ย้อนอ่านคำเบิกความพยาน คดี บก.ลายจุด ไม่ไปรายงานตัวต่อ คสช.

พยานโจทก์ เบิกความ ชี้ว่ามีการขังเดี่ยว ไม่ให้ติดต่อกับบุคคลภายนอก และไม่อนุญาตให้บุคคลภายนอกเข้าเยี่ยม – ได้รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาให้ปฏิบัติหน้าที่กล่าวหาจำเลย โดยไม่มีคำสั่งเป็นลายลักษณ์อักษร

ด้านพยานจำเลย เบิกความว่า ความถูกต้องตามกฎหมายยังต้องพิจารณาประกอบไปด้วยความชอบธรรม จึงจะเกิดธรรมแห่งอำนาจ หากใช้กฎหมายตามลายลักษณ์อักษร แม้จะถูกต้องตามหลักนิติศาสตร์ แต่อาจก่อให้เกิดความขัดแย้ง และท้ายที่สุดนำไปสู่ความสูญเสียธรรมแห่งอำนาจ – สิทธิต่อต้านการกระทำของบุคคลใด ๆ ที่เป็นไปเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศ โดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ หมายรวมไปถึง สิทธิที่จะไม่เคารพ ไม่ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ที่ตราขึ้นโดยองค์กรของรัฐ แม้จะได้ตราขึ้นตามกระบวนการ หากบุคคลผู้ใช้สิทธิต่อต้านเห็นว่าการได้มาซึ่งอำนาจการปกครองนั้น เป็นไปโดยปราศจากความชอบธรรมทางประชาธิปไตย

สืบพยานโจทก์

  • พ.ต.เอกสิทธิ นงนุช ผู้ทำการจับกุม

26 ม.ค. 2558 สืบพยานโจทก์ พ.ต.เอกสิทธิ นงนุช นายทหารกรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ (ร.21 รอ.) ต.บ้านสวน อ.เมือง จ.ชลบุรี ขึ้นเบิกความต่อศาลว่า วันที่ 4 มิ.ย. 2557 เวลาประมาณ 19.00 น. ได้รับคำสั่งจากผู้บังคับให้ร่วมกับเจ้าพนักงานตำรวจ และเจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.) ไปควบคุมตัวบุคคลซึ่งไม่ได้มารายงานตัวตามคำสั่งของ คสช. บุคคลดังกล่าวพักอาศัยอยู่ที่หมู่บ้านประภัสสร ม.1 ต.หนองกะขะ อ.พานทอง จ.ชลบุรี

พ.ต.เอกสิทธิ พร้อมด้วยทหารประมาณ 8-10 นายในเครื่องแบบทหารติดอาวุธปืนประจำกาย เดินทางไปยังบ้านหลังดังกล่าว เมื่อไปถึงได้ทำการตรวจค้นภายในบ้านพร้อมกับเจ้าพนักงานตำรวจ พบจำเลย ได้ควบคุมตัว ทำบันทึกควบคุมตัวจำเลย จัดทำบันทึกการควบคุมตัวพร้อมของกลางที่ยึดได้ ตามบันทึกการควบคุมตัวผู้ต้องสงสัย

นอกจากทำบันทึกการควบคุมตัวดังกล่าวแล้ว ยังพบสิ่งของที่จำเลยนำติดตัวไป และทำบันทึกไว้ตามบัญชีรายการวัตถุพยานของกลาง

ในการควบคุมตัว พยานได้แจ้งรายละเอียดเงื่อไขการควบคุมตัวให้จำเลยทราบ โดยขณะควบคุมตัวจำเลยไม่ได้ต่อสู้ขัดขืน ภายหลังจากนั้นได้นำตัวจำเลยไปควบคุมตัวยังสถานที่ควบคุมของฝ่ายทหาร โดยอาศัยอำนาจตามกฎอัยการศึก หลังจากนั้นมีการควบคุมตัวจำเลยไม่เกิน 7 วัน แล้วนำตัวจำเลยส่งให้เจ้าพนักงานตำรวจเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ทั้งนี้ พ.ต.เอกสิทธิ ได้ตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ขณะควบคุมตัวจำเลย หลังการจับกุม พ.ต.เอกสิทธินำตัวจำเลยไปควบคุมที่ที่ควบคุมของทหาร ไม่ได้นำตัวส่งให้เจ้าพนักงานตำรวจในทันที ขณะนำจำเลยไปยังที่ควบคุมของทหารจะมีการปิดตาของจำเลย

เมื่อไปถึงที่ควบคุมตัวของทหารแล้ว จำเลยถูกแยกนำตัวไปควบคุมตัวคนเดียว ไม่สามารถติดต่อกับบุคคลภายนอก และไม่อนุญาตให้บุคคลภายนอกเข้าเยี่ยม โดยในระหว่างควบคุมตัวมีการซักถามจำเลยแต่พยานไม่ทราบว่าจะมีการปิดตาระหว่างซักถามด้วยหรือไม่

พ.ต.เอกสิทธิเป็นผู้นำตัว บก.ลายจุด ไปที่สโมสรกองทัพบกในช่วงบ่าย จำวันที่ไม่ได้ โดยไม่ทราบว่าภายหลังส่งตัวจำเลยแล้ว จะมีทหารนำตัวจำเลยไปฝากขังต่อศาลทหารหรือไม่ และยอมรับว่ามีการปล่อยตัวจำเลยภายหลังวันที่ 4 มิ.ย. 2557 แต่จำเลยลงลายมือชื่อในเอกสารที่ระบุว่าเป็นวันที่ 4 มิ.ย. 2557 ซึ่ง พ.ต.เอกสิทธิ เบิกความว่า ได้รับคำสั่งให้ควบคุมตัวจำเลย ส่วนจะควบคุมตัวเกิน 7 วันหรือไม่นั้น พยานไม่ทราบ

