ประกาศ คสช. ไม่มีโทษย้อนหลัง คดี บก.ลายจุด ไม่ไปรายงานตัวต่อ คสช.

21 ก.ย. 2558 เวลา 09.00 น. ศาลแขวงดุสิตนัดฟังคำพิพากษา คดี บก.ลายจุด ไม่ไปรายงานตัวต่อคสช. โดยศาลพิพากษาว่ามีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 368 ปรับ 500 บาท ส่วนความผิดตามประกาศ คสช. ฉบับที่ 25/2557 และ 29/2557 ศาลไม่ลงโทษ เนื่องจากบัญญัติย้อนหลังการกระทำผิด และมุ่งหมายเฉพาะเจาะจงบุคคล

จุมพล รัตธนภาส ผู้พิพากษาศาลแขวงดุสิต อ่านคำพิพากษาในคดีไม่มารายงานตัวตามประกาศและคำสั่ง คสช. มีความผิดตามฐานไม่มารายงานตัวตามคำสั่ง คสช. ที่ 3/2557 ประกาศ คสช. ฉบับที่ 25/2557 และ 29/2557 รวมถึงประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 368 วรรคหนึ่ง ผู้ใดทราบคำสั่งของเจ้าพนักงานซึ่งสั่งการตามอำนาจ ที่มีกฎหมายให้ไว้ ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งนั้นโดยไม่มีเหตุหรือข้อแก้ตัวอันสมควร ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 10 วัน หรือปรับไม่เกิน 500 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

แต่ประกาศ คสช. ฉบับที่ 25/2557 และ 29/2557 ที่กำหนดโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เป็นกฎหมายที่บัญญัติย้อนหลัง มีผลมุ่งหมายบุคคลที่ไม่มารายงานตัวเป็นการเฉพาะเจาะจง ศาลจึงไม่ลงโทษตามประกาสดังกล่าว เนื่องจากโทษทางอาญาต้องบังคับใช้โดยเสมอภาคกับทุกบุคคล

ทั้งนี้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรค 1 บุคคลจักต้องรับโทษในทางอาญาต่อเมื่อได้กระทำการ อันกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำนั้นบัญญัติเป็นความผิดและกำหนดโทษไว้ และ โทษที่จะลงแก่ผู้กระทำความผิดนั้น ต้องเป็นโทษที่บัญญัติไว้ในกฎหมาย ซึ่งมีการยกเลิกมาตรา 368 เดิมที่กำหนดโทษ จำคุกไม่เกิน 10 วัน ปรับไม่เกิน 500 บาท แก้ไขให้มีโทษจำคุกไม่เกิน 10 วัน ปรับไม่เกิน 5,000 บาท แต่บัญญัติกฎหมายดังกล่าวใช้หลังกระทำความผิดไม่เป็นคุณแก่จำเลย จึงให้รับโทษตามมาตรา 368 เดิม

นอกจากนี้ ความผิดของจำเลยยังเป็นความผิดลหุโทษ และพยานหลักฐานของโจทก์รับฟังได้ ศาลจึงพิพากษาให้จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 368 เดิม ปรับ 500 บาท ไม่มีโทษจำคุก

  • รายละเอียดแห่งคดี

สมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บก.ลายจุด นักกิจกรรมเพื่อสังคม ถูกควบคุมตัวที่ ต.หนองกะขะ อ.พานทอง จ.ชลบุรี คืนวันที่ 4 มิ.ย. 2557 โดยเจ้าหน้าที่ทหาร และตำรวจ ปอท.

วันที่ 10 มิ.ย. 2557 ร.อ.เมธาสิทธิ์ พิมพ์อภิกฤติยา ได้เข้าแจ้งความที่กองบังคับการปราบปราม ให้ดำเนินคดีกับสมบัติ บุญงามอนงค์ ในความผิดฐานไม่มารายงานตัวตามคำสั่ง คสช. และกระทำด้วยวาจา หรือหนังสือ หรือด้วยวิธีอื่นใด อันไม่ใช่เป็นการกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือไม่ใช่เพื่อแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต เพื่อให้เกิดความปั่นป่วน หรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชน ถึงขนาดที่จะก่อความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร หรือเพื่อให้ประชาชนร่วมละเมิดกฎหมายแผ่นดิน

