ศาลตราดสืบจำเลย เผยระหว่างถูกคุมตัวตามกฎอัยการศึกถูกซ้อม ขู่ฆ่าให้รับสารภาพ

อาทิตย์ที่ผ่านมาศาลจังหวัดตราดนัดสืบจำเลยในคดีเหตุระเบิดที่เวที กปปส. ตราด โดยทั้งสองคนให้การว่าตนถูกซ้อมทรมานและขู่ฆ่าในการสอบสวนระหว่างถูกควบคุมตัวกฎอัยการศึกให้รับสารภาพ ศาลนัดสืบพยานอีกครั้งในวันที่ 21-22 ต.ค.นี้

เมื่อวันที่ 7 ต.ค. 2558 ศาลจังหวัดตราด นัดสืบพยานจำเลยคดีหมายเลขดำที่ 1213/2557 คดีก่อเหตุระเบิดเวที กปปส. ตราด ที่สามแยกบางกระดาน ตลาดยิ่งเจริญ เมื่อวันที่ 22ก.พ.2557 ซึ่งมีจำเลยในคดี 3 คน จำเลยที่ 1 วัชระ กระจ่างกลาง จำเลยที่ 2 สมศักดิ์ พูลสวัสดิ์ และจำเลยที่ 3 สมศักดิ์ สุนันท์ โดยพยานที่ขึ้นเบิกความเป็นจำเลยที่ 2และ3

สมศักดิ์ พูลสวัสดิ์เบิกความว่าเมื่อวันที่ 23 พ.ค. 2557 ระหว่างเดินทางได้พบด่านทหาร เจ้าหน้าที่จึงสั่งห้ามเดินทางต่อเพราะอยู่ระหว่างเคอร์ฟิวส์ จึงเข้าพักที่โรงแรมสวีตอินกับภรรยา ประมาณ 1.00 น. ของวันที่ 24 พ.ค. 2557 สมศักดิ์ได้ยินเสียงระเบิดคล้ายเสียงปืน จึงตกใจตื่นและเมื่อมองไปรอบตัวเห็นมีควันเต็มห้องและแสงเลเซอร์สีแดงสาดเข้ามาจากทางประตู เขาจึงไปหลบอยู่ที่มุมห้อง จกานั้นได้ยินเสียงผู้ชายตะโกนว่า “อย่าต่อสู้ขัดขืน ให้มอบตัวและคลานออกมา” เขาจึงคลานออกไปนอกห้อง แต่ภรรยาไม่ได้คลานออกมาด้วย

เมื่อคลานไปถึงประตูห้องพบทหารใส่ชุดปกปิดใบหน้าถือปืนยาว เขาถูกทหารใช้เท้าเหยียบตรึงร่างกายส่วนต่างๆเอาไว้แล้วถูกจับถอดเสื้อผ้าจนเปลือยและปิดตาด้วยผ้า จากนั้นก็จับไผล่หลังแล้วรัดด้วยสายรัดพลาสติกและคล้องด้วยกุญแจมืออีก

จากนั้นทหารจับสมศักดิ์ลุกขึ้นและทหารก็พูดกับเขาว่า “คราวนี้มึงตาย ไม่ได้พบลูกเมียมึงแน่” แล้วทหารก็นำตัวเขาไปขึ้นรถตู้และทหารสั่งให้นอนคว่ำหน้าอยู่เกือบชั่วโมง เขาไม่ทราบว่าเจ้าหน้าที่นำตัวภรรยามาด้วยหรือไม่เพราะไม่มีโอกาสได้พบ ซึ่งตลอดกระบวนการจับกุมเจ้าหน้าที่ไม่แสดงตัวและหมายจับเลย

สมศักดิ์เบิกความต่อว่าระหว่างเดินทางเป็นเวลา3 ชั่วโมงเขาถูกทำร้ายจากผู้จับกุมตลอดทาง จนถูกนำำตัวไปที่ค่ายทหารแห่งหนึ่งซึ่งเขาไม่ทราบว่าาเป็นค่ายใด แต่คาดว่าจะเป็นที่ชลบุรี ที่ค่ายทหารเขาถูกสอบสวนเกี่ยวกับการก่อเหตุระเบิด การสอบสวนเขาถูกปิดตาตลอด ถูกซ้อมทรมานโดยเจ้าหน้าที่ทหารเมื่อเขาตอบไม่ถูกใจและขู่ฆ่าตลอดการสอบสวน