นอกจากนี้ วันที่ทำการจับกุม มีการควบคุมตัวบุคคลอื่นอีก 3-4  คน ซึ่งอยู่ในบ้านหลังเดียวกับจำเลย บุคคล 1 ใน 3 เป็นผู้หญิง ผู้ถูกจับกุมทุกคนถูกปิดตามหลังจับกุมและนำตัวไปควบคุมที่ที่ควบคุมตัวของทหาร

พ.ต.เอกสิทธิตอบผู้แทนโจทก์ถามติง ว่า ตามกฎอัยการศึก มีอำนาจควบคุมตัวผู้ต้องหาได้ไม่เกิน 7 วัน ซึ่งพยานได้นำตัวจำเลยไปส่งให้เจ้าพนักงานตำรวจที่สโมสรกองทัพบก แต่ไม่ทราบว่าเจ้าพนักงานตำรวจจะแจ้งข้อหาแก่จำเลยในวันนั้นหรือไม่

  • ร.อ.เมธาสิทธิ์ พิมพ์อภิกฤติยา ผู้กล่าวหา

5 มิ.ย. 2558 ศาลแขวงดุสิตได้นัดสืบพยานโจทก์ต่อ คือ ร.อ.เมธาสิทธิ์ พิมพ์อภิกฤติยา นายทหารปืนยิงสนับสนุน ประจำกองพันทหารปืนใหญ่ที่ 12 รักษาพระองค์ (ป.พัน.12 รอ.)

ร.อ.เมธาสิทธิ์ เบิกความว่า ได้รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาให้ทำหน้าที่กล่าวหาจำเลย สืบเนื่องจาก ผบ.ทบ.ออกประกาศกองทัพบก ฉบับที่ 1/2557 เรื่องการประกาศใช้ พ.ร.บ.กฎอัยการศึก ต่อมา ผบ.ทบ.มีคำสั่งแต่งตั้ง กอ.รส. โดย ผบ.ทบ.เป็นผู้อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย มีอำนาจเชิญบุคคลมารายงานตัวต่อเจ้าหน้าที่ รายละเอียดปรากฏตามคำสั่งกองทัพบก (เฉพาะ) ที่ 81/2557 เรื่อง การจัดตั้ง กอ.รส.

ต่อมา 23 พ.ค. 2557 หัวหน้า คสช. มีคำสั่งเรียกบุคคลมารายงานตัว ณ หอประชุมกองทัพบก เทเวศร์ รวมถึงจำเลยในคดีนี้ด้วย จำเลยไม่มารายงานตัวตามกำหนด หัวหน้า คสช. ได้ออกประกาศ คสช. (เฉพาะ) ที่ 25/2557 ให้มารายงานตัวหรือแจ้งเหตุขัดข้อง ภายใน 24 พ.ค. 2557 หากฝ่าฝืนต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เพื่อให้บุคคลที่มีรายชื่อตามคำสั่งข้างต้นมารายงานตัวอีกครั้ง เผยแพร่และประกาศทางสื่อวิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ และอินเตอร์เน็ต ปรากฏว่า จำเลยไม่มารายงานตัวและไม่แจ้งเหตุขัดข้อง ทั้งยังลงข้อความสื่อสารทางเฟสบุ๊ค นัดหมายชุมนุม และท้าทายให้จับกุมตัว พยานจึงไปแจ้งความดำเนินคดีต่อจำเลยที่ ปอท. ส่วนกรณีที่จำเลยไม่มารายงานตัวตามคำสั่งของ คสช. พยานได้แจ้งความต่อพนักงานสอบสวนกองปราบปราม

ร.อ.เมธาสิทธิ์ ตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ไม่ทราบว่าเหตุเกิดในท้องที่สถานีตำรวจนครบาลใด และไม่ได้ไปแจ้งความต่อสถานีตำรวจท้องที่ที่เกิดเหตุ และได้รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาให้ปฏิบัติหน้าที่กล่าวหาจำเลย โดยไม่มีคำสั่งเป็นลายลักษณ์อักษร รวมถึงไม่ทราบว่า กองปราบปรามจะมีอำนาจสอบสวนก็ต่อเมื่อได้รับอนุญาตจาก ผบ.ตร. ก่อน

พยานเห็นว่า การชุมนุมทางการเมืองเป็นสิทธิในระบอบประชาธิปไตย แต่ไม่ทราบว่าผู้ชุมนุมมีเจตนาอื่นแอบแฝงหรือไม่ นอกจากนี้ การปฏิวัติรัฐประหารไม่ใช่วิธีการได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศตามวิถีทางที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 กำหนดว่า บุคคลย่อมมีสิทธิต่อต้านโดยสันติวิธีซึ่งการกระทำใด ๆ ที่เป็นไปเพื่อได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ตามบทบัญญัติหมวด 3 สิทธิเสรีภาพของชนชาวไทย มาตรา 69 โดยพยานและบุคคลอื่นมีหน้าที่ของชนชาวไทยตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 หมวด 4 มาตรา 70 และบุคคลย่อมมีสิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญ ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550