ต่อมา 12 มิ.ย. 2557 เจ้าหน้าที่ตำรวจได้แจ้งข้อกล่าวหาให้สมบัติทราบ พร้อมทั้งแจ้งสิทธิ โดยผู้ต้องหาได้ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา ก่อนนำตัวผู้ต้องหาฝากขังต่อศาลทหารกรุงเทพ

  • อัยการสั่งฟ้อง

อัยการสั่งฟ้องคดีเมื่อวันที่ 10 ก.ค. 2557  ในฐานความผิดไม่มารายงานตัวตามคำสั่งและประกาศของ คสช. และขัดขืนคำสั่งเจ้าพนักงานซึ่งสั่งการตามอำนาจที่มีกฎหมายให้อำนาจไว้ ความว่า ด้วยปรากฏว่ามีสถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ของประเทศ จนอาจเกิดเหตุการณ์ร้ายแรงที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติ และความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนโดยรวม

เนื้อความในคำฟ้อง บรรยายว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. อาศัยยอำนาจตามมาตรา 2 และ 4 แห่ง พ.ร.บ.กฎอัยการศึก พ.ศ.2457 ประกาศใช้กฎอัยการศึกทั่วประเทศ และได้มีการจัดตั้งกองอำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (กอ.รส.) ซึ่งให้อำนาจ กอ.รส. ตามคำสั่งกองทัพบกเฉพาะที่ 81/2557 ลงวันที่ 20 พ.ค. 2557 มีอำนาจเชิญบุคคลมารายงานตัวต่อเจ้าหน้าที่ เพื่อประโยชน์ในการรักษาความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ ต่อมา คสช. มีความจำเป็นต้องเข้าควบคุมอำนาจในการปกครองประเทศ ตั้งแต่วันที่ 22 พ.ค. 2557 เวลา 16.30 น. เป็นต้นไป

อำนาจในการบริหารราชการแผ่นดิน การออกกฎหมาย และการบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งรวมทั้งคำสั่งกองทัพบกที่ 81/2557 ตาม พ.ร.บ.กฎอัยการศึกจึงเป็นอำนาจของ คสช. และเพื่อให้การรักษาความสงบเรียบร้อยและการแก้ไขปัญหาบ้านเมืองเป็นไปด้วยความเรียบร้อย

คสช. จึงได้มีคำสั่งที่ 3/2557 เรื่อง ให้บุคคลมารายงานตัวเพิ่มเติม ลงวันที่ 23 พ.ค. 2557 โดยสั่งให้จำเลยซึ่งอยู่ในลำดับที่ 60 ของคำสั่งดังกล่าวให้มารางานตัวต่อ คสช. ณ หอประชุมกองทัพบกเทเวศร์ ในวันที่ 23 พ.ค. 2557 เวลา 10.00 น. แต่ปรากฏว่าเมื่อถึงวันเวลาที่กำหนด จำเลยไม่มารายงานตัวตามคำสั่งดังกล่าว คสช. จึงได้ออกประกาศ ฉบับที่ 25/2557 เรื่อง ให้บุคคลมารายงานตัวหรือแจ้งเหตุขัดข้อง ลงวันที่ 23 พ.ค. 2557 และฉบับที่ 29/2557 เรื่อง ให้บุคคลมารายงานตัวตามคำสั่งของ คสช. ลงวันที่ 24 พ.ค. 2557 โดยกำหนดว่า หากบุคคลที่มีรายชื่อตามคำสั่งที่ 3/2557 เรื่องให้บุคคลมารายงานตัวเพิ่มเติม ไม่มารายงานตัวภายในวันที่ 24 พ.ค. 2557 เวลา 16.00 น. ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ โดยที่คำสั่งและประกาศดังกล่าวได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ประกาศออกสื่อวิทยุและโทรทัศน์ ซึ่งจำเลยได้ทราบคำสั่งและประกาศดังกล่าวแล้ว

