รายงานจากห้องพิจารณาลับ: จำคุก ‘โอภาส’ 3 ปี คดีเขียนข้อความ 112 บนประตูห้องน้ำ

16 ต.ค. 58 เวลา 08.30 น. ศาลทหารกรุงเทพนัดสอบคำให้การ คดีที่ ‘โอภาส’ ตกเป็นจำเลยฐานกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา ม.112 จากการเขียนประตูห้องน้ำห้างสรรพสินค้า เป็นคดีที่ 2 หลังคดีแรกมีคำพิพากษาเป็นที่สุด เมื่อวันที่ 20 มี.ค. 58 ซึ่งศาลลงโทษจำคุก 3 ปี แต่จำเลยรับสารภาพจึงลดโทษลงกึ่งหนึ่ง เหลือโทษจำคุก 1 ปี 6 เดือน นัดนี้ศาลสั่งให้พิจารณาคดีลับ จำเลยให้การรับสารภาพ จึงพิพากษาลงโทษจำคุก 3 ปี แต่ลดโทษลงกึ่งหนึ่ง เหลือโทษจำคุก 1 ปี 6 เดือน โดยนับโทษต่อจากคดีเดิม

การพิจารณานัดนี้ มีผู้สังเกตการณ์จากหลายหน่วยงาน อาทิ ผู้แทนสหภาพยุโรป สถานทูตเยอรมนี อังกฤษ ฝรั่งเศส สวีเดน เดนมาร์ก เบลเยี่ยม และแคนาดา แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชันแนล (ประเทศไทย) โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) และผู้สื่อข่าวประชาไท รวมถึงมีเจ้าหน้าที่จากกองทัพบกร่วมฟังการพิจารณาคดี รวมทั้งสิ้นประมาณ 25 คน

เป็นที่น่าสังเกตว่า การติดต่อศาลทหารกรุงเทพวันนี้มีขั้นตอนแตกต่างจากปกติ เนื่องจากมีเจ้าหน้าที่ทหารในเครื่องแบบประมาณ 5 นาย คอยสอบถามผู้มาติดต่อตั้งแต่บริเวณหน้าประตูทางเข้า ว่าเป็นใครและมาติดต่อเรื่องอะไร และมีการจำกัดจำนวนผู้เข้าร่วมฟังการพิจารณาคดี นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ทหารยังมาอธิบายให้ผู้สังเกตการณ์ในห้องพิจารณาคดี ถึงการปฏิบัติตัวภายในศาล ได้แก่ ห้ามใช้โทรศัพท์มือถือ ห้ามบันทึกภาพและเสียง ห้ามพูดคุยหรือแปลกระบวนการพิจารณา ระหว่างศาลพิจารณาคดี รวมถึงห้ามนั่งกอดอกและไขว่ห้าง เพราะอาจรบกวนการพิจารณาคดีของศาลอีกด้วย

09.25 น. เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์นำตัวโอภาสเข้ามาภายในห้องพิจารณาคดี ก่อนองค์คณะตุลาการที่ประกอบด้วย พ.อ.โฆษนันทน์ สุทัศน์ ณ อยุธยา พ.อ.กิจจา เคลือบมาศ และ พ.ท.วรพล นิยมเสน จะออกนั่งบังลังค์พิจารณาคดีเวลา 09.30 น. โดยอัยการศาลทหารขอให้ศาลสั่งพิจารณาคดีเป็นการลับ เนื่องจากในคำบรรยายฟ้องของโจทก์มีถ้อยคำพาดพิงถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ อาจส่งผลกระทบต่อประชาชนโดยรวม กระทบต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน

ขณะที่ทนายความจำเลยคัดค้านว่า นัดนี้เป็นเพียงนัดสอบคำให้การ และจำเลยได้อ่านฟ้องโจทก์แล้ว ควรพิจารณาคดีโดยเปิดเผย เพื่อความโปร่งใสและให้ประชาชนทั่วไปได้รับทราบ ศาลใช้ดุลพินิจแล้วมีคำสั่งให้พิจารณาคดีเป็นการลับจนกว่าศาลจะมีคำพิพากษา อนุญาตเฉพาะโจทก์ จำเลย ทนายความจำเลย เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ และเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย เข้าร่วมฟังการพิจารณาคดีเท่านั้น