  • พ.ต.ท.พงษ์ไสว แช่มลำเจียก พนักงานสอบสวน

บ่ายวันเดียวกันนั้น ศาลได้สืบพยานโจทก์อีกปาก  คือ พ.ต.ท.พงษ์ไสว แช่มลำเจียก พนักงานสอบสวนผู้ทรงคุณวุฒิ กองกำกับการ 1 กองบังคับการปราบปราบ

พ.ต.ท.พงษ์ไสว เบิกความว่า เกี่ยวกับคดีนี้ ร.อ.เมธาสิทธิ์ พิมพ์อภิกฤติยา ได้รับมอบหมายจาก คสช. ให้มาแจ้งความร้องทุกข์ต่อพยานว่า จำเลยกระทำความผิดฐานไม่มารายงานตัวตามคำสั่ง คสช. และขัดขืนคำสั่งเจ้าพนักงานซึ่งสั่งการตามอำนาจที่มีกฎหมายให้อำนาจไว้

พยานได้จัดทำบันทึกขออนุญาตสอบสวนต่อผู้บัญชาการสอบสวนกลาง ตามลำดับบังคับบัญชา ต่อมา ผู้บังคับบัญชามีคำสั่งอนุญาตสอบสวนคดีอาญาต่อจำเลยได้ พยานจึงเป็นผู้สอบสวน ร.อ.เอกสิทธิ นงนุช ผู้ควบคุมตัวจำเลย และ ร.อ.เมธาสิทธิ์ ในฐานะผู้กล่าวหา ได้ความว่า จำเลยเป็นบุคคลต้องมารายงานตัวต่อ คสช. ณ หอประชุมกองทัพบก เทเวศร์ แต่จำเลยฝ่าฝืนไม่มารายงานตัวตามคำสั่ง คสช. ที่ 3/2557 และประกาศ คสช. (เฉพาะ) ที่ 25/2557

นอกจากนี้ หัวหน้า คสช. ออกประกาศ คสช. ฉบับบที่ 29/2557 ให้บุคคลผู้มีรายชื่อตามคำสั่ง คสช. ที่ 3/2557 และประกาศ คสช. ที่ 25/2557 มารายงานตัวตามคำสั่งของ คสช. ซึ่งมีการเผยแพร่ทางสื่อวิทยุ โทรทัศน์ สิ่งพิมพ์ และอินเตอร์เน็ต แต่จำเลยเพิกเฉยไม่มารายงานตัวและไม่แจ้งเหตุขัดข้อง ทั้งจำเลยยังส่งข้อความผ่านทางเฟสบุ๊คเพื่อนัดชุมนุม โดยพยานเป็นผู้แจ้งข้อกล่าวหาและสอบสวนจำเลยในฐานะผู้ต้องหา

พ.ต.ท.พงษ์ไสว ตอบทนายจำเลยถามค้านว่า จำไม่ได้ว่า ร.อ.เมธาสิทธิ์ แสดงหนังสือมอบอำนาจจากผู้บังคับบัญชาต่อพยานหรือไม่ แต่โดยปกติแล้วคดีลักษณะนี้ต้องมีหนังสือมอบอำนาจแสดงต่อพนักงานสอบสวน ทั้งนี้ คดีนี้เป็นคดีที่ประชาชนสนใจ ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลางมีอำนาจอนุญาตให้พนักงานสอบสวนกองปราบปรามทำการสอบสวนได้

พยานเห็นว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำสั่ง คสช. ที่ 3/2557 และประกาศ คสช. (เฉพาะ) ที่ 25/2557 ส่วนประกาศ คสช. ฉบับที่ 29/2557 ไม่ได้กำหนดวันเวลารายงานตัวไว้

ขณะหัวหน้า คสช. ออกคำสั่งที่ 3/2557 และประกาศที่ 25/2557 เป็นเวลาก่อนที่ ผบ.ทบ.ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ ประกาศแต่งตั้งหัวหน้า คสช. และการยึดอำนาจการปกครองประเทศไม่ใช่วิถีทางในระบอบประชาธิปไตย ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 รวมถึงบุคคลมีสิทธิต่อต้านโดยสันติวิธีและมีหน้าที่พิทักษ์รัฐธรรมนูญ ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550

ข้อความที่จำเลยส่งผ่านโปรแกรมเฟสบุ๊คเป็นการใช้สิทธิโดยสันติวิธีและพิทักษ์รัฐธรรมนูญ ถือเป็นสิทธิสากลเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน สิทธิพลเมือง และสิทธิทางการเมืองที่ประเทศไทยเป็นรัฐภาคี

หาก คสช. กระทำการยึดอำนาจการปกครองประเทศไม่สำเร็จจะต้องมีความผิดฐานกบฎ ซึ่งพยานเห็นว่า เมื่อ คสช. ออกคำสั่งและประกาศตั้งแต่ฉบับที่ 1/2557 ย่อมแสดงว่า ยึดอำนาจการปกครองสำเร็จแล้ว แต่หากรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2557 ไม่มีบทบัญญัติยกเว้นความผิดให้แก่ คสช. ต้องถือว่าการกระทำของ คสช. มีความผิด