สมศักดิ์ถูกควบคุมตัวที่ค่ายทหารเป็นเวลา 7-8 วัน มีการย้ายไปที่ค่ายตากสินอีก 2 วัน ก่อนถูกนำตัวไปสถานีตำรวจภูธรเขาสมิง ยังไม่ได้นำตัวไปสถานีตำรวจทันทีโดยทหารบอกกับเขาว่าจะกันตัวไว้เป็นพยาน

จากนั้นทหารจึงนำตัวสมศักดิ์ไปที่สถานีตำรวจและตำรวจนำตัวไปไว้ที่ชั้นบนแต่ไม่เจอพนักงานสอบสวนที่อ้างว่าเป็นเจ้าของคดีนี้ แต่มีการสอบสวนโดยถามที่อยู่และถามเกี่ยวกับเหตุการณ์ในคดี โดยวันนั้นถูกขังอยู่ที่สถานีตำรวจแล้ววันต่อมาจึงได้พบกับพ.ต.ท.พฤทธิ์ บุญปกพนักงานสอบสวนในคดีนี้

เจ้าหน้าที่เริ่มสอบสวนสมศักดิ์โดยไม่มีทนายความร่วมอยู่ด้วย ส่วนคำให้การมีการจัดเตรียมไว้แล้วและให้เขาเซ็นชื่อรับรอง ที่เขาเซ็นเพราะถูกบอกว่าให้เซ็นเป็นพยานเท่านั้นหลังจากเซ็นแล้วจึงมีทนายความเข้ามาเซ็นเป็นทนายความที่เข้าร่วมการฟังสอบสวน จากนั้นเขาถูกจับถ่ายรูปร่วมกับทนายความและตำรวจเพื่อเป็นหลักฐานว่ามีทนายความร่วมรับฟังการสอบสวนด้วย

เมื่อสมศักดิ์ถูกสอบสวนเสร็จเจ้าหน้าที่นำตัวไปที่สวนใน อ.บ่อไร่ เพื่อทำหลักฐานที่พบอาวุธพร้อมกับ วัชระ กระจ่างกลาง โดยเจ้าหน้าที่ให้ชี้ที่โค่นต้นไม้ 2 จุด เพื่อถ่ายรูปจุดที่พบอาวุธ จากนั้นตำรวจพาเขาไปแถลงข่าวและพาไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพโดยไม่แจ้งว่าว่าเป็นการทำแผนอะไรนอกจากบอกให้ปาอย่างเดียว เขายอมทำแผนประกอบรับคำสารภาพเพราะเป็นห่วงอิสรภาพของภรรยา พอทำแผนเสร็จเจ้าหน้าที่ก็นำตัวเขามาที่ศาลเพื่อสืบพยานล่วงหน้า

ในการสืบพยานล่วงหน้าสมศักดิ์ถูกถ่ายภาพบาดแผลจากการซ้อมทรมานเอาไว้ เสร็จแล้วจึงถูกนำตัวไปคุมขังที่สถานีตำรวจ แล้วจึงย้ายไปเรือนจำ

สมศักดิ์รู้จักกับเศก จันทรสารเพราะไปทานข้าวที่ร้านอาหารของภรรยานายเศก ตั้งแต่เดือนพฤศจิการยน ปี 2556 เคยเข้าร่วมชุมกับเสื้อแดง แต่คำเบิกความของนายเศกที่ว่ามีรถมิตซูบิชิและขับรถตามเขาไปก่อเหตุไม่เป็นความจริงรวมที่เศกเบิกความถึงเรื่องอื่นๆ ด้วย

ซึ่งในประเด็นนี้ทนายความได้ส่งเอกสารขอให้กรมขนส่งจังหวัดตราดตรวจสอบพบว่ารถยนต์และทะเบียนรถที่นายเศกอ้างว่าเป็นของตนไม่มีอยู่จริง ทนายความจึงอ้างเอกสารผลการตรวจสอบดังกล่าวส่งให้ศาลด้วย

