1 ปีของ ‘โอภาส’ หลังถูกจับกุม สอบคำให้การคดีเขียนข้อความ 112 บนประตูห้องน้ำ

‘โอภาส’ ชายไทยเชื้อสายจีน วัย 67 ปี ถูกจับกุมเมื่อวันที่ 15 ต.ค. 57 จากการเขียนข้อความหมิ่นพระมหากษัตริย์ที่ประตูห้องน้ำของห้างแห่งหนึ่ง คดีนี้ศาลทหารกรุงเทพมีคำพิพากษาเป็นที่สุดเมื่อวันที่ 20 มี.ค. 58 ลงโทษจำคุก 3 ปี แต่เนื่องจากจำเลยรับสารภาพจึงลดโทษ เหลือจำคุก 1 ปี 6 เดือน ซึ่งจะมีกำหนดพ้นโทษราวเดือน มี.ค. 59

แต่เมื่อ 18 ม.ค. 58 ตำรวจ สน.ประเวศ แจ้งข้อกล่าวหาว่า โอภาสเขียนข้อความที่เป็นความผิดฐานหมิ่นพระมหากษัตริย์ ที่ประตูห้องน้ำอีกชั้นหนึ่ง ก่อนอัยการศาลทหารจะยื่นฟ้องในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา ม.112

ศูนย์ทนายฯเห็นว่า การกระทำของโอภาส อาจถือว่าเป็นการกระทำกรรมเดียวได้ ตามประมวลกฎหมายอาญา ม.90 ซึ่ง ศ.จิตติ ติงศภัทิย์ ได้อธิบายว่า การกระทำ “กรรมเดียว” อาจเกิดจากการกระทำอันเดียว หรือเกิดจากการกระทำหลายอันก็ได้ เช่น ความผิดประเภทที่เรียกว่า “ความผิดที่ยืดออกไป” อันมีองค์ประกอบ 3 ประการ ได้แก่

  1. มีการกระทำหลายอัน
  2. ต้องละเมิดกฎหมายเป็นความผิดฐานเดียวกัน
  3. ต้องกระทำโดยผู้กระทำมีความมุ่งหมายอันเดียวกันติดต่อกัน

หากศาลเห็นว่าการเขียนประตูห้องน้ำทั้งสองบานโอภาสครบองค์ประกอบดังกล่าว ศาลก็อาจถือว่าการเขียนประตูห้องน้ำบานที่ 2 เป็นการกระทำ “กรรมเดียว” กับคดีก่อนหน้าได้

สำหรับคดีที่ 2 ศาลทหารกรุงเทพนัดสอบคำให้การ 16 ต.ค. 58 เวลา 08.30 น. หากโอภาสให้การรับสารภาพ เป็นดุลพินิจของศาลที่จะใช้พิพากษาลงโทษหรือยกฟ้องก็ได้ ทั้งนี้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.185 วรรคแรก

  • การดำเนินคดีที่ 2

18 ม.ค. 58 เวลาประมาณ 15.00 น. พ.ต.ท.จตุภูมิ มุดซาเคน พงส.ผนก. สน.ประเวศ ได้แจ้งข้อกล่าวหาให้โอภาส โดยแจ้งข้อเท็จจริงว่า ประมาณต้นเดือน ต.ค. 57 ผู้ต้องหาได้บังอาจเขียนข้อความที่เป็นการหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท ที่ประตูห้องน้ำด้านใน ห้องที่ 8 ชั้นที่ 1 ของห้างแห่งเดียวกัน

  • ฟ้องคดีที่ 2

7 ก.ค. 58 อัยการศาลทหารกรุงเทพยื่นฟ้องต่อศาลทหาร โดยระบุว่า โอภาสได้กระทำผิดต่อองค์พระมหากษัตริย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 อันเป็นความผิดที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีของศาลทหาร ตามประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 37/2557 เรื่องความผิดที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีของศาลทหาร ลงวันที่ 25 พ.ค. 57