สืบพยานจำเลย

  • สมบัติ บุญงามอนงค์ จำเลย

12 มิ.ย. 2558 ศาลแขวงดุสิตนัดสืบพยานจำเลย โดย บก.ลายจุด ได้เบิกความต่อศาลว่า วันที่ 4 มิ.ย. 2557 เวลาประมาณ 21.00 น. ขณะที่จำเลยอยู่บ้านเพื่อนใน อ.พานทอง จ.ชลบุรี มีเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร แต่งกายในเครื่องแบบ และนอกเครื่องแบบหลายนาย มีอาวุธประจำกาย แสดงตนกล่าวหาว่า จำเลยขัดขืนไม่ไปรายงานตัวตามคำสั่งและประกาศของ คสช. และขอควบคุมตัวพร้อมกับตรวจยึดอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ แล้วเจ้าหน้าที่ทหารใช้ผ้าปิดตาจำเลย พาไปในสถานที่ที่เข้าใจว่าเป็นค่ายทหารใน จ.ชลบุรี เมื่อไปถึง เจ้าหน้าที่ไม่อนุญาตให้ติดต่อญาติหรือทนายความ มีเจ้าหน้าที่ทหารสอบสวนจำเลยฝ่ายเดียว

กระทั่งวันที่ 12 มิ.ย. 2557 เจ้าหน้าที่ทหารนำตัวจำเลยไปสโมสรกองทัพบก มีเจ้าพนักงานตำรวจรับมอบตัว และมีพนักงานสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหาคดีนี้ แต่ บก.ลายจุด ได้ให้การปฏิเสธ เนื่องจากไม่เห็นด้วยกับการควบคุมอำนาจในการปกครองประเทศของ ผบ.ทบ. และ คสช. เพราะเป็นการล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตย และไม่ผ่านฉันทามติจากประชาชน ซึ่งเป็นหน้าที่ของชนชาวไทย และจำเลยมีสิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ทั้งการกระทำของ ผบ.ทบ. และ คสช. เป็นความผิดฐานกบฏตามประมวลกฎหมายอาญา

สมบัติ บุญงามอนงค์ เบิกความต่อศาลอีกว่า ตนมีอุดมกาณ์ต่อต้านการปฏิวัติรัฐประหาร และคัดค้านเหตุการณ์ทำนองนี้ตั้งแต่เหตุการณ์ พ.ศ.2534 เช่น แสดงละครใบ้ แสดงสัญลักษณ์ติดริบบิ้นสีดำ หรือเหตุการณ์ พ.ศ.2549 เช่น รวมตัวแสดงจุดยืนต่อต้านการรัฐประหารในช่วงเวลาสั้น ๆ ที่บริเวณสยามเซ็นเตอร์ ทุกครั้งจำเลยแสดงออกโดยสงบ ปราศจากอาวุธ รวมถึงคัดค้านรัฐธรรมนูญที่ได้มาจากการรัฐประหาร

ทั้งนี้ จำเลยทราบประกาศและคำสั่ง คสช. ที่เรียกให้มารายงานตัว แต่ในทางปฏิบัติที่ผ่านมา เมื่อมีการยึดอำนาจการปกครองประเทศ จะมีการเรียกนักการเมืองหรือผู้ใช้อำนาจปกครองเดิมรายงานตัวเพื่อควบคุม แต่ไม่มีการใช้อำนาจต่อประชาชน ซึ่ง บก.ลายจุด เห็นว่า ขณะนั้นประชาชนในประเทศ หรือรัฐต่างประเทศยังไม่มีการยอมรับ หรือรับรองอำนาจของ คสช. ดังนั้น ประกาศหรือคำสั่งดังกล่าวจึงไม่มีสภาพเป็นกฎหมาย คสช. ไม่มีอำนาจเรียกตนไปรายงานตัว และไม่สามารถกำหนดโทษต่อจำเลยได้ รวมถึงเป็นการกระทำที่ขัดต่อสิทธิพลเมือง ทั้งยังมีข่าวในสื่อสารมวลชนว่า ก่อนหน้านี้ บุคคลที่ทหารเชิญตัวเพื่อไปเจรจาพูดคุยถูกควบคุมตัวและไม่สามารถติดต่อได้

สมบัติ บุญงามอนงค์ เห็นว่า พนักงานสอบสวนไม่มีอำนาจสอบสวน เพราะไม่ใช่พนักงานสอบสวนในท้องที่ที่เกิดเหตุ ข้อที่กองปราบปรามอ้างว่าจำเลยเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงนั้น หากจำเลยกระทำความผิด เช่น ไม่ข้ามทางม้าลาย เชื่อว่ากองปราบปรามจะไม่ดำเนินคดีกับจำเลย แต่จะเป็นพนักงานสอบสวนท้องที่ที่เกิดเหตุเป็นผู้ดำเนินคดี และผู้กล่าวหาไม่ได้แสดงหนังสือมอบอำนาจ จึงไม่มีอำนาจกล่าวหา

บก.ลายจุดได้ตอบโจทก์ถามค้านว่า เหตุควบคุมตัววันที่ 4 มิ.ย. 2557 เจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารไม่มีการทำร้ายร่างกายจำเลย และไม่ได้ข่มขู่ในการควบคุมตัว พร้อมยึดของกลาง มีการนำบันทึกการควบคุมตัว บัญชีรายการวัตถุพยาน และเงื่อนไขแนบท้ายประกาศ คสช. ให้จำเลยลงลายมื่อชื่อ ซึ่งจำเลยเป็นผู้ลงลายมือชื่อในช่องผู้ถูกควบคุมตัว และผู้ถูกกักตัว