สมศักดิ์ตอบในประเด็นเหตุผลที่เศกเบิกความปรักปรำตนว่าทหารได้บังคับให้นายเศกซัดทอดถึงเขาเพื่อให้ตนเองพ้นผิดและถูกกันเป็นพยาน แต่เขากับเศกไม่เคยมีเหตุโกรธเคืองกันมาก่อน และที่ภรรยาของเขาให้การเป็นผลร้ายเพราะถูกเจ้าหน้าที่ข่มขู่

สมศักดิ์ตำรวจไม่เคยเก็บ DNA ไปตรวจ และไม่มีเจ้าหน้าที่จากกรมสอบสวนคดีพิเศษมาสอบสวนเขา และเขาไม่เคยรู้จักกับวัชระจำเลยที่ 1และสมศักดิ์ สุนันท์จำเลยที่ 3เลยและไม่เคยไปฝึกอาวุธด้วยกัน

ในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2557 สมศักดิ์อยู่ที่สวนในจังหวัดจันทบุรีจนถึงเย็น และออกจากที่นั่นมาถึงบางบอนบ่อไร่ เวลาสามทุ่ม เส้นทางที่ขับรถผ่านผ่านจุดเกิดเหตุ

ช่วงอัยการถามค้านสมศักดิ์ตอบว่าตนเองมีภูมิลำเนาอยู่ที่แก่งหางแมวและมีภรรยาอีกคนคือนางเชาวลักษณ์ซึ่งมีอาชีพเป็นข้าราชการที่องค์การบริหารส่วนตำบล บ่อพลอยก็อยู่ที่นี่ด้วย โดยเขาประกอบอาชีพเปิดร้านอาหารและเช่าที่ทำสวนที่บ่อไร่ด้วย เขาและภรรยาจึงได้รูจักกับเศกในช่วงที่มาเช่าที่ทำไร่ และเขาก็ไม่เคยมีเรื่องโกรธเคืองกันมาก่อนกับเศก

ส่วนบ้านที่อยู่ในสวนเป็นบ้านที่ไว้พักกินข้าว บ้านที่ใช้อาศัยเป้นบ้านของเชาวลักษณ์ ตั้งแต่ประมาณสิงหาคมหรือกันยายน 2556

ในวันที่สมศักดิ์ถูกจับกุมไมได้นัดพบกับใครและวันที่ถูกจับเป้นวันหลังจากที่มีการรัฐประหารแล้ว เขาทราบเพียงว่ามีการรัฐประหารแต่ไม่ทราบว่าเคอร์ฟิวและกฎอัยการศึกมาทราบเรื่องนี้จากเจ้าหน้าที่ทหารที่ตั้งด่าน

ตอนถูกทหารสอบถามในชั้นกฎอัยการศึกสมศักดิ์ได้ให้การว่าไม่เกี่ยวข้องใดๆ ทั้งสิ้น แต่เพียงบอกว่าจะให้ความร่วมมือกับทหารเท่านั้น จากนั้นอัยการให้เขาดูเอกสารคำให้การในชั้นสอบสวนและถามว่าเป็นลายเซ็นของเขาหรือไม่เขาไม่แน่ใจและอัยการได้ให้ดูคำเบิกความของวัชระว่ามีลายเซ็นของเขาหรือไม่ ซึ่งสมศักดิ์ตอบว่ามีและยืนยันว่าเป็นลายเซ็นตนเอง

อัยการถามเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของสมศักดิ์และเชาวลักษณ์ ก่อนที่เขาจะถูกจับกุมเขาและเชาวลักษณ์อยู่ด้วยกันมาประมาณ 9เดือนกว่า และที่เขาทราบว่าเชาวลักษณ์ต้องเบิกความเป็นผลร้ายต่อเขา เพราะต้องให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ไม่เช่นนั้นจะถูกออกหมายจับซึ่งเขาได้ยินตอนที่เชาวลักษณ์มาเบิกความที่ศาล

อัยการถามในประเด็นเรื่องซ้อมทรมานสมศักดิ์ไม่เคยเล่าให้พนักงานสอบสวนและทนายความที่มาร่วมรับฟังการสอบสวนและไม่เคยเล่าเรื่องบาดแผลที่ถูกบันทึกในวันสืบพยานล่วงหน้าด้วย