จำเลยได้กระทำผิดกฎหมายในระหว่างที่ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติบังคับใช้ กล่าวคือ เมื่อระหว่างวันที่ 1 ต.ค. 57 ถึงวันที่ 15 ต.ค. 57 วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด อันเป็นวันและเวลาที่อยู่ในระหว่างประกาศใช้กฎอัยการศึกทั่วราชอาณาจักร จำเลยบังอาจหมิ่นประมาท ดูหมิ่น พระมหากษัตริย์ ต่อบุคคลที่สาม โดยจำเลยได้ใช้ปากกาเขียนข้อความให้ปรากฏแก่บุคคลทั่วไปที่บานประตูห้องน้ำชาย ชั้น 1 ของห้างแห่งหนึ่ง ซึ่งข้อความดังกล่าว มีความหมายเป็นการใส่ความพระมหากษัตริย์ อันเป็นการละเมิดและหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ดูหมิ่นใส่ความ หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ โดยประการที่น่าจะทำให้พระมหากษัตริย์เสื่อมเสียพระเกียรติคุณ ถูกดูหมิ่น เกลียดชัง โดยเจตนาจะทำให้ประชาชนเสื่อมศรัทธา ไม่เคารพสักการะ

เหตุเกิดที่ กรุงเทพมหานคร อันเป็นเขตที่อยู่ในอำนาจประกาศใช้กฎอัยการศึก

พนักงานสอบสวนได้สอบสวนคดีนี้ และจำเลยให้การสารภาพไว้ชั้นหนึ่งแล้ว ขณะนี้จำเลยอย่ระหว่างต้องโทษจำคุกฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่น พระมหากษัตริย์ มีกำหนดโทษ 1 ปี 6 เดือน ตามคำพิพากษาของศาลทหารกรุงเทพและยังไม่พ้นโทษ

คำขอท้ายฟ้อง

การที่จำเลยได้กระทำตามข้อความที่กล่าวมาในฟ้องนั้น โจทก์ถือว่าเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา ม.112 กับขอศาลได้โปรดนับโทษจำคุกจำเลยคดีนี้ ต่อจากโทษจำคุกในคดีเดิมของศาลทหารกรุงเทพ และขอไม่ให้หักวันคุมขังจำเลยที่ทับซ้อนกับโทษจำคุกตามคดีก่อนหน้าออกจากโทษจำคุกตามคำพิพากษาในคดีนี้ด้วย

ที่มาแห่งคดี

  • ชั้นจับกุม ควบคุมตัวตามกฎอัยการศึก

โอภาส ถูกจับกุมหลังเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยพบข้อความที่มีความผิดบนประตูห้องน้ำ ชั้น 2 ของห้างแห่งหนึ่ง จึงควบคุมตัวพร้อมปากกาที่เขียน จากนั้น ฝ่ายทหารจึงขอรับตัวโอภาสมาซักประวัติและข้อมูลต่างๆ แล้วนำไปกักตัวไว้ตามกฎอัยการศึก  7 วัน ที่กองบังคับการปราบปราม โดย ร.ต.คำภา โหม่งพุฒ ผู้กล่าวหา มาแจ้งความร้องทุกข์ที่กองบังคับการปราบปราม ให้ดำเนินคดีกับโอภาส จนกว่าคดีจะถึงที่สุด  ซึ่งโอภาสรับสารภาพในชั้นจับกุมว่าเป็นผู้เขียนข้อความดังกล่าว

ทั้งนี้ รายละเอียดที่ไม่ได้อยู่ในบันทึกแจ้งข้อกล่าวหา คือ วันที่โอภาสถูกจับกุม เจ้าหน้าที่ทหารนำกำลังพร้อมอาวุธไปค้นที่บ้านของเขาด้วย แต่ไม่พบอะไร

17 ต.ค. 58 ทหารแจ้งโอภาสว่า ตำรวจจะทำการสอบสวน แต่กลับมีนักข่าวจำนวนมากมาถ่ายรูป คล้ายนำตัวมาแถลงข่าว โดย พ.ท.บุรินทร์ ทองประไพ นายทหารพระธรรมนูญ (ยศขณะนั้น) ได้นำชื่อ นามสกุลจริงและข้อความที่เขาเขียนในห้องน้ำไปเผยแพร่ให้แก่นักข่าว

20 ต.ค. 57 พนักงานสอบสวน กองกำกับการ 1 กองบังคับการปราบปราม ได้แจ้งข้อกล่าวหาแก่ ‘โอภาส’ หลังจากนั้น พ.ท.บุรินทร์ นำตัวโอภาสไปฝากขังยังศาลทหารกรุงเทพ