ระหว่าง 4-12 มิ.ย. 2557 มีเจ้าหน้าที่ทหารสอบถามประวัติส่วนตัวจำเลย พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการปรองดอง พร้อมทั้งอธิบายเหตุผลที่ทหารต้องยึดอำนาจการปกครอง รวมถึงชี้แจงเหตุผลที่ห้ามมิให้เคลื่อนไหวทางการเมือง ซึ่งจำเลยเชื่อว่า กรณีดังกล่าวเป็นการปรับทัศนคติ

นอกจากนี้ บก.ลายจุด ยอมรับว่า เป็นผู้ส่งข้อความบทสนทนาตามที่ปรากฏในเฟสบุ๊ค และก่อนที่จะมีการยึดอำนาจการปกครองตามประกาศ คสช. มีการชุมนุมทางการเมืองหลายครั้ง เป็นเวลาต่อเนื่องหลายเดือน และมีสถานการณ์ปิดถนนสาธารณะ ปิดสถานที่ราชการ ปิดโรงเรียน สถานการณ์บ้านเมืองขาดความสงบ ทั้งนี้ จำเลยทราบคำสั่งและประกาศของ คสช. จากข้อมูลอินเตอร์เน็ต รวมถึงทราบว่านอกจากจำเลยแล้ว ยังมีบุคคลอื่นอีกหลายคนถูกเรียกรายงานตัว และไปรายงานตัวตามคำสั่งหรือประกาศ

อย่างไรก็ตาม บก.ลายจุด ได้ตอบทนายความจำเลยถามติงว่า การชุมนุมทางการเมืองถึงขั้นปิดถนน ปิดสถานที่ราชการนั้น เจ้าหน้าที่บ้านเมืองต้องไปควบคุมและยับยั้งไม่ให้มีการปิดถนนหรือควบคุมสถานที่ราชการ มิใช่นำเหตุผลดังกล่าวมายึดอำนาจการเมืองการปกครอง

  • ศ.ดร.ลิขิต ธีรเวคิน อาจารย์สอนรัฐศาสตร์และนิติปรัชญา

12 มิ.ย. 2558 ศาลแขวงดุสิตได้นัดสืบพยานจำเลย คือ ศ.ดร.ลิขิต ธีรเวคิน อาจารย์สอนรัฐศาสตร์และนิติปรัชญา

ศ.ดร.ลิขิต เบิกความต่อศาลว่า ในการปกครองระบอบประชาธิปไตย อำนาจการปกครองเป็นของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน ผู้ปกครองเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองแทนประชาชน

ในปัจจุบันเป็นที่ยอมรับกันว่า บุคคลต้องมีสิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาค มีสิทธิได้รับความยุติธรรม เคารพสิทธิมนุษยชน และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ซึ่งเป็นไปตามพันธกรณีระหว่างประเทศ ซึ่งประเทศไทยได้มีการบัญญัติรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ทั้ง พ.ศ.2550 และฉบับชั่วคราว พ.ศ.2557 ประเทศไทยเป็นรัฐภาคี ต้องปฏิบัติตามปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน และกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง

นอกจากนี้ ศ.ดร.ลิขิต ได้มีส่วนร่วมในการร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2517, 2534 และ 2540 ซึ่งรัฐธรรมนูญทั้ง 3 ฉบับดังกล่าว ไม่มีการลงประชามติ แตกต่างจากรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ที่ผู้ร่างเป็นบุคคลที่ได้รับการแต่งตั้งจากคณะรัฐประหาร เพื่อให้บทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญมีความชอบธรรม จึงมีการขอมติจากประชาชน เมื่อประชาชนมีมติรับรัฐธรรมนูญฉบับนี้แล้ว การยึดอำนาจปกครองและล้มล้างรัฐธรรมนูญจึงเป็นการล้มล้างประชามติของประชาชน

ในทางวิชาการ ทันทีที่คณะปฏิวัติหรือรัฐประหารยึดอำนาจการปกครองสำเร็จ ถือว่ามีอำนาจรัฏฐาธิปัตย์ ย่อมมีอำนาจออกคำสั่งหรือประกาศใช้บังคับตามกฎหมาย ซึ่งเป็นไปตามหลัก The Rule by Law หมายถึง กฎหมายที่ออกโดยผู้มีอำนาจ แต่กรณีดังกล่าวเป็นคนละประเด็นกับหลัก The Rule of Law ซึ่งต้องเป็นการออกกฎหมายในกระบวนการระบอบประชาธิปไตย โดยตัวแทนของประชาชน ดังนั้น ประชาชนผู้ไม่เห็นด้วยกับการยึดอำนาจการปกครอง ย่อมมีสิทธิเสรีภาพในการจะปกป้องรัฐธรรมนูญตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550

ศ.ดร.ลิขิต ตอบโจทก์ถามค้านว่า คำสั่ง คสช. ที่ 3/2557 และประกาศ คสช. (เฉพาะ) ที่ 25/2557 ใช้บังคับในฐานะที่เป็นกฎหมายลายลักษณ์อักษร อย่างไรก็ตาม ความถูกต้องตามกฎหมายยังต้องพิจารณาประกอบไปด้วยความชอบธรรม จึงจะเกิดธรรมแห่งอำนาจ หากใช้กฎหมายตามลายลักษณ์อักษร แม้จะถูกต้องตามหลักนิติศาสตร์ แต่อาจก่อให้เกิดความขัดแย้ง และท้ายที่สุดนำไปสู่ความสูญเสียธรรมแห่งอำนาจ กรณีนี้เป็นความหนักใจของนักวิชาการรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ เนื่องจากในอีกมุมมองหนึ่ง คนที่มีความเห็นแตกต่างจะใช้สิทธิในการพิทักษ์และปกป้องรัฐธรรมนูญในระบบการปกครองแบบประชาธิปไตย ทั้งยังได้รับการรับรองตามบทบัญญัติเรื่องหมวดสิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทย หมวดพิทักษ์รัฐธรรมนูญ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พศ.2550