สมศักดิ์ สุนันท์ เบิกความว่าตนเรียนจบการศึกษาระดับประถมศึกษาชั้นปีที่ 3 อ่านหนังสือไม่ออกและเขียนได้เฉพาะชื่อของตัวเอง อาศัยอยู่กับลูกเมีย ในวันที่ 22 พ.ค.2557 ซึ่งเป็นวันเกิดเหตุออกกรีดยางที่ไร่ตอน 7.00 น. แล้วไปส่งลูกไปเรียนจากนั้นก็ไปที่บ้านแม่ จากนั้นประมาณ 10.30 น. ก็มีคนตามให้ไปดับไฟไหม้ที่ด่านขุนทด อยู่ห่างออกไป 15 กิโลเมตร ไปกับเพื่อนบ้าน นายบุญและนายทิด ไปถึงสวนยางประมาณเที่ยง และแยกย้ายช่วยกันดับไฟจนกระทั่ง 5 โมงเย็น

จากนั้นราวประมาณ 6 โมงเย็น อดีตสมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบลชื่อหม่อง เดินทางมาถึงเพราะเขาโทรศัพท์ขอให้มาส่งข้าวส่งน้ำ หลังจากกินข้าวเสร็จจึงแยกย้าย ออกจากการดับไฟประมาณ 19.30 น. คนที่มาช่วยกันดับไฟออกมาทั้งหมดพร้อมกับ อดีต อบต.หม่อง กลับถึงบ้านประมาณ 2 ทุ่มเศษ แล้วก็อาบน้ำเข้านอนตอนประมาณเกือบสามทุ่ม ปกติก็นอนตั้งแต่หัวค่ำอยู่แล้วเพราะใช้ชีวิตกรีดยาง แต่คืนนั้นไม่ได้ออกไปกรีดยาง

วันที่ 23 ก.พ. 2558 ตื่นนอน 5.30 น. เตรียมกับข้าวให้ลูกและเดินทางไปรับแม่พาไปทำบุญ ไม่มีช่วงเวลาไหนเลยที่จะไปก่อเหตุ

สมศักดิ์เบิกความว่าตนไปมอบตัวเพราะแม่บอกว่ามีหมายศาลมาที่บ้านช่วงมิ.ย. 2557 ที่อำเภอเขาะชเมาในจังหวัดระยอง จึงจะไปมอบตัวที่ศาลจังหวัดตราด เพราะเขามีคดีป่าไม้ที่ศาลอยู่แล้วหลังจากฟังการพิจารณาคดีเสร็จ ตำรวจก็คุมตัวไปโดยไม่มีการแสดงหมายจับ จากนั้นตำรวจก็นำตัวไปสอบสวน ที่สภ.เขาสมิง

เมื่อถึงสถานีตำรวจสมศักดิ์ได้พบกับพ.ต.ท.พฤทธิ์ ตำรวจแจ้งข้อกล่าวหาให้เขา จากนั้นตำรวจจึงทำการสอบสวนซึ่งเขาได้ให้การปฏิเสธ แต่พ.ต.ท.พฤทธิ์ แจ้งว่าถ้าไม่ให้การที่เป็นประโยชน์ต่อเขาจะส่งตัวไปให้ทหาร

สมศักดิ์เบิกความต่อว่าตอนเช้าตำรวจนำตัวเขาจาก สภ.เขาสมิงไปที่กองบังคับการปราบปรามที่กรุงเทพฯ ถึงประมาณ 10 โมงเศษ ก่อนไปกองปราบฯ ตำรวจได้นำตัวมาที่ศาลเพื่อทำเรื่องฝากขัง ตำรวจที่พาเขามาจากสภ.เขาสมิแจ้งว่ามีนายประกันมาประกันตัวแล้ว 2 คน โดยทั้ง 2 คนไม่ได้เป็นญาติของเขา เมื่อออกจากกองปราบฯ สารวัตรทหารก็เข้ามาควบคุมตัวและเอาถุงมาครอบหัว จากนั้นก็ไม่รู้ว่าถูกนำตัวไปที่ไหนต่อ ใช้เวลาเดินทางเกือบ 20 นาที จึงไปถึงที่หมาย

