงนำคดีกลับมาพิจารณาอีกครั้ง ซึ่งไม่สามารถบอกได้ว่าจะมีการพิจารณาคดีอีกครั้งเมื่อไหร่

จะเห็นได้ว่าในกระบวนการสอบสวนของพนักงานสอบสวนก็มีการเรียกพยานหลักฐานเกี่ยวกับอาการทางจิตจากครอบครัวแล้ว แม้ว่าจะมีเพียงพยานบุคคลซึ่งเป็นคนในครอบครัวของประจักษ์ชัยเพราะไม่มีประวัติการรักษาจากทางโรงพยาบาลที่ประจักษ์ชัยเคยตรวจรักษาเนื่องจากผ่านมาเป็นเวลานานแล้วและไม่มีการรักษาอย่างต่อเนื่อง

แต่ตามป. วิ. อาญา มาตรา 14 ก็ได้ให้อำนาจพนักงานสอบสวนในการให้แพทย์ทำการตรวจอาการทางจิตของผู้ต้องหาหากมีเหตุให้เชื่อได้ว่ามีอาการทางจิตและให้เรียกแพทย์มาเป็นพยาน หากผลตรวจพบว่ามีอาการทางจิตจริงและไม่สามารถต่อสู้คดีได้ก็ให้งดการสอบสวน แต่พนักงานสอบสวนก็ได้อ้างว่าตนเองไม่มีอำนาจที่จะส่งตัวประจักษ์ชัยไปตรวจจนกระทั่งคดีดำเนินเรื่อยมาจนขึ้นสู่ศาลทหารและมีผลคำสั่งตามที่ได้กล่าวถึงไปข้างต้น

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 14 ระบุว่าในระหว่างทำการสอบสวน ไต่สวนมูลฟ้องหรือพิจารณา ถ้ามีเหตุควรเชื่อว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยเป็นผู้วิกลจริตและไม่สามารถต่อสู้คดีได้ ให้พนักงานสอบสวนหรือศาลแล้วแต่กรณี สั่งให้พนักงานแพทย์ตรวจผู้นั้นเสร็จแล้วให้เรียกพนักงานแพทย์ผู้นั้นมาให้ถ้อยคำหรือให้การว่าตรวจได้ผลประการใด

ในกรณีที่พนักงานสอบสวนหรือศาลเห็นว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยเป็นผู้วิกลจริตและไม่สามารถต่อสู้คดีได้ ให้งดการสอบสวน ไต่สวนมูลฟ้องหรือพิจารณาไว้จนกว่าผู้นั้นหายวิกลจริตหรือสามารถจะต่อสู้คดีได้ และให้มีอำนาจส่งตัวผู้นั้นไปยังโรงพยาบาลโรคจิตหรือมอบให้แก่ผู้อนุบาล ข้าหลวงประจำจังหวัดหรือผู้อื่นที่เต็มใจรับไปดูแลรักษาก็ได้ตามแต่จะเห็นสมควร

กรณีที่ศาลงดการไต่สวนมูลฟ้องหรือพิจารณาดังบัญญัติไว้ในวรรคก่อน ศาลจะสั่งจำหน่ายคดีเสียชั่วคราวก็ได้

คดีอื่นที่มีลักษณะเดียวกัน : คดี 112 ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเป็นผู้กล่าวโทษ

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s