แต่ทั้งนี้ ประเทศแต่ละประเทศมีภูมิหลังและความเป็นมาทางสังคมและการเมืองแตกต่างกัน และในช่วงที่มีการออกประกาศใช้ พ.ร.บ.กฎอัยการศึก เกิดสถานการณ์ชุมนุมทางการเมือง ประท้วง ใช้ความรุนแรงปิดสถานที่ราชการและถนนสาธารณะ

อย่างไรก็ตาม ศ.ดร.ลิขิต ตอบทนายความจำเลยถามติงว่า ประเด็นเรื่องแต่ละประเทศมีภูมิหลังต่างกันเป็นข้อเท็จจริง แต่เมื่อประเทศไทยยอมรับพันธกรณีระหว่างประเทศว่าด้วยกติการะหว่างประเทศ และปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนแล้ว ต้องยอมรับและปฏิบัติตาม

ประกาศกองทัพบก ฉับที่ 1/2557 คำสั่งกองทัพบก (เฉพาะ) ที่ 81/2557 คำสั่ง คสช. ที่ 3/2557 และประกาศ คสช. (เฉพาะ) ที่ 25/2557 เป็นไปตามคำสั่งของผู้มีอำนาจซึ่งเป็นรัฏฐาธิปัตย์โดยการใช้กำลัง แต่จะมีความชอบธรรมตามหลักนิติธรรมหรือไม่เป็นอีกประเด็นหนึ่ง

บทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญชั่วคราว พ.ศ.2557 ที่ให้การกระทำใด ๆ ขอ คสช. ไม่มีความผิดและเป็นสิ่งที่ถูกต้องตามกฎหมาย เป็นถ้อยคำที่ใช้บังคับตามกฎหมายลายลักษณ์อักษร แต่ในแง่ความชอบธรรมแล้ว ตามหลักวิชาการตามสุภาษิตลาตินที่ว่า ไม่มีใครมีสิทธิเป็นผู้พิพากษาในคดีของตนเอง ย่อมหมายความว่า คณะรัฐประหารย่อมไม่มีอำนาจนิรโทษกรรมตนเอง ต้องให้ผู้มีอำนาจออกกฎหมาย เช่น ฝ่ายนิติบัญญัติ หรือปัจจุบัน คือ สนช. เป็นผู้ออกกฎหมายนิรโทษกรรม

ในกรณีที่มีการออกประกาศหรือคำสั่งข้างต้น รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 ถูกล้มล้างแล้ว จึงไม่มีรัฐธรรมนูญให้พิทักษ์ แต่บุคคลที่ไม่ยอมรับการปฏิวัติรัฐประหารก็จะใช้สิทธิในการอ้าง รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 อย่างไรก็ตาม บุคลลยังมีสิทธิในชีวิต ทรัพย์สิน และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ หรือที่เรียกว่า สิทธิทางธรรมชาติ (Natural Right หรือสิทธิมนุษยชน (Human Right) ในความเป็นจริง บุคคลที่อ้างสิทธิทางธรรมชาติดังกล่าว อาจถูกผลกระทบจากการกระทำของรัฐที่ใช้กำลัง

  • จันทจิรา เอี่ยมมยุรา อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาตร์

19 มิ.ย. 2558 จันทจิรา เอี่ยมมยุรา ได้เบิกควาเกี่ยวกับคดี มีความเห็นในเชิงหลักวิชากฎหมายมหาชน ในประเด็นสถานะของรัฐธรรมนูญและการได้มาซึ่งอำนาจการปกครองตามรัฐธรรมนูญ สิทธิและหน้าที่ของประชาชนชาวไทยตามมาตรา 69 และ 70 ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 การทำรัฐประหารเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายและไม่เป็นไปตามวิถีทางของรัฐธรรมนูญ

ในประเด็นสถานะของรัฐธรรมนูญ และการได้มาซึ่งอำนาจการปกครองตามรัฐธรรมนูญ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ท่านนี้มีความเห็นว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกฉบับมีสถานะเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ บทบัญญัติใดของกฎหมาย กฎหรือข้อบังคับจะขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญไม่ได้ ซึ่งคำว่า ‘รัฐธรรมนูญ’ มีความหมายกว้างกว่าตัวบทกฎหมายที่บัญญัติเป็นลายลักษณ์อักษร เพราะหมายรวมถึงหลักการอันเป็นรากฐานของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ได้แก่ หลักการแบ่งแยกอำนาจ หลักการปกครองโดยกฎหมายหรือหลักนิติรัฐ และอำนาจการปกครองสูงสุดของประเทศเป็นของประชาชน

นอกจากนี้ ตั้งแต่ พ.ศ.2539 ประเทศไทยได้ยอมรับและผูกพันตามกฎกติการะหว่างประเทศ ที่คุ้มครองสิทธิมนุษยชนและพลเมืองเข้ามาเป็นกฎหมายภายใน ฉบับที่สำคัญ คือ กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง หรือ ICCPR โดยไม่ได้ตั้งข้อสงวนใด ๆ ไว้ มีผลบังคับใช้กับประเทศไทยตั้งแต่ 30 ม.ค. 2540 เป็นต้นมา