จำเลยได้บังอาจกระทำความผิด กล่าวคือ เมื่อวันที่ 24 พ.ค. 2557 เวลากลางวัน จำเลยซึ่งเป็นบุคคลที่ได้รับคำสั่งให้มารายงานตัวตามคำสั่ง คสช. ที่ 3/2557 ได้บังอาจฝ่าฝืนคำสั่ง คสช. ที่ 3/2557 เรื่องให้บุคคลมารายงานตัวเพิ่มเติม ลงวันที่ 23 พ.ค. 2557 ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 25/2557 เรื่องให้บุคคลมารายงานตัวหรือแจ้งเหตุขัดข้อง ลงวันที่ 23 พ.ค. 2557 และประกาศ คสช. ฉบับที่ 29/2557 เรื่อง ให้บุคคลมารายงานตัวตามคำสั่ง คสช. ลงวันที่ 24 พ.ค. 2557 ที่ได้มีคำสั่งและประกาศตามอำนาจที่กฎหมายให้ไว้ ให้จำเลยมารายงานตัวต่อ คสช. ภายในวันที่ 24 พ.ค. 2557 เวลา 16.00 น. ณ หอประชุมกองทัพบก เทเวศร์ โดยไม่มารายงานตัวตามวัน เวลา และสถานที่ที่กำหนดดังกล่าว โดยไม่มีเหตุขัดข้องจำเป็นเร่งด่วน หรือแจ้งเหตุขัดข้องให้ทราบอันเป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย ชั้นสอบสวนจำเลยให้การปฏิเสธ ระหว่างสอบสวนจำเลยไม่ถูกควบคุมตัวในคดีนี้ พนักงานสอบสวนได้ยื่นคำร้องขอผัดฟ้องต่อศาลนี้แล้ว ตามคำร้องขอผัดฟ้องที่ ผ.206/2557 ครบกำหนดผัดฟ้องครั้งที่ 5 วันที่ 12 ก.ค. 2557

อนึ่ง คดีนี้จำเลยได้กระทำผิดก่อนประกาศ คสช. ฉบับที่ 37/2557 เรื่อง ความผิดที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีของศาลทหาร ลงวันที่ 25 พ.ค. 2557 จะมีผลบังคับใช้ คดีนี้จึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีของศาลทหาร

จำเลยเป็นบุคคลเดียวกับจำเลยในคดีของศาลแขวงพระนครเหนือ หมายเลขแดงที่ 1589/2554 ในความผิดฐานฝ่าฝืน พ.ร.บ.ฉุกเฉินฯ คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ขอศาลนับโทษจำคุกของจำเลยในคดีนี้ติดต่อกับโทษของจำเลยในคดีดังกล่าวด้วย

ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลางอนุมัติให้กองปราบปรามเป็นผู้ทำการสอบสวนคดีนี้

ถือว่าจำเลยได้กระทำความผิดต่อกฎหมายและบทมาตรา ดังนี้ ประมวลกฎหมายอาญา ม.368 ประกาศ คสช. ฉบับที่ 1/2557 เรื่อง การควบคุมอำนาจการปกครองประเทศ ลงวันที่ 22 พ.ค. 2557 ประกาศ คสช. ฉบับที่ 25/2557 เรื่อง ให้มารายงานตัวหรือแจ้งเหตุขัดข้อง ลงวันที่ 23 พ.ค. 2557 ประกาศ คสช. ฉบับที่ 29/2557 เรื่อง ให้บุคคลมารายงานตัวตามคำสั่ง คสช. ลงวันที่ 24 พ.ค. 2557 และคำสั่ง คสช. ที่ 3/2557 เรื่อง ให้บุคคลมารายงานตัวเพิ่มเติม ลงวันที่ 23 พ.ค. 2557