  • ชั้นฝากขัง

ทนายความของโอภาสยื่นคำร้องคัดค้านการฝากขังและคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราว โดยวางโฉนดที่ดินประเมินราคาจำนวน 2 ล้าน 5 แสนบาท เป็นหลักทรัพย์ประกัน ประกอบกับผู้ต้องหาไม่เคยกระทำผิดมาก่อน มีภูมิลำเนาอันเป็นถิ่นที่อยู่มีหลักแหล่งแน่นอน ไม่ได้มีอิทธิพลหรือความสามารถที่จะไปยุ่งเกี่ยวกับพยานหลักฐานได้ และผู้ต้องหาได้ให้การเป็นประโยชน์ในชั้นสอบสวน หากพนักงานสอบสวนประสงค์จะสอบสวนเพิ่มเติม หรือเรียกพยานเอกสาร หรือพยานวัตถุในคดี ผู้ต้องหาก็ยินดีปฏิบัติตามที่พนักงานสอบสวนมีคำสั่งทุกประการ

และยังให้เหตุผลด้านสุขภาพ คือ ผู้ต้องหามีอายุ 67 ปี ถือว่าเป็นผู้สูงอายุ นั่งหรือนอนกับพื้นไม่ได้ เพราะมีอาการเจ็บที่บริเวณหมอนรองกระดูก สภาพความเป็นอยู่ภายในเรือนจำอาจไม่เอื้ออำนวยต่อการอยู่อาศัยของผู้สูงวัย รวมถึงมีโรคประจำตัว คือโรคความดันโลหิตสูง ต้องรับประทานยาเพื่อรักษาโรคเป็นประจำ การอยู่ในเรือนจำอาจทำให้อาการของผู้ต้องหารุนแรงขึ้น สภาพแวดล้อมในเรือนจำไม่เอื้อต่อการดูแลรักษาสุขภาพ และหากอาการกำเริบอาจไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที

ผู้ร้องขอศาลได้โปรดมีคำสั่งอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว เพื่อให้ผู้ร้องได้มีโอกาสต่อสู่คดีอย่างเต็มที่ หากศาลเห็นว่ามีความจำเป็นจะต้องกำหนดเงื่อนไข หรือมีการไต่สวนผู้ร้องและพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง เพื่อประกอบการพิจารณาสั่งคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราว ผู้ร้องยินดียอมรับเงื่อนไขและจะปฏิบัติตามเงื่อนไขอย่างเคร่งครัด

แต่ศาลอนุญาตฝากขังตามคำร้องของพนังานสอบสวน เช่นเดียวกับการฝากขังครั้งต่อ ๆ มา ที่ศาลยกคำร้องคัดค้านการฝากขัง และคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวของโอภาส โดยอ้างว่า เป็นคดีร้ายแรงที่มีอัตราโทษสูง ส่วนที่ผู้ต้องหายื่นคำร้องประกอบคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราว โดยตั้งเหตุเจ็บป่วยด้วยโรคประจำตัวเห็นว่าผู้ต้องหามีสิทธิได้รับการรักษาพยาบาลโดยเร็วเมื่อเกิดอาการเจ็บป่วยอยู่แล้ว  ข้ออ้างของผู้ตายจึงฟังไม่ขึ้น ประกอบกับศาลเคยสั่งไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวมาแล้ว และไม่มีเหตุที่สมควรใหม่ที่จะใช้ปล่อยตัวชั่วคราว จึงไม่อนุญาต ให้ยกคำร้อง

3 ธ.ค. 57 ก่อนการฝากขัง ครั้งที่ 5 ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนได้ทำหนังสือถึง ผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพ ขอให้เฝ้าระวังอาการแทรกซ้อน Coats’ disease จากโรคความดันโลหิตของโอภาส ซึ่งต้องได้รับการรักษาเฉพาะทาง ด้วยการฉีดสีเข้าเส้นเลือดในดวงตาอย่างทันท่วงที หากมีอาการแทรกซ้อนดังกล่าว ขอให้รีบส่งตัวโอภาสไปยังโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ที่มีความชำนาญเฉพาะด้านและมีประวัติการรักษาของผู้ต้องหาอยู่ เพราะหากไม่สามารถรักษาอาการได้ทัน อาจมีผลทำให้ดวงตาของนายโอภาสมองไม่เห็นบางส่วน หรือตาบอดโดยสมบูรณ์ แต่ศาลก็ยังคงอนุญาตให้ฝากขังและไม่ให้ปล่อยตัวชั่วคราว