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกฉบับต่างรับรองว่า อำนาจสูงสุดของประเทศเป็นของประชาชนชาวไทย และประเทศไทยปกครองโดยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข และ ICCPR ได้บัญญัติรับรองว่า พลเมืองของประเทศทุกคนย่อมมีสิทธิและโอกาสในการเข้าไปมีส่วนร่วมในการบริหารราชการแผ่นดินโดยตรงหรือผ่านทางผู้แทนซึ่งได้รับเรื่องมาอย่างเสรี ดังนั้น ตัวบุคคลที่มาดำรงตำแหน่งในสถาบันที่ใช้อำนาจสูงสุดของประเทศ จึงต้องมีที่มาจากความเห็นชอบของประชาชนไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อม

ในประเด็น สิทธิและหน้าที่ของประชาชนชาวไทยตามมาตรา 69 และ 70 ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ได้บัญญัติรับรองไว้อย่างชัดแจ้ง ถึงสิทธิของประชาชนชาวไทยในการพิทักษ์รัฐธรรมนูญ มาตรา 69 บัญญัติว่าบุคคลย่อมมีสิทธิต่อต้านโดยสันติวิธีซึ่งการกระทำใด ๆ ที่เป็นไปเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ ยิ่งไปกว่านั้น รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 มาตรา 70 ได้บัญญัติให้ประชาชนชาวไทยมีหน้าที่พิทักษ์รักษาไว้ซึ่งการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญนี้

สิทธิต่อต้านการกระทำของบุคคลใด ๆ ที่เป็นไปเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศ โดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ หมายรวมไปถึง สิทธิที่จะไม่เคารพ ไม่ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ที่ตราขึ้นโดยองค์กรของรัฐ แม้จะได้ตราขึ้นตามกระบวนการ หากบุคคลผู้ใช้สิทธิต่อต้านเห็นว่าการได้มาซึ่งอำนาจการปกครองนั้น เป็นไปโดยปราศจากความชอบธรรมทางประชาธิปไตย

การบังคับใช้กฎหมาย และการตีความกฎหมายทั้งปวง แม้เมื่อ คสช. จะมีประกาศให้รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 สิ้นสุดลงนับแต่วันที่ 22 พ.ค. 2557 แต่มิได้หมายความว่าสิทธิของจำเลยในการต่อต้านกระทำเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญจะสิ้นสุดลงไปในทันที ด้วยเหตุผล 2 ประการ คือ สิทธิการต่อต้านจะสิ้นสุดลงอย่างแท้จริงเมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่า การรัฐประหารยึดอำนาจการปกครองนั้นสำเร็จลงโดยสมบูรณ์ ซึ่งต้องพิจารณาข้อเท็จจริงเป็นกรณีไป เหตุผลอีกประการหนึ่ง คือ ประเทศไทยยังคงต้องผูกพันที่จะปฏิบัติตามข้อบทต่าง ๆ ของ ICCPR อยู่

ส่วนประเด็นการทำรัฐประหารเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายและไม่เป็นไปตามวิถีทางของรัฐธรรมนูญ จันทจิรามีความเห็นว่า การได้มาซึ่งอำนาจการปกครองประเทศที่ชอบธรรม จะต้องเป็นไปตามวิถีทางที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ การทำรัฐประหารแย่งชิงอำนาจการปกครองประเทศจากคณะรัฐบาลเดิมอย่างพลการ และเข้าถือครองอำนาจรัฐแทนโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่ว่าโดยวิธีการใด ย่อมถือว่ากระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 113 และเป็นการล่วงละเมิดรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

ในทางทฤษฎี การทำรัฐประหารแย่งชิงอำนาจการปกครองประเทศ จะถือว่าสำเร็จโดยบริบูรณ์ เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่าผู้ก่อการรัฐประหารสามารถควบคุมสถานการณ์ และสามารถออกคำสั่งให้ประชาชนเชื่อฟังและปฏิบัติตามคำสั่งอย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งสามารถควบคุม สั่งการ องคาพยพของรัฐทุกหน่วยให้ปฏิบัติตามคำสั่งได้

แต่ในทางข้อเท็จจริง  อาจนับได้ว่า การรัฐประหารเป็นผลสำเร็จเมื่อแสดงออกผ่านการมีพระบรมราชโองการแต่งตั้งหัวหน้า คสช. ให้เป็นผู้ใช้อำนาจการปกครองประเทศแล้วเป็นต้นไป ดังนั้น ตราบเท่าที่ยังไม่มีการตีพิมพ์เผยแพร่ประกาศพระบรมราชโองการในราชการกิจจานุเบกษา ยังไม่อาจถือได้ว่าการรัฐประหารนั้นสำเร็จโดยบริบูรณ์

ในทางกฎหมาย หากการรัฐประหารสำเร็จโดยบริบูรณ์ คำสั่งของ คสช. ถือเป็นกฎหมายในฐานะผู้ทรงอำนาจสูงสุด แต่ในทางระหว่างประเทศ หลักกติกาสากล ICCPR เรียกร้องให้รัฐภาคต้องการให้หลักประกันสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนตามหลักการสิทธิมนุษยชน ซึ่งเป็น “สิทธิเด็ดขาดของพลเรือน” ที่รัฐไม่อาจพรากเอาไปจากประชาชนของตนได้ เช่น สิทธิที่จะมีชีวิตอยู่ สิทธิที่จะไม่ถูกทรมาน หรือกระทำการลดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิที่จะไม่ถูกคุมขังในฐานะเป็นทาส หรือกักกันโดยอำเภอใจ สิทธิที่จะไม่ถูกกฎหมายอาญาลงโทษย้อนหลัง และสิทธิในการแสดงความคิดเห็นและความเชื่อ หรือโดยการรวมกลุ่มในที่สาธารณะ เป็นต้น สิทธิเหล่านี้จะต้องคงอยู่แม้ว่ารัฐจะตกอยู่ในสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งหมายถึงช่วงเวลาของสถานการณ์ที่มีภัยคุกคามถึงชีวิตของประชาชน ไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นจากปัจจัยทางการเมือง หรือจากความคิดเห็นที่แตกต่างหรือแตกแยกของสังคม