  • คำให้การจำเลย

19 ส.ค. 2557 ศาลแขวงดุสิตนัดประชุมคดี ตรวจพยานหลักฐาน และจำเลยแก้ข้อหาแห่งคดี โดยให้การปฏิเสธฟ้องโจทก์ตลอดข้อหา เนื่องจากการประกาศใช้กฎอัยการศึกทั่วประเทศในวันที่ 20 พ.ค. 2557 และตั้ง กอ.รส. ของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นการใช้อำนาจในฐานะ ผบ.ทบ. และต่อมามีการประกาศยึดอำนาจ และประกาศใช้กฎอัยการศึกทั่วประเทศในวันที่ 22 พ.ค. 2557 เป็นการใช้อำนาจซึ่งแยกออกจากกัน เพราะครั้งแรกนั้นใช้อำนาจในฐานะฝ่ายบริหาร เนื่องจากกองทัพบกเป็นส่วนหนึ่งของกระทรวงกลาโหม อยู่ภายใต้การสั่งการของนายกรัฐมนตรี ดังนั้น ประกาศกองทัพบกฉบับที่ 41/2557 เรื่องการจัดตั้ง กอ.รส. และให้อำนาจเรียกบุคคลมารายงานตัว จึงเป็นเพียงการประกาศของฝ่ายบริหาร ซึ่งมีผลเพียงหน่วยงานฝ่ายบริหารเท่านั้น

ต่อมา เมื่อมีการยึดอำนาจการปกครองก็ได้มีประกาศใช้กฎอัยการศึกอีกครั้ง แต่เป็นการประกาศใช้กฎอัยการศึกในฐานะเป็นหัวหน้า คสช. ไม่มีส่วนเชื่อมโยงกับอำนาจของฝ่ายบริหารแต่อย่างใด ดังนั้น ประกาศกองทัพบก ฉบับที่ 41/2557 จึงไม่ใช่แหล่งที่มาที่ คสช. จะใช้อ้างเพื่ออกคำสั่ง คสช. ฉบับที่ 3/2557 เรื่องให้บุคคลมารายงานตัวเพิ่มเติมได้

อย่างไรก็ตาม แม้ว่า กอ.รส. จะมีอำนาจเรียกให้บุคคลมารายงานตัว หรือ คสช. จะมีคำสั่งให้บุคคลมารายงานตัว กรณีทั้งสองก็ไม่ใช่การใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.กฎอัยการศึก พ.ศ.2457 กล่าวคือ ตามบัญญัติดังกล่าวที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ประกาศใช้กฎอัยการศึกทั่วประเทศในฐานะ ผบ.ทบ. หรือที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ประกาศใช้กฎอัยการศึกทั่วประเทศในฐานะหัวหน้า คสช. ไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายใด ๆ เลย ที่กำหนดว่า เมื่อประกาศใช้กฎอัยการศึกในพื้นที่ใดแล้ว ผู้ประกาศใช้กฎอัยการศึกมีอำนาจเรียกให้บุคคลมารายงานตัวต่อบุคคล คณะ หรือหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง ดังนั้น การออกคำสั่งให้บุคคลมารายงานตัวดังกล่าว จึงไม่ใช่การออกคำสั่งโดยใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.กฎอัยการศึก พ.ศ.2457

สมบัติ บุญงามอนงค์ ให้การอีกว่า การใช้อำนาจใด ๆ ที่จำกัดหรือกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชน จะต้องมีกฎหมายให้อำนาจไว้เท่านั้น หากไม่มีกฎหมายให้อำนาจไว้ จะกระทำไม่ได้ การออกคำสั่งของ คสช. ที่เรียกให้จำเลยมารายงานตัว จึงเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

นอกจากนี้ โจทก์ยังไม่มีอำนาจฟ้องจำเลย เนื่องจากการยึดอำนาจการปกครองประเทศของ คสช. เมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2557 เป็นการกระทำที่ผิดรัฐธรรมนูญและกฎหมาย เนื่องจากรัฐธรรมนูญได้กำหนดที่มาของฝ่ายบริหารไว้ชัดเจนว่าต้องมาจากการเลือกตั้ง ดังนั้นการกระทำใด ๆ ของ คสช. จึงเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย เป็นการล้มล้างการปกครองประเทศและรัฐธรรมนูญ ดังจะเห็นได้จาก ต่อมาได้มีการประกาศรัฐธรรมนูญ (ชั่วคราว) พ.ศ.2557 กำหนดว่าการกระทำใด ๆ ของ คสช. ไม่มีความผิด ดังนั้น ณ วันที่ยังไม่มีกฎหมายกำหนดว่าการกระทำใด ๆ ๆของ คสช. ไม่มีความผิด การกระทำนั้น ๆ ของ คสช. ก็ยังเป็นความผิดอยู่ คสช. จึงไม่อาจอ้างความชอบรรมใด ๆ ในการออกคำสั่งที่ 3/2557 และประกาศ (เฉพาะ) ที่ 25/2557 ได้ อีกทั้ง หากต่อมาประเทศกลับเข้าสู่การปกครองในระบอบประชาธิปไตย ที่รัฐบาลมาจากการเลือกตั้งแล้ว ย่อมจะต้องมีการลบล้างผลพวงอันเกิดจากการใช้อำนาจของคณะรัฐประหารที่ไม่ชอบธรรมและไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างแน่นอน