ในที่แห่งนั้นมีคนมาถามสมศักดิ์ว่าโดนคดีอะไร จึงตอบไปว่าตนถูกกล่าวหาว่าก่อเหตุที่แสนตุ้งแต่ตนไม่ได้ทำ จากนั้นก็ถูกถามว่ารู้ไหมใครใหญ่ เขาไม่ตอบจึงโดนตบจากนั้นก็ถูกขังอยู่ในห้อง 2 วัน และถูกนำตัวมาสอบสวนอีก เขาถูกสอบสวนในขณะที่ถูกใส่กุญแจมือไผล่หลังและถูกเอาถุงครอบหน้าไว้ เขาถูกถามว่าเกี่ยวข้องกับคดีหรือไม่ แต่เขาปฏิเสธจึงถูกซ้อมทรมาน เขาถูกใช้ไฟฟ้าช็อตและถามเช่นเดิม แต่เขาก็ยืนยันปฏิเสธจึงถูกขู่ฆ่าด้วย ตลอดในช่วงที่ถูกควบคุมตัวอยู่ 7 วัน

ประมาณวันที่ 11 ส.ค. 2557 ทหารแจ้งสมศักดิ์ว่ามีคนมาขอพบ สามารถกลับได้ และก่อนกลับรอพนักงานสอบสวน แต่วันที่ 12 ส.ค. ประมาณ 1 ทุ่ม มีตำรวจ ทหารและเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบมาปิดตาและใส่กุญแจมือนำตัวเขาขึ้นรถพาไปที่กองปราบฯ เมื่อไปถึงไม่มีการสอบสวนใดๆ เช้าวันที่ 13 ส.ค. จึงส่งตัวมาที่ สภ.เขาสมิง ระหว่างที่เขาถูกทหารนำตัวไปที่กองปราบฯ เขาไม่ทราบว่าเจ้าหน้าที่ได้มีการจัดทำเอกสารอะไรหรือไม่

ทนายนำเอกสารการประกันตัวและรูปหน้าของนายประกันมาให้สมศักดิ์ดู เขาเบิกความว่าไม่รู้จักและญาติไม่ได้แจ้งคนนี้ให้มาประกันตัวเขา

สมศักดิ์เบิกความว่าคำให้การที่ปรากฎในชั้นสอบสวน เขาไม่ได้ให้การตามคำให้การในชั้นสอบสวน และไม่มีทนายความอยู่ด้วยระหว่างการสอบสวนและเจ้าหน้าที่ปฏิเสธไม่ให้ภรรยาของเขามาเข้าร่วมรับฟังการสอบสวนด้วย

เมื่อสอบสวนเสร็จเจ้าหน้าที่พาสมศักดิ์ไปทำแผนประกอบคำรบัสารภาพที่อ.บ่อไร่ ให้ชี้จุดที่สวนเงาะ จากนั้นก็บังคับให้เซ็นรับรองรูปชี้จุดที่มีอาวุธ โดยอ้างว่าถ้าไม่ชี้ก็จะไม่ปล่อยตัวตนจึงยอม

สมศักดิ์เบิกความว่าไม่รู้จักวัชระ กระจ่างกลางและสมศักดิ์ พูลสวัสดิ์ เพิ่งมารู้จักตอนมาเบิกความที่ศาล
ทนายถามสมศักดิ์ว่าตัวเขาเองคล้ายกับนายอ้วนหรือบุญจิต สุขนำภาหรือไม่เขาปฏิเสธ

ช่วงอัยการถามค้านอัยการนำภาพนายโอ่งและนายอ้วนให้ดูและถามชื่อจริงกับสมศักดิ์ เขาตอบว่านายโอ่งคือ พิทักษ์ สุนันท์และนายอ้วนคือ บุญจิต สุขนำภา อัยการนำเอกสารคำให้การและภาพชี้จุดเกิดเหตุให้เขาดูและถามว่าลายเซ็นในเอกสารทั้งสองฉบับเป็นของเขาหรือไม่ สมศักดิ์รับว่าเป็นลายเซ็นของตนเอง

อัยการถามสมศักดิ์ว่าไม่เคยรู้จักและมีสาเหตุโกรธเคืองกับยงยุทธ พงษ์ชัย นายประกัน นายเศก และพ.ต.ท.พฤทธิ์ใช่หรือไม่ เขาตอบว่าไม่เคยรู้จัก

 

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

แถลงข่าวการจับกุมมือบึ้ม กปปส.ที่ตลาดแสนตุ้ง พร้อมทำแผนประกอบคำรับสารภาพ

จับอาวุธสงครามบ้าน”ณรงค์ กระจ่างกลาง” คาดเชื่อมโยงบึ้มเวที กปปส.เขาสมิง ตราด

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s