  • อัยการศาลทหารกรุงเทพมีความเห็นสั่งฟ้องคดี

9 ม.ค. 58 หลังฝากขังครบ 7 ครั้ง อัยการศาลทหารกรุงเทพฟ้องโอภาส ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา ม.112 อันเป็นความผิดที่ คสช. ประกาศให้เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีของศาลทหาร โดยฟ้องว่า จำเลยได้กระทำผิดกฎหมาย เมื่อวันที่ 15 ต.ค. 57 เป็นวันและเวลาที่อยู่ในระหว่างประกาศใช้กฎอัยการศึกทั่วราชอาณาจักร โดยการใช้ปากกาเขียนข้อความอันเป็นความผิดที่บานประตูห้องน้ำชาย ชั้น 2 ของห้างแห่งหนึ่ง ซึ่งบุคคลที่สามหรือประชาชนทั่วไปอ่านแล้วสามารถเข้าใจโดยรวมว่าหมายถึง พระมหากษัตริย์องค์ปัจจุบัน และข้อความดังกล่าวทำให้พระองค์ท่านเสื่อมเสียพระเกียรติยศ ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง โดยเจตนาจะทำให้ประชาชนเสื่อมศรัทธา ไม่เคารพสักการะ อันเป็นการล่วงละเมิดต่อพระมหากษัตริย์ เจ้าพนักงานจับจำเลยได้ พร้อมด้วยปากกาที่จำเลยใช้ในการกระทำความผิดเป็นของกลาง ในเวลากระชั้นชิดกับเวลาเกิดเหตุ โดยขณะนี้เก็บรักษาปากกาของกลางไว้ที่กองบังคับการปราบปราม

  • คำพิพากษาประตูห้องน้ำบานแรก

18 มี.ค. 58 ทนายความยื่นคำร้องประกอบคำรับสารภาพ เพื่อพิจารณาพิพากษาลงโทษจำเลยในสถานเบาที่สุด และรอการลงโทษจำเลย โดยให้เหตุผลว่าเป็นการกระทำผิดครั้งแรก เหตุผลด้านสุขภาพที่แม้ว่าในเรือนจำจะมีโรงพยาบาลราชทัณฑ์ แต่เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลได้แจ้งกับตัวจำเลยว่าไม่มีแพทย์ที่เชี่ยวชาญเฉพาะทาง ตลอดจนไม่มีอุปกรณ์สำหรับการตรวจและรักษาโรคและอาการแทรกซ้อนของจำเลย อาจทำให้ไม่สามารถเข้าถึงการรักษาพยาบาลอย่างเหมาะสมตามกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง

นอกจากนี้จำเลยยังมีความกังวลและห่วงใยต่อภรรยาและบุตรสาว เนื่องจากภรรยาต้องค้าขายเพียงคนเดียว จากที่เคยช่วยกันประกอบอาชีพ ขณะที่บุตรสาวมีความผิดปกติทางอารมณ์ โดยมีเพียงจำเลยที่สามารถบรรเทาและรักษาอาการดังกล่าวได้ หากครอบครัวต้องขาดเสาหลักทั้งทางเศรษฐกิจและสภาวะจิตใจ อาจทำให้ครอบครัวอยู่สภาวะที่ย่ำแย่มากไปกว่าเดิม

1

2

3

(ภาพจดหมายประกอบคำรับสารภาพของครอบครัวโอภาส)

20 มี.ค. 58 ศาลนัดสอบคำให้การ โอภาสให้การรับสารภาพ ศาลทหารกรุงเทพจึงพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่น พระมหากษัตริย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา ม.112 ให้ลงโทษจำคุก 3 ปี แต่จำเลยให้การรับสารภาพและให้การเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา อันเป็นเหตุบรรเทาโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา ม.78 จึงลงโทษกึ่งหนึ่ง คงให้จำคุก 1 ปี 6 เดือน

ตามที่จำเลยยื่นคำร้องขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกให้จำเลย พร้อมทั้งได้แนบหนังสือรับรองความประพฤติของจำเลยและเอกสารที่เกี่ยวข้องมาด้วยนั้น ศาลได้พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งการกระทำผิดของจำเลยแล้วเห็นว่า เป็นการล่วงละเมิดต่อองค์พระมหากษัตริย์ซึ่งประชาชนเคารพเทิดทูน จึงเป็นการกระทบต่อความรู้สึกของประชาชนอย่างร้ายแรง ยังไม่มีเหตุผลสมควรที่จะรอการลงโทษจำคุกให้จำเลย ประกอบกับศาลได้ลงโทษจำเลยในสถานเบาอยู่แล้ว จึงให้ยกคำขอของจำเลยในส่วนที่ขอให้รอการลงโทษ และสั่งริบปากกาของกลาง

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s