ภายหลังผู้สังเกตการณ์ออกจากห้องพิจารณาคดีแล้ว ศาลอ่านคำฟ้องโจทก์ทั้งหมด และจำเลยให้การรับสารภาพ แต่อัยการได้ขอให้ทนายความจำเลยตัดข้อความในคำร้องประกอบคำรับสารภาพ ความว่า “ความผิดครั้งนี้ของจำเลยยังคงถือว่าเป็นความผิดครั้งแรก เพราะเป็นการกระทำที่เกิดขึ้นแทบจะในเวลาเดียวกัน กระทำไปโดยเจตนาเดียวกัน และได้จบลงในระยะเวลาที่ใกล้เคียงกันมาก โดยในขณะนั้นจำเลยได้กระทำลงไปด้วยความหลงผิด และอารมณ์ชั่ววูบของจำเลย เฉกเช่นเดียวกับความผิดในคดีแดงที่ 99 ก./2558” เนื่องจากเป็นการแย้งกับคำให้การรับสารภาพ

อย่างไรก็ตาม ทนายความจำเลยแย้งว่า การกระทำผิดครั้งเดียว อาจแบ่งเป็นการกระทำผิด 2 กรรมก็ได้ กรณีการเขียนประตูห้องน้ำบานที่สองของโอภาส อาจถือได้ว่าเป็นการกระทำผิดครั้งแรกอยู่ จึงขอให้ศาลใช้ดุลพินิจว่าข้อความดังกล่าวถือเป็นการให้การปฏิเสธหรือไม่ แต่ศาลเห็นว่าศาลไม่มีอำนาจที่จะตัดถ้อยคำในคำร้องประกอบคำรับสารภาพของจำเลย ซึ่งอัยการศาลทหารแถลงว่า หากไม่ตัดข้อความดังกล่าวจะขอสืบเจตนาจำเลย ทนายความปรึกษากับจำเลยแล้วจึงยอมตัดข้อความดังกล่าวออก

หลังจากนั้น ศาลได้อ่านรายงานกระบวนพิจารณาคดี แล้วอ่านคำพิพากษาต่อทันที โดยพิพากษาจำคุก 3 ปี แต่เนื่องจากจำเลยให้การรับสารภาพ จึงลดโทษลงกึ่งหนึ่ง เหลือโทษจำคุก 1 ปี 6 เดือน ส่วนคำร้องขอให้รอการลงโทษ หรือนับโทษพร้อมกับอีกคดีหนึ่ง ศาลเห็นว่าไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะรอการลงโทษ และเนื่องจากศาลลงโทษสถานเบาแล้ว ทั้งไม่มีเหตุให้นับโทษพร้อมกัน จึงให้นับโทษต่อจากคดีเดิม

นอกจากนี้ หลังผู้สังเกตการณ์ออกจากห้องพิจารณาคดี เจ้าหน้าที่ทหารได้พยายามอธิบายแก่ผู้สังเกตการณ์ โดยเฉพาะองค์กรระหว่างประเทศให้เข้าใจว่าการพิจารณาคดีลับเป็นกระบวนการปกติ ที่จะกระทำในคดีที่เป็นความผิดเกี่ยวกับเรื่องเพศ ความมั่นคง หรือคดีที่กระทบต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน ไม่ใช่เฉพาะในศาลทหารเท่านั้น แต่ศาลอื่นๆก็มีกระบวนการพิจารณาคดีลับเช่นกัน อย่างไรก็ดี ศูนย์ทนายฯ มีข้อสังเกตว่า ตามหลักการกฎหมายระหว่างประเทศและการพิจารณาคดีที่เป็นธรรม โดยหลักศาลต้องพิจารณาคดีโดยเปิดเผย เพื่อให้สาธารณะได้ตรวจสอบถึงการทำหน้าที่ในการอำนวยความยุติธรรมแก่ประชาชน

ทั้งนี้ ตั้งแต่มีการรัฐประหาร 22 พ.ค. 57 และมีประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 37/2557 เรื่อง ความผิดที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีของศาลทหาร จำเลยในคดีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา ม.112 ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีของศาลทหารส่วนใหญ่ให้การรับสารภาพแทบทั้งสิ้น มีอย่างน้อย 4 คดีที่จำเลยต่อสู้คดี คือ คดีของสิรภพหรือรุ่งศิลา คดีของบัณฑิต อานียา และคดีเครือข่ายคลิปบรรพต 2 คดี คือ อัญชัน และธารา

อ่านรายละเอียดคดีได้ที่ : 1 ปีของ ‘โอภาส’ หลังถูกจับกุม สอบคำให้การคดีเขียนข้อความ 112 บนประตูห้องน้ำ

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s