หาก คสช. ไม่ได้ชี้แจงข้อเท็จจริงกับองค์กรสหประชาชาติอย่างเพียงพอว่า สถานการณ์ในกรุงเทพมหานครที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ 22 พ.ค. 2557 มีความรุนแรงถึงระดับขั้นเป็นภัยคุกคามถึงชีวิตและการดำรงอยู่ของชาติ มีความจำเป็นที่ต้องใช้มาตรการเรียกบุคคลมารายงานตัว หรือห้ามบุคคลแสดงออกซึ่งความเห็นโดยสันติวิธี และกำหนดความผิดและโทษทางอาญาสำหรับผู้ฝ่าฝืนประกาศและคำสั่ง หรือปรากฏว่าสถานกาณ์ไม่ได้เกิดความรุนแรงในขอบเขตทั่วประเทศ หรือรุนแรงพอถึงขั้นเป็นภัยคุกคามต่อชีวิตของประชาชนหรือการดำรงอยู่ของชาติ การละเมิดกติกา ICCPR ทุกข้อย่อมไม่สามารถทำได้

  • นพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.)

นพ.นิรันดร์ เบิกความต่อศาล เมื่อวันที่ 12 มิ.ย. 2558 ว่า ปัจจุบันรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 มีบทบัญญัติคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของชนชาวไทย ดังนั้น ประชาชนยังได้รับการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ ตลอดจนพันธกรณีระหว่างประเทศ การแสดงความคิดเห็นทางการเมือง และการชุมนุมโดยสงบเป็นสิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทย รวมทั้งมีสิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญ ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550

การยึดอำนาจการปกครอง ปฏิวัติ หรือรัฐประหาร ไม่ได้ล้มล้างสิทธิและเสรีภาพของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิพลเมือง และสิทธิทางการเมืองของประชาชนยังได้รับการรับรองและคุ้มครอง ในกรณีที่ คสช. ออกประกาศหรือคำสั่งให้บุคคลไปรายงานตัว หากไม่ไปรายงานตัวไม่ว่าจะมีโทษทางอาญาหรือไม่ กสม. ตรวจสอบแล้วมีความเห็นว่า ประกาศหรือคำสั่งดังกล่าวมีกระบวนการบางประการที่อาจก่อให้เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนได้ เช่น กรณีเจ็บป่วย ไม่มีการแจ้งให้ญาติทราบ หรือไม่ให้พบญาติ เป็นเหตุให้ผู้ป่วยไม่ได้พบแพทย์ หรือกรณีที่ไม่เปิดเผยสถานที่ควบคุมตัว ไม่ให้พบหรือปรึกษาทนายความ หรือในกรรีรุนแรงอาจมีการสอบสวนโดยการซ้อมทรมาน เป็นต้น

กสม. เห็นว่า คสช. มีอำนาจออกคำสั่งและประกาศให้บุคคลมารายงานตัวได้ แต่ต้องยึดหลักและกระบวนการที่สอดคล้องกับสิทธิมนุษยชน ซึ่งจำเลยเป็นบุคคลหนึ่งที่ยื่นหนังสือร้องเรียนต่อ กสม. ว่าถูกละเมิดเสรีภาพในการแสดงสิทธิในการต่อต้านรัฐประหารด้วยความสงบและสันติวิธี พยานเห็นว่าจำเลยเป็นบุคคลที่ต่อต้านรัฐประหาร และมีอุดมการณ์ทางการเมืองโดยใช้วิธีการโดยสงบและสันติ มีสิทธิที่จะแสดงความคิดเห็นทางการเมืองตามรัฐธรรมนูญ แตกต่างจากบุคคลที่ใช้ความรุนแรง ที่รัฐใช้กฎอัยการศึกเพื่อขจัดความรุนแรงได้ มิฉะนั้นแล้ว บุคคลที่แสดงความคิดเห็นด้วยความสงบและสันติจะกลายเป็นแนวร่วมมุมกลับ อาจก่อให้เกิดความขัดแย้งมากขึ้น

ทั้งนี้ จำเลยร้องเรียนต่อ กสม. เนื่องจากบุคคลที่มีความเห็นต่างจาก คสช. ไม่ใช่ผู้ใช้ความรุนแรงในการต่อต้านการเมืองการปกครองหรือต่อรัฐบาล ดังนั้น กฎอัยการศึกเป็นเรื่องที่ต้องใช้กับอริราชศัตรูในภาวะสงคราม ซึ่งขณะประกาศใช้ พ.ร.บ.กฎอัยการศึกมีแต่สถานการณ์การชุมนุมและใช้อาวุธสงครามก่อให้เกิดความรุนแรง แต่ไม่มีอริราชศัตรูจากภายนอกประเทศในลักษณะสู้รบหรือเกิดสงคราม

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s