หากจะถือว่า การยึดอำนาจการปกครองประเทศของคณะรัฐประหารย่อมจะเปลี่ยนแปลง แก้ไข ยกเลิก และออกกฎหมายได้ คณะรัฐประหารจะกระทำเช่นนั้นได้ก็ต่อเมื่อได้ยึดอำนาจการปกครองได้สำเร็จ ซึ่งตามประเพณีการปกครองของประเทศไทยก็คือ เมื่อมีการลงพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งหัวหน้าคณะรัฐประหารให้บริหารราชการแผ่นดิน และประกาศในราชกิจจานุเบกษาเท่านั้น

นอกจากนี้ จำเลยมีรายชื่อตามคำสั่ง คสช. เรียกบุคคลมารายงานตัวเพิ่มเติม ที่ 3/2557 ลงวันที่ 23 พ.ค. 2557 และต่อมา คสช. ได้ออกประกาศ (เฉพาะ) ที่ 25/2557 เรื่อง ให้มารายงานตัวและแจ้งเหตุขัดข้อง ว่าตามที่มีคำสั่งเรียกให้บุคคลมารายงานตัว หากผู้ใดฝ่าฝืน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ประกาศ ณ วันที่ 23 พ.ค. 2557 ต่อมาวันที่ 26 พ.ค. 2557 จึงปรากฏในราชกิจจานุเบกษาว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ บริหารราชการแผ่นดิน ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ประกาศ ณ วันที่ 24 พ.ค. 2557

หากพิจารณาตามประเพณีการปกครองของไทยจึงอาจจะถือได้ว่า คสช. ยึดอำนาจสำเร็จเมื่อมีการลงพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งหัวหน้า คสช. เมื่อวันที่ 24 พ.ค. 2557 ดังนั้นประกาศคำสั่งของ คสช. จึงจะมีผลบังคับใช้นับแต่วันที่ 24 พ.ค. 2557 เป็นต้นไป คำสั่งที่ 3/2557 และประกาศ (เฉพาะ) ที่ 25/2557 ออกในวันที่ 23 พ.ค. 2557 ซึ่งยังไม่มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งหัวหน้า คสช. จึงไม่มีอำนาจออกกฎหมายหรือแก้ไขกฎหมายใด ๆ และจำเลยก็ไม่อยู่ภายใต้บังคับของประกาศคำสั่งของ คสช. ดังกล่าว

การกระทำของจำเลยที่ไม่ไปรายงานตัวตามคำสั่งที่ 3/2557 เป็นความผิดสำเร็จในวันที่จำเลยไม่ไปรายงานตัว คือวันที่ 24 พ.ค. 2557 เพียงกรรมเดียว แต่เนื่องจากประกาศ (เฉพาะ) ที่ 25/2557 ที่กำหนดให้ผู้มีรายชื่อให้รายงานตัวตามคำสั่งที่ 3/2557 ที่ฝ่าฝืนไม่ไปรายงานตัวตามวันเวลาที่กำหนดมีโทษจำคุก 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เป็นประกาศที่ออกในวันที่ 23 พ.ค. 2557 ก่อนมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งหัวหน้า คสช. จึงไม่มีอำนาจออกกฎหมายหรือแก้ไขกฎหมายได้ อีกทั้ง เมื่อประกาศ (เฉพาะ) ที่ 25/2557 เป็นประกาศที่มีโทษทางอาญาต่อบุคคล จึงไม่อาจใช้บังคับย้อนหลังได้ การที่จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำสั่งที่ 3/2557 จึงไม่มีความผิดและไม่มีโทษตามประกาศ (เฉพาะ) ที่ 25/2557 แต่อย่างใด

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s